ของเสียจากกระบวนการผลิต กาแฟ ช่วยฟื้นฟูป่าฝนเขตร้อนที่เสื่อมโทรม

ป่าไม้ดื่มคาเฟอีน : กาแฟ ช่วยให้ป่าไม้เติบโตเร็วขึ้นได้อย่างไร

ของเสียที่เหลือทิ้งจากกรรมวิธีการผลิต กาแฟ ช่วยเร่งให้ป่าเสื่อมโทรมกลับมามีชีวิต

เหมือนกับมนุษย์เรา  ป่าไม้โตเร็วขึ้นเมื่อได้รับ กาแฟ เพียงเล็กน้อยเติมเข้าสู่ระบบ

การทดลองเมื่อไม่นานมานี้พบว่าส่วนที่หุ้มเมล็ดกาแฟ ที่เหลือจากกระบวนการปลูกกาแฟ ช่วยฟื้นฟูป่าฝนในประเทศคอสตาริกาให้กลับมามีชีวิต นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวายแอตมานัว ออกแบบการทดลองโดยแบ่งพื้นที่ป่าเป็นสองแปลง เพื่อทดสอบว่า ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยแปลงที่หนึ่งใช้ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟคุลมดินความหนาประมาณ 50 เซนติเมตร และอีกหนึ่งแปลงปล่อยไปตามธรรมชาติ

ในแต่ละแปลงที่ทำการทำทดลองถูกใช้ประโยชน์เป็นเวลาหลายปี ทั้งเพื่อปลูกกาแฟ หรือเลี้ยงวัว และในที่สุดก็ถูกทิ้งร้าง พื้นที่เหล่านี้ถูกปกคลุมด้วยหญ้าต่างถิ่นสายพันธุ์แอฟริกัน ที่เรียกว่า หญ้าพาลิเซด ซึ่งใช้เป็นอาหารปศุสัตว์ หญ้าชนิดนี้สามารถสูงได้ถึง 5 เมตร หากไม่มีสัตว์มาแทะเล็ม และส่งผลให้พืชท้องถิ่นกลับมาเจริญเติบโตได้ยาก

หลังจากการทดลองผ่านไปสองปี แปลงทดลองที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ชั้นเรือนยอดของต้นพืชอายุน้อยสามารถปกคลุมพื้นที่ได้ถึงร้อย 80 ต้นไม้บางต้นสูงถึง 4.5 เมตร รวมไปถึงพบต้นไม่ที่มีความสูงถึง 18 เมตร ต่างกับแปลงที่ไม่ได้กากจากกระบวนการผลิตกาแฟ ซึ่งมีการปลกคุลมของพืชเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ความสูงโดยเฉลี่ยของต้นไม้ในแปลงที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟมีมากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับแปลงควบคุม อีกทั้งดินตัวอย่างจากแปลงที่ใส่กากกาแฟมีแร่ธาตุสูงกว่า และหญ้าต่างถิ่นก็ไม่เจริญขึ้นมาเป็นพืชเด่น

ผลการทดลองดังกล่าวได้รับการเยยแพร่ในวารสาร Ecological Solutions and Evidence

วิธีการดังกล่าวไม่เพียงแต่ให้ทางเลือกการกำจัดขยะที่ยั่งยืนแก่ผู้ผลิตกาแฟเท่านั้น แต่ยังช่วยเร่งการฟื้นตัวของป่าเสื่อมโทรมอีกด้วย

“นี่เป็นสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย” รีเบกกา โคล นักนิเวศวิทยา ผู้เขียนงานวิจัยนี้ จากมหาวิทยาลัย ฮาวายแอตมานัว กล่าวและเสริมว่า “โดยปกติป่าฝนเขตร้อนใช้เวลานับร้อยปีสำหรับการฟื้นฟู ด้วยต้นไม้สูงขนาดนี้ในระยะเวลาเพียง 2 ปีเป็นเรื่องที่น่าประทับใจอย่างมาก”

โคลวางแผนว่า ในอนาคตต้องทำการทดลองเพิ่มเติมในเรื่องนี้ เพื่อศึกษาผลข้างเคียงระยะยาวของการใช้กากจากกระบวนการผลิตกาแฟ ซึ่งอาจสร้างมลพิษที่คาดไม่ถึง

อย่างไรก็ตาม โคลกล่าวว่า “นี่เหมือนกับป่าได้คาเฟอีนจากกาแฟ ฉันคิดว่ามันดูมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างมาก”

กาแฟ, กากกาแฟ, ของเสียจากกาแฟ, ไร่กาแฟ, การฟื้นฟูป่า, ขยะอาหาร, กระบวนการฟื้นฟูป่า
พื้นที่ทุงหญ้าที่ทดลองถมด้วยกากจากกระบวนการผลิตกาแฟ / ภาพถ่าย รีเบกกา โคล
แปลงที่กำหนดให้เป็นตัวแปรควบคุม โดยปล่อยให้หญ้าขึ้นตามธรรมชาติ เพื่อเปรียบเทียบกับแปลงทดลอง / ภาพถ่าย รีเบกกา โคล

มองหาจุดที่ได้ประโยชน์ทุกผ่าย

เมล็ดกาแฟเป็นเมล็ดของผลไม้ที่เรียกว่าเชอร์รี่กาแฟ เมื่อถึงการเก็บเกี่ยว ผลกาแฟจะมีลักษณะเหมือนเชอร์รี่สีแดงสดหรือสีเหลือง ในกระบวนการผลิตกาแฟ ผู้ผลิตต้องใช้กำจัดเปลือก และเยื่อหุ้มเมล็ดกาแฟ รวมถึงเศษอื่นๆ ออก จากนั้นจึงนำไปตากแห้งและคั่ว เพื่อนำไปบดเป็นผงที่เราคุ้นเคยกันในถ้วยกาแฟตอนเช้า โดยปกติ น้ำหนักกว่าครึ่งของกาแฟหลังเก็บจากต้นกลายเป็นของเสียจากกระบวนการดังกล่าว

รากัน ซาฮาวี ผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์ลียง มหาวิทยาลัยฮาวายแอตมานัว ผู้เขียนงานวิจัยเรื่องนี้ กล่าวว่า โดยปกติแล้วผู้ผลิตกาแฟในประเทศคอสตาริกาจะทิ้งส่วนที่เหลือจากการแยกเมล็ดกาแฟไว้ในที่จัดเก็บ เพื่อปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ

ช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ซาฮาวีได้เยี่ยมชมโครงการฟื้นฟูป่าที่มีวิธีการคล้ายคลึงกันโดยใช้เปลือกส้ม

“พื้นที่ป่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ” เขากล่าวถึงความแตกต่างระหว่างป่าที่ใช้เปลือกส้มช่วยฟื้นฟูกับที่ปล่อยไว้ให้ฟื้นฟูตามธรรมชาติ และเสริมว่า “มันต่างกันอย่างมาก”

ขณะที่เขาเริ่มทำงานในประเทศคอสตาริกา แนวคิดเรื่องการใช้ของเสียเพื่อฟื้นฟูป่าวนเวียนอยู่ในหัวเขา และเขาสังเกตเห็นถึงขยะปริมาณมากที่เกิดจากอุตสาหกรรมกาแฟขนาดใหญ่ในประเทศคอสตาริกา Cole โคลและซาฮาวีคิดว่า ทุกฝ่ายทั้งผู้ผลิตกาแฟ เจ้าของที่ดิน และสิ่งแวดล้อมจะได้ประโยชน์จากของเสียในกระบวนการผลิตกาแฟ

โคลกล่าวว่า “ส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดเป็นขยะส่วนใหญ่ที่เกิดจากการผลิตกาแฟ ซึ่งนับค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อดำเนินการกำจัด ทั้งๆ ที่สามารถแจกจ่ายออกไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” แทนที่จะเสียค่าใช้จ่ายไปกับการจัดเก็บและย่อยสลาย ค่าใช้จ่ายที่นักวิจัยต้องใช้จริงมีเพียงแค่การเช่ารถเพื่อขนส่งกากจากกระบวนการผลิตไปถมพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม

ทำอย่างไรจึงได้ผล

แนวทางการประยุกต์ใช้คือ นำของเสียจากการผลิตกาแฟไปถมกลบพื้นที่ทุ่งหญ้าประมาณให้หนา 45 เซติเมตร เมื่อต้นหญ้าถูกกลบด้วยกากกาแฟจะขาดออกซิเจน และถูกย่อยสลายตามธรรมชาติ

“กล่าวอย่างง่ายคือ หญ้าจะตายแบบถอนรากถอนโคน” ซาฮาวีกล่าว

ซาฮาวีและโคลพบว่า ต้นหญ้าที่ย่อยสลายบวกกับกากกาแฟที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุ ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และดึงดูดแมลงเข้ามาอาศัยในพื้นที่ เมื่อมีแมลง นกกินแมลงก็ตามมา ซึ่งในมูลนกก็มีเมล็ดพืชปะปนอยู่ ทำให้เมล็ดพืชเหล่านั้นมีโอกาสเจริญเติบโตมากขึ้น รวมไปถึงเมล็ดพืชที่ปลิวมากับลม เมื่อตกลงในดินที่มีธาตุอาหารก็พร้อมจะเจริญเติบโต

ทำให้ป่าฟื้นคืนชีพ

“ในช่วงสองสามปีแรก อาจไม่ค่อยเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเท่าที่คาดหวัง หลังจากนั้นจะมีพืชชนิดใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว” ซาฮาวีกล่าวและเสริมว่า “พื้นดินบริเวณนั้นมีแร่ธาตุสูงมากจนทำให้พืชเติบโตเร็วเหมือนได้สารเร่งการเจริญเติบโต”

พวกเขาค้นพบว่ากุญแจสำคัญคือการถมของเสียจากกากกาแฟให้เรียบพอที่จะไม่ถูกน้ำฝนชะล้าง และหนาพอที่จะเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง กล่าวคือ การถมของเสียจากการผลิตกาแฟเปรียบเหมือนการสร้างกองปุ๋ยหมักบนพื้นดิน

“ถ้าคุณลองเอานิ้วจิ้มเข้าไปในกองกากเหลือทิ้งของกาแฟ คุณจะพบว่ามันร้อนมาก ไม่ร้อนถึงขั้นลวกมือแต่ร้อนพอที่จะทำให้หญ้าตายได้” ซาฮาวีกล่าว ความร้อนที่เกิดขึ้นเกิดจากกระบวนการย่อยสลายกากกาแฟ

การใช้พลาสติกคลุมแปลงดินก็ให้ผลเช่นเดียวกันแต่ “ก็สร้างขยะพลาสติกจำนวนมาก” ซาฮาวีกล่าว อีกทั้งยังต้องนำดินที่อุดมสมบูรณ์มาเติมเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับต้นพืชที่เจริญขึ้นในพื้นที่

โคลเล่าว่าวิธีการฟื้นฟูป่าโดยปกติแล้วก็คือการปลูกป่า แต่ถ้าหากเทียบการปลูกป่ากับการถมด้วยกากเหลือทิ้งของกาแฟ การปลูกป่าใช้แรงงานและต้นทุนเยอะกว่ามาก

“ตอนแรกฉันสงสัยว่ามันจะได้ผลหรือไม่ ฉันคิดว่าจะได้ทุ่งหญ้าที่สมบูรณ์กว่าเดิม” โคลกล่าว แต่สิ่งที่พวกเขาได้กลับเป็นป่าฝนเขตร้อนที่เติบโตขึ้นใหม่

 อุปสรรคที่ต้องค้นคว้าเพิ่ม

แม้ว่าการทดลองของโคลและซาฮาวีจะประสบผลสำเร็จในเบื่องต้นเกี่ยวกับกระบวนการฟื้นฟูป่า อย่างไรก็ตามวิธีการถมพื้นที่ด้วยของเสียอินทรีก็มีผลเสียเช่นกัน

“ของเสียจากการผลิตกาแฟส่งกลิ่นเหม็นมาก” โคล ผู้ที่เติบโตมาในฟาร์มกาแฟคอสตาริกา กล่าวและเสริมว่า “ฉันโตมาและชินกับกลิ่น แต่คนจำนวนมากมองว่ามันน่าขยะแขยง”

กลิ่นของเสียจากการผลิตกาแฟดึงดูดแมลงวันและแมลงอื่น ๆ จำนวนมาก ถึงแม้ว่าแมลงจะดึงดูดนกให้เข้ามาแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ต้นไม้ แต่แมลงก็รบกวนมนุษย์ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงเช่นกัน

“มีความกังวลว่า การใช้ของเสียจากการผลิตกาแฟจะมีผลต่อแหล่งต้นน้ำ ทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน” โคลอธิบาย ของเสียอินทรีมีส่วนประกอบของแร่ธาตุจำพวกไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูง แร่ธาตุเหล่านี้ส่งผลเสียต่อลำธารและทะเลสาบเนื่องจากทำให้ตะไคร่น้ำเจริญเติบโตได้อย่างดี และของเสียจากการผลิตกาแฟอาจปนเปื้อนยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการเพาะปลูกด้วย

การทดลองครั้งนี้ทดลองห่างจากแหล่งน้ำ โคลกล่าวว่าการทดลองในอนาคตจะต้องตรวจสอบถึงผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบด้วย

ก่อนหน้านี้ โครงการในลักษณะเดียวกันที่ใช้เปลือกส้มต้องเผชิญปัญหาที่ตามมอย่างหนักเมื่อผู้ผลิตน้ำส้มเดลโอโร ทำข้อตกลงกับพื้นที่คุ้มครองท้องถิ่นเพื่อทิ้งเปลือกส้มหลายคันรถบรรทุกบนพื้นที่ที่เคยเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และคู่แข่งผู้ผลิตน้ำส้มท้องถิ่นตีโกฟรุตกล่าวหาว่า โครงการดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อที่จะหาที่ทิ้งขยะ ทำให้โครงการดังกล่าวถูกระงับโดยเจ้าหน้าที่ของคอสตาริกาเห็นด้วยกับแนวคิดของบริษัทตีโกฟรุต

อนาคตอันสดใสของป่า

ดาน แจนเซน และวินนี ฮอลล์วักส์ คู่สามีภรรยานักนิเวศวิทยาอากาศเขตร้อน มหาวิทยาลัยเพนน์ซิลวาเนีย Pennsylvania ไม่แปลกใจกับผลสำเร็จของการทดลองฟื้นฟูป่าของโคลแลซาฮาวี แจนเซนสร้างการติดต่อระหว่างเดลโอโรกับพื้นที่คุ้มครองด้วยเหตุผลเดียวกัน และทำให้ซาฮาวีรู้จักกับแนวทางดังกล่าว

เมื่อ 20 ปีที่แล้วเขาประสบผลสำเร็จคล้ายกัน

หกเดือนหลังจากถมเปลือกส้ม แจนเซนกล่าวว่า พื้นที่หนึ่งหมื่นตารางเมตรนั้น “กลิ่นแย่มากและดูไม่ได้เลย”

“หลังจากนั้นปีครึ่ง กลิ่นทั้งหมดหายไปและไม่มีหญ้าแอฟริกันหลงเหลืออยู่เลย มีแต่พืชใบกว้างหลากหลายสายพันธุ์กำลังเจริญเติบโตในดินร่วนสีดำ สิ่งที่เราทำก็เหมือนการใส่ปุ๋ยให้ดินอย่างหนักหน่วง เราประสบผลสำเร็จ” แจนเซนเขียนในอีเมล

แจนเซนคิดว่าโครงการกากจากการผลิตกาแฟนี้จะรอดพ้นชะตากรรมเดียวกันกับโครงการเปลือกส้มของเขาประสบ เนื่องจาก “มีเรื่องวุ่นวายทางการเมืองมาเกี่ยวข้องน้อยกว่า” และเยื่อกาแฟเป็นผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อยขนาดเล็กมากกว่าบริษัทยักษ์ใหญ่

นอกจากจะทำการศึกษาผลกระทบระยะยาวของกากจากจากการผลิตกาแฟแล้ว โคลสนใจที่จะต่อยอดการทดลองไปยังของเสียจากการเกษตรชนิดอื่นๆ เธอคาดหวังว่าผลการทดลองจะประสบผลสำเร็จคล้ายกันตราบเท่าที่ของเสียจากการผลิตเหล่านั้นมีแร่ธาตุมากและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์

เรื่อง : ซาราห์ กิบเบ็นส์


แปลและเรียบเรียงโดย ไท พฤฒิธาดา
โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษไทย


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ขยะอาหาร” ปัญหาใหญ่ที่ถูกมองข้าม

เรื่องแนะนำ

ฮอยอัน : ออกเดินทางหาความยั่งยืนทั้งภายนอกและภายในตนเอง

เรารู้จัก ฮอยอัน ในฐานะเมืองมรดกโลก หลายคนมาที่นี้เพื่อเยี่ยมชมเมืองเก่า ชุมชนญี่ปุ่น และล่องเรือตะกร้า แต่การเดินทางบางครั้งกลับไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นผู้คน และเรื่องราวของผู้คนที่พบเจอ ว่ากันว่าตัวบุคคลนี่แหละที่นำพาเราไปสู่เรื่องราวของสถานที่นั้นอย่างแท้จริง ฉันมักออกเดินทางเพื่อสำรวจตัวเองเสมอ แต่การเดินทางครั้งนี้กลับแตกต่างจากทุกครั้ง ฮอยอัน คือสถานที่ที่ฉันไม่ต้องใช้กำลังปีนป่ายใดๆ ไม่ต้องใช้แรงใจในการผลักดันแรงขาให้ก้าวเดินเป็นระยะทางกว่าสิบกิโลเมตร ฉันเชื่อมาตลอดว่า ความยากลำบากในการเดินทางแบบนั้นจะพัดพาจิตวิญญาณแท้จริงกลับมา ทุกครั้งที่ออกเดินทางฉันมักจะเชื่อมภาพที่เราเห็นกับเรื่องภายในตนเองทั้งหมด จนวันหนึ่งที่จังหวะชีวิตเปลี่ยนไป แว่นตาของการมองโลกก็เปลี่ยนไปด้วย ฉันเริ่มสนใจเรื่องภายนอกตัวมากขึ้น และการเดินทางมาฮอยอันก็ทำให้ฉันเห็นภาพนี้ชัดเจนขึ้น หลายแหล่งข้อมูลบอกว่า ฮอยอันตั้งอยู่ในจังหวัดกวางนาม ประเทศเวียดนาม UNESCO คัดเลือกให้เป็นเมืองมรดกโลก ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นเมืองที่ผสมผสานศิลปะ และสถาปัตยกรรมท้องถิ่นและต่างชาติ ได้อย่างมีเอกลักษณ์ หลังจากกลายเป็นเมืองมรดกโลก ฮอยอันจึงเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีค่าครองชีพต่ำติด 1 ใน 5 ของโลก และด้วยอัตราการเติบโตที่รวดเร็วบนพื้นที่จำกัด ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตั้งแต่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน จนถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้คนบางส่วนในฮอยอันเริ่มหาหนทางเดินทางเข้าหาจุดสมดุล จุดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ หลายคนเริ่มกลับมารวมกลุ่มกันทำสวนแบบปลอดสารพิษ คนรุ่นใหม่บางคนกลับมาเป็นแรงสำคัญในการพัฒนาชุมชนโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม มีการจัดการท่องเที่ยวชุมชนขึ้นมา และฉันหวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดนั้น ฉันออกเดินทางจากประเทศไทยมาลงที่เมืองดานัง ก่อนเหมารถโดยสารมาฮอยอัน ในตอนกลางวัน ฮอยอันเป็นเมืองเงียบสงบ ราวกลับเมืองที่หลับไหล ผู้คนเดินไปมาอย่างบางตา แต่เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกดิน […]

การห้ามใช้ถุงพลาสติกกำลังแพร่หลาย แต่มันได้ผลจริงหรือ?

คนเก็บขยะแบกถุงวัสดุที่รีไซเคิลได้ ในภูเขาขยะ Dandora กรุงไนโรบี อันเป็น 1 ใน 4 ภูเขาขยะที่ใหญ่และเป็นพิษมากที่สุดในแอฟริกา ภาพถ่ายโดย BENEDICTE DESRUS, SIPA via AP เคนยามีบทลงโทษการใช้ ถุงพลาสติก ที่รุนแรงที่สุดในโลก แต่ทางเลือกใหม่ๆ สำหรับผู้บริโภคกลับก่อให้เกิดปัญหาที่มากขึ้น ในนาคูรู ประเทศเคนยา ถุงพลาสติก หูหิ้วได้หายไปจากตลาด Wakulima เนื่องจากการห้ามใช้ถุงพลาสติกในประเทศก็จริง แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยถุงโพลีโพรพีลีน (Polypropelene) ซึ่งเป็นถุงพลาสติกอีกประเภท แต่ James Wakaiba นักกิจกรรมผู้เป็นตัวแทนของการรณรงค์ที่นำไปสู่การห้ามใช้ถุงพลาสติก กล่าวว่าการแบนที่ไม่สมบูรณ์แบบยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย “โอเค ถุงพวกนี้ทำจากโพลีโพรพิลีนก็จริง แต่พวกมันถูกนำมาใช้ใหม่ได้ และไม่ได้เป็นถุงบางๆ ที่ปลิวได้ง่าย” เขากล่าว “สหประชาชาติ (UN) บอกว่าแค่ปีเดียว คนเคนยาก็ใช้ถุงพลาสติกในซูเปอร์มาร์เก็ตตั้ง 100 ล้านใบ แสดงว่าเราก็ประหยัดถุงไปได้ 100 ล้านใบแล้ว ผมคิดว่าความสำเร็จของเรื่องนี้มีประมานร้อยละ 80” ถุงพลาสติกซึ่งมักถูกมองว่าเป็นทั้งสินค้าขายดีที่สุดของโลกและเป็นสิ่งที่พบได้ทุกหนทุกแห่ง กลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่ถูกห้ามใช้มากที่สุดในโลก จากข้อมูลของ UN […]

ความน่าสนใจในงาน Thailand Sustainability Expo 2020

สำรวจกิจกรรมน่าสนใจและไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดในงาน THAILAND SUSTAINABILITY EXPO 2020 (TSX2020) เตรียมพบกับการรวมตัวครั้งสำคัญขององค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนของประเทศไทย นำโดย ไทยเบฟ, ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป, จีซี และ เครือข่าย TSCN ภายใต้ภารกิจขับเคลื่อนโลกให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน ที่นำมาสู่การจัดงาน “ Thailand Sustainability Expo 2020 (TSX) ” ขึ้นเป็นครั้งแรกในแนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) ระหว่างวันที่ 1-4 ตุลาคม 2563 นี้ ณ ห้างสรรพสินค้า สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น G ชั้น 3 และ ชั้น 5 มาสำรวจกันว่าในการจัดงาน 4 วันเต็ม มีกิจกรรมใดน่าสนใจ และมีกิจกรรมใดบ้างที่ไม่ควรพลาด CEO PANEL DISCUSSION; DECADE […]

ความยั่งยืน : องค์ประกอบสำคัญของการสร้างแบรนด์ในทุกธุรกิจ

ในโลกยุคใหม่ ภาคธุรกิจได้รับการคาดหวังว่าต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อความยั่งยืนของโลก โดยในปลายเดือนตุลาคม 62 นี้ จะมีการประชุมว่าด้วยการสร้างแบรนด์เพื่อ ความยั่งยืน ในประเทศไทย ปัจจัยสำคัญในการสร้างธุรกิจให้อยู่รอดในยุคสมัยใหม่ คือการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับของคนในสังคม โดยนอกจากการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว องค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลให้แบรนด์ธุรกิจได้รับการยอมรับคือ การมีส่วนร่วมสร้าง ความยั่งยืน ให้กับสังคม ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าอย่างมีความรับผิดชอบ หรือการมุ่งหาแนวทางในการนำผลกำไรมาตอบแทนสังคม หรือชุมชนรอบตัวให้เติบโตไปด้วยกัน หมดยุคสมัยของการเติบโตเพื่อกอบโกยกำไรแต่เพียงผู้เดียวและทิ้งผู้คนมากมายไว้เบื้องหลัง ดร. ศิริกุล เลากัยกุล  หรือ คุณหนุ่ย ปัจจุบันเป็น Country Director ของ SB Thailand มีประสบการณ์ทำงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบรนด์ มานานกว่า 20 ปี อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการสร้างแบรนด์หลากหลายบริษัท อีกบทบาทของเธอในวันนี้คือการเป็นผู้จัดการประชุมสัมมนา Sustainable Brands (SB) อันเป็นการประชุมสัมมนาด้านความยั่งยืนของแบรนด์ระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด จัดต่อเนื่องมานานนับสิบปี ในเมืองชั้นนำทั่วโลก อาทิ ซานดิเอโก ลอนดอน บาร์เซโลนา ริอูเดจาเนรู โตเกียว ซิดนีย์ เคปทาวน์ แวนคูเวอร์ เป็นต้น วันนี้เราได้มาพูดคุยกับคุณหนุ่ยถึงแรงบันดาลในการผลักดันเรื่องของการสร้างแบรนด์เพื่อความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของธุรกิจในเมืองไทย ความสำคัญของการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ และงานสัมมนา […]