Barefoot College โรงเรียนทางเลือกในอินเดียที่ขับเคลื่อนชุมชนและสร้างคนด้วย 'ความรู้'

Barefoot College โรงเรียนทางเลือกในอินเดียที่ขับเคลื่อนชุมชนและสร้างคนด้วย ‘ความรู้’

Barefoot College วิทยาลัยทางเลือกในรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ที่สร้างขึ้นเพื่อคนจน เพื่อให้ชาวบ้านนำทักษะยกระดับคุณภาพชีวิต โดยปราศจากการแบ่งแยกทางด้านชนชั้นวรรณะและฐานะ

บังเกอร์ รอย (Bunker Roy) ก่อตั้งวิทยาลัยเท้าเปล่า (Barefoot College) ขึ้นในปี 1972 เพื่อสอนคนชนบทให้มีทักษะที่สามารถนำไปเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขา โดยเชื่อว่า แม้จะเป็นคนจนที่ไม่ได้รับการศึกษา อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่พวกเขามีสิทธิ์ที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาชีวิตและทักษะของพวกเขาเอง

ที่วิทยาลัยเท้าเปล่าแห่งนี้ให้คุณค่ากับคนและงานทุกงานเท่ากัน ครูมีสถานะเทียบเท่ากับนักเรียน คนที่ไม่รู้หนังสือก็มีสถานะเท่ากับคนที่รู้หนังสือ และแม้วิทยาลัยเท้าเปล่าจะไม่มีการให้ใบปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด ๆ แต่ความรู้และทักษะเชิงปฏิบัติที่ได้รับการฝึกอบรมจากที่นี่นั้นมีค่ามากกว่าใบกระดาษเหล่านั้นมาก

วิทยาลัยเท้าเปล่า ยังรับแนวคิดแบบคานธีมาปรับใช้ หัวใจของความเชื่อแบบคานธีเชื่อว่าความรู้ ทักษะและสติปัญญาเป็นสิ่งที่สามารถพบได้ในชุมชน เราควรนำทักษะและความรู้เหล่านั้นมาเรียนรู้พัฒนา ก่อนที่จะไปเรียนรู้ทักษะจากข้างนอก ด้านวิทยาลัยเท้าเปล่าเองก็นำแนวคิดนี้มาใช้

โดยนำความรู้และทักษะแบบดั้งเดิมของคนในชนบทมาใช้ในการสร้างบ้านเรือนเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่คนไร้บ้าน ใช้สร้างแหล่งกักเก็บน้ำฝนในโรงเรียนชนบทและชุมชนที่ขาดแคลนน้ำสะอาดในการอุปโภคบริโภค และยังใช้กิจกรรมการชักหุ่นกระบอกมาสอดแทรกเนื้อหาด้านเศรษฐกิจเชิงสังคมเข้าไปด้วย

เป้าหมายของ รอย จึงเป็นการสร้างวิทยาลัยที่ราคาถูก กระจายความเจริญจากเมืองใหญ่ และขับเคลื่อนชุมชน โดยยึดหลักนำ “ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในหมู่บ้าน” มาสร้างความเจริญในชนบท

 

“วิทยาลัยเท้าเปล่า” ที่ไม่ได้สอนเพียง “ความรู้ในห้องเรียนแบบเปล่า ๆ”

วิทยาลัยเท้าเปล่าตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 8 เอเคอร์ โดยใช้พลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด มีการเปิดคอร์สอบรมโซลาร์เซลล์มาตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งได้ฝึกอบรมวิศวกรโซลาร์เซลล์ไปกว่า 300 คน และได้นำแสงสว่างไปสู่บ้านเรือนมากกว่า 13,000 หลังทั่วประเทศอินเดีย ยังมีบ้านกว่า 6,000 หลัง มากกว่า 120 หมู่บ้าน ใน 24 ประเทศจากอัฟกานิสถานถึงยูกันดาที่ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์นี้

ในอินเดีย ประมาณ 44 เปอร์เซ็นต์ของบ้านในชนบทไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งครัวเรือนเหล่านั้นถือเป็น 72 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในประเทศอินเดีย พวกเขาต้องใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป

บักฟัท นานดัน (Bhagwat Nandan) เจ้าหน้าที่ประสานงานของหน่วยงานโซลาร์เซลล์ของวิทยาลัย กล่าวว่า วิศวกรของรอยได้เข้ามาแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ และสามารถประหยัดน้ำมันก๊าด (kerosene) ที่ใช้เพื่อจุดเตาไฟและตะเกียง ไปได้อย่างน้อย 1.5 ล้านลิตรต่อปี

“วรรณะหญิง” ผู้นำความเจริญมาสู่ชนบท

ในขณะที่เส้นแบ่งของวรรณะเริ่มกลายเป็นเพียงเส้นเบลอ ๆ ในเมืองใหญ่ แต่หมู่บ้านในชนบทของอินเดียกลับยังมีวรรณะ “ดาลิต” ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่ “ไม่ควรไปจับต้อง” เป็นกลุ่มคนที่มีความยากจนแร้นแค้นเป็นอย่างมากและถูกทิ้งขว้างจากคนในสังคม ยิ่งไปกว่านั้นหากบุคคลนั้นเป็นผู้หญิงในวรรณะดาลิตด้วยแล้ว คนในสังคมก็ยิ่งมองข้ามพวกเธอ

แต่วิทยาลัยเท้าเปล่า กลับให้ความสำคัญกับ “วรรณะหญิง” โดยเฉพาะผู้หญิงยากจนในชนบทที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้หญิงวัยกลางคน หญิงที่ผ่านการหย่าร้าง หญิงที่ทุพพลภาพทางร่างกาย รวมถึงหญิงที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ล้วนได้รับความสำคัญเป็นพิเศษในการสอนงานมากกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่น เพราะพวกเธอเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับโอกาสในการจ้างงานและต้องการรายได้เพื่อมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวมากที่สุด

ซานโตส เดวี (Santosh Devi) หญิงวัย 19 ปี จากรัฐราชสถานอันห่างไกล แม้เธอจะรู้หนังสือเพียงน้อยนิด แต่เธอได้ก้าวข้ามอุปสรรคด้านวรรณะที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่กำเนิด กลายมาเป็นหญิงดาลิต (Dalit หรือ วรรณะจัณฑาล) คนแรกของอินเดียที่เป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์

ซานโตส ได้รับการสอนให้เป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์ที่วิทยาลัยเท้าเปล่าในหมู่บ้านทิโลเนีย (Tilonia) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไจเปอร์ (Jaipur) 100 กิโลเมตร ที่นี่ปราศจากการแบ่งแยกด้านเพศ วรรณะ เชื้อชาติ อายุ หรือการศึกษา และได้อบรมผู้หญิงจำนวน 15,000 คนให้มีทักษะในด้านต่าง ๆ อย่างการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ความรู้ทางการแพทย์ และการสร้างเครื่องวัดคุณภาพน้ำ

ซานโตส อาศัยอยู่ในหมู่บ้านของชาวดาลิต บาลาจี กี ดานี (Balaji Ki Dhani) หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีบ้านที่ทำขึ้นมาจากโคลน 20 หลัง ซึ่งบ้านของซานโตสเป็นบ้านปูนซีเมนต์เพียงหลังเดียวในนั้น เธอสร้างบ้านด้วยเงินที่เธอได้มาจากการเป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์ และด้วยอาชีพนี้ ทำให้บ้านหลังอื่น ๆ ในหมู่บ้านมีพลังงานโซลาร์เซลล์ใช้ด้วยเช่นกัน

ตามธรรมเนียมในชนบทของอินเดีย ผู้หญิงต้องทำทั้งงานบ้านและงานเกษตรกรรม “ก่อนที่ฉันจะมาเป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์ ฉันต้องทำงานในไร่นาทั้งวัน แล้วก็ต้องรีบกลับมาบ้านเพื่อที่จะทำอาหารเย็นก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ฉันแทบจะไม่มีเวลาได้พักหายใจเลย” แม้ว่าตอนนี้ซานโตสจะไม่ได้ทำงานในไร่นาแล้ว แต่เธอก็มีงานยุ่งทั้งวันจากการซ่อมโคมโซลาร์เซลล์ให้คนในหมู่บ้าน

โชติ เดวี (Choti Devi) หญิงวรรณะสูงในวัย 60 ปลาย ๆ เป็นเพื่อนบ้านของซานโตสเมื่อไม่นานมานี้ เธอได้เล่าถึงความรู้สึกชื่นชมที่มีต่อโคมโซลาร์เซลล์

“การมีแสงไฟทำให้การนอนในตอนกลางคืนเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ในหน้าฝนมักจะมีแมลงมีพิษมาอยู่รอบ ๆ บ้าน แต่ตอนนี้เมื่อเรามีแสงไฟในตอนกลางคืน พวกเราก็ไม่ต้องกังวลกับมันมากนัก โคมโซลาร์เซลล์ยังทำหน้าที่ช่วยให้เราต้อนฝูงวัวฝูงควายกลับเข้าบ้านในช่วงเวลาเย็นได้เป็นอย่างดี” 

ผู้สูงวัยที่ “ไม่ถูกลืม”

นักศึกษาในวิทยาลัยเท้าเปล่าแห่งนี้ส่วนมากเป็นเหล่าหญิงสูงวัยจากหลายประเทศ ทั้งชาวอินเดีย แอฟริกา อเมริกาใต้ และอีกหลากหลายเชื้อชาติ อย่างในคอร์สอบรมนานาชาติก็พบหญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จากชนบทที่ห่างไกลไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นจำนวนมาก

เหตุที่ รอย รับหญิงสูงวัยเหล่านี้มาอบรมเพราะเขาเชื่อว่าคนเฒ่าคนแก่เหล่านี้คือผู้ที่มีศักยภาพสามารถช่วยพัฒนาหมู่บ้านในชนบทได้ “มันก็สมเหตุสมผลที่เราจะเลือกผู้หญิง โดยเฉพาะหญิงสูงวัย เพราะพวกเธอรักในถิ่นฐานบ้านเกิด และยังไม่ทิ้งหมู่บ้านไปทำงานในเมืองเหมือนที่พวกหนุ่มสาวชอบทำเวลาได้ใบปริญญา”

หญิงเหล่านี้เรียนการทำแผงโซลาร์เซลล์ผ่านการฟังและจดจำ ใช้ชาร์ตโค้ดสีช่วยในการจำรูปแบบ ตำแหน่งและสายไฟต่าง ๆ โดยปราศจากการอ่านหรือเขียน

กูมาน สิงห์ (Guman Singh) ครูในวิทยาลัยเท้าเปล่ากล่าวว่า “แม้ช่วงแรกจะยาก จนทำให้พวกเธอรู้สึกท้อแท้ใจ แต่พอพวกเธอเริ่มปรับตัวได้ และเข้าใจโค้ดสีต่าง ๆ มันก็จะง่ายขึ้น เรายังสอนพวกเธอผ่านรูปภาพ สัญลักษณ์และการลงมือปฏิบัติจริง”

มาทิลดาห์ ชิกวาตา (Matildah Chikwata) หญิงวัย 43 ปี จากหมู่บ้านในประเทศซิมบับเว (Zimbabwe) ที่บ้านเกิดของเธอ เธอขายผักเป็นอาชีพ ได้เงินวันละ 5 ดอลล่าร์

“พวกเราแทบจะใช้จ่ายอะไรไม่ได้เลย แม้กระทั่งการนำผักไปขายที่เมืองใกล้ ๆ เราก็ทำไม่ได้ เราเลยต้องอาศัยเพื่อนบ้านเดินมาซื้อผักจากบ้านของเราเอง แม้ผู้คนที่นี่ล้วนยากจนเช่นเดียวกัน แต่พวกเธอใช้สองมือในการต่อยอดชีวิตให้ดีขึ้น ฉันก็อยากกลับไปที่บ้าน ไปสอนคนอื่นให้ใช้สองมือคู่นี้ทำประโยชน์แบบนี้บ้าง ดังนั้นถ้าคนอายุขนาดฉันยังเรียนได้ ทุกคนก็เรียนได้”

คอร์สอบรมหญิงสูงวัยโซลาร์เซลล์เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลอินเดีย จนออกทุนให้หญิงสูงวัยจากทั่วโลกมาเรียนที่นี่

สืบค้นและเรียบเรียง ภัทราพร ชัยบุตร

ภาพ Barefoot College

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


ช้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : เจาะลึกระบบการศึกษาเยอรมันที่สอนให้เยาวชนเข้าใจ Climate Change ในทุกมิติ

เรื่องแนะนำ

CMU Lifelong Education พื้นที่สาธารณะที่เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคน

CMU Lifelong Education พื้นที่สาธารณะที่ตั้งใจให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ภาพของผู้คนที่ใช้ชีวิตประจำวันอย่างอิสระรอบอ่างแก้วเป็นภาพที่ชินตาของเชียงใหม่มาแสนนาน โดยเฉพาะหลังจากการปรับทัศนียภาพครั้งใหญ่ พื้นที่สาธารณะแห่งนี้เปิดต้อนรับทุกคนทั้งในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้งานพื้นที่ เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านการใช้ชีวิต “ถ้าเรามองกันดีๆ มหาวิทยาลัยก่อตั้งขึ้นมาเพื่อชุมชน”​ รศ.ดร.​ปรารถนา ใจผ่อง ผู้อำนวยการวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มต้นเล่าให้เราฟัง “การมีอยู่ของมหาวิทยาลัย จริงๆ แล้วคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะ เพื่อนำความรู้ไปทำงาน ช่วยเหลือสังคม หรือประกอบธุรกิจ นั่นคือกรอบเดิมของการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาบัณฑิตที่มีคุณภาพ” มหาวิทยาลัยคือแหล่งทรัพยากรอันทรงคุณค่า ทั้งในเรื่ององค์ความรู้ บุคลากร และอาคารสถานที่ที่ผู้คนในชุมชนเข้าถึงได้ แล้วทำไมการศึกษาขั้นสูงจึงจำกัดอยู่แค่กับการบ่มเพาะนักศึกษาในมหาวิทยาลัย? จะดีกว่าไหมถ้าความรู้เหล่านี้จะถูกส่งต่อสู่ผู้คนที่ต้องการพัฒนาตัวเอง? นี่คือโจทย์ที่นำมาสู่การก่อตั้งวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี 2561   Reinventing University ปรับวัฒนธรรมการเรียนรู้ “ถ้าเป็นเมื่อก่อน คนจะคิดถึงเรื่องการศึกษาเป็นการเรียนที่เกิดขึ้นตามระบบ ขั้นตอน ตามอายุ เพื่อให้จบตามแต่ละขั้นของการศึกษาไป การศึกษาเป็นกระบวนการที่ตอบสนองจุดประสงค์ระยะสั้น”​ ในยุคที่โลกเปิดกว้าง ผู้คนต้องปรับตัวเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ อยู่ตลอด หรือแม้แต่การลงลึกในเรื่องราวที่ตัวเองสนใจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป คำว่า ‘การศึกษา’ จึงไม่ได้ถูกผูกติดอยู่กับสถาบันการศึกษาหรือกรอบเวลาอีกต่อไป หากแต่นี่ก็เป็นอีกพันธกิจของสถาบันที่ก็ต้องปรับตัวเปิดกว้างต้อนรับผู้คนอย่างเป็นมิตรเช่นเดียวกัน เป้าหมายชีวิตระยะยาวจึงกลายมาเป็นนิยามของการศึกษายุคใหม่ “การก่อตั้งวิทยาลัยนี้ขึ้นมา เกิดจากประสบการณ์ การมองเห็นข้อมูล […]

AGRINOVATOR KMITL เกษตรนวัตกรรม สู่ความมั่นคงทางอาหารของเมืองไทย

Agrinovator กับการปลดล็อกประเทศไทย ด้วยเกษตรแม่นยำจากนวัตกรรมและเทคโนโลยี จนถึงปลายทางที่การสร้างมูลค่าเพิ่มและช่องทางการตลาด เราได้ยินคำว่า ‘เมืองไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ’ มาอย่างยาวนาน ด้วยอาชีพหลักเกษตรกรรมที่ทำให้ ‘ครัวของโลก’ กลายเป็นนโยบายผลักดันเศรษฐกิจของประเทศเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่สภาวการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงรุนแรงเกินความคาดเดา ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม สงคราม และโรคระบาด “เรากักตัวจากการเป็นกลุ่มเสี่ยงของโควิด-19 ก็ยังต้องทานข้าว โปรตีน เรายังต้องกินอยู่ใช้ชีวิตปกติ เพราะทุกอย่างอาศัยผลผลิตทางการเกษตร เพียงแต่การเกษตรบ้านเรายังขึ้นอยู่กับความแปรปรวนสภาพดินฟ้าอากาศที่ยากต่อการพยากรณ์ การเกษตรในอนาคตจึงต้องใช้เทคโนโลยีของทางวิศวกรรมมาเข้าใจความไม่แน่นอนของกระบวนการผลิต เพื่อความอยู่รอดของทุกคน” ผศ.ดร.อนัญญา เจริญพรนิพัทธ รองคณบดีกำกับงานวิชาการและต่างประเทศ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เท้าความให้เราฟังถึงความสำคัญของเกษตรอัจฉริยะ พัฒนาการและความก้าวหน้าทางด้านเกษตรกรรมที่ใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือ จึงนำมาสู่การพัฒนาหลักสูตร Agrinovator เกษตรนวัตกร ที่มุ่งพัฒนาบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตเชิงลึกด้านการเกษตรควบคู่ไปกับการสร้างเครื่องมือทางวิศวกรรมศาสตร์   เกษตรกรรม + นวัตกรรม = เกษตรนวัตกร “หลักสูตรนี้เหมือนเราสร้างคนสองคนอยู่ในตัวคนเดียวกัน คือ Agriculture (เกษตรกรรม) และ Innovation (นวัตกรรม) ผู้เรียนต้องเรียนทั้งสองคณะ ทั้งคณะเทคโนโลยีการเกษตรและวิศวกรรมศาสตร์ในเวลาเดียวกัน จึงเป็นหลักสูตรควบระดับปริญญาตรีสองปริญญา – วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการสมาร์ตฟาร์ม และวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเกษตรอัจฉริยะ” อ.อนัญญาเริ่มต้นเล่า […]

มีชัยพัฒนา โรงเรียนนวัตกรรมและทักษะชีวิต

มีชัยพัฒนา โรงเรียนนวัตกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม การเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างนักเรียน-โรงเรียน-ชุมชน สมัยยังเรียนชั้นมัธยม กิจวัตรของการเรียนคงหนีไม่พ้นเข้าห้องเรียน รอพักเที่ยง แล้วเลิกเรียนกลับบ้าน โดยทั่วไป เรามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับโรงเรียนในฐานะที่เป็นแหล่งมอบการศึกษาให้กับนักเรียน ด้วยศักยภาพของโรงเรียนซึ่งมีทั้งทางด้านกายภาพ ในเรื่องอาคารสถานที่ และทางด้านองค์ความรู้พร้อมใช้เพื่อระดับการศึกษาที่สูงขึ้น โรงเรียน มีชัยพัฒนา มองเรื่องราวเหล่านี้ในมุมกลับกัน จากทรัพยากรที่มีในมือของโรงเรียนจะถูกใช้งานอย่างไรให้ได้เต็มประสิทธิภาพ? จากนักเรียน มองออกนอกรั้วโรงเรียนไปถึงชุมชน พร้อมกับความตั้งใจที่อยากให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคน “ผมทำงานเรื่องการเปลี่ยนแปลง เป็น Change Maker ปรับตัวมาตลอด รวมถึงวันนี้ก็ประมาณ 50 ปีแล้ว” คุณมีชัย วีระไวทยะ ผู้ก่อตั้งและประธานโรงเรียน เล่าให้เราฟัง “มีอยู่ช่วงหนึ่ง เมื่อสัก 18 ปีก่อน ผมเริ่มหาทุนมาให้นักเรียนเป็นทุนการศึกษา ให้เงินไปก็คิดว่าดี แต่พอเข้าไปดูในรายละเอียดแล้ว มันไม่ได้มีอะไรที่ผมคิดว่าจะดีขึ้น มันเป็นวงจรที่ส่งเด็กกลับไปเข้าไปในระบบเดิม เราก็เลยเริ่มคิดว่าต้องหาระบบใหม่ สร้างระบบที่เป็นของเราเอง” ระบบที่ว่า คือระบบการศึกษาที่เน้นทักษะชีวิตไปพร้อมกับทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กนักเรียนที่จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาสามารถบริหารจัดการการใช้ชีวิต ด้วยจุดมุ่งหมายให้ครอบครัวและชุมชนมีคุณภาพชีวิตและรายได้ที่ดีขึ้น นี่แหละคือชีวิตจริงที่ทุกคนต้องเจอในอนาคต   โรงเรียนที่เชื่อในความสามารถของปัจเจกบุคคล เรามีโอกาสได้ฟังการเล่าเรื่องโรงเรียนผ่านประสบการณ์จริงของนักเรียน 5 คน น้ำเสียงฉะฉานเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ บอกเล่าเรื่องราวของโรงเรียนประจำแห่งนี้ที่ทุกคนได้ใช้ชีวิตตลอดทั้งวันและทั้งเทอม […]

ชวนคุยเรื่อง ความยุติธรรม , วิชา ‘การให้เหตุผลเชิงศีลธรรม’ ผ่านเหตุการณ์ชีวิตจริง

ในยุคที่การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่หลักสูตรภาคบังคับ วิชา Justice ความยุติธรรม โดย ไมเคิล เจ. แซนเดล กลายมาเป็นวิชาถูกสอนในโรงเรียนมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เพราะการศึกษาในศตวรรษใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหลักสูตรตามกระบวนการเรียนรู้ในขนบเดิมอีกต่อไป หลายโรงเรียนออกค้นหาวิชาที่เอื้อให้เด็กมีทักษะการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นและสาธารณะอย่างมีคุณภาพ Justice กลายมาเป็นหนึ่งในวิชาสำคัญที่กลายมาเป็นแกนหลักในการส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิตให้กับนักเรียนชั้นมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง หรือใช้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา JUSTICE : What’s the Right Thing to Do? หรือ ‘ความยุติธรรม’ หนังสือชื่อตรงไปตรงมา ถูกแปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกในปี 2554 และพิมพ์ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 จนถึงปัจจุบัน จากความตั้งใจของ สฤณี อาชวานันทกุล ผู้แปลและลูกศิษย์ของอาจารย์ไมเคิล เจ. แซนเดล ผู้เขียน ที่ต้องการชวนผู้อ่านตั้งคำถามกับสังคมผ่านประเด็นเรื่องราวร่วมสมัยด้วยแว่นตาของทฤษฎีปรัชญาแบบย่อยง่ายและอ่านสนุก สังคมที่ความกล้าตั้งคำถามเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนให้ผู้คนก้าวออกมาส่งเสียง การคิดเชิงวิเคราะห์และความรู้นอกห้องเรียนคือสิ่งที่ผู้คนโหยหา หนังสือคือแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางสำหรับทุกคน ทั้งหมดนี้ประกอบสร้างให้ Justice ไม่เพียงแต่เป็นหนังสือที่มีชื่อเสียง แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมและอารยชน เราอยู่ในเทศกาลหนังสือกับนักอ่านที่แวะเวียนเข้ามาพบปะกับคุณสฤณี ขอลายเซ็น และแลกเปลี่ยนทรรศนะ เช่นเดียวกันกับที่เราชวนเธอนั่งคุยเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ จากประสบการณ์ในห้องเรียน สู่วิชา ‘ความยุติธรรม’ ที่เป็นของทุกคน สมัยเรียนปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วิชา […]