Barefoot College โรงเรียนทางเลือกในอินเดียที่ขับเคลื่อนชุมชนและสร้างคนด้วย 'ความรู้'

Barefoot College โรงเรียนทางเลือกในอินเดียที่ขับเคลื่อนชุมชนและสร้างคนด้วย ‘ความรู้’

Barefoot College วิทยาลัยทางเลือกในรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ที่สร้างขึ้นเพื่อคนจน เพื่อให้ชาวบ้านนำทักษะยกระดับคุณภาพชีวิต โดยปราศจากการแบ่งแยกทางด้านชนชั้นวรรณะและฐานะ

บังเกอร์ รอย (Bunker Roy) ก่อตั้งวิทยาลัยเท้าเปล่า (Barefoot College) ขึ้นในปี 1972 เพื่อสอนคนชนบทให้มีทักษะที่สามารถนำไปเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขา โดยเชื่อว่า แม้จะเป็นคนจนที่ไม่ได้รับการศึกษา อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่พวกเขามีสิทธิ์ที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาชีวิตและทักษะของพวกเขาเอง

ที่วิทยาลัยเท้าเปล่าแห่งนี้ให้คุณค่ากับคนและงานทุกงานเท่ากัน ครูมีสถานะเทียบเท่ากับนักเรียน คนที่ไม่รู้หนังสือก็มีสถานะเท่ากับคนที่รู้หนังสือ และแม้วิทยาลัยเท้าเปล่าจะไม่มีการให้ใบปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด ๆ แต่ความรู้และทักษะเชิงปฏิบัติที่ได้รับการฝึกอบรมจากที่นี่นั้นมีค่ามากกว่าใบกระดาษเหล่านั้นมาก

วิทยาลัยเท้าเปล่า ยังรับแนวคิดแบบคานธีมาปรับใช้ หัวใจของความเชื่อแบบคานธีเชื่อว่าความรู้ ทักษะและสติปัญญาเป็นสิ่งที่สามารถพบได้ในชุมชน เราควรนำทักษะและความรู้เหล่านั้นมาเรียนรู้พัฒนา ก่อนที่จะไปเรียนรู้ทักษะจากข้างนอก ด้านวิทยาลัยเท้าเปล่าเองก็นำแนวคิดนี้มาใช้

โดยนำความรู้และทักษะแบบดั้งเดิมของคนในชนบทมาใช้ในการสร้างบ้านเรือนเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่คนไร้บ้าน ใช้สร้างแหล่งกักเก็บน้ำฝนในโรงเรียนชนบทและชุมชนที่ขาดแคลนน้ำสะอาดในการอุปโภคบริโภค และยังใช้กิจกรรมการชักหุ่นกระบอกมาสอดแทรกเนื้อหาด้านเศรษฐกิจเชิงสังคมเข้าไปด้วย

เป้าหมายของ รอย จึงเป็นการสร้างวิทยาลัยที่ราคาถูก กระจายความเจริญจากเมืองใหญ่ และขับเคลื่อนชุมชน โดยยึดหลักนำ “ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในหมู่บ้าน” มาสร้างความเจริญในชนบท

“วิทยาลัยเท้าเปล่า” ที่ไม่ได้สอนเพียง “ความรู้ในห้องเรียนแบบเปล่า ๆ”

วิทยาลัยเท้าเปล่าตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 8 เอเคอร์ โดยใช้พลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด มีการเปิดคอร์สอบรมโซลาร์เซลล์มาตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งได้ฝึกอบรมวิศวกรโซลาร์เซลล์ไปกว่า 300 คน และได้นำแสงสว่างไปสู่บ้านเรือนมากกว่า 13,000 หลังทั่วประเทศอินเดีย ยังมีบ้านกว่า 6,000 หลัง มากกว่า 120 หมู่บ้าน ใน 24 ประเทศจากอัฟกานิสถานถึงยูกันดาที่ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์นี้

ในอินเดีย ประมาณ 44 เปอร์เซ็นต์ของบ้านในชนบทไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งครัวเรือนเหล่านั้นถือเป็น 72 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในประเทศอินเดีย พวกเขาต้องใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป

บักฟัท นานดัน (Bhagwat Nandan) เจ้าหน้าที่ประสานงานของหน่วยงานโซลาร์เซลล์ของวิทยาลัย กล่าวว่า วิศวกรของรอยได้เข้ามาแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ และสามารถประหยัดน้ำมันก๊าด (kerosene) ที่ใช้เพื่อจุดเตาไฟและตะเกียง ไปได้อย่างน้อย 1.5 ล้านลิตรต่อปี

“วรรณะหญิง” ผู้นำความเจริญมาสู่ชนบท

ในขณะที่เส้นแบ่งของวรรณะเริ่มกลายเป็นเพียงเส้นเบลอ ๆ ในเมืองใหญ่ แต่หมู่บ้านในชนบทของอินเดียกลับยังมีวรรณะ “ดาลิต” ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่ “ไม่ควรไปจับต้อง” เป็นกลุ่มคนที่มีความยากจนแร้นแค้นเป็นอย่างมากและถูกทิ้งขว้างจากคนในสังคม ยิ่งไปกว่านั้นหากบุคคลนั้นเป็นผู้หญิงในวรรณะดาลิตด้วยแล้ว คนในสังคมก็ยิ่งมองข้ามพวกเธอ

แต่วิทยาลัยเท้าเปล่า กลับให้ความสำคัญกับ “วรรณะหญิง” โดยเฉพาะผู้หญิงยากจนในชนบทที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้หญิงวัยกลางคน หญิงที่ผ่านการหย่าร้าง หญิงที่ทุพพลภาพทางร่างกาย รวมถึงหญิงที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ล้วนได้รับความสำคัญเป็นพิเศษในการสอนงานมากกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่น เพราะพวกเธอเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับโอกาสในการจ้างงานและต้องการรายได้เพื่อมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวมากที่สุด

ซานโตส เดวี (Santosh Devi) หญิงวัย 19 ปี จากรัฐราชสถานอันห่างไกล แม้เธอจะรู้หนังสือเพียงน้อยนิด แต่เธอได้ก้าวข้ามอุปสรรคด้านวรรณะที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่กำเนิด กลายมาเป็นหญิงดาลิต (Dalit หรือ วรรณะจัณฑาล) คนแรกของอินเดียที่เป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์

ซานโตส ได้รับการสอนให้เป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์ที่วิทยาลัยเท้าเปล่าในหมู่บ้านทิโลเนีย (Tilonia) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไจเปอร์ (Jaipur) 100 กิโลเมตร ที่นี่ปราศจากการแบ่งแยกด้านเพศ วรรณะ เชื้อชาติ อายุ หรือการศึกษา และได้อบรมผู้หญิงจำนวน 15,000 คนให้มีทักษะในด้านต่าง ๆ อย่างการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ความรู้ทางการแพทย์ และการสร้างเครื่องวัดคุณภาพน้ำ

ซานโตส อาศัยอยู่ในหมู่บ้านของชาวดาลิต บาลาจี กี ดานี (Balaji Ki Dhani) หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีบ้านที่ทำขึ้นมาจากโคลน 20 หลัง ซึ่งบ้านของซานโตสเป็นบ้านปูนซีเมนต์เพียงหลังเดียวในนั้น เธอสร้างบ้านด้วยเงินที่เธอได้มาจากการเป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์ และด้วยอาชีพนี้ ทำให้บ้านหลังอื่น ๆ ในหมู่บ้านมีพลังงานโซลาร์เซลล์ใช้ด้วยเช่นกัน

ตามธรรมเนียมในชนบทของอินเดีย ผู้หญิงต้องทำทั้งงานบ้านและงานเกษตรกรรม “ก่อนที่ฉันจะมาเป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์ ฉันต้องทำงานในไร่นาทั้งวัน แล้วก็ต้องรีบกลับมาบ้านเพื่อที่จะทำอาหารเย็นก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ฉันแทบจะไม่มีเวลาได้พักหายใจเลย” แม้ว่าตอนนี้ซานโตสจะไม่ได้ทำงานในไร่นาแล้ว แต่เธอก็มีงานยุ่งทั้งวันจากการซ่อมโคมโซลาร์เซลล์ให้คนในหมู่บ้าน

โชติ เดวี (Choti Devi) หญิงวรรณะสูงในวัย 60 ปลาย ๆ เป็นเพื่อนบ้านของซานโตสเมื่อไม่นานมานี้ เธอได้เล่าถึงความรู้สึกชื่นชมที่มีต่อโคมโซลาร์เซลล์

“การมีแสงไฟทำให้การนอนในตอนกลางคืนเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ในหน้าฝนมักจะมีแมลงมีพิษมาอยู่รอบ ๆ บ้าน แต่ตอนนี้เมื่อเรามีแสงไฟในตอนกลางคืน พวกเราก็ไม่ต้องกังวลกับมันมากนัก โคมโซลาร์เซลล์ยังทำหน้าที่ช่วยให้เราต้อนฝูงวัวฝูงควายกลับเข้าบ้านในช่วงเวลาเย็นได้เป็นอย่างดี” 

ผู้สูงวัยที่ “ไม่ถูกลืม”

นักศึกษาในวิทยาลัยเท้าเปล่าแห่งนี้ส่วนมากเป็นเหล่าหญิงสูงวัยจากหลายประเทศ ทั้งชาวอินเดีย แอฟริกา อเมริกาใต้ และอีกหลากหลายเชื้อชาติ อย่างในคอร์สอบรมนานาชาติก็พบหญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จากชนบทที่ห่างไกลไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นจำนวนมาก

เหตุที่ รอย รับหญิงสูงวัยเหล่านี้มาอบรมเพราะเขาเชื่อว่าคนเฒ่าคนแก่เหล่านี้คือผู้ที่มีศักยภาพสามารถช่วยพัฒนาหมู่บ้านในชนบทได้ “มันก็สมเหตุสมผลที่เราจะเลือกผู้หญิง โดยเฉพาะหญิงสูงวัย เพราะพวกเธอรักในถิ่นฐานบ้านเกิด และยังไม่ทิ้งหมู่บ้านไปทำงานในเมืองเหมือนที่พวกหนุ่มสาวชอบทำเวลาได้ใบปริญญา”

หญิงเหล่านี้เรียนการทำแผงโซลาร์เซลล์ผ่านการฟังและจดจำ ใช้ชาร์ตโค้ดสีช่วยในการจำรูปแบบ ตำแหน่งและสายไฟต่าง ๆ โดยปราศจากการอ่านหรือเขียน

กูมาน สิงห์ (Guman Singh) ครูในวิทยาลัยเท้าเปล่ากล่าวว่า “แม้ช่วงแรกจะยาก จนทำให้พวกเธอรู้สึกท้อแท้ใจ แต่พอพวกเธอเริ่มปรับตัวได้ และเข้าใจโค้ดสีต่าง ๆ มันก็จะง่ายขึ้น เรายังสอนพวกเธอผ่านรูปภาพ สัญลักษณ์และการลงมือปฏิบัติจริง”

มาทิลดาห์ ชิกวาตา (Matildah Chikwata) หญิงวัย 43 ปี จากหมู่บ้านในประเทศซิมบับเว (Zimbabwe) ที่บ้านเกิดของเธอ เธอขายผักเป็นอาชีพ ได้เงินวันละ 5 ดอลล่าร์

“พวกเราแทบจะใช้จ่ายอะไรไม่ได้เลย แม้กระทั่งการนำผักไปขายที่เมืองใกล้ ๆ เราก็ทำไม่ได้ เราเลยต้องอาศัยเพื่อนบ้านเดินมาซื้อผักจากบ้านของเราเอง แม้ผู้คนที่นี่ล้วนยากจนเช่นเดียวกัน แต่พวกเธอใช้สองมือในการต่อยอดชีวิตให้ดีขึ้น ฉันก็อยากกลับไปที่บ้าน ไปสอนคนอื่นให้ใช้สองมือคู่นี้ทำประโยชน์แบบนี้บ้าง ดังนั้นถ้าคนอายุขนาดฉันยังเรียนได้ ทุกคนก็เรียนได้”

คอร์สอบรมหญิงสูงวัยโซลาร์เซลล์เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลอินเดีย จนออกทุนให้หญิงสูงวัยจากทั่วโลกมาเรียนที่นี่

สืบค้นและเรียบเรียง ภัทราพร ชัยบุตร

ภาพ Barefoot College

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


ช้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : เจาะลึกระบบการศึกษาเยอรมันที่สอนให้เยาวชนเข้าใจ Climate Change ในทุกมิติ

เรื่องแนะนำ

SeaYouTomorrow Camp บทเรียนหน้าบ้าน ของเยาวชนเกาะพีพี และผู้นำสิงห์ เอสเตท

บ้านที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว บ้านที่เป็นพื้นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว และบ้านที่เป็นหัวใจของระบบนิเวศ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยทัศนียภาพพร้อมกับความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติทั้งบนดินและใต้ทะเลที่ตรึงตาตรึงใจนักท่องเที่ยว หากแต่หน้าที่ของการปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เป็นเพียงแค่คนในพื้นที่หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จำเป็นจะต้องสร้างระบบนิเวศของจิตสำนึกและการตระหนักถึงกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ช่วยถนอมโลกใบนี้ให้มากขึ้น นี่จึงเป็นที่มาที่สิงห์ เอสเตท ตัวแทนเจ้าภาพโรงแรมทราย พีพี ไอส์แลนด์​ วิลเลจ ได้รวบรวมผู้นำระดับหัวหน้างาน 15 ท่าน พร้อมกับตัวแทนนักเรียนในพื้นที่เกาะพีพี มาปลูกองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ร่วมกันผ่านค่าย “SeaYouTomorrow Camp Fighting Climate Crisis แคมป์ผู้นำ และเยาวชน รวมพลังต้านวิกฤติโลกร้อน”   Change Agent ผู้กำหนดโลก เด็กคือ Change Agent ผู้กำหนดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลกในวันข้างหน้า และด้วยช่วงวัยที่พร้อมเปิดรับกับการเรียนรู้ทุกรูปแบบ ทำให้ อเล็กซ์ เรนเดล จัดตั้ง EEC THAILAND (Environment Education Centre) ผ่านการทำค่ายที่มอบประสบการณ์การเรียนรู้และการลงมือทำให้กับเด็กมาเกือบ 7 ปีแล้ว ควบตำแหน่งทูตสันถวไมตรีประจำประเทศไทย จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เขาจึงกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญในการจัดกิจกรรมแคมป์ในครั้งนี้ แต่จะอาศัยเพียงกำลังของเด็ก เพื่อรอการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเห็นจะไม่เพียงพอ […]

ฮอยอัน : ออกเดินทางหาความยั่งยืนทั้งภายนอกและภายในตนเอง

เรารู้จัก ฮอยอัน ในฐานะเมืองมรดกโลก หลายคนมาที่นี้เพื่อเยี่ยมชมเมืองเก่า ชุมชนญี่ปุ่น และล่องเรือตะกร้า แต่การเดินทางบางครั้งกลับไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นผู้คน และเรื่องราวของผู้คนที่พบเจอ ว่ากันว่าตัวบุคคลนี่แหละที่นำพาเราไปสู่เรื่องราวของสถานที่นั้นอย่างแท้จริง ฉันมักออกเดินทางเพื่อสำรวจตัวเองเสมอ แต่การเดินทางครั้งนี้กลับแตกต่างจากทุกครั้ง ฮอยอัน คือสถานที่ที่ฉันไม่ต้องใช้กำลังปีนป่ายใดๆ ไม่ต้องใช้แรงใจในการผลักดันแรงขาให้ก้าวเดินเป็นระยะทางกว่าสิบกิโลเมตร ฉันเชื่อมาตลอดว่า ความยากลำบากในการเดินทางแบบนั้นจะพัดพาจิตวิญญาณแท้จริงกลับมา ทุกครั้งที่ออกเดินทางฉันมักจะเชื่อมภาพที่เราเห็นกับเรื่องภายในตนเองทั้งหมด จนวันหนึ่งที่จังหวะชีวิตเปลี่ยนไป แว่นตาของการมองโลกก็เปลี่ยนไปด้วย ฉันเริ่มสนใจเรื่องภายนอกตัวมากขึ้น และการเดินทางมาฮอยอันก็ทำให้ฉันเห็นภาพนี้ชัดเจนขึ้น หลายแหล่งข้อมูลบอกว่า ฮอยอันตั้งอยู่ในจังหวัดกวางนาม ประเทศเวียดนาม UNESCO คัดเลือกให้เป็นเมืองมรดกโลก ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นเมืองที่ผสมผสานศิลปะ และสถาปัตยกรรมท้องถิ่นและต่างชาติ ได้อย่างมีเอกลักษณ์ หลังจากกลายเป็นเมืองมรดกโลก ฮอยอันจึงเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีค่าครองชีพต่ำติด 1 ใน 5 ของโลก และด้วยอัตราการเติบโตที่รวดเร็วบนพื้นที่จำกัด ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตั้งแต่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน จนถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้คนบางส่วนในฮอยอันเริ่มหาหนทางเดินทางเข้าหาจุดสมดุล จุดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ หลายคนเริ่มกลับมารวมกลุ่มกันทำสวนแบบปลอดสารพิษ คนรุ่นใหม่บางคนกลับมาเป็นแรงสำคัญในการพัฒนาชุมชนโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม มีการจัดการท่องเที่ยวชุมชนขึ้นมา และฉันหวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดนั้น ฉันออกเดินทางจากประเทศไทยมาลงที่เมืองดานัง ก่อนเหมารถโดยสารมาฮอยอัน ในตอนกลางวัน ฮอยอันเป็นเมืองเงียบสงบ ราวกลับเมืองที่หลับไหล ผู้คนเดินไปมาอย่างบางตา แต่เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกดิน […]

Copenhagen เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากโรงเผาขยะที่สะอาดและสนุกที่สุดในโลก

โคเปนเฮเกน เส้นทางสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ ภายในปี 2025 ด้วยการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และ CopenHill โรงงานผลิตพลังงานจากขยะที่ปลอดมลพิษที่สุดในโลก ทุกวันนี้ เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ประชากรโลกจำนวนมากกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเขตเมือง ภายใน ค.ศ. 2050 การอพยพย้ายถิ่นฐานจากชนบท จะทำให้ตัวเลขประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง เพิ่มขึ้นเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ โจทย์ท้าทายที่สุดที่มนุษย์กำลังเผชิญคือ เราจะสร้างเมืองที่รองรับคนจำนวนมหาศาล ไปพร้อมกับการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ภายใต้วิกฤติโลกร้อน ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เมืองต้องสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาและส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติไปยังลูกหลานในอนาคต โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก คือหนึ่งในเมืองที่วางแผนรับมือเรื่องความยั่งยืนได้ล้ำหน้าที่สุดในโลก เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจนโยบายและการสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับผู้คนและโลก ทั้งความตั้งใจจะเป็นเมืองที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ภายใน ค.ศ. 2025 จนถึงการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และล่าสุด CopenHill โรงงานผลิตพลังงานจากขยะที่ใหญ่ที่สุดและสะอาดที่สุดที่มนุษย์เคยสร้าง 01 ขับเคลื่อนเมืองด้วยศูนย์คาร์บอน 2 ใน 3 ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ หนึ่งในก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของภาวะโลกร้อนมาจากกิจกรรมในเมือง ตัวเลขชี้วัดปริมาณนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมื่อคนย้ายเข้ามาอาศัยในเมืองมากขึ้น กิจกรรมต่าง ๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่จะมาหล่อเลี้ยงเมือง ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย […]

ทำไม บริษัทยักษ์ใหญ่จึงมุ่งสู่ การจัดอันดับความยั่งยืน

ในยุคปัจจุบัน การประกอบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วโลกได้บริโภคทรัพยากรโลกไปเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างผลประกอบการของบริษัทให้ตรงความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้น เมื่อช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจึงเกิดกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงบรรษัทภิบาล สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บริษัทต่างๆ ประกอบกิจการอย่างรับผิดชอบมากขึ้น เห็นได้จาก การจัดอันดับความยั่งยืน ด้วยกระแสความสนใจในประเด็นเรื่องความยั่งยืนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และผู้บริโภคก็แสดงท่าทีเชิงบวกต่อบริษัทที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน ดังนั้น ในปัจจุบัน บริษัทส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อตอบสนองต่อกระแสของโลกที่กำลังสนใจทั้งประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ควบคู่ไปกับการสร้างผลประกอบการที่ดี นอกจากนี้ บริษัทจัดอับดับเครดิตระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากนักลงทุน ก็ได้พิจารณาการจัดอันดับบริษัทอุตสาหกรรมทั่วโลกในประเด็นเรื่องความยั่งยืนเช่นกัน ปัจจุบัน บริษัทจัดอันดับเครดิตยักษ์ใหญ่ของโลกที่มีชื่อเสียงมีประมาณ 3 บริษัท ได้แก่ 1. S&P Global Ratings 2. Moody’s Investors Service และ 3. Fitch Ratings โดย S&P Global Ratings และ Moody’s Investors Service ครองส่วนแบ่งในตลาดนี้รวมกันประมาณร้อยละ 80 […]