Barefoot College โรงเรียนทางเลือกในอินเดียที่ขับเคลื่อนชุมชนและสร้างคนด้วย 'ความรู้'

Barefoot College โรงเรียนทางเลือกในอินเดียที่ขับเคลื่อนชุมชนและสร้างคนด้วย ‘ความรู้’

Barefoot College วิทยาลัยทางเลือกในรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ที่สร้างขึ้นเพื่อคนจน เพื่อให้ชาวบ้านนำทักษะยกระดับคุณภาพชีวิต โดยปราศจากการแบ่งแยกทางด้านชนชั้นวรรณะและฐานะ

บังเกอร์ รอย (Bunker Roy) ก่อตั้งวิทยาลัยเท้าเปล่า (Barefoot College) ขึ้นในปี 1972 เพื่อสอนคนชนบทให้มีทักษะที่สามารถนำไปเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขา โดยเชื่อว่า แม้จะเป็นคนจนที่ไม่ได้รับการศึกษา อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่พวกเขามีสิทธิ์ที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาชีวิตและทักษะของพวกเขาเอง

ที่วิทยาลัยเท้าเปล่าแห่งนี้ให้คุณค่ากับคนและงานทุกงานเท่ากัน ครูมีสถานะเทียบเท่ากับนักเรียน คนที่ไม่รู้หนังสือก็มีสถานะเท่ากับคนที่รู้หนังสือ และแม้วิทยาลัยเท้าเปล่าจะไม่มีการให้ใบปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด ๆ แต่ความรู้และทักษะเชิงปฏิบัติที่ได้รับการฝึกอบรมจากที่นี่นั้นมีค่ามากกว่าใบกระดาษเหล่านั้นมาก

วิทยาลัยเท้าเปล่า ยังรับแนวคิดแบบคานธีมาปรับใช้ หัวใจของความเชื่อแบบคานธีเชื่อว่าความรู้ ทักษะและสติปัญญาเป็นสิ่งที่สามารถพบได้ในชุมชน เราควรนำทักษะและความรู้เหล่านั้นมาเรียนรู้พัฒนา ก่อนที่จะไปเรียนรู้ทักษะจากข้างนอก ด้านวิทยาลัยเท้าเปล่าเองก็นำแนวคิดนี้มาใช้

โดยนำความรู้และทักษะแบบดั้งเดิมของคนในชนบทมาใช้ในการสร้างบ้านเรือนเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่คนไร้บ้าน ใช้สร้างแหล่งกักเก็บน้ำฝนในโรงเรียนชนบทและชุมชนที่ขาดแคลนน้ำสะอาดในการอุปโภคบริโภค และยังใช้กิจกรรมการชักหุ่นกระบอกมาสอดแทรกเนื้อหาด้านเศรษฐกิจเชิงสังคมเข้าไปด้วย

เป้าหมายของ รอย จึงเป็นการสร้างวิทยาลัยที่ราคาถูก กระจายความเจริญจากเมืองใหญ่ และขับเคลื่อนชุมชน โดยยึดหลักนำ “ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในหมู่บ้าน” มาสร้างความเจริญในชนบท

“วิทยาลัยเท้าเปล่า” ที่ไม่ได้สอนเพียง “ความรู้ในห้องเรียนแบบเปล่า ๆ”

วิทยาลัยเท้าเปล่าตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 8 เอเคอร์ โดยใช้พลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด มีการเปิดคอร์สอบรมโซลาร์เซลล์มาตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งได้ฝึกอบรมวิศวกรโซลาร์เซลล์ไปกว่า 300 คน และได้นำแสงสว่างไปสู่บ้านเรือนมากกว่า 13,000 หลังทั่วประเทศอินเดีย ยังมีบ้านกว่า 6,000 หลัง มากกว่า 120 หมู่บ้าน ใน 24 ประเทศจากอัฟกานิสถานถึงยูกันดาที่ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์นี้

ในอินเดีย ประมาณ 44 เปอร์เซ็นต์ของบ้านในชนบทไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งครัวเรือนเหล่านั้นถือเป็น 72 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในประเทศอินเดีย พวกเขาต้องใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป

บักฟัท นานดัน (Bhagwat Nandan) เจ้าหน้าที่ประสานงานของหน่วยงานโซลาร์เซลล์ของวิทยาลัย กล่าวว่า วิศวกรของรอยได้เข้ามาแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ และสามารถประหยัดน้ำมันก๊าด (kerosene) ที่ใช้เพื่อจุดเตาไฟและตะเกียง ไปได้อย่างน้อย 1.5 ล้านลิตรต่อปี

“วรรณะหญิง” ผู้นำความเจริญมาสู่ชนบท

ในขณะที่เส้นแบ่งของวรรณะเริ่มกลายเป็นเพียงเส้นเบลอ ๆ ในเมืองใหญ่ แต่หมู่บ้านในชนบทของอินเดียกลับยังมีวรรณะ “ดาลิต” ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่ “ไม่ควรไปจับต้อง” เป็นกลุ่มคนที่มีความยากจนแร้นแค้นเป็นอย่างมากและถูกทิ้งขว้างจากคนในสังคม ยิ่งไปกว่านั้นหากบุคคลนั้นเป็นผู้หญิงในวรรณะดาลิตด้วยแล้ว คนในสังคมก็ยิ่งมองข้ามพวกเธอ

แต่วิทยาลัยเท้าเปล่า กลับให้ความสำคัญกับ “วรรณะหญิง” โดยเฉพาะผู้หญิงยากจนในชนบทที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้หญิงวัยกลางคน หญิงที่ผ่านการหย่าร้าง หญิงที่ทุพพลภาพทางร่างกาย รวมถึงหญิงที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ล้วนได้รับความสำคัญเป็นพิเศษในการสอนงานมากกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่น เพราะพวกเธอเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับโอกาสในการจ้างงานและต้องการรายได้เพื่อมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวมากที่สุด

ซานโตส เดวี (Santosh Devi) หญิงวัย 19 ปี จากรัฐราชสถานอันห่างไกล แม้เธอจะรู้หนังสือเพียงน้อยนิด แต่เธอได้ก้าวข้ามอุปสรรคด้านวรรณะที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่กำเนิด กลายมาเป็นหญิงดาลิต (Dalit หรือ วรรณะจัณฑาล) คนแรกของอินเดียที่เป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์

ซานโตส ได้รับการสอนให้เป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์ที่วิทยาลัยเท้าเปล่าในหมู่บ้านทิโลเนีย (Tilonia) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไจเปอร์ (Jaipur) 100 กิโลเมตร ที่นี่ปราศจากการแบ่งแยกด้านเพศ วรรณะ เชื้อชาติ อายุ หรือการศึกษา และได้อบรมผู้หญิงจำนวน 15,000 คนให้มีทักษะในด้านต่าง ๆ อย่างการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ความรู้ทางการแพทย์ และการสร้างเครื่องวัดคุณภาพน้ำ

ซานโตส อาศัยอยู่ในหมู่บ้านของชาวดาลิต บาลาจี กี ดานี (Balaji Ki Dhani) หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีบ้านที่ทำขึ้นมาจากโคลน 20 หลัง ซึ่งบ้านของซานโตสเป็นบ้านปูนซีเมนต์เพียงหลังเดียวในนั้น เธอสร้างบ้านด้วยเงินที่เธอได้มาจากการเป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์ และด้วยอาชีพนี้ ทำให้บ้านหลังอื่น ๆ ในหมู่บ้านมีพลังงานโซลาร์เซลล์ใช้ด้วยเช่นกัน

ตามธรรมเนียมในชนบทของอินเดีย ผู้หญิงต้องทำทั้งงานบ้านและงานเกษตรกรรม “ก่อนที่ฉันจะมาเป็นวิศวกรโซลาร์เซลล์ ฉันต้องทำงานในไร่นาทั้งวัน แล้วก็ต้องรีบกลับมาบ้านเพื่อที่จะทำอาหารเย็นก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ฉันแทบจะไม่มีเวลาได้พักหายใจเลย” แม้ว่าตอนนี้ซานโตสจะไม่ได้ทำงานในไร่นาแล้ว แต่เธอก็มีงานยุ่งทั้งวันจากการซ่อมโคมโซลาร์เซลล์ให้คนในหมู่บ้าน

โชติ เดวี (Choti Devi) หญิงวรรณะสูงในวัย 60 ปลาย ๆ เป็นเพื่อนบ้านของซานโตสเมื่อไม่นานมานี้ เธอได้เล่าถึงความรู้สึกชื่นชมที่มีต่อโคมโซลาร์เซลล์

“การมีแสงไฟทำให้การนอนในตอนกลางคืนเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ในหน้าฝนมักจะมีแมลงมีพิษมาอยู่รอบ ๆ บ้าน แต่ตอนนี้เมื่อเรามีแสงไฟในตอนกลางคืน พวกเราก็ไม่ต้องกังวลกับมันมากนัก โคมโซลาร์เซลล์ยังทำหน้าที่ช่วยให้เราต้อนฝูงวัวฝูงควายกลับเข้าบ้านในช่วงเวลาเย็นได้เป็นอย่างดี” 

ผู้สูงวัยที่ “ไม่ถูกลืม”

นักศึกษาในวิทยาลัยเท้าเปล่าแห่งนี้ส่วนมากเป็นเหล่าหญิงสูงวัยจากหลายประเทศ ทั้งชาวอินเดีย แอฟริกา อเมริกาใต้ และอีกหลากหลายเชื้อชาติ อย่างในคอร์สอบรมนานาชาติก็พบหญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จากชนบทที่ห่างไกลไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นจำนวนมาก

เหตุที่ รอย รับหญิงสูงวัยเหล่านี้มาอบรมเพราะเขาเชื่อว่าคนเฒ่าคนแก่เหล่านี้คือผู้ที่มีศักยภาพสามารถช่วยพัฒนาหมู่บ้านในชนบทได้ “มันก็สมเหตุสมผลที่เราจะเลือกผู้หญิง โดยเฉพาะหญิงสูงวัย เพราะพวกเธอรักในถิ่นฐานบ้านเกิด และยังไม่ทิ้งหมู่บ้านไปทำงานในเมืองเหมือนที่พวกหนุ่มสาวชอบทำเวลาได้ใบปริญญา”

หญิงเหล่านี้เรียนการทำแผงโซลาร์เซลล์ผ่านการฟังและจดจำ ใช้ชาร์ตโค้ดสีช่วยในการจำรูปแบบ ตำแหน่งและสายไฟต่าง ๆ โดยปราศจากการอ่านหรือเขียน

กูมาน สิงห์ (Guman Singh) ครูในวิทยาลัยเท้าเปล่ากล่าวว่า “แม้ช่วงแรกจะยาก จนทำให้พวกเธอรู้สึกท้อแท้ใจ แต่พอพวกเธอเริ่มปรับตัวได้ และเข้าใจโค้ดสีต่าง ๆ มันก็จะง่ายขึ้น เรายังสอนพวกเธอผ่านรูปภาพ สัญลักษณ์และการลงมือปฏิบัติจริง”

มาทิลดาห์ ชิกวาตา (Matildah Chikwata) หญิงวัย 43 ปี จากหมู่บ้านในประเทศซิมบับเว (Zimbabwe) ที่บ้านเกิดของเธอ เธอขายผักเป็นอาชีพ ได้เงินวันละ 5 ดอลล่าร์

“พวกเราแทบจะใช้จ่ายอะไรไม่ได้เลย แม้กระทั่งการนำผักไปขายที่เมืองใกล้ ๆ เราก็ทำไม่ได้ เราเลยต้องอาศัยเพื่อนบ้านเดินมาซื้อผักจากบ้านของเราเอง แม้ผู้คนที่นี่ล้วนยากจนเช่นเดียวกัน แต่พวกเธอใช้สองมือในการต่อยอดชีวิตให้ดีขึ้น ฉันก็อยากกลับไปที่บ้าน ไปสอนคนอื่นให้ใช้สองมือคู่นี้ทำประโยชน์แบบนี้บ้าง ดังนั้นถ้าคนอายุขนาดฉันยังเรียนได้ ทุกคนก็เรียนได้”

คอร์สอบรมหญิงสูงวัยโซลาร์เซลล์เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลอินเดีย จนออกทุนให้หญิงสูงวัยจากทั่วโลกมาเรียนที่นี่

สืบค้นและเรียบเรียง ภัทราพร ชัยบุตร

ภาพ Barefoot College

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


ช้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : เจาะลึกระบบการศึกษาเยอรมันที่สอนให้เยาวชนเข้าใจ Climate Change ในทุกมิติ

เรื่องแนะนำ

มองอนาคต : เมืองอัจฉริยะ เหล่านี้มีนวัตกรรมล้ำยุคที่สุดในโลก

เมืองอัจฉริยะ ทั้งสิบแห่งทั่วโลกเหล่านี้มีนวัตกรรมที่ล้ำยุคที่สุดในโลก และหลายเมืองยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการเป็นเมืองสีเขียวอีกด้วย ภายในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่า ประชากรสองในสามจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและพื้นที่เมืองจะเชื่อมต่อกันมากขึ้น นักท่องเที่ยวกำลังออกเดินทางท่องเที่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2017 นักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าหนึ่งพันสามร้อยล้านคนเดินทางท่องเที่ยวไปยังจุดหมายต่างๆ ทั่วโลก จากรายงานล่าสุดขององค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Tourism Organization) เน้นว่าจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในการสร้างเมืองสำหรับอนาคต เมืองอัจฉริยะ (Smart City) กำลังเผชิญหน้าความท้าทายเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ ทั้งการพัฒนาถนน การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี การสนับสนุนมรดกเก่าแก่และชุมชนที่มีความหลากหลาย รวมไปถึงการปกป้องสิ่งแวดล้อม มาค้นหากันว่าเมืองที่มีนวัตกรรมล้ำยุคทั้งสิบเมืองนี้กำลังปกป้องโลกไปพร้อมกับการให้ประโยชน์ต่อทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง เมืองทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย เมืองหลวงของเอสโตเนีย ประเทศที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต ได้กลายมาเป็นเมืองศูนย์กลางทางเทคโนโลยี เป็นประเทศแรกของโลกที่ประกาศให้การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน มีการจัดการเลือกตั้งออนไลน์ และเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต 5G กับทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ในระหว่างการเตรียมการการเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของการเป็นสาธารณรัฐ ได้มีการนำเสนอกิจกรรมมากมายตลอดทั้งปี 2020 เมืองออร์ฮูส ประเทศเดนมาร์ก เมืองโคเปนเฮเกนอาจมีความโดดเด่นมาก แต่เมืองอาร์ฮูสที่อยู่ห่างไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 160 กิโลเมตรนี้ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เมืองที่มีสเน่ห์แห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นเมืองหลวงของวัฒนธรรมยุโรป และได้รับการยกย่องให้เป็นพื้นที่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร มีตลาดอาหารที่ใหม่ มีการเชื่อมต่อรางรถไฟ ห้องสมุดแห่งอนาคต และโรงแรมสร้างสรรค์ที่ช่วยเพิ่มพลังและเสน่ห์ให้กับเมือง […]

เหตุผลที่เราไม่อาจเลี่ยงหายนะ

ความล้มเหลวของเราในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังสร้างความเสียหายแก่โลก นวัตกรรมอาจช่วยเราไว้ได้ แต่โลกคงไม่น่าดูอีกต่อไป “วันพิเศษยิ่งในประวัติศาสตร์อเมริกากำลังสิ้นสุดลง” วอลเตอร์ ครองไคต์ กล่าวอย่างเคร่งขรึมในรายการซีบีเอสอีฟนิ่งนิวส์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน ปี 1970 การเฉลิมฉลองวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ครั้งแรกในวันนั้นดึงดูดผู้คนให้ออกมาชุมนุมตามท้องถนนราว 20 ล้านคน เกินความคาดหมายของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เกย์ลอร์ด เนลสัน ผู้ปลุกปั้นงานนี้ไปมาก ผู้ร่วมเฉลิมฉลองแสดงความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมในรูปความรื่นเริงอันเป็นเอกลักษณ์ พวกเขาร้องรำทำเพลง สวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ เก็บขยะที่ถูกทิ้งเรี่ยราด ในนิวยอร์ก พวกเขาลากซากปลาไปตามท้องถนนในบอสตัน พวกเขาประท้วงโดยการแสร้งตายในสนามบินนานาชาติโลแกน ส่วนที่ฟิลาเดลเฟีย พวกเขาร่วมลงนามใน “คำประกาศแห่งการพึ่งพาอาศัยกัน” ของสิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์ฉบับใหญ่ยักษ์ ฉันเองก็เป็นผลผลิตจากช่วงเวลา “พิเศษยิ่ง” ครั้งนั้น ทั้งการประท้วงแบบแกล้งตายและคำประกาศต่างๆ ฉันใช้เวลาในช่วงทศวรรษ 1970 ไปกับการประท้วงกลางสายฝนพยายามชักชวนเพื่อนร่วมชั้นให้รีไซเคิลกระป๋องนํ้าอัดลม ใส่กางเกงขาบานพิมพ์ลายดอกไม้สีม่วงดอกโต ๆ และเป็นห่วงอนาคตของโลก ย้อนหลังไปเมื่อปี 1970 คำว่า “ภาวะโลกร้อน” ยังไม่ถูกคิดค้นขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าก๊าซกลุ่มหนึ่งซึ่งมีคาร์บอนไดออกไซด์รวมอยู่ด้วย กักความร้อนใกล้พื้นผิวโลกเอาไว้ เราเข้าใจปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่ยุควิกตอเรีย แต่มีไม่กี่คนที่พยายามคำนวณว่าการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง และแบบจำลองสภาพภูมิอากาศยังเป็นเหมือนทารกแรกเกิด นับแต่นั้นมา แบบจำลองต่าง ๆ […]

พลังของเยาวชนคือแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน

ถึงแม้ว่างาน Thailand Sustainability Expo 2020 หรือ TSX ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นให้สังคมหันกลับมาใส่ใจ “เรื่องความยั่งยืน” อย่างจริงจังจะจบลงไปแล้วก็ตาม แต่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ที่เรียกกันว่า “Sustainable Development Goals (SDGs)” เชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญสำหรับการจัดงาน TSX จะยังคงเดินหน้าต่อไปตามแผนการพัฒนาครอบคลุมระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ไปสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2573 แน่ล่ะว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า กลุ่มก้อนที่จะเป็นแรงผลักดันและขับเคลื่อนที่สำคัญในบทบาทนี้ คือกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดและความตั้งใจจะเห็นเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พัฒนาไปสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม (จริง ๆ โดยจิตสำนึกแล้วก็ควรจะต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมนั่นแหละถึงจะเรียกว่ายั่งยืนได้เต็มปาก) ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญจากงาน TSX ที่เพิ่งผ่านไป National Geographic Thailand ได้มีโอกาสร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ “บทบาทของเยาวชนต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ TSX ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ชวน […]

พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เป็นฮีโร่เพื่อช่วยคนและโลก

ปัญหาเรื่องขยะพลาสติกเป็นที่กล่าวถึงในระดับโลกมาหลายปีติดต่อกัน โดยประชมคมโลกต่างหาวิธีการจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งการคิดค้นนวัตกรรมการผลิตที่ช่วยลดการใช้พลาสติก การใช้วัสดุทดแทน และการนำกลับมารีไซเคิล รวมไปถึงการนำไปเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนสภาพเพื่อเพิ่มมูลค่า พลาสติกทั่วไปที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันถูกคิดค้นขึ้นในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ เพื่อการใช้งานในด้านต่าง ๆ เช่น บรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ของใช้ และเครื่องมือต่างๆ ประวัติการสังเคราะห์พลาสติกชนิดแรกของโลกเริ่มต้นขึ้นในปี 1863 เมื่อช่างไม้ชาวอเมริกัน จอห์น เวสลีย์ ไฮแอตต์ พยายามค้นหาวัสดุผลิตลูกบิลเลียตที่สามารถนำมาใช้แทนงาช้าง คืนหนึ่ง เขาได้รับอุบัติเหตุจากของมีคมบาดมือขณะทำการผสมขี้เลื่อยกับกาว เขาจึงรักษาแผลด้วยคอลอเดียน (colodion) ซึ่งเป็นยาสมานแผล ผลิตจากไนโตรเซลลูโลสที่ละลายอยู่ในอีเธอร์และแอลกอฮอล์ และด้วยความบังเอิญเขาได้ทำยาหกลงบนพื้นโต๊ะ เมื่อกลับมาดูอีกครั้งพบว่า ยาแห้งเป็นแผ่นเหนียวๆ ไฮแอตต์ทำการทดลองต่อจนพบว่า หากเติมการบูรลงไปในของผสมอีเทอร์จะได้วัสดุซึ่งต่อมาเรียกว่าเซลลูลอยด์ (celluloid) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีสมบัติเหมาะสมในการนำมาทำเป็นลูกบิลเลียด และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เนื่องจากทำให้มีสีสันสวยงามได้ง่าย และมีราคาถูก นอกจากนี้ยังนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ ปกเสื้อ กระดุม ของเล่นเด็ก และฟิล์มภาพยนตร์ และถ่ายภาพ จึงถือว่าเซลลูลอยด์เป็นพลาสติกกึ่งสังเคราะห์ชนิดแรกของโลก และนับเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมพลาสติก เช่นเดียวกับกรณีถุงพลาสติก ที่เริ่มต้นจากความต้องการรักษาสิ่งแวดล้อม สเตียน กุสตาฟ ทูลิน วิศวกรชาวสวีเดน เป็นผู้คิดค้นถุงพลาสติกขึ้นเมื่อปี 1959 ด้วยความต้องการลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อผลิตถุงกระดาษที่นิยมใช้กันในยุคสมัยนั้น จนต้องสูญเสียต้นไม้เป็นจำนวนมาก เขาจึงคิดค้นถุงพลาสติกขึ้นมา […]