ดร.เป้า Green Road ทางไปต่อของพลาสติก ที่จะไม่จบลงด้วยการเป็นขยะอีกต่อไป

ดร.เป้า Green Road ทางไปต่อของพลาสติก ที่จะไม่จบลงด้วยการเป็นขยะอีกต่อไป

ทำให้ขยะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์ได้จริงหนึ่งในวิสัยทัศน์ของ ดร.เป้า Green Road ในการพาประเทศไทยถอยห่างจากวิกฤตขยะพลาสติก

ตามสถิติเราใช้ถุงพลาสติกวันละ 8 ถุง ถ้าเราลด 1 ถุง ต่อคนต่อปี ใน 1 ปีเราก็จะลดได้ทั้งหมด 365 ถุง

“แต่เมื่อผมลองเดินเข้าไปถามแม่ค้าขายข้าวเหนียวที่ตลาดหน้ามหาวิทยาลัย ถามเขาว่าใช้ถุงพลาสติกในการบรรจุข้าวเหนียววันละเท่าไหร่ เขาบอกว่า 1 วัน ใช้อย่างน้อย 1 พันถุง เราลดเท่าไหร่มันก็ไปเป็นตัวหารกับของแม่ค้าไม่ได้อยู่ดี เราลด 1 ถุง แต่เขาใช้ 1,000 ถุง เราจึงต้องรณรงค์ให้คนรู้จักคัดแยกขยะ

“ถ้าไม่คัดแยกแล้วใส่รวม ๆ ไปก็เหมือนฝากทิ้ง ขยะที่อยู่กับเราก็แค่ย้ายไปอยู่ที่เขาเท่านั้นเอง” ผศ.ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดร.เป้า Green Road อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เล่าถึงความสำคัญของการคัดแยกขยะ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน มนุษย์ยังคงต้องพึ่งพาพลาสติกในการดำรงชีวิต และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะกำจัดขยะพลาสติกให้หมดไปจากโลก ดังนั้นหัวใจสำคัญเพื่อเยียวยาเรื่องนี้ คือเราต้องคัดแยกและนำพวกมันไปก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้ขยะกลายเป็นทรัพยากรแหล่งที่ 2 ของมนุษย์ให้ได้

National Geographic Thailand พูดคุยกับ ดร.เป้า ถึงโปรเจกต์ Green Road และทางไปต่อของพลาสติก ที่จะไม่จบด้วยการเป็นขยะอีกต่อไป

ให้สัมภาษณ์วันที่ 9 มิถุนายน 2564

จุดเริ่มต้นของถนนสีเขียว

ดร.เป้าเล่าย้อนถึง 9 ปีที่แล้ว เขาพาลูกคนที่ 2 ไปเที่ยวทะเลครั้งแรก “ช่วงกำลังจะขึ้นเกาะ น้ำตื้น เด็ก ๆ จึงสามารถว่ายน้ำเล่นได้ ผมอยู่บนเรือและได้เห็นภาพขยะมากมายในน้ำลอยไปมา มันน่าสลดใจ เพราะแทนที่เราจะได้สร้างความประทับใจกับธรรมชาติตรงนี้ไว้นาน ๆ ท้องฟ้าสีคราม หาดทรายสีขาว กลายเป็นว่าลูกของเราได้มาเล่นน้ำกับกองขยะ”

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ดร.เป้าตัดสินใจหาวิธีแก้วิกฤตขยะในสิ่งแวดล้อมจากมุมของตัวเอง เนื่องจากเขามีพื้นฐานด้านวิศวกรรมโยธา จึงเริ่มศึกษางานวิจัยของต่างประเทศเกี่ยวกับการทดลองแปรรูปขยะ และพบว่าขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ในทะเลนั้นมีแหล่งกำเนิดเดียวกับยางมะตอย ซึ่งจัดเป็นปิโตรเคมีเช่นกัน จึงสามารถนำมาใช้ทดแทนกันได้

โปรเจกต์เปลี่ยนขยะพลาสติก เป็นวัสดุทดทดแทนจึงเกิดขึ้น โดยดร.เป้า ปรับเปลี่ยนวิธีการจากงานวิจัยดังกล่าวให้เหมาะสมกับบริบทภูมิประเทศของไทย ผลที่ออกมาทำให้ค่าความเสถียรภาพหรือค่าความแข็งแรงของผลิตภัณฑ์ที่นำขยะมาแปรรูปนั้นมีมากขึ้นเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์

ซึ่งนั่นคือครั้งแรกเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ในปัจจุบัน ดร.เป้า สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพให้แข็งแรงขึ้นได้เกือบ 300 เปอร์เซ็นต์

โปรเจกต์เปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นวัสดุทดทดแทนของดร.เป้าขยายใหญ่ขึ้น เมื่อกลุ่มจิตอาสานักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่มาเข้าร่วมภายใต้ชื่อ Green Road นักศึกษา 9 คนและอีกอาจารย์ 1 คน ช่วยกันเก็บขยะในมหาวิทยาลัยมาทดลองทำเป็นบล็อกปูถนน หลังคา ผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจมาก ผลิตภัณฑ์ที่สร้างจากขยะพลาสติกบางอัน มีประสิทธิภาพดีกว่าต้นฉบับเสียอีก

“เมื่อโปรเจกต์ขยายใหญ่ขึ้น จากแค่เดินเก็บขยะในมหาวิทยาลัยมาทำการทดลอง เราเริ่มรับบริจาคขยะ เอามาทำเป็นบล็อกสำหรับปูถนนในมหาวิทยาลัย จากคนกลุ่มเล็ก ๆ ในสถานศึกษา ขยายตัวเป็นหนึ่งในองค์กรจิตอาสา ที่ตอนนี้แยกตัวออกมาเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ไม่เฉพาะนักเรียน นักศึกษา หรืออาจารย์เท่านั้น”

นวัตกรรมเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร

ดร.เป้า อธิบายขั้นตอนเปลี่ยนขยะเป็นวัสดุทดแทน โดยนำถุงพลาสติก ถุงก๊อบแก๊บ ถุงยืด และถุงเย็น (LDPE) มาย่อยให้ละเอียด จากนั้นนำนำเข้าสู่เครื่องหลอมด้วยความร้อน ถุงพลาสติกเหล่านี้ ปกติไม่สามารถขายเป็นเงินได้ แต่มีข้อดีที่ความบางเบาและจุดหลอมเหลวต่ำ ประมาณ 130-140 องศา จากนั้นขึ้นรูปเป็นบล็อกปูถนน เฟอร์นิเจอร์ หรือผลิตภัณฑ์รูปทรงใด ๆ ก็ได้”

บล็อกปูถนน 1 ตัว ประกอบไปด้วยถุงพลาสติก 1 ส่วน อลูมิเนียมฟอยล์ 2 ส่วน เศษแก้วเศษทรายอีก 1 ส่วน ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดที่โปรเจกต์ Green Road ผลิต ล้วนมีสัดส่วนขยะและวัสดุอื่น ๆ แตกต่างกันไป

“ปัจจุบัน มีขยะหลากหลายถูกส่งมาให้ ล่าสุดคือถุงวิบวับหรือถุงอลูมิเนียมฟอยล์ ที่เราเอามาใช้ทดแทนทราย” ดร.เป้า กล่าวถึงถุงวิบวับซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่ประกาศรับบริจาคไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา

ขยะพลาสติกจำนวนหนึ่งมาจากการบริจาคของคนทั่วประเทศ ก่อนหน้านี้ เมื่อรับขยะมาแล้ว Green Road ต้องเป็นผู้คัดแยกเอง แต่ปัจจุบันผู้คนรับรู้และเห็นความสำคัญของการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ขยะส่วนใหญ่ที่ส่งมาได้รับการแยกประเภทเรียบร้อยมาตั้งแต่ต้นทาง

ในขณะที่อีกจำนวนหนึ่ง ได้รับบริจาคจากโรงงานพลาสติก ที่ยินดีส่งบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตแล้วไม่ได้มาตรฐานมาให้ Green Road นำไปรีไซเคิลสร้างประโยชน์ แทนที่จะทิ้งพวกมันไป เพื่อไม่ให้เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดร.เป้า และทีมนักศึกษา รีไซเคิลขยะเป็นหลากหลายผลิตภัณฑ์ บริจาคแก่โรงเรียน วัด อุทยานแห่งชาติ นำไปใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะบล็อกปูถนนที่เป็นภาพจำของโปรเจกต์ Green Road

“ยังมีอีกหลายสถานที่ ๆ ต้องการวัสดุเหล่านี้ไปสร้างประโยชน์ ในอนาคต Green Road มีแผนจะนำผลิตภัณฑ์มาวางขายเพื่อสร้างทางเลือกที่กว้างขึ้นให้ผู้บริโภคในการใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล”

“เป็นไปด้วยความยากลำบาก” ดร.เป้า เล่าให้ฟังถึงในช่วงต้น โปรเจกต์ของเขาถูกตั้งคำถามและข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้อย่างมากมาย การบริจาคขยะมาให้ บางครั้งก็ไม่ต่างอะไรจากการฝากทิ้ง แม้ว่าประชาชนจะให้ความร่วมมือ แต่เนื่องจากความรู้ที่ขาดไปจึงทำให้ทุกอย่างไม่สามารถดำเนินได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทว่าในปัจจุบัน เมื่อประชาชนได้รับความรู้ตรงส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น ผลตอบรับจึงง่ายต่อการปฏิบัติงานมากขึ้น เช่น การคัดแยกขยะ จากแต่เดิมที่ทาง Green Road ต้องเป็นผู้คัดแยกเอง ปัจจุบันประชาชนพร้อมที่จะคัดแยกมาให้ และการบริจาคก็ไม่ใช่การฝากทิ้งอีกต่อไป

“ผลตอบรับเพิ่มเป็นทวีคูณ แทบจะเป็น 100 เท่าจากเมื่อ 9 ปีที่แล้ว”

ลดการเกิดขยะด้วย Bit Coin

แผนในอนาคตของ ดร.เป้า คือขยับขยายจากเดิมที่เน้นเพียงแค่การคัดแยก เป็นการลดการเกิดขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ดร.เป้า นำแนวคิดการขุด Bit Coin มาประยุกต์เข้ากับโปรเจกต์

“หลายคนบอกว่าในการขุด Bit Coin ใช้พลังงานมหาศาลและทำให้โลกร้อน ผมกำลังทำแพลตฟอร์มคัดแยกขยะ คนคัดแยกขยะมาให้อาจารย์จะได้รับเหรียญคริปโตหรือแต้มกลับคืนไป สามารถนำเอาเหรียญของตัวเองไปซื้อสินค้ากับผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการ Green Road เอามาวางไว้ ซื้อในราคาถูก โดยใช้เหรียญตัวนี้แลกหรือเพิ่มเงินอีกนิดหน่อยในการซื้อขายเบื้องต้น

“ถ้าคนที่ไม่ได้คัดแยกขยะต้องการได้เหรียญตัวนี้ ก็ไปซื้อขายในตลาด ไปเทรดเหรียญที่เรียกว่า เหรียญ Green Coin ได้ ถ้าโปรเจกต์นี้หลุดออกไป คิดว่าทุก ๆ เหรียญที่เกิดขึ้นซึ่งมีจำนวนไม่จำกัด จะทำให้ปริมาณขยะพลาสติกลดลง เกิดขึ้น 1 เหรียญ ขยะพลาสติกลดลง 1 กิโล เกิดขึ้น 2 เหรียญ ขยะพลาสติกลดลง 2 กิโล เมื่อไหร่ที่ไม่ต้องการเหรียญก็แสดงว่าขยะพลาสติกหมดไปแล้ว เพราะปริมาณเหรียญจะสอดคล้องกับจำนวนขยะพลาสติก

“แพลตฟอร์มตัวนี้ก็จะเชื่อมต่อกับองค์กรคัดแยกขยะทั่วโลก คุณไม่อยากเทรดเหรียญ คุณก็แค่เอาขยะมาแลก พอได้เหรียญก็เอาไปแลกซื้อสินค้าตามปกติ ถ้าคุณไม่อยากเก็บขยะ คุณก็ไปหาซื้อกับคนที่มีเหรียญ มันก็จะทำให้ขยะมีคุณค่าและมูลค่าขึ้นมาทันที”

คนไทยปลูกฝังจิตสำนึกได้ สามารถกระตุ้นได้อยู่ ด้วยความเป็นเมืองท่องเที่ยว คนมีจิตสำนึกในส่วนนี้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ และก็มีแนวโน้มที่จะไปในทิศทางที่ดีด้วย ถ้าจัดวิกฤตของที่อื่นเป็น 100 ประเทศไทยก็จะอยู่สักประมาณ 50 แต่อย่าลืมว่าของเขาเมืองใหญ่ ของเราเมืองเล็ก เขาอาจจะควบคุมยาก แต่เราจะควบคุมยากเท่าเขาไม่ได้ เราต้องควบคุมให้ง่ายกว่า เพราะเราคนน้อยและควรที่จะสำเร็จเร็วกว่า ผมคิดว่ายังไม่วิกฤตเท่าไหร่”

ในขณะเดียวกัน ดร.เป้า ก็ได้กล่าวถึงประเด็นการลักลอบนำเข้าขยะจากต่างประเทศเข้ามากำจัดในไทย ซึ่งทางอาจารย์ได้บอกถึงปัญหาที่จะไม่สามารถควบคุมได้คือ ปริมาณขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นจนเกินการควบคุม สิ่งผิดกฎหมายที่ถูกแอบฝากเข้ามากับขยะนำเข้า และอย่างสุดท้ายคือ สารเคมีไม่ทราบชนิดที่ปนเปื้อนมากับขยะ “เราไม่สามารถควบคุมได้” ดร.เป้า กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องและภาพ พัทธนันท์ สวนมะลิ

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : การรีไซเคิลแบตเตอรีรถ EV เป็นสิ่งที่ต้องทำ เมื่อโลกเปลี่ยนสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า

เรื่องแนะนำ

พลาสติกใช้แล้วทิ้ง : ลด ละ เลิก วิถีชีวิตติดพลาสติก

"พลาสติกใช้แล้วทิ้ง : ลด ละ เลิก วิถีชีวิตติดพลาสติก" การเปลี่ยนแปลงทางความคิดดูเหมือนเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ขยะพลาสติกเริ่มทำให้เรากังวล เหล่าผู้ประกอบการกำลังสร้างทางเลือกใหม่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ ทุกแง่มุมของชีวิตมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลาสติก คือความท้าทายที่ต้องใช้วิธีจัดการแตกต่างกัน สิ่งของทุกชิ้นมีเรื่องราว และนี่คือบางส่วนของเรื่องราวเหล่านั้น รวมทั้งบางส่วนของทางออกด้วย

กว่าจะมาเป็น Refill Station ร้านค้าแบบเติมแห่งแรกของไทย เมื่อธุรกิจช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น

Refill Station : กิจการเพื่อสังคม เมื่อหมุดหมายของกิจการไม่ใช่กำไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างประโยชน์ให้สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน แม้ทุกวันนี้ คอนเซปต์ของร้านค้าแบบเติม (Bulk Sotre) จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงคนรักสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป เพราะในกรุงเทพฯ และหลาย จังหวัด เริ่มมีร้านค้าลักษณะนี้ จากการเพิ่มขึ้นอย่างน่าชื่นใจของจำนวนผู้บริโภคที่ต้องการลดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบ Single Use ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ร้านค้าแบบเติม ไม่ใช่รูปแบบค้าขายที่คนไทยคุ้นหูคุ้นตานัก ดังนั้นโมเดลธุรกิจที่ลูกค้าต้องนำขวดหรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ไปเติมสบู่ แชมพู หรือแม้กระทั่งของกินด้วยตัวเอง จึงอาจฟังดูเป็นไปไม่ได้เลย ในสังคมไทยที่ให้ความสะดวกสบายของลูกค้าเป็นที่ตั้ง “มึงจะไปขายใคร” คือประโยคที่พ่อของ สุภัชญา เตชะชูเชิด หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Refill Station ร้านค้าแบบเติมแห่งแรกของไทย พูดขึ้น ในวันแรกที่เธอขนสินค้า อันประกอบไปด้วย น้ำยาชนิดต่างๆ อย่างแชมพู สบู่เหลว น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน ฯลฯ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน บรรจุในแกลลอนซึ่งเสียบหัวปั๊มเอาไว้สำหรับแบ่งขาย แทนที่จะขายเป็นขวดเล็กๆ อย่างที่พบเห็นในท้องตลาดหรือตามร้านสะดวกซื้อ เธอวาดหวังให้ผู้ซื้อนำขวดเปล่ามาซื้อน้ำยาเหล่านั้น เพื่อลดการใช้ขวดพลาสติก แต่หนทางนั้นไม่ง่าย เพราะสิ่งที่เธอและผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 คน กำลังทำคือ […]

Notpla สตาร์ตอัปที่สร้างบรรจุภัณฑ์กินได้ เพื่อโลกใหม่แห่งเดลิเวอรี่ไร้ขยะพลาสติก

Notpla สตาร์ตอัปจากลอนดอนกับการสร้างบรรจุภัณฑ์จากสาหร่ายทะเล ที่มนุษย์กินได้ ย่อยสลายได้เองโดยธรรมชาติ และแก้ปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์พลาสติก รู้ไหม มากกว่าครึ่งของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมดบนโลก ถูกใช้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น ก่อนจะถูกโยนทิ้งกลายเป็นขยะ Notpla คือสตาร์ตอัปจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่คินค้นและพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากวัตถุดิบอย่างสาหร่ายและพืช ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติภายใน 4-6 สัปดาห์ ไม่สร้างขยะอายุหลายร้อยปีอย่างบรรจุภัณฑ์พลาสติก ย้อนกลับไปในปี 2014 Notpla เริ่มต้นขึ้นด้วยโปรดักต์ชิ้นแรกของพวกเขา “Ooho” ซึ่งเป็นหยดน้ำที่สามารถกินได้ ในตอนนั้นการผลิตของ Ooho ถูกทำขึ้นด้วยมือ ในช่วงระหว่าง 6 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้สร้างเทคโนโลยีเพื่อผลิตหยดน้ำเหล่านี้ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้คิดค้นสารเคลือบและฟิล์มที่ย่อยสลายได้ที่บ้าน สิ่งที่สตาร์ทอัป Notpla ทำอยู่คือคำตอบให้กับยุคโควิด-19 ที่การสั่งอาหารแบบ Take-Away และบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนส่วนใหญ่ในโลกไปแล้ว Ooho หยดน้ำกินได้ ผลงานชิ้นแรกของ Notpla Ooho เป็นโปรดักต์ชิ้นแรกของ Notpla มันคือบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำดื่มที่ยืดหยุ่นได้ Ooho สามารถผลิตได้หลายขนาดตั้งแต่ 10 มล. – 100 มล. มันถูกสร้างจากสารสกัดของสาหร่ายทะเลและพืชซึ่งทั้งหมดสามารถกินได้ […]

บทบาทการเงินสีเขียวของธนาคาร เอชเอสบีซี ที่ขับเคลื่อนวงการการเงินสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จากเหตุการณ์โรคระบาดในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ทุกภาคส่วนเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนกลายเป็นประเด็นให้ทั่วโลกต่างหันกลับมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ที่เริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุค New Normal ในรูปแบบใหม่ ไม่เว้นแม้แต่ ธนาคาร เอชเอสบีซี หรือ The Hongkong and Shanghai Banking Corporation Limited (HSBC)  ธนาคารพาณิชย์เอกชนแห่งแรกในไทย ผู้ให้บริการภาคการเงินและการธนาคารซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก โดยตลอด 150 ปีที่ดำเนินธุรกิจ พวกเขามีความตั้งใจเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ผ่านการเปิดโอกาสใหม่ ๆ เพื่อผลประโยชน์อย่างยั่งยืนให้กับลูกค้า บุคลากร นักลงทุน ชุมชน จนถึงโลกที่พวกเขามีส่วนร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง พันธกิจเหล่านี้เองที่นำไปสู่บทบาทการเป็นธุรกิจการเงินสีเขียว เพื่อเข้าสู่โลกแห่งเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าหมายให้บริการทางการเงินอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หันมาให้บริการและผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยลง รวมถึงสนับสนุนบริษัทที่แสดงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลร่วมด้วย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือเร็วกว่านั้น ทาง HSBC Global Private Banking ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจากทั่วโลกและทั่วภูมิภาคมาร่วมกันออกแบบสร้างผลิตภัณฑ์ด้าน ESG (Environmental, Social, […]