ทำความรู้จักอาชีพด้านสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศ นวัตกรผู้ขับเคลื่อนโลกยั่งยืน

ทำความรู้จักอาชีพด้านความยั่งยืนในต่างประเทศ นวัตกรผู้ขับเคลื่อนโลกให้ดียิ่งกว่าเดิม

ทำความรู้จักหลากหลายอาชีพสีเขียว (Green Jobs) ในต่างประเทศ ตั้งแต่นักวิจัยที่ได้ดำน้ำสำรวจท้องทะเล นักออกแบบและรีไซเคิล ไปจนถึงเชฟผู้ปรุงอาหารเพื่อความยั่งยืน

เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า หากได้ทำงานที่รัก เราจะไม่รู้สึกเลยว่ากำลังทำงานอยู่ เพราะในทุกๆ วัน เราจะกระตือรือร้นที่จะตื่นขึ้นมาเพาะปลูก Passion ของตนเองให้เติบโต

ถ้า Passion ของคุณคือการต่อสู้กับวิกฤตสิ่งแวดล้อม สร้างโลกที่ดีและยั่งยืนสู่อนาคต เราอยากชวนไปทำความรู้จักหลากหลายอาชีพสีเขียว (Green Jobs) เล่านี้ ที่สร้างประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ขอให้โยนความคิดเดิมๆ ว่างานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนนั่นน่าเบื่อทิ้งไปก่อน เพราะ 9 อาชีพต่อไปนี้ ทั้งเท่ สร้างสรรค์ และหลากหลาย มีตั้งแต่นักวิจัยที่ได้ดำน้ำสำรวจท้องทะเล นักออกแบบและรีไซเคิล ไปจนถึงเชฟผู้ปรุงอาหารเพื่อความยั่งยืน

01 Urban Growers

PHOTOGRAPH BY DIANE COOK AND LEN JENSHEL, NATIONAL GEOGRAPHIC

เชฟชาวแคนาดากำลังเลือกผลผลิตจากแหล่งปลูกไม่ธรรมดา เพราะมันคือสวนแอปเปิ้ลบนดาดฟ้า ท่ามกลางตึกสูงโดยรอบในเมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ทุกวันนี้ ตึกระฟ้ามากมายในเมืองแวนคูเวอร์กลายเป็นเป็นแหล่งผลิตอาหาร สวนเกษตรกรรมบนดาดฟ้าสามารถส่งมอบพืชผลจากเมืองสู่คนในเมือง นอกจากสวนเหล่านี้จะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม จากการลดใช้ยาฆ่าแมลงแล้ว

ยังช่วยลดการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกด้วย เนื่องจากมันถูกปลูก เติบโตและนำไปปรุงอาหารในพื้นที่เมือง ลดการขนส่งทางไกลจากต่างเมืองอย่างพืชผลเกษตรกรรมบางอย่าง สวนดาดฟ้ายังช่วยลดอุณหภูมิของอาคาร เป็นฉนวนป้องกันการสูญเสียพลังงาน ทั้งยังเป็นด่านรับน้ำฝนในช่วงฤดูพายุ ไปจนถึงเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่ช่วยฟอกอากาศให้พื้นที่รอบๆ

02 Water Quality Technicians

PHOTOGRAPH BY GERD LUDWIG, NATIONAL GEOGRAPHIC

เพื่อสร้างสรรค์วิธีแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ สำนักจัดการคุณภาพน้ำและพลังงานแห่งนครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐฯ ทดสอบลูกบอลโพลีเอทิลีนจำนวนกว่า 3 ล้านลูก ในอ่างเก็บน้ำ Ivanhoe อ่างเก็บน้ำขนาด 220 ล้านลิตรแห่งนี้ ถูกเติมสารคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย มีความเข้มข้นของ Bromide ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อทั้งสองส่วนผสมกันและสัมผัสกับรังสี UV จะเกิดเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งอันตรายอย่างยิ่งเนื่องจากมีพลเมืองลอสแองเจลิสกว่า 600,000 คนใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำแห่งนี้

วิศวกรจึงคำนวณพื้นที่ผิวน้ำและใส่ลูกบอลโพลีเอทิลีนลงไป เพื่อปกป้องไม่ให้ผิวน้ำกระทบรังสี UV ลูกบอลเหล่านี้เป็นชนิดเดียวกับที่สนามบินใช้ป้องกันนก ไม่ให้บินลงมายังพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณรันเวย์ เนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อการบิน วิธีแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจากอ่างเก็บน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคที่เติมสารคลอรีนส่วนใหญ่จะไม่ใช่อ่างกลางแจ้ง ดังนั้นผู้ทำงานด้านนี้จึงต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ในการพลิกแพลงหาวิธีจัดการกับสภาพสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อผู้คน

03 Clean Car Engineers

PHOTOGRAPH BY JOE MCNALLY, NATIONAL GEOGRAPHIC

วิศวกรทำงานบนต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้า ในโรงงานที่แคลิฟอร์เนีย ในประเทศสหรัฐฯ มีตำแหน่งงานที่มุ่งเน้นไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า 3.1 ล้านตำแหน่ง และ 400,000 กว่าตำแหน่งในนั้น คืองานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า

การขนส่งเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญไปสู่ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ยานยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิมเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิสและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาลตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และรถยนต์กำลังค่อยๆ ถูกเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นรูปแบบที่ใช้พลังงานสะอาด และสร้างมลพิษน้อยลง

พร้อมๆ กับการเปลี่ยนต้นกำเนิดพลังงาน จากเชื้อเพลิงที่เป็นมลพิษอย่างถ่านหิน ไปสู่ทางเลือกที่สะอาดกว่า เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้ทำดีที่สุดในทุกๆ ขั้นตอน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้โลก

04 Recyclers

PHOTOGRAPH BY ANNA CLOPET, CORBIS

กระดาษอัดก้อนเหล่านี้จะถูกนำไปรีไซเคิล ที่โรงงานในเมืองบอร์โดซ์ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหรัฐฯ รีไซเคิลกระดาษมากกว่าวัสดุที่สามารถรีไซเคิลอื่นๆ ทั้งหมดรวมกัน (ไม่นับรวมเหล็ก) 2 ใน 3 ของกระดาษทั้งหมดที่ใช้ในสหรัฐฯ ได้รับการรีไซเคิลแทนที่จะถูกทิ้งลงในหลุมฝังกลบตามข้อมูลของ American Forest & Paper Association และข้อมูลจากสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระบุว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของวัตถุดิบที่ใช้ในโรงงานกระดาษ เป็นกระดาษมือ 2

กระบวนการนี้ สร้างทั้งตำแหน่งงานและผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สถิติของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแสดงให้เห็นว่า การรีไซเคิลกระดาษ 1 ตันช่วยประหยัดพลังงานได้มากพอ ที่จะจ่ายไฟให้บ้านของชาวอเมริกันเป็นเวลาครึ่งปี ประหยัดน้ำได้ 26,500 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่า 1 เมตริกตัน

05 Natural Scientists

PHOTOGRAPH BY DAVID DOUBILET, NATIONAL GEOGRAPHIC

นักดำน้ำตรวจวัดความเป็นกรดของน้ำในมหาสมุทร บริเวณแนวปะการัง Great Barrier Reef นอกเกาะ One Tree ของประเทศออสเตรเลีย เพื่อสร้างแผนภูมิแสดงหลักฐานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และสังเกตผลกระทบต่อระบบนิเวศ

ในขณะที่ประเทศต่างๆ พยายามก้าวไปสู่วิถีชีวิตและเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มันจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องมีนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ ที่สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ผลกระทบ จากการกระทำไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ที่เรากระทำต่อโลก

06 Green Builders

PHOTOGRAPH BY JOHAN ORDONEZ, AFP/GETTY IMAGES

Adam Howland จากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมชื่อ Long Way Home ใช้เทคนิคการสร้างอาคารสีเขียว ช่วยเหลือผู้คนในประเทศกัวเตมาลา Long Way Home ศึกษา ทดสอบและกำลังช่วยหลายชุมชนในประเทศนี้ สร้างโรงเรียนจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ดินไปจนถึงขยะที่ถูกทิ้ง เช่นยางรถยนต์และขวดพลาสติก

ผลลัพธ์ที่ได้ คืออาคารปลอดภัยแข็งแรงที่ช่วยมูลค่าใหม่ให้ขยะ ที่ปกติถูกทิ้งลงในแม่น้ำหรือเผาทิ้ง เนื่องจากไม่มีวิธีการกำจัดที่ดีกว่า ตอนนี้ชาวบ้านยินดีเก็บรวบรวมขยะเหล่านั้นมาเข้าร่วมโครงการอาคารสีเขียวของ Long Way Home นอกจากสร้างอาคาร สมาชิกขององค์กรยังให้ความรู้แก่เยาวชนในพื้นที่ เกี่ยวกับวิถีชีวิตที่ยั่งยืนและฝึกอบรมพวกเขาให้ทำงานในเศรษฐกิจสีเขียว

07 Solar Cell Technicians

PHOTOGRAPH BY PETER GINTER, SCIENCE FACTION/CORBIS

วิศวกรทำการทดสอบระบบโซลาร์เซลล์ ในห้องปฏิบัติการของประเทศสเปน โดยสวมชุดป้องกันและแว่นตา ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงพลังอันทรงพลังที่สามารถเก็บเกี่ยวได้จากแสงอาทิตย์

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การผลิตและใช้โซลาร์เซลล์ของภาคส่วนต่างๆ ในยุโรป เพิ่มขึ้น 2 เท่าทุกๆ 2 ปี ทำให้ต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ประเทศเยอรมนี มีตำแหน่งงานที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 40,000 คน ทุกวันนี้ ทวีปยุโรปผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของโลก ตามมาด้วยญี่ปุ่นและสหรัฐฯ

08 Green Design Professionals

PHOTOGRAPH FROM PROEHL STUDIOS, CORBIS

หลังคาเป็นอะไรได้มากกว่าแค่กันฝน อย่างหลังคาของอาคาร California Academy of Sciences เป็นเป็นที่อยู่ของต้นไม้และพืชพรรณกว่า 1.7 ล้านต้น โดยหนึ่งในจำนวนนั้นเป็นพืชพื้นถิ่นหายากของภูมิภาคตะวันตก ประเทศสหรัฐฯ

หลังคาขนาด 1,765 ตารางเมตร นี้ ประกอบไปด้วยเนินเขา 7 ลูก ซึ่งสร้างเลียนแบบภูมิประเทศของซานฟรานซิสโก และมีช่องเปิดมากมายให้แสงธรรมชาติ ส่องลอดไปให้ความสว่างภายในอาคาร โดยมันทำให้อุณหภูมิภายในอาคารเย็นกว่าภายนอกถึง 5 องศาเซลเซียสโดยเฉลี่ย ซึ่งแน่นอนว่าประหยัดพลังงานแต่ละปีไปมหาศาล

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสีเขียว ตั้งแต่สถาปนิกไปจนถึงนักวางผังเมืองเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ส่วนต่างๆ ของเมือง ภายใต้บริบทและข้อจำกัดที่เปลี่ยนไปของยุคสมัย

09 Wave Energy Producers

PHOTOGRAPH BY ASHLEY COOPER, CORBIS

มหาสมุทรนั้นเต็มไปด้วยพลวัตรของคลื่น อุปกรณ์เช่นเครื่องกำเนิดพลังงานคลื่น Pelamis P2 นี้สามารถใช้ประโยชน์จากคลื่นที่เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยดักจับมันมาผลิตเป็นพลังงาน

P2 ถูกคิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นในหมู่เกาะออร์คนีย์ ของสกอตแลนด์ ด้วยกำลังผลิต 750 กิโลวัตต์ มันสามารถสร้างพลังงานที่เพียงพอความต้องการไฟฟ้าโดยเฉลี่ยของบ้าน 500 หลัง ตลอดระยะเวลา 1 ปี

ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนจากแหล่งต่างๆ เริ่มถูกใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก ทั้งแสงอาทิตย์ ลม น้ำ ชีวมวล แต่พลังงานจากเกลียวคลื่นยังไม่ถูกพูดถึงมากนัก ในอนาคตสายงานด้านนี้ จะเกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพของพลังงานอันมหาศาลของคลื่นนั้นมีไม่จำกัด


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : พัทน์ ภัทรนุธาพร เด็กไทยใน MIT Media Lab ศูนย์วิจัยนวัตกรรมเพื่อโลกอนาคต

เรื่องแนะนำ

ขนำน้อยหอยใหญ่ กินหอย นอนขนำ

ขนำน้อยหอยใหญ่ : เราอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่ได้ ที่เกริ่นว่า ขนำน้อยหอยใหญ่ เพราะผมมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนแหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี “ขนำ” ในภาษาปักษ์ใต้ เป็นคำที่ชาวบ้านใช้เรียกกระท่อมชั่วคราว คือกระท่อมเฝ้าหอยนางรมที่อยู่กลางทะเล เหมือนกระท่อมปลายนาที่คนภาคกลางหรือภาคอื่นๆ คุ้นเคยกันนี่ล่ะครับ แต่ยกมาไว้กลางทะเล นอกจากนี้ ผมยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนเลี้ยงหอยนางรมบริเวณปากอ่าวคลองกระแดะแจะ ที่ตำบลท่าทองใหม่ แห่งนี้ด้วย เล่ามาถึงตรงนี้ ผมขอนำทุกท่านไปพูดคุยกับเจ้าของขนำ ที่ดัดแปลงและต่อเติมขนำเฝ้าหอยนางรมของตัวเอง ให้เป็นร้านอาหาร เสิร์ฟหอยนางรมที่เลี้ยงเองแบบไม่อั้น คุณสิริพล ใจงาม หรือพี่เชน เล่าให้ผมฟังว่า “เขาทำธุรกิจเลี้ยงหอยนางรมเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว” พี่เชนเป็นคนสุราษฎร์ธานีโดยกำเนิด แต่ก่อนจะมาประกอบอาชีพเลี้ยงหอยนางรม พี่เชนเคยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างมาก่อน ร้านขนำน้อยหอยใหญ่เกิดจากการชวนเพื่อนฝูงมาพักผ่อนสังสรรค์และตกปลากัน จนกลายเป็นที่กล่าวขานกันในกลุ่มเพื่อน และมีคนแสดงเจตจำนงค์มาเยี่ยมพี่เชนมากขึ้น จึงทำให้เกิดแนวคิดนำไปสู่การต่อยอดทางธุรกิจ จากเดิมที่เลี้ยงหอยนางรม พี่เชนจึงขยายกิจการมาเปิดร้านอาหารด้วย “พื้นที่ทำฟาร์มหอยนางรม กลายมาเป็นจุดเด่นในเรื่องวัตถุดิบ เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนดั้งเดิมที่ประกอบอาชีพเป็นชาวประมงพื้นบ้าน” เพราะวัตถุดิบทั้งหมดที่นำเสนอในร้านล้วนเป็นผลิตผลจากการประมงพื้นบ้านทั้งสิ้น เช่น ปลาที่ชาวบ้านจับมาได้จากธรรมชาติ พี่เชนมักไปจับจองและรับซื้อเอาไว้ ก่อนที่ชาวบ้านนำไปขายต่อกับพ่อค้าคนกลาง รวมถึงปูและหอยก็รับซื้อจากชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง นอกจากที่ชาวบ้านมีรายได้แล้ว ทางร้านยังสามารถรับรองเรื่องความสดของอาหารได้ด้วย ส่วนเรื่องของการปรุงอาหารเพื่อให้ได้รสมือของคนพื้นถิ่นอย่างแท้จริง […]

พิจารณาวันหมดอายุบนฉลาก คุณก็สามารถช่วยบรรเทาความรุนแรงวิกฤต ‘ขยะอาหาร’ ได้

ความท้าทายของการลด ‘ขยะอาหาร’ คือการสร้างความรับรู้ให้ผู้บริโภคเรียนรู้ถึงความแตกต่างของคำต่างๆ ที่แสดงบนฉลากอาหาร ขยะอาหาร เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกังวล ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (United Nations’ Food and Agriculture Organization) ระบุว่า ขยะอาหาร มีปริมาณ 1.3 พันล้านตัน หรือประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่ผลิตทั้งหมดในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่า 940 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่คนประมาณ 800 ล้านคนเข้านอนด้วยความหิวโหย มากกว่าครึ่งของพื้นที่การเกษตรในโลกกำลังปลูกพืชที่คนไม่บริโภค ข้อมูลด้านบน ฟังดูทั้งใกล้ตัวและไกลตัวได้ในคราวเดียวกัน เพราะแม้เราจะรับรู้ตัวเลขน่าตกใจเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริง ชีวิตประจำวัน เมื่อเราเปิดตู้เย็น หยิบของโปรดที่เกือบลืมไปแล้วว่าเก็บไว้ และพบว่า ‘วันที่ควรบริโภคก่อน’ ผ่านไปแล้ว 2 วัน สิ่งที่เราทำคือโยนมันลงถังขยะ คำถามคือ การทิ้งอาหารที่อายุเลย ‘วันที่ควรบริโภคก่อน’ คือการกระทำที่ถูกต้อง ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ใช่ไหม? ทำไมจึงเกิดขยะอาหาร ข้อมูลจาก Love Food Hate Waste เครือข่ายความยั่งยืนด้านอาหารในสหราชอาณาจักรระบุว่า […]

เหตุใดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อสุขภาพของมนุษย์

อากาศที่ปนเปื้อนมลพิษและอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งมีทั้งการเพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด รวมไปถึงการแพร่กระจายของโรคระบาดต่างๆ และบาดแผลทางจิตใจ ผู้คนรอบโลกกำลังเป็นพยานว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้โลกประสบกับหายนะอย่างไร ดังจะเห็นได้จากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้เหตุการณ์ไฟป่า พายุเฮอร์ริเคน และภัยพิบัติธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นจนเราไม่อาจละเลยเรื่องนี้ได้อีกต่อไป เมื่อวันที่ 5 กันยายน มีวารสารวิชาการกว่า 200 ฉบับตัดสินใจออกบทบรรณาธิการร่วมกันเพื่อกระตุ้นให้บรรดาผู้นำโลกลงมือแก้ปัญหาในเรื่องนี้ “ความจริงทางวิทยาศาสตร์นั้นชัดแจ้ง” พวกเขาเขียนและเสริมว่า “อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเฉลี่ย 1.5 องศาเซลเซียสนับจากยุคก่อนอุตสาหกรรมและความเสี่ยงที่จะเกิดหายนะจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องมีผลร้ายต่อสุขภาพในแบบที่ไม่อาจหวนคืน” แม้จะอยู่ในช่วงของการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ผู้เขียนบทบรรณาธิการร่วมนี้เขียนว่า บรรดารัฐบาล “ไม่อาจรอให้โรคระบาดหายไปก่อนที่เริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” และพวกเขากระตุ้นให้ทุกคนแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกับการแก้ปัญหาโควิด-19 เหล่านี้คือข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพของเรา ผลกระทบบางอย่างเห็นได้อย่างชัดเจน แต่บางอย่างยังคงส่งผลแฝงเงียบๆ ในร่างกายของเรา รวมไปถึงเหตุผลว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์จึงให้ความเห็นว่ายังไม่สายเกินไปที่โลกจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากเรื่องนี้ มลพิษทางอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งส่วนมากมาจากการปล่อยก๊าซจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ มลพิษทางอากาศนั้นประกอบไปด้วยอนุภาคเล็กๆ ที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจโดยการที่อนุภาคเหล่านั้นซึมผ่านเข้าไปในปอดและหัวใจ หรือแม้กระทั่งไหลเวียนไปกับกระแสเลือด อนุภาคเหล่านี้อาจส่งผลร้ายต่ออวัยวะภายในโดยตรงหรือก่อให้เกิดภาวะอักเสบเนื่องจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันพยายามทำงานเพื่อต่อต้านอนุภาคเหล่านี้ มีการคาดการณ์ว่ามลพิษทางอากาศทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรตั้งแต่ 3.6-9 ล้านรายต่อปี ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปมีความเปราะบางต่อผลกระทบที่เกิดจากมลพิษทางอากาศมากที่สุด แต่คนอื่นๆ ก็อยู่ในภาวะเสี่ยงเช่นกัน Kari Nadeau ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคภูมิแพ้และหอบหืด Sean N. […]

แนวทางการผลิตอาหารในแบบที่ไม่ทำลายโลก

เนื่องด้วยโลกจะมีประชากรถึงหนึ่งหมื่นล้านคนในปี 2050 จึงมีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่เสนอแนวทางว่าเราจะมี การผลิตอาหาร เลี้ยงประชากรโลกให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างไร งานวิจัยใหม่เผยว่า ในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่าโลกจะมีประชากรราวหนึ่งหมื่นล้านคน จึงต้องมีการรับประกันว่าโลกจะมีอาหารที่ทำให้สุขภาพดี ซึ่งจะทำให้ผู้คนอยู่อาศัยนั้นดีขึ้นตามไปด้วย เพื่อการนี้ โลกต้องมีการเปลี่ยนวิธีการทำฟาร์มและวิธี การผลิตอาหาร ครั้งใหญ่ “มีวิธีการที่เราจะบรรลุเป้าหมายนี้ แต่ความท้าทายนั้นใหญ่หลวงกว่าที่เราคิด” Richard Waite แห่งสถาบันทรัพยากรโลก (World Resource Institute – WRI) และผู้เขียนร่วมรายงานที่ชื่อว่า การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของอาหาร (Creating A Sustainable Food Future: Final Report) การทำเกษตรกรรมใช้พื้นที่ที่สามารถเพาะปลูกได้ถึงครึ่งหนึ่งบนโลก และการเกษตรกรรมยังใช้น้ำมากถึงร้อยละ 90 จากจำนวนการบริโภคโดยมนุษย์ทั้งหมด นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนถึงหนึ่งในสี่อยู่ทุกปี อย่างไรก็ตาม ในจำนวนประชากรกว่าเจ็ดพันล้านคนที่อาศัยอยู่บนโลกขณะนี้ มีคนอยู่ราว 820 ล้านคนที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหาร เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงหรือได้รับอาหารอย่างเพียงพอ “เราต้องผลิตอาหารเพิ่มให้ร้อยละ 30 ในพื้นที่เดียวกันนี้ หยุดการทำลายป่า และลดการปล่อยคาร์บอนที่มาจากการผลิตอาหารให้ได้สองในสาม” Waite กล่าว “เพื่อที่จะไม่ให้ที่ดินต้องเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่การเกษตรมากกว่านี้ ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของการเลี้ยงสัตว์ และมีการจัดการทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่ดีกว่านี้ […]