ม้งไซเบอร์ ธุรกิจเพื่อสังคมที่พัฒนาเยาวชน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสร้างผู้นำชุมชน

ม้งไซเบอร์: แพลตฟอร์มพัฒนาเยาวชนชาวเขา

ม้งไซเบอร์ ธุรกิจเพื่อสังคม ที่พัฒนาเยาวชน ส่งเสริม คุณภาพชีวิต และสร้างผู้นำชุมชน

ปัญหาที่เกิดกับการศึกษาในประเทศไทยมาอย่างยาวนานคือ สถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานมีปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาที่แตกต่างกันสูงมากระหว่างโรงเรียนมีชื่อเสียงในเมืองราวสี่ร้อยแห่ง และโรงเรียนทั่วประเทศอีกสามหมื่นกว่าแห่ง ม้งไซเบอร์

บุตรหลานของคนรายได้ต่ำที่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำกว่า และมีปัญหาสภาพแวดล้อมทางสังคมอื่น ๆ เป็นปัจจัยร่วม ส่งผลให้เด็กเหล่านั้นต้องออกจากการระบบการศึกษากลางคัน คือเรียนไม่จบมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นสัดส่วนสูง รศ.วิทยากร เชียงกูล อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในการสัมภาษณ์ของกรุงเทพธุรกิจ

ม้งไซเบอร์, ธุรกิจเพื่อสังคม, ความยั่งยืน, ธุรกิจเพื่อความยั่งยืน, การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน, บ้านน้ำจวง,
บรรยากาศในหมู่บ้านน้ำจวง ประชากรทั้งหมดเป็นชาวม้ง และประกอบอาชีพเกษตรกรรม

จากปัญหาดังกล่าว ครูปาร์ค – บุตรพจน์ พลพิพัฒนาพงศ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท ม้งไซเบอร์ โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้พบเจอปัญหาด้านการศึกษาไทยจากประสบการณ์ตรง ที่ได้ไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านม้งพร้อมกับคุณพ่อและคุณแม่ ที่หมู่บ้านน้ำจวง ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เขาเล่าว่า “ในหมู่บ้านมีแต่ผู้สูงอายุและเด็ก วัยทำงานต่างจำเป็นต้องละถิ่นเพื่อไปหารายได้ในเมือง” และเสริมว่า “ปัญหาของเด็กนักเรียนในหมู่บ้านน้ำจวงคือไม่มีความรู้ที่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะสร้างรายได้จากทรัพยากรในพื้นที่ได้ พอถึงวัยทำงานก็ต้องเข้าไปทำงานในเมือง” ซึ่งเป็นเหตุสืบเนื่องมาจากปัญหาการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคุณภาพการศึกษาของพื้นที่ห่างไกล ที่แตกต่างกับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในเมืองอย่างลิบลับ

จึงเป็นจุดเริ่มที่ครูปาร์ครู้สึกว่า ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เยาวชนในหมู่บ้าน เข้าถึงทักษะอาชีพที่พวกเขาต้องการเรียนรู้จริงๆ และสามารถนำไปสร้างอาชีพให้กับตัวเองได้

จัดการเรียนรู้ตามความต้องการของผู้เรียนจริงๆ

ครูปาร์คเริ่มต้นจากการเป็นครูอาสาในบ้านน้ำจวง โดยสอบถามความต้องการของเด็กๆ ว่า พวกเขาอยากเรียนวิชาอะไร ก็ได้คำตอบว่า สิ่งที่พวกเขาอยากเรียนเป็นเรื่องที่สามารถจัดการสอนเพิ่มเติมจากโรงเรียนได้ เขาจึงนำเด็กที่มีความสนใจด้านต่างๆ มารวมตัวกันเปิดชั้นเรียนขึ้นมา โดยสิ่งที่เด็กๆ สนใจคือ วิชาคหกรรม การเขียน Coding ถ่ายภาพและวิดีโอ ศิลปะ และเกษตรกรรม

ครูปาร์คแบ่งเด็กออกเป็นกลุ่มตามความสนใจ และจัดหาอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมให้กับเด็กๆ “ในช่วงเริ่มแรก ผมไม่สามารถสอนน้องๆ ได้ทุกวิชา ยกเว้น การเล่นดนตรีที่ผมถนัด แต่ผมก็เรียนรู้ไปพร้อมกับน้องๆ” เขายกตัวอย่างว่า “ในวิชาคหกรรม ผมถามน้องๆ ว่าอยากทำอาหารอะไร เด็กๆ ตอบว่า อยากทำอาหารเกาหลี ผมก็ไปซื้อวัตถุดิบจากตลาด แล้วก็เปิดวิดีโอการทำอาหารเกาหลีจากยูทูบ”

“น้องๆ มีศักยภาพอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้ต่อยอดการเรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้อย่างถูกวิธี ซึ่งมักถูกจำกัดด้วยระบบการศึกษาที่มีอยู่” วิน – วริทธิ์ สิงหเสนี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทฯ กล่าว

นอกจากนี้ ค่านิยมของสังคมมักตีกรอบคุณค่าของคนชาวม้งว่าเป็นบุคคลชายขอบ ทำให้การเข้าถึงงานและโอกาสในเรื่องงานน้อยลงไปด้วย “พอเด็กๆ เรียนจบมา เขาก็อยากทำงานดีๆ นะ แต่ค่านิยมทางสังคมก็เป็นอุปสรรคหนึ่งที่ตัดสินคุณค่าของพวกเขาไปแล้ว” บอล – กัมพล​ เหล่าอารีรัตน์​

จากสิ่งต่างๆ ที่ทีมงานม้งไซเบอร์รับรู้ผ่านการทำงานในพื้นที่ จึงเป็นแรงผลักให้พวกเขาอยากเพิ่มคุณค่าให้กับเยาวชนม้งบ้านน้ำจวง เพื่อพวกเขาเองจะเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่า บุคลากรชาวม้งก็มีความสามารถ และมีศักยภาพ เหมือนกับคนที่อื่นๆ ทั่วไป

กิจกรรมที่ครูปาร์คทำทั้งหมดได้ถูกเผยแพร่ลงในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว ซึ่งทำให้เพื่อน ๆ เริ่มเห็นความตั้งใจของเขา และอยากลงพื้นที่เพื่อมาช่วยสอนทักษะต่างๆ ให้กับเยาวชนที่บ้านน้ำจวง

ในที่สุดก็เกิดเป็นรูปแบบการเรียนการสอนจริงๆ ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เป็นผู้สอนทักษะอาชีพที่น้องๆ ต้องการ เขาจึงมีแนวคิดว่า เมื่อนัองมีศักยภาพแล้ว ก็ควรมีพื้นที่ของการแสดงศักยภาพ และเป็นการประชาสัมพันธ์เรื่องราวหมู่บ้านน้ำจวงให้ภายนอกได้รับรู้ จุดนี้คือการเริ่มต้นของการจัดงาน Hmong Cyber Music Festival 2019

จากหมู่บ้านที่มีนาขั้นบันได สู่เทศกาลดนตรี

หลังจากลงพื้นที่สอนวิชาต่างๆ ให้กับเยาวชนในบ้านน้ำจวง ครูปาร์คได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เขาค้นพบว่า หนึ่งในงานที่เขาสนุกและรักมากคือ การสอนหนังสือ เขาไม่เคยรู้ตัวมาก่อนจนกระทั่งได้มาทำงานกับเด็กๆ ที่นี่ “เราพบว่าเยาวชนม้งมีทักษะชีวิตสูงมาก เนื่องจากต้องช่วยงานที่บ้านตั้งแต่ยังเล็ก เวลาเรียนหนังสือเขาก็จะตั้งใจมากเช่นกัน” เขากล่าว

เมื่อจบหลักสูตร เขาจึงอยากให้เด็กๆ มีพื้นที่การแสดงออก และต้องการให้ผู้ปกครองเห็นว่า การเรียนการสอนของลูกๆ สามารถนำมาต่อยอดทางอาชีพที่สร้างรายได้ ได้อย่างไร

“เราต้องการให้คนภายนอก และผู้ปกครองของเด็กๆ ได้เห็นภาพตรงกันว่า เยาวชนที่เข้ามาเสริมทักษะด้านอาชีพกับม้งไซเบอร์ มีผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร” ครูปาร์คกล่าวและเสริมว่า “นอกจากนี้ เราอยากให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม และให้เขาเห็นคุณค่าของทรัพยากรในพื้นที่ของตัวเอง”

ในปี 2019 ครูปาร์คได้มองหาผู้จัดงานเทศกาลดนตรี แต่ก็พบกับกลุ่มมิจฉาชีพที่รับค่าจ้างไปแล้วไม่สามารถจัดงานได้ “แต่ผมประกาศกับชาวบ้านไปแล้วว่า เราจะจัดงานเทศกาลดนตรี มันเป็นความรับผิดชอบที่ค้ำคอเราอยู่ ผมจึงยืนยันที่จะจัดงานต่อให้ได้” เขาเล่าถึงประสบการณ์การจัดงานครั้งแรก

(ซ้าย) เมล – ธนาธิป ภาคามล (ขวา) เค้ก – พรรณปพร ภาคามล

จนกระทั่งเขาได้พบกับ เค้ก – พรรณปพร ภาคามล และเมล – ธนาธิป ภาคามล ที่สามารถรังสรรค์ให้เทศกาลดนตรีเกิดขึ้นได้จริง “เราอยากสร้างน้องๆ ให้เกิดแรงบันดาลใจ สอนน้องๆ ให้มีทักษะ และนำทักษะที่เรียนรู้ไปสร้างรายได้ผ่านเทศกาลดนตรี” ครูปาร์คกล่าว จุดเด่นของการจัดงานในปีแรกคือการจัดประกวดมิสม้ง ภายใต้แนวคิด ผีเสื้อจากขุนเขา โดยทีมงาน มิสม้งไทยแลนด์

ในปีแรก เราผ่านการจัดงานมาแบบเหนือความคาดหมายอย่างมาก และชาวบ้าน รวมถึงเด็กๆ เองก็มองเห็นภาพว่า หมู่บ้านน้ำจวงมีศักยภาพในการสร้างรายมูลค่าได้ โดยไม่ต้องละถิ่นเข้าไปทำงานในเมือง

“งานในปีแรกมันเกินความคาดหมายของพวกเรามาก” ทีมผู้ก่อตั้งกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน “นาขั้นบันไดถูกแปลงให้เป็นลานกางเต็นท์ แสงสีเสียงทั้งหมดที่ใช้ในงานได้เปลี่ยนพื้นที่บนเขาสูงเป็นลานเทศกาลดนตรีอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

งานในครั้งนั้นมีผู้สนใจเข้าร่วมงานราว 500 คน โดยมาจากการขายบัตรเข้าชมงานแก่ชาวเมืองประมาณ 200 คน และชาวม้งที่เข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกประมาณ 300 คน

การสร้างทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

จากความสำเร็จในการงาน Hmong Cyber Music Festival 2019 จึงเกิดการจัดงานครั้งที่สองในปี 2020 โดยม้งไซเบอร์ต้องการพัฒนาการศึกษาและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

บรรยากาศงาน Hmong Cyber Music Festival 2020

ทั้งจากปัญหาเรื่องการถูกโกง และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นระหว่างการจัดการเรียนการสอนในบ้านน้ำจวง ม้งไซเบอร์จึงเกิดแนวทางการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่สามารถบริหารจัดการท่องเที่ยวได้ โดยให้นักเรียนในหมู่บ้าน นำทักษะด้านอาชีพ ทั้งเรื่องการทำอาหาร ทำขนม การจัดอีเวนต์ การสื่อสารมวลชน และการบริการนักท่องเที่ยว มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหมู่บ้านด้วยการจัดงานเทศกาลดนตรีปีละหนึ่งครั้ง แต่เปิดรับนักท่องเที่ยวให้เข้าชมหมู่บ้านตลอดทั้งปี โดยม้งไซเบอร์จะเป็นผู้ที่สื่อสารไปยังสังคมภายนอก และหานักท่องเที่ยวเข้ามาร่วมงาน ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มี

“เด็กๆ ดูมีความสุขนะ ที่เขาได้นำความรู้ที่เรียนไปจากเรามาร่วมสร้างเทศกาลดนตรี” ครูปาร์คกล่าว

งานในปี 2020 ก็ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น และยังได้รับการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมงาน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่นที่เข้ามาสังเกตการณ์การจัดงานในบ้านน้ำจวงด้วย “หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเอกชนต่างๆ เล็งเห็นถึงความหมายของการจัดงานของเรา เราจึงเริ่มยื่นขอทุนสนับสนุนไปยังหน่วยงานต่างๆ เพิ่มขึ้น และได้รับการสนับสนุนที่ดี” วริทธิ์กล่าว

เทศกาลดนตรีครั้งที่สามกำลังจะเกิดขึ้นในปี 2021 แต่ก็ต้องประสบกับปัญหาเรื่องการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด – 19 ในช่วงนี้ ม้งไซเบอร์จึงพยายามนำแผนธุรกิจไปเสนอในรายการประกวดต่างๆ เพื่อหาเงินทุนเพิ่มเติม และเป็นการประชาสัมพันธ์ธุรกิจเพื่อสังคมของพวกเขาไปในตัว

“ในระหว่างการทำงาน เราพบคำถามประจำคือ ม้งไซเบอร์กำลังไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวม้งหรือไม่” กัมพลกล่าวและเสริมว่า “ผมคิดว่า เราไม่ได้เปลี่ยนเขาไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เราพยายามสร้างคือความรู้ เมื่อเขามีความรู้ เขาก็จะมองออกว่า สิ่งที่เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวม้ง สามารถนำมาพัฒนาให้ยั่งยืนได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งรากเหง้าของตัวเอง”

“ที่ผ่านมา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านน้ำจวง ที่วัยทำงานต่างละถิ่นเพื่อไปทำงานที่อื่น วิถีแบบนั้นหรือเปล่าที่กระทบต่อวิถีชีวิตของชาวม้ง” วริทธิ์กล่าวเสริม

“เราทำงานกับชุมชนมาแล้ว 2 ปี เรารู้ความต้องการจริงๆ และต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น เรามั่นใจว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพ เขาจะไม่อยากละทิ้งบ้านเกิดของตัวเอง แต่เขาจะต่อยอดจากสิ่งที่เขามี” ครูปาร์คกล่าว

ในอนาคต ม้งไซเบอร์อยากขยายรูปแบบการเรียนการสอนตามความต้องการของผู้เรียนไปยังหมู่บ้านม้งอื่นๆ ในจังหวัดพิษณุโลก และในระยะยาวก็วางเป้าหมายขยายผลออกไปยังพื้นที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาทั่วประเทศ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับม้งไซเบอร์
เฟซบุ๊ก : https://www.facebook.com/hmongcyber
อินสตาแกรม : hmongcyber
เว็บไซต์ : https://hmongcyber.com/
ยูทูป : Hmong Cyber Social Enterprise
ไลน์ : @hmongcyber

เรื่อง ณภัทรดนัย
ภาพถ่าย พศิน รัตนเดชตระกูล และม้งไซเบอร์

ขอบคุณผู้สนับสนุนงานของม้งไซเบอร์ 

โรงเรียนบ้านน้ำจวง, วิสาหกิจชุมชนบ้านน้ำจวง, กลุ่มสหายสามจังหวัด, อบต. บ่อภาค, อำเภอชาติตระการ, คณะศึกษาศาสตร์ ม.นเรศวร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มิสม้งไทยแลนด์, สมาคมม้งกรุงเทพและเครือข่าย, สถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน, สมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดน จ.พิษณุโลก, มูลนิธิ พลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธุ์, ททท. พิษณุโลก, รายการ Win Win War, Banpu Champion for Change, บริษัท เมืองธรรมไลท์ จำกัด, บจก.สิงห์สหภัณฑ์, โตโยต้า พิษณุโลก, สเต็กปีนัง พิษณุโลก, The piney bistro cafe, bitpasa, Ram10 ราม10, SAMT mobility school, Great Reform และ CannaHmong


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Local Alike ธุรกิจเพื่อสังคมด้านการท่องเที่ยว กับผลกระทบจากการระบาดใหญ่

เรื่องแนะนำ

แนวทางการผลิตอาหารในแบบที่ไม่ทำลายโลก

เนื่องด้วยโลกจะมีประชากรถึงหนึ่งหมื่นล้านคนในปี 2050 จึงมีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่เสนอแนวทางว่าเราจะมี การผลิตอาหาร เลี้ยงประชากรโลกให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างไร งานวิจัยใหม่เผยว่า ในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่าโลกจะมีประชากรราวหนึ่งหมื่นล้านคน จึงต้องมีการรับประกันว่าโลกจะมีอาหารที่ทำให้สุขภาพดี ซึ่งจะทำให้ผู้คนอยู่อาศัยนั้นดีขึ้นตามไปด้วย เพื่อการนี้ โลกต้องมีการเปลี่ยนวิธีการทำฟาร์มและวิธี การผลิตอาหาร ครั้งใหญ่ “มีวิธีการที่เราจะบรรลุเป้าหมายนี้ แต่ความท้าทายนั้นใหญ่หลวงกว่าที่เราคิด” Richard Waite แห่งสถาบันทรัพยากรโลก (World Resource Institute – WRI) และผู้เขียนร่วมรายงานที่ชื่อว่า การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของอาหาร (Creating A Sustainable Food Future: Final Report) การทำเกษตรกรรมใช้พื้นที่ที่สามารถเพาะปลูกได้ถึงครึ่งหนึ่งบนโลก และการเกษตรกรรมยังใช้น้ำมากถึงร้อยละ 90 จากจำนวนการบริโภคโดยมนุษย์ทั้งหมด นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนถึงหนึ่งในสี่อยู่ทุกปี อย่างไรก็ตาม ในจำนวนประชากรกว่าเจ็ดพันล้านคนที่อาศัยอยู่บนโลกขณะนี้ มีคนอยู่ราว 820 ล้านคนที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหาร เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงหรือได้รับอาหารอย่างเพียงพอ “เราต้องผลิตอาหารเพิ่มให้ร้อยละ 30 ในพื้นที่เดียวกันนี้ หยุดการทำลายป่า และลดการปล่อยคาร์บอนที่มาจากการผลิตอาหารให้ได้สองในสาม” Waite กล่าว “เพื่อที่จะไม่ให้ที่ดินต้องเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่การเกษตรมากกว่านี้ ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของการเลี้ยงสัตว์ และมีการจัดการทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่ดีกว่านี้ […]

ฮอยอัน : ออกเดินทางหาความยั่งยืนทั้งภายนอกและภายในตนเอง

เรารู้จัก ฮอยอัน ในฐานะเมืองมรดกโลก หลายคนมาที่นี้เพื่อเยี่ยมชมเมืองเก่า ชุมชนญี่ปุ่น และล่องเรือตะกร้า แต่การเดินทางบางครั้งกลับไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นผู้คน และเรื่องราวของผู้คนที่พบเจอ ว่ากันว่าตัวบุคคลนี่แหละที่นำพาเราไปสู่เรื่องราวของสถานที่นั้นอย่างแท้จริง ฉันมักออกเดินทางเพื่อสำรวจตัวเองเสมอ แต่การเดินทางครั้งนี้กลับแตกต่างจากทุกครั้ง ฮอยอัน คือสถานที่ที่ฉันไม่ต้องใช้กำลังปีนป่ายใดๆ ไม่ต้องใช้แรงใจในการผลักดันแรงขาให้ก้าวเดินเป็นระยะทางกว่าสิบกิโลเมตร ฉันเชื่อมาตลอดว่า ความยากลำบากในการเดินทางแบบนั้นจะพัดพาจิตวิญญาณแท้จริงกลับมา ทุกครั้งที่ออกเดินทางฉันมักจะเชื่อมภาพที่เราเห็นกับเรื่องภายในตนเองทั้งหมด จนวันหนึ่งที่จังหวะชีวิตเปลี่ยนไป แว่นตาของการมองโลกก็เปลี่ยนไปด้วย ฉันเริ่มสนใจเรื่องภายนอกตัวมากขึ้น และการเดินทางมาฮอยอันก็ทำให้ฉันเห็นภาพนี้ชัดเจนขึ้น หลายแหล่งข้อมูลบอกว่า ฮอยอันตั้งอยู่ในจังหวัดกวางนาม ประเทศเวียดนาม UNESCO คัดเลือกให้เป็นเมืองมรดกโลก ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นเมืองที่ผสมผสานศิลปะ และสถาปัตยกรรมท้องถิ่นและต่างชาติ ได้อย่างมีเอกลักษณ์ หลังจากกลายเป็นเมืองมรดกโลก ฮอยอันจึงเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีค่าครองชีพต่ำติด 1 ใน 5 ของโลก และด้วยอัตราการเติบโตที่รวดเร็วบนพื้นที่จำกัด ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตั้งแต่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน จนถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้คนบางส่วนในฮอยอันเริ่มหาหนทางเดินทางเข้าหาจุดสมดุล จุดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ หลายคนเริ่มกลับมารวมกลุ่มกันทำสวนแบบปลอดสารพิษ คนรุ่นใหม่บางคนกลับมาเป็นแรงสำคัญในการพัฒนาชุมชนโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม มีการจัดการท่องเที่ยวชุมชนขึ้นมา และฉันหวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดนั้น ฉันออกเดินทางจากประเทศไทยมาลงที่เมืองดานัง ก่อนเหมารถโดยสารมาฮอยอัน ในตอนกลางวัน ฮอยอันเป็นเมืองเงียบสงบ ราวกลับเมืองที่หลับไหล ผู้คนเดินไปมาอย่างบางตา แต่เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกดิน […]

ประกาศรางวัล Greener Bangkok Hackathon 2022 สวน 15 นาที สู่การปฏิบัติจริง

Greener Bangkok Hackathon 2022 ประกาศผลผู้ชนะรางวัล ที่ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่โครงการในกระดาษ แต่ก้าวสู่การผลักดันสวน 15 นาทีให้เกิดขึ้นจริงร่วมกันกับ กทม.​ และภาคีพัฒนาเมือง ‘สวน 15 นาที’ วลีที่คุ้นหูกันอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีให้หลัง กับความเข้าใจถึงความสำคัญของการสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับทุกคน จากภาคนโยบายเดินทางมาสู่การลงมือปฏิบัติจริงโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่ายนักพัฒนาเมือง จนมาวันนี้ที่ได้ผู้ชนะรางวัลจากโครงการ Greener Bangkok Hackathon 2022 เรียบร้อยแล้ว หลังผ่านการนำเสนอโครงการและระดมสมองอย่างเข้มข้นมาเป็นเวลากว่าสองเดือน โดยตลอดกระบวนการมีการจัดสรรกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาแนวคิดโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขามาร่วมเปิดมุมมองของเมืองในแง่มุมที่แตกต่าง พร้อมกับการระดมสมองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างทีมผู้เข้าแข่งขันที่มีความถนัดที่แตกต่าง งอกเงยกลายเป็นผลสรุปจากข้อเสนอที่น่าสนใจ และสามารถต่อยอดเป็นโครงการใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อีก ข้อสรุปจากนักแฮก ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการ Uddc-CEUS หนึ่งในเจ้าภาพใหญ่ของโครงการนี้ ได้ทำการวิเคราะห์ผลสรุปจากทั้ง 66 ข้อเสนอที่ส่งเข้าร่วมประกวด ถึงความเป็นไปได้ที่ส่งโครงการเหล่านี้ลงสู่สนามจริงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยหากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และประชาชน ร่วมกันขับเคลื่อนข้อเสนอสู่การปฏิบัติได้จริง มีความเป็นไปได้ที่กรุงเทพมหานครจะมีพื้นที่สีเขียวเป็นไปตามที่ปรารถนาจากจากปัจจุบัน 7.6 ตารางเมตร/คน เป็น 24.5 ตารางเมตร/คน รวมถึงลดระยะการเข้าถึงจาก […]

ก้าวแรกของแบงก์กรุงศรี ที่เริ่มต้น ESG ให้กับสถาบันการเงินไทย

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สถาบันการเงินแห่งแรกที่ผลักดันเรื่อง ESG อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการออกตราสารหนี้เพื่อสังคม ทุกวันนี้เรายังหานิยามที่ดีที่สุดของ ‘ความยั่งยืน (Sustainability)’ ไม่ได้ แม้จะเป็นคำที่ถูกพูดถึงกันอย่างเอิกเกริกในทุกกลุ่มสังคมก็ตามที ธรรมชาติปลุกเราให้ตื่นขึ้นมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้ผ่านปรากฎการณ์และภัยพิบัติมากมายที่ตอกย้ำเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิถีชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย การพัฒนาและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นี่จึงเป็นหน้าที่ของผู้นำองค์กรทั้งหลาย ที่มาพร้อมบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดหมุดหมายของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุล เราจึงเริ่มต้นออกเดินทางไปคุยกับผู้บริหารระดับสูงของทุกวงการที่เชื่อในการคืนกลับสมดุล (Rebalance) ให้กับโลก ด้วยการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ เช่นนั้นแล้ว การพัฒนาองค์กรโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาล หรือ ESG (Environment, Social and Governance) จึงเป็นแนวทางที่ชัดเจน และช่วยเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจสู่ก้าวใหม่ไปด้วยกัน ‘สถาบันการเงิน’ ถือเป็นต้นน้ำของแหล่งทุนที่ภาคเอกชนใช้ในการทำธุรกิจ จึงมีบทบาทสำคัญในการรับผิดชอบต่อความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น จากทั้งการเติบโตขององค์กรตนเองและบรรดาลูกค้าผู้ขอสินเชื่อด้วย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จึงตั้ง ‘สายงานการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลสู่ความยั่งยืน’ หรือ ‘สายงาน ESG’ ขึ้นในปี 2561 เพื่อสอดรับกับแนวคิดการธนาคารอย่างยั่งยืน (Sustainable Banking) ในวันที่น้อยคนจะรู้จักคำนี้ด้วยซ้ำไป คุณพูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ […]