เบียร์รักษ์โลก กับไอเดียจากทั่วโลก ค้นหาคำตอบของการกินดื่มอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม - National Geographic Thailand

เบียร์รักษ์โลก กับไอเดียจากทั่วโลก ค้นหาคำตอบของการกินดื่มอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นวัตกรผู้ผลิตเบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างก็กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมมากที่สุดนี้

จากจุดเริ่มต้นจนถึงท้ายสุด การทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นับว่าบริโภคสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง ต้องใช้น้ำ 20 แกลลอนในการผลิตเบียร์หนึ่งเสิร์ฟปริมาณ 8 ออนซ์ และ น้ำ 30 แกลลอนสำหรับไวน์ปริมาณ​ 5 ออนซ์ จากนั้นก็ไปสู่กระบวนการผลิตแก้วและอะลูมิเนียมสำหรับบรรจุภัณฑ์แอลกอฮอล์ พลาสติกและกล่องลังสำหรับการบรรจุหีบห่อ ไปจนถึงการใช้พลังงานสำหรับการแช่เย็นทั้งกับบ้านและร้านค้าปลีก แอลกอฮอล์หลายประเภทผลิตเฉพาะสำหรับแต่ละสถานที่เท่านั้น อย่างเตกีล่าของเม็กซิโก สก็อตช์ในสก็อตแลนด์ เบอร์เบินในรัฐเคนตักกี้ ซึ่งต้องอาศัยการขนส่งบนเส้นทางที่แสนยาวนานกว่าจะไปถึงมือผู้บริโภค

ส่วนผสมหลักโดยทั่วไปในกระบวนการผลิตแอลกอฮอล์ ได้แก่ องุ่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์​ ฮอปส์ น้ำตาล ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชที่ต้องใช้น้ำและพลังงานมากที่สุดในโลก กระบวนการต้มและหมักบ่มต่างก็ต้องอาศัยพลังงานมหาศาลเช่นกัน แม้จะยังไม่มีการประเมินปริมาณคาร์บอนฟุตปรินต์จากกระบวนการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ แต่สถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และการแพทย์แห่งชาติกล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในวงกว้างยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไม่ยั่งยืนที่สุดในโลก ประมาณการว่ามีส่วนทำให้เกิดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพราว 60% และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดจากการปลดปล่อยมลพิษทั่วโลกอีกราว 30% โดยปริมาตรแล้ว แอลกอฮอล์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 16% ของอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่มในสหรัฐอเมริกา อ้างอิงจากข้อมูลของ Park Street บริษัทในฟลอริดาที่บริการด้านระบบขนส่งให้กับบริษัทแอลกอฮอล์

เบียร์ดำกินเนส ณ ผับแห่งหนึ่งในไอร์แลนด์

ในวันที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศคืบคลานใกล้เข้ามามากขึ้น นั่นส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในกระบวนการผลิตเครื่องดื่ม ตั้งแต่บนแปลงเกษตรจนถึงหลังรถบรรทุก เป็นไปได้ไหมว่าแนวทางที่ปฏิบัติกันมายาวนานเช่นนี้จะนำไปสู่จุดจบของเบียร์ราคาถูกหรือไม่? ไม่จำเป็น ความช่วยเหลือกำลังมาถึง นวัตกรรมและเทคโนโลยีทั้งหลายกำลังเกิดขึ้นเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะที่ผู้ผลิตขนาดใหญ่บางรายกำลังดำเนินการเพื่อก้าวไปสู่ความยั่งยืนในกระบวนการผลิต เหล่านี้คือตัวอย่างบางส่วนที่ยกมาให้ชม

 

รับมือเรื่องการขนส่ง

ในปี 2010 หลังจากปีนขึ้นไปถึงยอดเขาในอุทยานแห่งชาติ Canyonlands ในยูทาห์ แพทริก ทาเทรา ต้องการเบียร์เป็นอย่างมาก เพราะรู้ว่าส่วนประกอบหลัก 95% ของเบียร์คือน้ำ ทาเทราผู้มีภูมิหลังในด้านวิศวกรรมเคมีและคณิตศาสตร์จึงเริ่มต้นครุ่นคิดที่จะทำเบียร์แห้งเพื่อการขนส่งที่ง่ายขึ้น แล้วค่อยเติมน้ำกลับเมื่อพร้อมดื่ม

เบียร์คือเครื่องดื่มยอดนิยมของนักเดินเขาสำหรับดับกระหายหลังการเดินทางที่เหนื่อยและหนักมาแสนนาน

ทาเทราเริ่มต้นทดลองและเข้าใจว่าเทคโนโลยีที่ทำได้เช่นนี้ในวงกว้างอาจส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมเบียร์ทั้งหมด ซึ่งอาจเป็นไปได้ยากหากห่วงโซ่ของผู้จัดจำหน่ายไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เช่นที่ แกรี ทิคเกิล ซีอีโอของ Sustainable Beverage Technologies หรือ SBT บริษัทที่ทาเทราร่วมดำเนินการได้กล่าวไว้

การขนส่งทั่วโลกคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของคาร์บอนฟุตปรินต์จากเบียร์ โดยทั่วไปแล้ว เบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ จะถูกจัดส่งในยานพาหนะที่มีการควบคุมอุณหภูมิเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพ “สเตนเลสสตีล น้ำ และอากาศจำนวนมากถูกขนส่งทั่วประเทศและทั่วโลกโดยอาศัยเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน” ทิคเกิลกล่าว

ทาเทราได้พัฒนากระบวนการที่เรียกว่า BrewVo ซึ่งเป็นการผลิตเบียร์ความเข้มข้นสูงที่สามารถขนส่งได้ที่น้ำหนักและปริมาณเพียง 1 ใน 6 จากเบียร์แบบดั้งเดิม โดยกระบวนการ BrewVo ก็คล้ายกันกับการหมักบ่มเบียร์ดั้งเดิม เว้นก็แต่จะต้องผ่านกระบวนการที่มากกว่า โดยผลลัพธ์สุดท้ายของการหมักบ่มแต่ละครั้งจะถูกส่งผ่านยูนิต BrewVo ซึ่งจะทำการแยกน้ำและแอลกอฮอล์ออกจากกัน “สิ่งดีๆ ทั้งหมดเรามักพบในบอดี้ของเบียร์” ยกตัวอย่างรสชาติของฮอปล์และธัญพืชที่ถูกจัดส่งในถุงพลาสติกแทนที่จะเป็นกระป๋อง ขวด หรือถัง ตามคำบอกของทิคเกิล

ณ ปลายทาง ไม่ว่าที่บาร์หรือโรงเบียร์ เครื่องดื่มจะถูกผสมในอัตราส่วนที่ เบียร์ปริมาณมาก 1 ส่วน น้ำ 6 ส่วน บวกแอลกอฮอล์ถ้าต้องการเพิ่ม แล้วค่อยอัดลม เพื่อนำไปขายต่อเป็นเบียร์​ ผลิตภัณฑ์เบียร์จาก BrewVo มีจำหน่ายที่หลายบาร์ในเดนเวอร์ โคโลราโด บริษัทกำลังดำเนินการเปิดบาร์ในอเมริกาใต้ และเร็วๆ นี้จะเป็นพันธมิตรกับ Sleeping Giant ผู้ผลิตเบียร์ในโคโลราโด เพื่อขยายกำลังการผลิต

 

ความสุขของยีสต์

อีกวิธีการหนึ่งของความยั่งยืนในอุตสาหกรรมเบียร์เป็นจริงขึ้นในปี 2013 ชาร์ลส เดนบี นักวิจัยหลังปริญญาเอกที่ University of California, Berkeley กำลังศึกษาวิธีการดัดแปลงเชิงพันธุกรรมของยีสต์เพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ในเวลาว่าง เขาชอบต้มเบียร์ นั่นทำให้เขาได้เรียนรู้บางอย่างระหว่างกระบวนการ นั่นก็คือฮอปส์ ที่ให้กลิ่นและรสชาติของเบียร์อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนที่แพงที่สุดในกระบวนการ ฮอปส์ปริมาณ 1 ปอนด์ ที่สามารถผลิตเบียร์ได้ตั้งแต่ 10-25 แกลลอนขึ้นอยู่กับสูตร มีราคาสูงถึง 15 ดอลลาร์ การผลิตฮอปส์ยังต้องใช้น้ำปริมาณมาก การปลูกฮอปส์ 1 ปอนด์ ใช้น้ำประมาณ 300-450 แกลลอนขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและสภาพดินในท้องถิ่น อ้างอิงจากการศึกษาในวอชิงตันและโอเรกอน สองรัฐที่มีการผลิตฮอปส์มากที่สุด เดนบีประยุกต์ความเชี่ยวชาญของเขาในเรื่องยีสต์กับชีววิทยาสังเคราะห์มาสู่การทำเบียร์

ฮอปส์สดจากไร่ในรัฐโอเรกอน เดวิด แฟร์ไชด์ นักพฤกษศาสตร์และนักท่องเที่ยวรอบโลก นำพาฮอปล์จากบาวาเรียในเยอรมนีเข้ามาสู่สหรัฐอเมริกา และกลายเป็นฮอปส์ที่ใช้กันอยู่ในเบียร์อเมริกันจนถึงทุกวันนี้

เขาคิดว่า “ถ้าลองเอายีสต์มาใช้เลยโดยตรง เราก็สามารถตัดขั้นตอนด้านเกษตรและต้นทุนส่วนนั้นออกไปได้” เดนบีกล่าว

เดนบี และราเชล ลี เพื่อนร่วมงานที่ Berkeley เริ่มทำงานด้านพันธุวิศวกรรมของสายพันธุ์ยีสต์ที่สามารถผลิต Terpenes สารประกอบทางเคมีในฮอปส์ที่มีส่วนให้เกิดรสชาติแบบฮอปส์ ในปี 2018 เดนบีและลีได้รายงานความสำเร็จของพวกเขาใน Nature อันที่จริงแล้ว เบียร์ที่ต้มด้วยยีสต์ที่ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์ให้รสชาติของฮอปส์ที่มากกว่าเบียร์แบบดั้งเดิม อ้างอิงจากผลการทดสอบรสชาติแบบบลายด์เทสต์สองครั้งในรายงานการศึกษา

ทั้งคู่ทำงานต่อเพื่อสร้างสรรค์ Berkeley Yeast ถึงแม้จะให้คำมั่นสัญญาในการพัฒนานวัตกรรมนี้ แต่สิ่งทดแทนฮอปล์ก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้งานทันทีในอุตสาหกรรม จากข้อมูลของเดนบี

“เมื่อคุณมีการทำงานที่สามารถทดแทนหรือลดการพึ่งพาเกษตรได้ แต่ผู้คนยังคงทำการเกษตรมาร่วมศตวรรษ โดยทำในสิ่งที่คุณพยายามจะแทนที่หรือปรับปรุง นั่นอาจต้องใช้เวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเบียร์ โรงเบียร์เหล่านี้มีสัญญาอยู่แล้วว่าเขาจะยังมีฮอปล์สำหรับใช้งานต่อเนื่องไปอีก 5 ปี” เดนบีกล่าว

เพื่อจะก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ บริษัทจึงใช้การโปรโมตรสชาติจากยีสต์ให้เป็นทางเลือกที่ราคาถูกกว่าและไว้ใจได้ มาวันนี้ Berkeley Yeast เป็นผู้จัดหายีสต์สำหรับหมักบ่มเบียร์ให้กับโรงเบียร์หลายร้อยแห่ง เดนบีเล่า และกำลังจะขยายต่อไปสู่อุตสาหกรรมไวน์

 

กระบวนการผลิตที่เป็นกลางทางคาร์บอน

ในขณะที่สตาร์ทอัพอย่าง SBT ของทาเทรา และ Berkeley Yeast ของเดนบี กำลังมองหาโซลูชันที่เป็นนวัตกรรม แต่บริษัทเครื่องดื่มอื่นๆ กำลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตทั้งระบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

Diageo หนึ่งในผู้ผลิตเบียร์และสุราข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีชื่อเสียงกว่า 200 แบรนด์ ซึ่งรวมถึง Guinness, Don Julio, Johnnie Walker, Smirnoff และ Crown Royal ให้คำมั่นสัญญาว่าจะขจัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ภายในปี 2030

ลานเบียร์ในมิวนิก เยอรมนี ในปี 2016 กับการเฉลิมฉลองครบรอบ 500 ปีแคว้นแห่งเบียร์ของบาวาเรีย

ในการที่จะทำเช่นนั้นได้ เคิร์สตี แมคอินไทร์ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืนระดับโลกของ Diageo กำลังดำเนินการด้วยแนวทางที่หลากหลาย การเพิ่มประสิทธิภาพเป็นทางหนึ่ง ด้วยการอัปเกรดอุปกรณ์ ปรับปรุงฉนวนอาคาร และเร่งกระบวนการผลิต ทางบริษัทได้ทำการรวบรวมและหมุนเวียนพลังงานความร้อน ซึ่งจำเป็นในหลายขั้นตอนการผลิต นอกจากนี้ Diageo ยังใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น เครื่องกำเนิดชีวมวลจากเชื้อเพลิงที่เป็นผลพลอยได้จากกกระบวนการต้มและกลั่น รวมทั้งของเสียจากการทำฟาร์มฮอปส์ ข้าวบาร์เลย์​ และส่วนผสมอื่นๆ ก็นำมาผลิตพลังงานและไฟฟ้าภายในไซต์งาน

จนถึงตอนนี้ Diageo มีโรงกลั่นที่เป็นกลางทางคาร์บอนจำนวน 3 แห่ง และกำลังดำเนินการกับอีก 150 แห่งทั่วโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า “มันไม่ใช่สูตรสำเร็จรูปจะใช้ได้กับทั้งหมด คุณไม่สามารถทำสิ่งเดียวกันได้กับทุกที่” แมคอินไทร์กล่าว “เรากำลังจะก้าวไปถึงลำดับขั้นเดียวกันในแต่ละไซต์ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เก่าหรือใหม่ เราจะดำเนินการทั้งหมด”

ช่วงต้นเดือนกันยายน กลยุทธของ Diagio เพื่อไปถึงการปลดปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ได้รับการรับรองโดยโครงการ Science Based Targets ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CDP Worldwide, United Nations Global Compact, World Resources Institute และ World Wide Fund for Nature เพื่อช่วยเหลือภาคเอกชนในการลดการปลดปล่อยมลพิษ การปลดปล่อยมลพิษเป็นศูนย์จะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อบริษัทสามารถขจัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือชดเชยด้วยการปลูกต้นไม้ เป็นต้น เพื่อไม่ให้ก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศ และมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

 

แรงผลักดันเพื่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดูเหมือนกำลังเติบโตพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น และแบรนด์ชื่อดังต่างพากันพยายามลดคาร์บอนฟุตปรินต์ “นี่เป็นโอกาสระดับโลกอย่างแท้จริง” ทิคเกิลกล่าว “หากคุณลองคิดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้ มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายเท่าไหร่ในช่วงหลายร้อยปี เราคิดว่านี่จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ยกระดับอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน”

เรื่อง เจสส์ เครก

 


อ่านเพิ่มเติม คนเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 9,000 ปีก่อน

เรื่องแนะนำ

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนระดับสูงมากที่สุดในโลก

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนสูงสุดในโลก แสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนของภาคธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จ ตามความเข้าใจของคนทั่วไป สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการทำธุรกิจคือผลประกอบการ ซึ่งเกิดจากการพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจ โดยใช้ปัจจัยและทรัพยากรต่างๆ ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ ยิ่งต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการดำเนินธุรกิจ หากแต่ในโลกปัจจุบัน รวมไปถึงอนาคต การประสบความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงธุรกิจนั้นสามารถให้สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์กับสังคมอย่างไร และสามารถส่งเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นทั้งภายในบริษัทและสังคมภายนอกอย่างไร จึงทำให้เกิดแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งกำลังเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก เนื่องจากแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนนี้จะเป็นตัวชี้วัดความมั่นใจให้กับนักลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มเติมให้กับทั้งตัวบริษัทและสิ่งแวดล้อมของโลก S&P Global องค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเกี่ยวกับความยั่งยืน ซึ่งเป็นผู้จัดทำการประเมินความยั่งยืนดัชนี Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI อันเป็นดัชนีหลักทรัพย์ของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ผ่านการประเมินความยั่งยืน ตามตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกให้การยอมรับและใช้เป็นข้อมูลในการลงทุน ได้เผยแพร่รายงานที่ชื่อว่า The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งเป็นการประกาศรายชื่อบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยรายงานนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงด้านความยั่งยืนขององค์กรระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือสูง โดยปัจจัยการประเมินความยั่งยืนดังกล่าวได้แก่การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ในรายงานปี 2021 มี มีบริษัทเข้าร่วมการประเมินกว่า 7,000 แห่งทั่วโลก และมีเพียง 631 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับในรายงานฉบับนี้ ผลการประเมินโดยหน่วยงานดังกล่าวมีการแบ่งระดับออกเป็น SAM gold class […]

ขับเคลื่อนความยั่งยืน ผ่านมุมมอง 3 ช่างภาพสารคดี

ภาพถ่ายคือบันทึกแห่งกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงชั้นดี แล้วกับภาพธรรมชาติ คุณได้สังเกตเห็นอะไรบ้างไหม? หากพูดถึงภาพถ่ายธรรมชาติ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเรามักจะคิดถึงมุมมองอันสวยงาม สัตว์ป่าน้อยใหญ่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี วิถีชีวิตที่เกื้อกูลระหว่างธรรมชาติกับผู้คน แล้วในยุคนี้ล่ะ การปรากฏตัวของธรรมชาติผ่านภาพถ่ายแสดงให้เห็นถึงร่องรอยและร่วงโรย ภาพถ่ายเหล่านี้บอกอะไรกับเรา มุมมองของช่างภาพสารคดีและนักเดินทาง ในฐานะผู้สังเกตการณ์เรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวเอง หน้าที่ของพวกเขาจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การส่งต่อภาพถ่ายที่บันทึกถึงสายตาของผู้ชม หากเป็นการชวนให้มองเห็นความเป็นไปของโลกกว้าง และมุ่งหมายให้สารเหล่านี้ช่วยสร้างความตระหนักว่ามนุษย์อยู่นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เพราะพวกเราคือกำลังหลักที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับโลกร่วมกัน นี่คือบทบาทหลักของ National Geographic ที่ใช้ภาพถ่ายให้ผู้ชมได้ยินเสียงของโลก โลกซึ่งทุกสิ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน และทุกการกระทำของเราส่งผลกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เป็นความมุ่งมั่นเดียวกันกับที่ Volvo มี คือการดำเนินธุรกิจองค์รวมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านกรอบความยั่งยืน 3 แนวทาง คือ สภาพภูมิอากาศ (Climate) ทรัพยากร (Resources) และผู้คน (People) ภายในปี พ.ศ. 2583 สิ่งนี้สอดคล้องกับที่พวกเราอยากสื่อสารผ่านนิทรรศการภาพถ่ายที่ Volvo Studio Bangkok ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 24 ตุลาคมนี้ เราเชิญ 3 ช่างภาพผู้สื่อสารงานใน 3 แนวทางคือ […]

กบหม้อต้ม เสื้อหนาวที่ไม่ได้ใส่ และเป้าหมายความยั่งยืน ของ ‘รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส’ เบอร์ 1 SCG

การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน และความหมายของการดำรงอยู่ในโลกธุรกิจของ SCG คืออะไร? เข้าใจเรื่องนี้ไปด้วยกันจากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรธุรกิจ SCG หรือ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทยมากว่าศตวรรษ ด้วยขนาดสินทรัพย์ที่มีกว่า 8.6 แสนล้านบาท สร้างรายได้สูงถึง 5.4 แสนล้านบาท (ข้อมูล ณ ปี 2564) องค์กรที่เราเรียกกันติดว่า ‘ปูนใหญ่’ นี้ เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศก้าวไปข้างหน้าสอดคล้องไปกับมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรานั่งคุยกับ ‘รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ SCG ในมุมสบายๆ ใต้ร่มไม้ใหญ่ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องหมุดหมายสำคัญในปี 2573 ที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง ไปพร้อมกับความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% จากปัจจุบัน สู่ปลายทางที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายมากโดยเฉพาะกับองค์กรด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยอมรับว่า SCG เองถือเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่เป็นต้นตอของก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของไทยก็เหมือน ‘กบไร้เดียงสาในหม้อต้มน้ำที่ใกล้แตะจุดเดือด’ มากขึ้นทุกทีแล้ว อากาศทุกวันนี้กับอากาศตอนที่คุณรุ่งโรจน์เรียนจบมาใหม่ๆ ต่างกันเยอะหรือไม่? ต่างกันเยอะนะ สมัยยังเด็ก พอช่วงวันลอยกระทงประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน จะรู้สึกเย็น เริ่มได้ลมหนาว […]

พิจารณาวันหมดอายุบนฉลาก คุณก็สามารถช่วยบรรเทาความรุนแรงวิกฤต ‘ขยะอาหาร’ ได้

ความท้าทายของการลด ‘ขยะอาหาร’ คือการสร้างความรับรู้ให้ผู้บริโภคเรียนรู้ถึงความแตกต่างของคำต่างๆ ที่แสดงบนฉลากอาหาร ขยะอาหาร เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกังวล ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (United Nations’ Food and Agriculture Organization) ระบุว่า ขยะอาหาร มีปริมาณ 1.3 พันล้านตัน หรือประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่ผลิตทั้งหมดในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่า 940 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่คนประมาณ 800 ล้านคนเข้านอนด้วยความหิวโหย มากกว่าครึ่งของพื้นที่การเกษตรในโลกกำลังปลูกพืชที่คนไม่บริโภค ข้อมูลด้านบน ฟังดูทั้งใกล้ตัวและไกลตัวได้ในคราวเดียวกัน เพราะแม้เราจะรับรู้ตัวเลขน่าตกใจเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริง ชีวิตประจำวัน เมื่อเราเปิดตู้เย็น หยิบของโปรดที่เกือบลืมไปแล้วว่าเก็บไว้ และพบว่า ‘วันที่ควรบริโภคก่อน’ ผ่านไปแล้ว 2 วัน สิ่งที่เราทำคือโยนมันลงถังขยะ คำถามคือ การทิ้งอาหารที่อายุเลย ‘วันที่ควรบริโภคก่อน’ คือการกระทำที่ถูกต้อง ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ใช่ไหม? ทำไมจึงเกิดขยะอาหาร ข้อมูลจาก Love Food Hate Waste เครือข่ายความยั่งยืนด้านอาหารในสหราชอาณาจักรระบุว่า […]