ENERGY FOCUS ยุคใหม่ของพลังงาน สู่กระบวนการที่ยั่งยืน - National Geographic Thailand

ENERGY FOCUS ยุคใหม่ของพลังงาน สู่กระบวนการที่ยั่งยืน

กระแสปัจจุบันของภาคอุตสาหกรรมที่หันมาให้ความสนใจในหัวเรื่องการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

สอดคล้องไปกับเทรนด์ของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ โดยเฉพาะกับธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างที่นับว่าเป็น 1 ใน 4 อุตสาหกรรมที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด

การพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องเร่งคิดค้นและดำเนินการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งกับกระบวนการภายในสายพานการผลิต และการปลดปล่อยออกสู่สังคมภายนอก

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ดำเนินการเชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานและเลือกใช้ให้เหมาะสมสำหรับรูปแบบการทำงาน พร้อมกับปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นภาพรวมในเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก พร้อมผลลัพธ์ในการลดใช้พลังงานจากถ่านหินและไฟฟ้า

เป้าหมายที่พลังงานทางเลือกสมบูรณ์แบบ

ภาพโครงการโซลาร์ฟาร์มที่โรงงานแก่งคอย ขยายกำลังการผลิตสู่ 4 เฟส เต็มประสิทธิภาพ

การใช้เชื้อเพลิงทดแทนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องลงมือทำ ภารกิจที่เอสซีจีจำเป็นต้องทำจึงเป็นเรื่องของการมองหาเทคโนโลยีและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่คุ้มค่ากับการลงทุน และเหมาะสมกับกระบวนการภายในโรงงาน เพื่อให้สามารถใช้งานพลังงานทางเลือกเหล่านี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเต็มประสิทธิภาพ

เส้นทางสู่เป้าหมายของการใช้เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียนของเอสซีจี เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2544 จากการนำยางรถยนต์ใช้แล้วมาเป็นเชื้อเพลิงทดแทน พร้อมกับพัฒนาพลังงานทดแทนในรูปแบบอื่นๆ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากความร้อนเหลือทิ้งในกระบวนการผลิต (Waste Heat Power Generation, WHG) พลังงานชีวมวล การผลิตก๊าซชีวภาพจากการบำบัดน้ำเสีย  โดยเฉพาะการใช้โซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในพื้นที่โรงงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งแบบโซลาร์ฟาร์มบนบก โซลาร์รูฟทอปบนหลังคา และโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ เพื่อทดแทนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากขึ้น จนปัจจุบัน สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียนของเอสซีจีคิดเป็น 35% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

เถ้าแกลบ แหล่งพลังงานชีวมวลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การเริ่มต้นใหม่ย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ทั้งเรื่องค่าความเสถียรของความร้อนที่ไม่คงที่ ต่างจากการใช้ถ่านหินแบบเดิม ปริมาณความร้อนที่แตกต่างกันไปตามแหล่งทรัพยากรพลังงาน การจัดสรรพื้นที่จัดเก็บทรัพยากร และเครื่องจักรที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการใช้งานเชื้อเพลิงทดแทนแต่ละรูปแบบ แต่ความพยายามปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดการเริ่มต้น และดำเนินการต่อไปได้ คือความหมายสำคัญที่ซ่อนอยู่ในความมุ่งมั่นครั้งนี้

ปัจจุบัน โรงงานปูนซีเมนต์สามารถเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงทดแทนในบางโรงงานได้ถึง 50% แล้ว โดยโรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศมีแผนจะเลิกใช้ถ่านหิน (Zero Coal) 100% ภายในปี 2030 และเป้าหมายที่ตั้งไว้สูงสุดคือไม่ใช้พลังงานจากภายนอกเลย

ตัวอย่างจริง และผลลัพธ์จริงจากการใช้งานเชื้อเพลิงทดแทน

พาชมเชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียนแต่ละรูปแบบที่ทางโรงงานของเอสซีจีเลือกใช้ และเห็นผลลัพธ์ในการช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินและการซื้อไฟฟ้าจากภายนอกได้จริง

พลังงานที่ใช้งานในโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ของเอสซีจี แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ที่ได้มาจากการไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียนที่เกิดจากการหมุนมอเตอร์ รวมทั้งแผ่นโซลาร์ และพลังงานความร้อนจากการเผาวัตถุดิบ จากเดิมที่เคยใช้ถ่านหิน เปลี่ยนมาใช้พลังงานชีวมวลและ RDF (Refuse Derived Fuel – เชื้อเพลิงขยะมูลฝอย) เพื่อให้ความพยายาม Zero Coal หรือการเลิกใช้ถ่านหินโดยสมบูรณ์เกิดขึ้นได้จริง

01 Solar Farm และ Solar Floating – พลังงานแสงอาทิตย์

จากพื้นที่ว่างเปล่า ติดตั้งแผงโซลาร์รับพลังงานแสงอาทิตย์ ก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงงานได้เป็นอย่างดี โดยการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบตามพื้นที่ติดตั้ง ได้แก่ Solar Farm หรือการติดตั้งบนพื้นดิน ยกตัวอย่างที่โรงงานแก่งคอยที่มี 3 เฟส ปัจจุบันกำลังดำเนินการติดตั้งเพิ่มเติมอีก 1 เฟส เพื่อให้กำลังไฟเพียงพอกับการใช้งาน

ส่วน Solar Floating เป็นการใช้พื้นที่ผิวน้ำว่างเปล่าในอ่างเก็บน้ำจากเหมืองเดิม การติดตั้งฟาร์มแผ่นโซลาร์แบบลอยน้ำมีข้อควรคำนึงในการติดตั้งมากกว่าบนดิน เพราะมีเรื่องของการรักษาระบบนิเวศภายในน้ำให้เป็นไปอย่างปกติด้วย สำหรับการติดตั้งโซลาร์แบบลอยน้ำขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่โรงงานท่าหลวง ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่าของโรงงานเขาวง เฉพาะที่โรงงานเขาวงการันตีกำลังการผลิตที่ 2.5 เมกะวัตต์/วัน และใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ทดแทนพลังงานจากการไฟฟ้าในสายพานการผลิต

02 Biomass และ Energy Pallet – เศษวัสดุจากการเกษตร จำพวกแกลบ ขี้เลื่อย ใบอ้อย

หญ้าฟางเหลือใช้การเกษตรของชาวบ้าน สู่การเป็นแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรกับโลก

ชีวมวลจากเศษวัสดุทางการเกษตรมีหลักการผลิตพลังงาน โดยการเผาเพื่อให้เกิดความร้อน โดยจำเป็นจะต้องลุกไหม้ให้หมดภายใน 3 วินาที เพื่อไม่ให้เกิดคาร์บอนส่วนเกินจากการเผาไหม้ที่จะสร้างปัญหาต่อในระบบ พร้อมกับเป็นการจัดการใช้งานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

รูปแบบการจัดการชีวมวลจากเกษตรกรต้นทาง แบ่งได้เป็นสองแบบคือ รับซื้อจากเกษตรกรภายในโรงงาน ซึ่งสามารถบดอัดและนำไปใช้เผาได้เลย และอีกรูปแบบการรับเศษวัสดุทางการเกษตรจากเกษตรกรแบ่งเป็น รับซื้อหน้าโรงงาน หรือส่งทีม Eco Partner ไปพร้อมกับเครื่องจักรย่อย บีบอัด และจัดเก็บ บริการเกษตรกรถึงพื้นที่หน้างาน โดยเครื่องจักรจะบีบอัดให้เป็น Pallet (ก้อนขนาดเล็ก) หรือ Briquette (ก้อนขนาดใหญ่) เพื่อความสะดวกต่อการขนส่งและจัดเก็บของทั้งเกษตรกรและโรงงาน

ปัจจุบันที่โรงงานเขาวงมีการใช้พลังงานจากชีวมวลปริมาณ 800-900 ตัน/วัน คิดเป็น 30% ของการใช้พลังงานในโรงงาน ส่วนโรงงานแก่งคอยจะใช้ 700 ตัน/วัน

 

03 RDF (Refuse Derived Fuel) – โรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ

รวบรวมขยะเหลือทิ้ง ก่อนนำไปเผาให้กลายเป็นแหล่งพลังงานสำหรับการผลิตต่อไป

จากเศษขยะเหลือทิ้งที่คนไม่เห็นค่า แท้จริงแล้วนี่คือแหล่งพลังงานชั้นดีให้กับกระบวนการผลิต โดยเริ่มต้นจากการจัดตั้งทำโรงคัดแยกขยะ โรงเก็บสะสม เพื่อนำขยะเหลือทิ้งไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่การผลิตพลังงาน พร้อมกันกับการลงทุนในเทคโนโลยีด้วยการมองภาพรวมของสังคมที่การลดขยะเหลือทิ้ง และใช้งานขยะอย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

ผลที่ตามมาจากการเผา RDF คือการเกิดสารประกอบคลอไรด์คงเหลือส่วนเกินจากกระบวนการ ซึ่งทำให้อุดตันในระบบการผลิตและอาจส่งผลต่อคุณภาพของปูน จึงต้องคิดแก้ปัญหาต่อด้วยการติดตั้ง Chloride Bypass เพื่อให้การใช้ RDF เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และหมุนเวียน Chloride ส่งไปใช้ประโยชน์เป็นส่วนประกอบของปุ๋ยคลอไรด์ขายต่อให้กับเกษตรกรต่อไป

04 Waste Heat Generator (WHG) – มร้อนเหลือทิ้งจากหม้อเผา

การใช้งานนวัตกรรมที่เปลี่ยนลมร้อนจากเตาเผาให้หมุนเวียนกลับมาเป็นแหล่งพลังงานอีกครั้งหนึ่ง

ลมร้อนเหลือทิ้งที่เกิดจากกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ หรือลมร้อนจากหม้อเผา ถูกหมุนเวียนกลับมาเป็นแหล่งพลังงานผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และน้ำร้อนจากการควบแน่นระหว่างกระบวนการผลิตจะถูกทำให้เย็นลง และหมุนเวียนกลับมาใช้งานผ่านเครื่องจักรต่อไป นับว่าเป็นการหมุนเวียนวัตถุดิบและแหล่งพลังงานจากกระบวนการผลิตอย่างแท้จริง

แม้จะเป็นพลังงานที่มีจำนวนจำกัดเพราะขึ้นอยู่กับปริมาณในกระบวนการผลิต แต่เอสซีจีก็มีความพยายามที่จะใช้งานพลังงานจากลมร้อนที่สูญเสียไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการใช้งาน WHG เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2552 โดยเฟสแรกที่โรงงานทุ่งสงและโรงงานท่าหลวง ส่วนเฟส 2 อยู่ที่โรงงานแก่งคอย โดยปัจจุบันนี้การใช้งาน WHG ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงไปได้ถึง 35%

05 EV – การใช้รถพลังงานไฟฟ้า

ภายในโรงงานเองมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนการขนส่งและสัญจรภายในมาสู่การใช้งานรถพลังงานไฟฟ้า ทั้งกับรถเหมือง รถยกเล็ก และรถโม่ CPAC หากแต่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในคราวเดียวมีข้อควรคำนึงในเรื่องของค่าใช้จ่าย ประเภทของรถที่ใช้งาน และการจัดการกับรถแบบเดิม การทำงานทั้งหมดจึงต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็ไม่หยุดที่จะทดลองและลงมือทำ

ณ ตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้าภายในโรงงานของเอสซีจีทยอยเริ่มปรับเปลี่ยนรถเหมือง รถยกเล็ก และรถโม่ CPAC บางส่วน ซึ่งรถบรรทุกหินปูนในเหมืองพลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่นี้นับเป็น 4 คันแรกในประเทศไทย

เรื่องราวพลังงานยังมีอาณาบริเวณของความรู้ความเข้าใจที่กว้างขวางต่อไปแบบไม่รู้จบ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ทางเลือกการใช้ทรัพยากรที่แตกต่าง หรือการลงทุนทั้งแรงกาย แรงใจ และแรงทรัพย์ หากแต่ความมุ่งมั่นที่พร้อมเปลี่ยนเพื่อโลกที่ยั่งยืน อยู่ในดีเอ็นเอของชาวเอสซีจีที่ต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรม ปูทางไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ให้เกิดขึ้นจริงได้ภายในปี 2050

ติดตามเรื่องราวการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเอสซีจี ได้ที่ https://netzero.scgbuildingmaterials.com


อ่านเพิ่มเติม Climate Change Conversation บทสนทนาสู่การสรรค์สร้างโลกร่วมกันอย่างยั่งยืน

 

เรื่องแนะนำ

Energy Observer เรือไฮโดรเจน ไม่ง้อน้ำมัน แล่นรอบโลก 7 ปี มาไทยแล้ว

เรือ Energy Observer ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน ไม่ง้อน้ำมัน แล่นรอบโลก 7 ปี มาไทยแล้ว มุ่งพิสูจน์พลังงานทดแทนแห่งอนาคตเป็นไปได้ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2565 เรือ Energy Observer เรือยอชต์เดินสมุทรสัญชาติฝรั่งเศสซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเรือต้นแบบแห่งอนาคตที่มุ่งใช้พลังงานทดแทน โดยไม่ใช้พลังงานฟอสซิล เช่นน้ำมัน ได้มาเทียบท่าที่เมืองพัทยา ประเทศไทย แล้ว หลังจากออกเดินทางครั้งแรกจากประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2560 (2017) เป็นต้นมา หลังจากนั้น เรือ Energy Observer ได้เริ่มต้นภารกิจเดินทางรอบมาแล้วกว่า 48,000 ไมล์ทะเล และแวะพักตามท่าเรือมาแล้วกว่า 71 แห่งในกว่า 40 ประเทศ รวมถึงที่ประเทศไทยในครั้งนี้ ในฐานะห้องทดลองทางสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นเพื่อผลักดันเทคโนโลยีเกี่ยวกับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้รับการสนับสนุนจากนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส เรือ Energy Observer พัฒนามาจากเรือคาตามารันซึ่งในอดีต ต่อขึ้นครั้งแรกในปี 1983 เพื่อใช้ในการแข่งขันเรือ เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นเรือที่แล่นได้เร็วที่สุดในโลก และได้รับปลุกให้คืนชีพขึ้นมาใหม่ในฐานะเรือพลังงานสะอาดที่จะเป็นต้นแบบให้กับการออกแบบและสร้างยานพาหนะเพื่อการสัญจรทางน้ำได้อีกหลายลำในอนาคต เรือ […]

เศรษฐกิจหมุนเวียน : ขยะจะกลายเป็นศูนย์ได้จริงหรือ

โลกไร้ขยะฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ซ้ำอย่างไม่สิ้นสุด เป็นความหวังของธุรกิจและนักสิ่งแวดล้อม แต่เราจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้ไหม หรืออันที่จริงต้องบอกว่า เราไม่ทำได้ด้วยหรือ

SeaYouTomorrow Camp บทเรียนหน้าบ้าน ของเยาวชนเกาะพีพี และผู้นำสิงห์ เอสเตท

บ้านที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว บ้านที่เป็นพื้นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว และบ้านที่เป็นหัวใจของระบบนิเวศ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยทัศนียภาพพร้อมกับความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติทั้งบนดินและใต้ทะเลที่ตรึงตาตรึงใจนักท่องเที่ยว หากแต่หน้าที่ของการปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เป็นเพียงแค่คนในพื้นที่หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จำเป็นจะต้องสร้างระบบนิเวศของจิตสำนึกและการตระหนักถึงกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ช่วยถนอมโลกใบนี้ให้มากขึ้น นี่จึงเป็นที่มาที่สิงห์ เอสเตท ตัวแทนเจ้าภาพโรงแรมทราย พีพี ไอส์แลนด์​ วิลเลจ ได้รวบรวมผู้นำระดับหัวหน้างาน 15 ท่าน พร้อมกับตัวแทนนักเรียนในพื้นที่เกาะพีพี มาปลูกองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ร่วมกันผ่านค่าย “SeaYouTomorrow Camp Fighting Climate Crisis แคมป์ผู้นำ และเยาวชน รวมพลังต้านวิกฤติโลกร้อน”   Change Agent ผู้กำหนดโลก เด็กคือ Change Agent ผู้กำหนดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลกในวันข้างหน้า และด้วยช่วงวัยที่พร้อมเปิดรับกับการเรียนรู้ทุกรูปแบบ ทำให้ อเล็กซ์ เรนเดล จัดตั้ง EEC THAILAND (Environment Education Centre) ผ่านการทำค่ายที่มอบประสบการณ์การเรียนรู้และการลงมือทำให้กับเด็กมาเกือบ 7 ปีแล้ว ควบตำแหน่งทูตสันถวไมตรีประจำประเทศไทย จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เขาจึงกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญในการจัดกิจกรรมแคมป์ในครั้งนี้ แต่จะอาศัยเพียงกำลังของเด็ก เพื่อรอการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเห็นจะไม่เพียงพอ […]

ป่าไม้ดื่มคาเฟอีน : กาแฟ ช่วยให้ป่าไม้เติบโตเร็วขึ้นได้อย่างไร

ของเสียที่เหลือทิ้งจากกรรมวิธีการผลิต กาแฟ ช่วยเร่งให้ป่าเสื่อมโทรมกลับมามีชีวิต เหมือนกับมนุษย์เรา  ป่าไม้โตเร็วขึ้นเมื่อได้รับ กาแฟ เพียงเล็กน้อยเติมเข้าสู่ระบบ การทดลองเมื่อไม่นานมานี้พบว่าส่วนที่หุ้มเมล็ดกาแฟ ที่เหลือจากกระบวนการปลูกกาแฟ ช่วยฟื้นฟูป่าฝนในประเทศคอสตาริกาให้กลับมามีชีวิต นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวายแอตมานัว ออกแบบการทดลองโดยแบ่งพื้นที่ป่าเป็นสองแปลง เพื่อทดสอบว่า ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยแปลงที่หนึ่งใช้ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟคุลมดินความหนาประมาณ 50 เซนติเมตร และอีกหนึ่งแปลงปล่อยไปตามธรรมชาติ ในแต่ละแปลงที่ทำการทำทดลองถูกใช้ประโยชน์เป็นเวลาหลายปี ทั้งเพื่อปลูกกาแฟ หรือเลี้ยงวัว และในที่สุดก็ถูกทิ้งร้าง พื้นที่เหล่านี้ถูกปกคลุมด้วยหญ้าต่างถิ่นสายพันธุ์แอฟริกัน ที่เรียกว่า หญ้าพาลิเซด ซึ่งใช้เป็นอาหารปศุสัตว์ หญ้าชนิดนี้สามารถสูงได้ถึง 5 เมตร หากไม่มีสัตว์มาแทะเล็ม และส่งผลให้พืชท้องถิ่นกลับมาเจริญเติบโตได้ยาก หลังจากการทดลองผ่านไปสองปี แปลงทดลองที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ชั้นเรือนยอดของต้นพืชอายุน้อยสามารถปกคลุมพื้นที่ได้ถึงร้อย 80 ต้นไม้บางต้นสูงถึง 4.5 เมตร รวมไปถึงพบต้นไม่ที่มีความสูงถึง 18 เมตร ต่างกับแปลงที่ไม่ได้กากจากกระบวนการผลิตกาแฟ ซึ่งมีการปลกคุลมของพืชเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ความสูงโดยเฉลี่ยของต้นไม้ในแปลงที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟมีมากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับแปลงควบคุม อีกทั้งดินตัวอย่างจากแปลงที่ใส่กากกาแฟมีแร่ธาตุสูงกว่า และหญ้าต่างถิ่นก็ไม่เจริญขึ้นมาเป็นพืชเด่น ผลการทดลองดังกล่าวได้รับการเยยแพร่ในวารสาร Ecological Solutions and […]