เปลี่ยน กรุงเทพ ให้ดีขึ้นได้ ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนเมือง กับงานวิจัยโดย UDDC - National Geographic Thailand

เปลี่ยน กรุงเทพ ให้ดีขึ้นได้ ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนเมือง กับงานวิจัยโดย UDDC

เปลี่ยน 4 จุดเจ็บปวดของคนกรุงเทพฯ เป็น Data เพื่อแก้ปัญหาเมืองในอนาคต

นิทรรศการ “ขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูล Data Driven Urbanism” โดย UDDC ใน งาน SUSTAINABILITY EXPO 2022 นำเสนอ การอ่านกรุงเทพและทำความเข้าใจเมืองด้วย “ข้อมูลสามมิติ” ที่เล่าเรื่องพฤติกรรมการเคลื่อนที่ ความหนาแน่น ของชุมชนเมือง และการเข้าถึง บริการเพื่อสาธารณะ (Public Facility) ในรูปแบบเทคโนโลยีฉายภาพลงบนวัตถุ หรือ Projection Mapping ที่สามารถนำไปออกแบบและฟื้นฟูเมืองทำได้ด้วยการแปลงข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นภาพที่เห็นได้ชัด

ก่อนที่จะไปดูนิทรรศการนี้ เราอยากชวนคุยกับ UDDC ผู้จัดทำโครงการ “ขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูล Data Driven Urbanism”

UDDC หรือ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สสส. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการนำเสนอความรู้แขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมือง ผลักดันให้เกิดโครงการฟื้นฟูเมืองอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างพื้นที่นำร่องต้นแบบการฟื้นฟูเมืองประเภทต่างๆ (Urban Renewal Prototype) 

ข้อมูลเมืองเดินได้ (GoodWalk Thailand) หากระดับการเดินได้สูง เขตนั้นจะเป็นสีเขียว หากการเดินได้ต่ำก็จะลดลงไปเป็นสีเหลืองเข้ม

Nat Geo Thai ได้คุยกับ อาจารย์อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการที่ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง และผู้จัดการโครงการ GoodWalk Thailand เมืองเดินได้ เมืองเดินดี ซึ่งเป็นโครงการด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะที่เป็นมิตรต่อผู้เดินถนน เล่าว่าในงาน SUSTAINABILITY EXPO หรือ SX 2022 นี้ ทาง UDDC จะเสนอข้อมูลที่เรียกว่า 4 Bangkokian’s Great Pain พร้อมข้อเสนอทางออกเพื่อให้เมืองเป็นเมืองที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

 

4 จุดเจ็บปวดของคนกรุงเทพฯ

4 Bangkokian’s Great Pain เป็นข้อมูลจากการศึกษาวิจัยของโครงการ Open Data for a more inclusive city ที่ UDDC ทำร่วมกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ สำรวจพฤติกรรมคนเมือง ว่ามีความคิดความเห็นอย่างไรกับเรื่องของเมือง ตัวอย่างของกรุงเทพมหานคร ในประเด็นปัญหาของเมือง สรุปออกมาได้ 4 Pain point หลักๆ ที่เป็นจุดเจ็บปวด และเป็นปัญหาที่ต้องแก้ 

อันดับ 4 การเข้าถึงพื้นที่เรียนรู้

ซึ่งเป็นพื้นที่การเรียนไม่ใช่ในระบบการศึกษา แต่เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่อยู่นอกห้องเรียน เช่น พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ศูนย์เรียนรู้ ฯลฯ 

ความหนาแน่นของสาธารณูปโภคด้านการเรียนรู้ แบ่งตามเขตต่างๆ จะพบการกระจุกตัวในบางพื้นที่ ไม่ได้กระจายให้เข้าถึงได้อย่างทั่วถึงเท่าเทียม

“ประเด็นนี้มีความเหลื่อมล้ำประมาณหนึ่งในเรื่องของคุณภาพการศึกษา หรือเรื่องการให้บริการ แม้ว่าในกรุงเทพฯ จะมีศูนย์การเรียนรู้ มีห้องสมุดประชาชนค่อนข้างครบทุกเขต แต่ว่าหากดูการกระจายตัวตามแบบจำนวนประชากร ก็จะพบว่าสถานที่เหล่านี้กระจุกตัวเฉพาะในบางบริเวณเท่านั้น ก็คือในเขตพื้นที่แบบใจกลางเมือง เรามองว่าเมืองควรจะต้องให้บริการอย่างครบถ้วน ทั่วถึง และเท่าเทียม” อ. อดิศักดิ์กล่าว

อันดับที่ 3 บริการด้านสาธารณสุข

ข้อสรุปที่ทีมวิจัยพบคือ หลายพื้นที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ ที่หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสุขภาพ เช่น หัวใจรั่ว หัวใจวาย แบบฉุกเฉินจะไม่สามารถเข้าถึงบริการระบบสาธาณสุข หรือบริการทางด้านสุขภาพได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจราจรที่ติดขัด และสถานที่ให้บริการ

กราฟิกแสดงความเสี่ยงในหลายเขตที่เข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้ยาก ทำให้มีความเสี่ยงสูง (สีแดง)

“แม้กรุงเทพฯ จะมีศูนย์บริการสุขภาพอยู่แต่ว่ามันก็เป็นการรักษาหรือการบริการขั้นปฐมภูมิ คือไม่สามารถที่จะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้การรักษาได้ อีกอย่างคือปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีความเหลื่อมล้ำ และความเชื่อมั่น หรือเชื่อใจในแต่ละโรงพยาบาลด้วย ดังนั้นมันจึงเป็นที่มาของความพลุกพล่าน หรือ โอเวอร์โหลด ของบางโรงพยาบาลที่ได้รับความเชื่อมั่นเชื่อถือมาก ดังนั้น ก็เกิดปัญหาซ้ำซ้อนอีกว่า นอกจากปัญหาในเชิงของการเข้าถึงในยามฉุกเฉินแล้ว ปัญหาในเรื่องของการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายผู้คนทั่วไปจะประสบปัญหาเรื่องบริการผู้ป่วยจำนวนมาก”

ความขาดแคลนบริการด้านสาธารณสุขในหลายพื้นที่ ถูกแสดงด้วยสีเหลืองและสีแดง สื่อถึงความแห้งแล้งอันตรายราวกับทะเลทราย

อันดับที่ 2 การเดินทาง

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ทาง UDDC ได้ทำการสำรวจเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว เกี่ยวกับเรื่องการจราจรติดขัด และการเดินทางที่ค่อนข้างไกลมากของแรงงาน เนื่องจากปัญหาของความไม่สมดุลกันระหว่างที่ทำงานกับที่อยู่อาศัย เกิดจากแหล่งที่ทำงานอยู่เฉพาะในพื้นที่เขตเมืองชั้นใน หรือพื้นที่เขตเศรษฐกิจ โดยทาง UCCD ได้นำประเด็นปัญหาดังกล่าวมาต่อยอดเป็นโครงการ Good Walk โครงการเมืองเดินได้เมืองเดินดี

ในพื้นที่ที่ศักยภาพการเดินได้ (GoodWalk Score) ต่ำ ประชาชนก็ต้องเสียค่าเดินทางมากขึ้น โดยเฉพาะหากต้องทำงานไกลที่อยู่อาศัย

“เราเชื่อว่าการเดินทางในเมืองที่ดี ควรเป็นช็อตทริป หรือการเดินทางระยะสั้น เช่น เดินไปได้ในละแวกบ้าน เราอยู่ใกล้ที่ทำงานสามารถปั่นจักรยานไปได้ สามารถเดินไปได้ หรือขึ้นรถระบบขนส่งสาธารณะประมาณสัก 2-3 สถานี นี่ไม่ใช่ต่อรถ 3 สาย ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง กลายเป็นว่าเราสูญเสียเวลาที่ควรจะไปทำอย่างอื่น เช่น การพักผ่อนหย่อนใจ อาจทำให้เกิดภาวะความเครียด หรือโรคต่างๆ ที่ตามมา สุดท้ายที่กระทบโดยตรง คือเรื่องของค่าใช้จ่าย เพราะค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ค่อนข้างสูงมาก เมื่อเทียบกับอัตรารายได้ในเมืองอื่นๆ ทั่วโลก 1 ใน 4 หรือ 1 ใน 3 ของรายได้หมดไปกับเรื่องของการเดินทาง และมันเป็นสิ่งสูญเปล่า”

สิ่งที่ UCCD กำลังผลักดันคือ เรื่องของการสร้างย่านและเมืองที่สามารถเดินได้ ยึดโยงกับเรื่องของมิติเชิงพื้นที่ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ส่วนบุคคลในอนาคตได้ด้วย

อันดับที่ 1 การเข้าถึงพื้นที่นันทนาการ หรือสวนสาธารณะ

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ เจอปัญหาฝุ่นควัน และ PM 2.5 ทำให้เกิดการพูดถึงต้นไม้ หรือพื้นที่สีเขียวไม่สามารถกรองอากาศกรองของเสียได้ อีกทั้งเกิดสถานการณ์เรื่องของการเจ็บป่วยกลุ่มโรค NCD (Non-Communicable Diseases) หรือภาวะโรคอ้วนลงพุงที่ไม่สามารถมีพื้นที่ออกกำลังกาย และต้องเสียเงินของตัวเองให้กับฟิตเนส

ข้อมูลระยะการเข้าถึงสวนสาธารณะ ไม่ได้วิจัยกันเฌแยๆ แต่ต่อยอดสู่โครงการชวนคนมาระดมไอเดียสร้างกรุงเทพให้เขียวขึ้น

“ในเมืองที่มีเมืองมาตรฐานเราไม่ควรต้องเสียเงินสำหรับการออกกำลังกาย เมืองที่ดีควรจะต้องทำให้กิจกรรมทางกายสามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้พื้นที่สาธารณะ สวนสาธารณะในเมืองของเราได้ จึงเป็นประเด็นในการขับเคลื่อนเรื่องของพื้นที่ สวนสาธารณะ หรือการสร้างให้กรุงเทพฯ มันเขียวขึ้น เขียวทั้งในเชิงของการทำกิจกรรมทางกายและเขียวทั้งในเชิงของพื้นที่เป็นแบบสีเขียวจริงๆ ที่จะมีความรื่นรมย์ทางสายตา หรือช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม อันนี้จึงเป็นแบบโจทย์ที่มาของการสร้างตัวโครงการ Greener Bangkok Hackathon 2022  ที่อมรินทร์ก็มาร่วมด้วย” เขาพูดถึงอีกโครงการทำ UDDC ทำร่วมกับกรุงเทพมหานคร ในการชวนคนรุ่นใหม่มาระดมไอเดียเพื่อสร้างกรุงเทพฯ ให้เขียวขึ้น

เมื่อวางทาบข้อมูล 2 ชุด ความหนาแน่นของประชากร และระยะการเข้าถึงสวนสาธารณะ ก็ทำให้เกิดมุมมองที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ อ.อดิศักดิ์ยังมองว่า ตัวชี้วัดชุมชนเมืองที่ดี คือ ชุมชนที่คนในย่านนั้น สามารถที่จะใช้ชีวิตหรือเลือกใช้ชีวิตได้ มีโอกาสในการประกอบอาชีพ มีงานที่ดี มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ และสามารถมีคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมกัน รวมถึงการมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและออกแบบเมืองที่ตนอาศัยอยู่ได้ด้วย

ในอนาคตต่อจากนี้ UDDC มีแผนทำโครงการที่ต้องการดึงศักยภาพของเมืองรองนอกจากกรุงเทพฯ ด้วยการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเมือง’ เพื่อส่งเสริมให้คนที่อยู่ในเมือง มีชีวิตที่ดีขึ้น เกิดอาชีพ เกิดการแข่งขันระหว่างเมืองขนาดเล็ก เพราะอนาคตประเทศไทยขึ้นอยู่กับเมืองรองและเมืองขนาดเล็กด้วย และอีกโครงการสำคัญคือ งานวิจัยเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของเมือง กับโจทย์ว่า อนาคตของการเดินทางการเคลื่อนที่ในเมือง จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร 

“ในงาน SX ประเด็นแรกที่เราพูดถึงคือ ทำให้เห็นปัญหาที่ยึดโยงกันได้ง่ายขึ้น จากประเด็นใกล้ตัว แต่ไม่เน้นหนักในการพูดถึงปัญหาอย่างเดียว เพราะจะกลายเป็นว่าเราตกอยู่ในวังวนแห่งความเครียด ความกังวล หรือเศร้าจนเกินไป คิดว่าเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ แต่จะพยายามหาวิธีการ หรือนำเสนอทางออกว่า กรุงเทพมหานครจะดีกว่านี้ได้อย่างไร เมืองที่เราอยู่มันจะดีกว่านี้อย่างไร และจะยั่งยืนได้อย่างไรในอนาคต เราเห็นภาพชัดเจนว่าเราจะอยู่ในเมืองที่มีความหลากหลาย มีความซับซ้อน มีความผันผวนนี้ได้อย่างไร น่าจะเป็น นี่สิ่งที่คิดว่าจะได้เจอกันในงานนี้” อ. อดิศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามชมนิทรรศการ “ขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูล Data Driven Urbanism” โดย UDDC ในโซน Better Community งาน SUSTAINABILITY EXPO 2022 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 เข้าชมฟรีตลอดทั้งงาน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/SX.SustainabilityExpo/ 

 


อ่านเพิ่มเติม

ชวนระดมไอเดีย แฮคกรุงเทพฯ ให้เขียวไปด้วยกัน กับโครงการ Greener Bangkok Hackathon 2022

Green Bangkok

 

เรื่องแนะนำ

Kamikatsu เมือง Zero Waste ที่ผู้คนแยกขยะ 45 ประเภทและรีไซเคิลขยะทุกชิ้นอย่างยั่งยืน

Kamikatsu เมืองเล็กในชนบทญี่ปุ่น ที่ปลอดขยะอันดับต้นของโลกและเป็นต้นแบบการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน จากการแยกขยะ 45 ประเภทและรีไซเคิลขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นในเมือง คามิคัตสึ คือเมืองเล็ก ๆ ในจังหวัดโทคุชิมะ ตั้งอยู่บนเกาะชิโกกุทางตะวันตกที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเขียวชอุ่ม ด้วยจำนวนพลเมืองเพียง 1,700 คน ที่นี่จึงเป็นเมืองที่เล็กที่สุดบนเกาะ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่คนรักสิ่งแวดล้อมอยากมาเยือน ในฐานะเมืองปลอดขยะอันดับต้น ๆ ของโลกและต้นแบบการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน ย้อนกลับไปในปี 2003 ในขณะที่ทั่วโลกเริ่มตื่นตัวเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศและวิกฤติขยะพลาสติก ชาวเมืองคามิคัตสึเริ่มจัดการขยะทุกชิ้นในเมือง Reduce, Reuse และ Recycle ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อยุติการพึ่งพาเตาเผาและการฝังกลบขยะ รัฐบาลท้องถิ่นเริ่มผลักดันนโยบายจัดการขยะอย่างเข้มข้น พร้อมตั้ง Zero Waste Academy พื้นที่ให้พลเมืองและเยาวชนได้เรียนรู้รูปแบบการคัดแยกขยะที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งต้องแยกขยะอย่างละเอียดออกเป็น 45 ประเภท เพื่อให้ขยะถูกนำไปรีไซเคิลต่อได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีนโยบายลดขยะอีกหลายอย่าง ตั้งแต่การสนับสนุนให้ผู้คนนำของใช้มาแลกเปลี่ยนกัน ไปจนถึงการสร้างอาชีพนักอัพไซเคิล เพื่อผลิตสินค้าชิ้นใหม่อย่างสร้างสรรค์จากข้าวของเหลือใช้ในเมือง ตั้งแต่ปี 2003 พวกเขาตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2020 จะต้องเป็นเมืองปลอดขยะ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่นำขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นมารีไซเคิลและใช้ใหม่ทั้งหมด […]

ดร.เป้า Green Road ทางไปต่อของพลาสติก ที่จะไม่จบลงด้วยการเป็นขยะอีกต่อไป

“ทำให้ขยะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์ได้จริง” หนึ่งในวิสัยทัศน์ของ ดร.เป้า Green Road ในการพาประเทศไทยถอยห่างจากวิกฤตขยะพลาสติก “ตามสถิติเราใช้ถุงพลาสติกวันละ 8 ถุง ถ้าเราลด 1 ถุง ต่อคนต่อปี ใน 1 ปีเราก็จะลดได้ทั้งหมด 365 ถุง “แต่เมื่อผมลองเดินเข้าไปถามแม่ค้าขายข้าวเหนียวที่ตลาดหน้ามหาวิทยาลัย ถามเขาว่าใช้ถุงพลาสติกในการบรรจุข้าวเหนียววันละเท่าไหร่ เขาบอกว่า 1 วัน ใช้อย่างน้อย 1 พันถุง เราลดเท่าไหร่มันก็ไปเป็นตัวหารกับของแม่ค้าไม่ได้อยู่ดี เราลด 1 ถุง แต่เขาใช้ 1,000 ถุง เราจึงต้องรณรงค์ให้คนรู้จักคัดแยกขยะ “ถ้าไม่คัดแยกแล้วใส่รวม ๆ ไปก็เหมือนฝากทิ้ง ขยะที่อยู่กับเราก็แค่ย้ายไปอยู่ที่เขาเท่านั้นเอง” ผศ.ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดร.เป้า Green Road อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เล่าถึงความสำคัญของการคัดแยกขยะ เป็นที่ทราบกันดีว่า ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน มนุษย์ยังคงต้องพึ่งพาพลาสติกในการดำรงชีวิต และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะกำจัดขยะพลาสติกให้หมดไปจากโลก ดังนั้นหัวใจสำคัญเพื่อเยียวยาเรื่องนี้ คือเราต้องคัดแยกและนำพวกมันไปก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้ขยะกลายเป็นทรัพยากรแหล่งที่ […]

งานอนุรักษ์ไม่ใช่งานอาสา แต่เป็นอาชีพแห่งอนาคต: มุมมองนักอนุรักษ์มืออาชีพ

“งานอนุรักษ์ ไม่ใช่งานอาสา” เปิดมุมมองอาชีพแห่งอนาคตจากเหล่านักอนุรักษ์ตัวจริง หากกล่าวถึงการอนุรักษ์หรืองานอนุรักษ์แล้ว หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงงานอาสา หรือการเป็นอาสาสมัคร แต่ในความเป็นจริงแล้ว การอนุรักษ์สามารถเทียบได้ว่าเป็นศาสตร์หนึ่งที่มีความสำคัญและนำไปใช้ต่อยอดเป็นวิชาชีพได้ งาน Sustainability Expo 2022 หรือ SX 2022 ที่จัดขึ้นมุ่งส่งเสริมแนวคิดความยั่งยืนให้หยั่งรากลึกลงไปในสังคม ต้องการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ในสังคมไทยว่า งานอนุรักษ์ไม่ใช่งานอาสา เพราะต้องอาศัยความเป็น ‘ศาสตร์’ เฉพาะทาง ในการดำเนินงาน ถ้าหากมีการวางแนวทางที่ชัดเจน การอนุรักษ์ก็จะกลายเป็นสายอาชีพใหม่ที่มีความสำคัญและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างยิ่งในยุคที่โลกโดยเฉพาะภาคธุรกิจต้องการแนวคิดด้านอนุรักษ์และความยั่งยืนให้เป็นบรรทัดฐานใหม่ ภายในงานจึงได้มีการจัดเสาวนาในเรื่อง “การอนุรักษ์ไม่ใช่งานอาสา แต่เป็นอาชีพแห่งอนาคต” โดย 3 นักอนุรักษ์ธรรมชาติที่รักและยึดมั่นในอาชีพด้านนี้ของพวกเขาอย่าง อเล็กซ์ เรนเดลล์ ผู้ก่อตั้งศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (EEC Thailand) ทูตสันถวไมตรีประจำประเทศไทย โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP), ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพสารคดี, National Geographic Explorer สมาชิกของ International League of Conservation Photographers (iLCP), และ รงรอง […]

สร้างบ้านปลาแล้วดีไหม หาคำตอบไปกับทริป Seiko Save The Ocean

หลังจากปิดการท่องเที่ยวไปนาน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะพีพีก็เปิดรับนักท่องเที่ยวเมื่อปลายปีที่แล้ว ภายใต้การควบคุมดูแล ไม่เพียงด้านสาธารณสุข แต่รวมถึงการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างธุรกิจและอนุรักษ์ธรรมชาติ พวกเราร่วมทริปมากับโครงการ Seiko Save The Ocean โครงการเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไทย ซึ่งเป็นโครงการที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) โดยเราได้รับเชิญเพื่อเดินทางสู่ทะเลอันดามัน ปักหมุดที่จังหวัดภูเก็ต เรียนรู้การทำบ้านปลากับหมู่บ้านประมงแถบชุมชนแหลมตุ๊กแก ก่อนล่องเรือไปยังอ่าวเปลวในหมู่เกาะพีพี เพื่อร่วมปล่อยปะการังเทียม ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งในการอนุรักษ์แบบยั่งยืนให้กับทั้งชุมชนและสิ่งแวดล้อม มากกว่ากองน้อยใหญ่ใต้น้ำ คือแหล่งพักพิงของฝูงปลา  เพราะใต้น้ำคือแหล่งทำมาหากินของชาวประมง เมื่อก่อนเพียงแค่วางลอบวางไซตามแนวหิน หรือดักทางน้ำ ก็ได้ปลามาไม่น้อย แต่ในระยะหลัง ชาวบ้านจับปลาได้น้อยลง แม้จะมีเพียงลอบเปล่าๆ ก็ต้องกู้ขึ้นมา ชาวประมงจึงเรียนรู้ที่จะอยู่คู่กับธรรมชาติ พวกเขาเปลี่ยนลอบให้กลายเป็นบ้านปลา เพื่อปกป้องปลาเล็กปลาน้อยให้เติบโตหล่อเลี้ยงชีวิตและระบบนิเวศ การเพิ่มทรัพยากรทางทะเลทำกันหลายวิธี วิธีที่ใกล้ตัวของชาวประมงในพื้นที่บ้านแหลมตุ๊กแก จ.ภูเก็ต ก็คือการสร้างบ้านปลา ซึ่งทำกันมาแต่ไหนแต่ไร ชาวประมงรู้ว่าปลาจะมาว่ายวนอาศัยอยู่กับกองอะไรก็ตามใต้ท้องทะเล ธรรมชาติมีก้อนหินและปะการังมาให้ หรือซากใดๆ ที่จมลงใต้สมุทร ที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นบ้านปลา ถึงขั้นเป็นอาณาจักรหากมีกว้างใหญ่มากพอ พี่แตน – ศรีสุดา ทิพย์จิตรดี ผู้นำชุมชนบ้านแหลมตุ๊กแก จังหวัดภูเก็ต บอกว่า “เมื่อก่อนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ […]