ต้นไม้ในเมืองใหญ่ - National Geographic Thailand

ต้นไม้ในเมืองใหญ่

ต้นไม้ในเมืองใหญ่

เมื่อคนไทยสร้างบ้านแปลงเมือง นอกจากบริเวณใกล้แหล่งน้ำ เรายังนิยมเลือกพื้นที่ที่อุดมด้วยต้นไม้  ร่องรอยดังกล่าวปรากฏให้เห็นในชื่อท้องที่ที่ตั้งตามตามพืชพรรณประจำถิ่น นับจาก “บางกอก” ชื่อเมืองหลวง จนไปถึงบางเล็ก บางน้อยอย่าง “บางลำพู” “บางกระเจ้า” “บางอ้อ” “บางจาก” “หนองแขม” “บางหว้า” “บางบัว” “บางไผ่” ฯลฯ  แสดงว่ากรุงเทพฯ ที่เกิดจากตะกอนทับถมของแม่น้ำจนเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ มีพืชสัตว์อยู่มาก (“หนองงูเห่า” “หัวตะเข้า” และ “ดอนอีเหยี่ยว” หรือดอนเมืองในปัจจุบัน เป็นต้น)  บางกอกเคยมีต้นทุนเป็นแหล่งต้นไม้กระจายอยู่ทั่ว แต่ถึงวันนี้ ยากนักที่ใครจะได้เห็นต้นไม้อันเป็นที่มาของชื่อสถานที่เหล่านั้น

ต้นไม้เคยสร้างเมือง เคยทำให้เมืองมีเอกลักษณ์ มีหน้าตาผิดแผกไปตามชื่อบางนั้น ทั้งหมดกลายเป็นเรื่องอดีต  ปัจจุบันเมืองเป็นฝ่ายกำหนดว่าต้นไม้ควรจะเป็นชนิดใด อยู่ตรงไหน ตลอดจนชะตากรรมที่เหลือหลังจากนั้นด้วย

อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี: กิ่งหลักของต้นยางนาขนาด 17 คนโอบ อายุ 300-400 ปี หักโค่นลงมาตั้งแต่เมื่อหลาย ปีก่อน ทางวัดซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ (วัดยาง ณ รังสี) ตั้งใจให้อยู่ในตำแหน่งเดิมเพื่อให้คนได้เห็นถึงขนาดอันใหญ่โต

กรุงเทพฯ ไม่มีป่าใหญ่กลางเมืองแบบป่าเมจิจิงกุขนาด 437 ไร่ที่ไม่ไกลจากฮาราจุกุ มีทั้งต้นไม้สูงใหญ่ยักษ์นานาชนิด นก และสัตว์ป่าต่างๆ ทั้งชะมด ค่าง ทานุกิหรือจิ้งจอกแรคคูน กวาง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ทั้งที่ป่าดังกล่าวเพิ่งปลูกใหม่มาแค่ 100 ปี  เราไม่มีป่าดิบชื้นขนาด 60 ไร่แบบบูกิตนานาส อยู่ใต้ฐานหอคอยกัวลาลัมเปอร์ติดถนนและตึกสูงสมัยใหม่  ต้นไม้ที่นั่นอายุ 200-300 ปี

เท่าที่กรุงเทพฯ มีคือสวนสาธารณะ 35 แห่งสำหรับคนราว 10-12 ล้านคน เท่ากับวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มีไว้สำหรับคน  สี่แสนคนเมื่อ 50 ปีก่อนโน้น

ต้นไม้เมืองจึงต้องอยู่อาศัยตามสวนสาธารณะและสองข้างถนน ที่เหลืออยู่ในบ้านเรือน หน่วยงาน โรงเรียน บริษัท และชุมชน  แต่ต้นไม้เมืองเหล่านี้ย่อมมีชีวิตและสุขภาพแตกต่างไปจากพวกพ้องในป่าหรือแม้แต่ในชนบทที่ยังเหลือสภาพธรรมชาติเป็นอันมาก

ในบรรดาต้นไม้เมือง ต้นไม้บนถนนอยู่ลำบากที่สุด เพราะนอกจากจะต้องอยู่ด้วยตัวเองแล้ว ยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศแบบเมือง ดินใต้ฟุตบาทก็แข็งเพราะถูกบีบอัดหรืออาจมีก้อนปูนผสมอยู่ รากโตไปไม่ได้ลึกหรือต้องเจอกับท่อระบายน้ำ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกตัดง่ายๆ  บางทีได้รับปุ๋ยมากเกินไป  เมื่อลำต้นเป็นแผลและอ่อนแอง่าย เป็นแหล่งเจาะทำลายของแมลง ฯลฯ  ในท้ายที่สุด ความเครียดที่ต้นไม้ต้องทนนั้นหนักหน่วงจนส่วนใหญ่ต้องตายไปก่อนจะโตเต็มที่ด้วยซ้ำ

รุกขกร คือคุณหมอรักษาคนไข้ที่ไม่สามารถบอกถึงอาการป่วยของตนเอง โดยเริ่มจากการประเมินอาการที่ลำต้น กิ่งก้าน ใบ ระบบราก รวมถึงสภาพดินในบริเวณนั้น ตัดส่วนที่มีปัญหา ทายารักษา และกลับมาประเมินสุขภาพประจำปี นอกจากกิ่งที่ต้องรองรับน้ำหนักขณะปีนแล้ว อันตรายที่รุกขกรต้องระมัดระวังคือสายไฟฟ้า ทั้งยังต้องไม่ให้กิ่งก้านที่กำลังตัดตกลงมาถูกรถหรือคนที่สัญจรไปมา หากต้นไม้ต้นนั้นอยู่ริมถนน

เมื่อ 26 ปีก่อน มีกลุ่มนักวิชาการ อาจารย์ แพทย์ สื่อมวลชน ฯลฯ รวมตัวกันพูดคุยเรื่องปัญหาสาธารณะ ทั้งระดับเมืองและประเทศ ต่อมาพัฒนาเป็น “บางกอกฟอรั่ม” จัดกิจกรรมอย่างถนนคนเดิน ถนนวัฒนธรรม ฯลฯ ทำให้คนเมืองรู้สึกว่าตัวเองสามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างเมืองน่าอยู่เองได้  ซึ่งส่งแรงถึงคนรุ่นถัดมาที่หันมาสนใจปัญหารอบตัว และไม่ได้มองว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมจำกัดอยู่แต่ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การสร้างเขื่อน มลพิษจากเหมืองหรือนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ เท่านั้น

เจ็ดปีก่อน เมื่อมีเหตุการณ์ตัดต้นไม้ใหญ่หลายสิบต้นในซอยสุขุมวิท 53 เพื่อทำศูนย์การค้า คนกรุงเทพฯ พยายามหาวิธีต่างๆ เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นรอดพ้นจากความตาย  แม้ความพยายามหนนั้นจะไม่สำเร็จ แต่นับเป็นก้าวแรกของการเคลื่อนไหวเพื่อให้คนกรุงฯ รักหวงแหนต้นไม้ จนรู้สึกว่าการตัดต้นไม้เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้

BIGTrees Project หรือ บิ๊กทรีส์ ก่อตั้งขึ้นจากคนไม่กี่สิบคน เพิ่มจำนวนเป็น 3,000 คนภายในเวลาไม่กี่วันหลังข่าวการตัดต้นไม้เผยแพร่ออกไปด้วยการใช้เฟซบุ๊กและโซเชียลมีเดีย  ปัจจุบันมีผู้กดไลค์ติดตามราว 1.4 แสนคน

“เราไม่ได้เริ่มต้น แต่เรามากับกระแสนั้น” อรยา สูตะบุตร ผู้ก่อตั้ง BIGTrees กล่าว “คนรู้สึกมากกับความเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อมเมือง ก็พอดีกับที่เราตัดสินใจเอาต้นไม้ใหญ่เป็นพระเอกหรือนางเอกในการสื่อสาร  จากที่ไกลตัว จากที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีหลายประเด็นไปหมด ทั้งน้ำ มลภาวะ ขยะ ฯลฯ พอเราโฟกัสการสื่อสารว่าต้นไม้ดี ต้นไม้ควรจะอยู่ก็เกิดความสะเทือนใจเมื่อต้นไม้ถูกทำลาย  เมื่อเราย้ำมากขึ้น คนก็เกิดความผูกพันกับต้นไม้ใกล้ตัว”

กิจกรรมที่ BIGTrees ชวนคนเมืองทำเป็นกิจกรรมเรียบง่ายไม่ซับซ้อน เปิดกว้างให้คนทั่วไปเข้าร่วมโดยไม่จำเป็นต้องทำงานด้านสิ่งแวดล้อมหรือนักอนุรักษ์  เพียงการถ่ายรูปต้นไม้ใหญ่ การปั่นจักรยานเยี่ยมต้นไม้ ชมนิทรรศการ ฟังการเสวนา ฯลฯ ที่อรยาบอกว่าเป็นกิจกรรมง่ายๆ “ลงทุนน้อย ไม่ต้องมีออร์แกไนเซอร์ ไม่ต้องมีความรู้ ไม่ต้องมีประสบการณ์ ไม่ต้องมีทักษะ ไม่ต้องเตรียมตัว มาตัวเปล่าเลย  แค่อยากทำอะไรให้ธรรมชาติ แต่ขี้เกียจไปป่า ขี้เกียจลุยโคลน ไม่อยากไปประท้วง เวลาโพสต์ลงเฟซบุ๊กก็ได้โชว์เพื่อนว่าได้ทำความดีและกิจกรรมที่ทำก็สนุก” ทำให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมรักษาธรรมชาติได้ เกี่ยวข้องได้ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร อายุเท่าไร หรือมีความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมช่วงกว้างขนาดไหน เรื่องต้นไม้ก็เป็น “เรื่องของทุกคน”

งานสำคัญที่ BIGTrees มีส่วนสำคัญในการทำให้ปรากฏในสังคมไทยคือ งานรุกขกรรมและการตัดแต่งต้นไม้อย่างถูกวิธี ซึ่งถือเป็นกุญแจที่ช่วยเปิดประตูในการหาวิธีอยู่ร่วมกันของคนเมืองกับต้นไม้อย่างสมดุล จนเกิดเป็นความร่วมมือในการก่อตั้งโรงเรียนต้นไม้จากหลายฝ่าย  และงานสำคัญที่ BIGTrees กำลังทำอยู่ในปัจจุบันคือการดูแลต้นมะขามรอบสนามหลวงร่วมกับทางกรุงเทพมหานครและกรมป่าไม้  นอกจากนี้ กลุ่มยังร่วมก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมืองและขยายงานสู่การปลูกป่าและการขับเคลื่อนด้านนโยบายเกี่ยวกับต้นไม้ด้วย

ต้นไม้และสวนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่ขาดไม่ได้  ถ้าเราดูสารคดีอย่าง Urbanized (2011) กับ Naturopolis (2013) จะเห็นแนวโน้มทั่วโลกที่ว่าด้วยความพยายามเปลี่ยนแปลงเมืองให้มีพื้นที่สีเขียว ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นสวนสวยเพื่อความรื่นรมย์ของมนุษย์อย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ที่สปีชีส์อื่นๆ ได้อยู่อาศัยด้วย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ได้กลับมาอาศัยอีกครั้ง  นั่นเป็นเหตุให้ทำไมคนสิงคโปร์ถึงดีใจหักหนาที่มีครอบครัวนากมาอาศัยอยู่ในบึงใจกลางเมือง

ที่สำคัญไปกว่านั้น ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ทั้งเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนจนหลายครั้งที่นักวิทยาศาสตร์พยากรณ์ไม่ถูก  เมืองยุคใหม่อาศัยพื้นที่ธรรมชาติในฐานะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green infrastructure) ในการรับมือกับความไม่แน่นอนที่ว่า  เมืองอย่างปารีสที่เคยเผชิญกับคลื่นความร้อนเมื่อ 10 ปีก่อนจนมีคนตายไปเกือบ 15,000 คน ย่อมรู้ดีว่าถ้าในตอนนั้นมีต้นไม้มากกว่านี้ จะช่วยลดอุณหภูมิลงไปได้อีกอย่างน้อยสามองศาเซลเซียส  เมืองสมัยใหม่จึงต้องเป็นเมืองฉลาด น่าอยู่ และยังคุ้มกันตัวเองจากภัยพิบัติได้ หรือเมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติก็ฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว (resilience)

ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว กล่าวว่า “เราต้องไม่ลืมว่าพัฒนาการของเมืองและวัฒนธรรมไปเร็วกว่าวิวัฒนาการทางชีวภาพของเราจะปรับตัวตามได้ทัน  ที่สุดแล้วเราคือสัตว์  ไม่ว่าเราจะพัฒนาไปอย่างไร เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติเสมอ”

เรื่อง นิรมล มูนจินดา
ภาพถ่าย ชาญพิชิต พงศ์ทองสำราญ

 

อ่านเพิ่มเติม

กัปตันการบินไทยผู้ใช้เวลาว่างปลูกต้นไม้ให้กรุงเทพฯ

เรื่องแนะนำ

จับมือพาร์ทเนอร์ธุรกิจ สร้าง Net Zero Supply Chain มุ่งสู่ Net Zero 2050 ไปด้วยกัน

เพราะเป้าหมาย Net Zero ต้องมาจากการผลักดันในหลายภาคส่วนของสังคม เอสซีจี ในฐานะองค์กรแห่งความยั่งยืน จึงมุ่งสร้างพันธมิตรทั้งภาคธุรกิจ – ภาคการวิจัยและเครือข่ายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายสังคมไร้คาร์บอนอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกรวน กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ตัวการสำคัญคือ Green House Gas (GHG) หรือ ก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้อุณหภูมิโลกยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงได้อย่างง่ายๆ ดังนั้นในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 เมื่อปี 2021 จึงมีมติให้ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงจากมาตรการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่นโยบาย “Net Zero” หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นภูมิอากาศให้ไม่เลวร้ายไปกว่านี้ จากมติดังกล่าว ประเทศไทยตั้งเป้าบรรลุการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือการปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศให้เท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนมาภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2608 (ค.ศ. 2065) เพื่อให้เป้าหมาย ‘เพื่อโลก’ ดังกล่าวนี้ประสบความสำเร็จภายในช่วงเวลาไม่ถึง […]

แนวคิดวัดสมัยใหม่ของ ‘วัดจากแดง’ ศูนย์กลางศาสนาและศูนย์จัดการขยะครบวงจร

วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ วัดสมัยใหม่ที่สอนชาวบ้านให้มีความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และพัฒนาจนเป็นศูนย์การเรียนรู้และจัดการขยะชุมชนอย่างครบวงจร เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว พระมหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร เจ้าอาวาสวัดจากแดง จ.สมุทรปราการ ได้ริเริ่มความคิดที่จะเปลี่ยนวัดจากแดงให้เป็นศูนย์กลางการจัดการสิ่งแวดล้อมจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ อย่างการลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา “ขยะไม่มีชีวิต” และ “ขยะมีชีวิต” ที่อยู่ภายในวัด พระมหาประนอมเล่าว่า “‘ขยะไม่มีชีวิต’ หมายถึงขยะที่ถูกน้ำพัดเข้ามาไหลกองรวมกันอยู่ด้านหลังวัดเป็นจำนวนมาก ส่วน ‘ขยะมีชีวิต’ คือเหล่าสุนัขจรจัดจำนวน 300 กว่าตัว ที่ชาวบ้านนำมาปล่อยทิ้งไว้ในวัด ทำให้เกิดปัญหาตามมา อย่างปัญหาอุจจาระสุนัขส่งกลิ่นเหม็น ปัญหาสุนัขกัดรองเท้าของชาวบ้านที่มาวัด และปัญหาวัดไม่มีงบประมาณและไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการขยะ” ด้วยปัญหาและผลกระทบที่ตามมามากมายทำให้พระมหาประนอมเกิดคำถามว่า “แล้วเราจะแก้ปัญหาที่มาจากขยะทุกทิศทางนี้อย่างไร” ท่านจึงเริ่มจากการแก้ไขปัญหา “ขยะมีชีวิต” ก่อน โดยเริ่มจากการตั้งศูนย์ในวัด เอาสุนัขไปไว้รวมกันที่เดียว แต่พอเอาไปไว้รวมกัน กลับเกิดปัญหาสุนัขส่งเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็น เลยต้องปล่อยสุนัขออกมาเหมือนเดิม และได้ลองหาศูนย์รับเลี้ยงสุนัขเพื่อนำสุนัขไปฝากเลี้ยงแทน แต่ทุกศูนย์กลับเต็มหมด ไม่สามารถรับสุนัขไปเลี้ยงได้ เมื่อการตั้งศูนย์ในวัดไม่ประสบความสำเร็จประกอบกับวัดมีพื้นที่แคบ เลยคิดหาทางออกใหม่ด้วยการหาพื้นที่โล่ง ๆ ที่มีคนช่วยดูแลสุนัขแทน “สุดท้ายเจอสถานที่หนึ่งที่เหมาะสมจึงได้ส่งสุนัขจรจัดทั้งหมดไปที่นั่น ทางศูนย์ใหม่ช่วยดูแลเรื่องการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า ทำหมัน และฝึกสุนัขให้เชื่อง ส่วนทางวัดมีหน้าที่จัดหาอาหารเม็ดส่งไปให้ ทำให้สุนัขที่อยู่ในศูนย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปราศจากเชื้อโรค […]

ชวนระดมไอเดีย แฮคกรุงเทพฯ ให้เขียวไปด้วยกัน กับโครงการ Greener Bangkok Hackathon 2022

‘สวน 15 นาที’ ที่ต้องการไอเดียของคนเมืองมาร่วมคิด ร่วมสร้าง และร่วมเปลี่ยนกรุงเทพฯ​ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับย่านและเมือง เพราะคุณภาพชีวิตที่ดีคือสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของพวกเราทุกคน นอกจากภาครัฐจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาความต้องการในชีวิตประจำวันของผู้คนให้เกิดขึ้นได้จริงแล้ว เสียงจากประชาชนทุกคนยังเป็นพลังที่จะช่วยให้การแก้ปัญหาทำได้ถูกจุด โครงการ Greener Bangkok Hackathon 2022 : แฮคกรุงเทพเพื่อเมืองที่เขียวกว่า จึงเกิดขึ้นเพื่อเปิดข้อมูลความเป็นไปได้ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร ไปพร้อมกับการระดมสมองเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเมืองร่วมกันผ่านการสร้างสรรค์ Inclusive Cities หรือเมืองที่ทุกคนร่วมมือกันอย่างเกื้อกูล โดย UddC ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และภาคีพัฒนาเมือง ก่อนที่จะเข้าสู่โครงการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการ UddC-CEUS ได้บอกเล่าเรื่องราวของความสำคัญของการพัฒนาเมือง กระบวนการและปัจจัยสู่การสร้างพื้นที่แห่งคุณภาพชีวิต พร้อมกับการนำเสนอความเป็นไปได้ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียวจากการ “เปิดข้อมูลเพื่อช่วยกันเปลี่ยนเมือง” และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในระดับย่านและเมือง เมืองของความร่วมมือ เสียงของทุกคนมีค่า เพราะเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีสำหรับการพัฒนาและสร้างสรรค์โครงการที่เหมาะกับผู้อยู่ กระบวนการวิจัย “เปิดข้อมูลเพื่อช่วยกันเปลี่ยนเมือง” จึงเกิดขึ้นผ่านกระบวนการรวบรวม-สังเคราะห์-สร้างเครือข่าย จนได้ข้อสรุปที่ว่าต้นตอของปัญหาเกิดจาก ‘ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะของเมือง’ ทั้งการเข้าถึงพื้นที่สวนสาธารณะ การใช้ชีวิตในย่านที่เดินได้ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการเข้าถึงพื้นที่การเรียนรู้ตามลำดับ คำถามใหญ่ที่ตามมาจึงอยู่ที่ว่า “แล้วเขียวแค่ไหนถึงจะพอ?” แนวทางคำตอบซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีคือ บนพื้นที่ใช้งานได้จริง 9 ตารางเมตรต่อคน […]

กบหม้อต้ม เสื้อหนาวที่ไม่ได้ใส่ และเป้าหมายความยั่งยืน ของ ‘รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส’ เบอร์ 1 SCG

การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน และความหมายของการดำรงอยู่ในโลกธุรกิจของ SCG คืออะไร? เข้าใจเรื่องนี้ไปด้วยกันจากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรธุรกิจ SCG หรือ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทยมากว่าศตวรรษ ด้วยขนาดสินทรัพย์ที่มีกว่า 8.6 แสนล้านบาท สร้างรายได้สูงถึง 5.4 แสนล้านบาท (ข้อมูล ณ ปี 2564) องค์กรที่เราเรียกกันติดว่า ‘ปูนใหญ่’ นี้ เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศก้าวไปข้างหน้าสอดคล้องไปกับมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรานั่งคุยกับ ‘รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ SCG ในมุมสบายๆ ใต้ร่มไม้ใหญ่ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องหมุดหมายสำคัญในปี 2573 ที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง ไปพร้อมกับความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% จากปัจจุบัน สู่ปลายทางที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายมากโดยเฉพาะกับองค์กรด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยอมรับว่า SCG เองถือเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่เป็นต้นตอของก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของไทยก็เหมือน ‘กบไร้เดียงสาในหม้อต้มน้ำที่ใกล้แตะจุดเดือด’ มากขึ้นทุกทีแล้ว อากาศทุกวันนี้กับอากาศตอนที่คุณรุ่งโรจน์เรียนจบมาใหม่ๆ ต่างกันเยอะหรือไม่? ต่างกันเยอะนะ สมัยยังเด็ก พอช่วงวันลอยกระทงประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน จะรู้สึกเย็น เริ่มได้ลมหนาว […]