นักสำรวจที่เล่าเรื่องเพื่อเปลี่ยนโลก ใน National Geographic Talk ครั้งแรกที่ไทย

นักสำรวจที่เล่าเรื่องเพื่อเปลี่ยนโลก ใน National Geographic Talk ครั้งแรกที่ไทย

Postcards from Planet Possible: Impact Storytelling ทอล์กโชว์และเสวนาจาก National Geographic ครั้งแรกในประเทศไทย ที่มาถ่ายทอด ‘ชุดความคิด’ ของนักสำรวจ ที่เล่าเรื่องราวเพื่อทำให้ผู้คนได้เรียนรู้ที่จะรักโลกมากขึ้น

กว่า 133 ปีมาแล้ว ที่ชื่อ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ปรากฎขึ้นในฐานะองค์กรที่บอกเล่าเรื่องราวของธรรมชาติที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักและเปิดหูเปิดตาถึงความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้ ผ่านช่องทางของนิตยสาร และภาพยนตร์สารคดี รวมไปถึงสื่อออนไลน์ในโลกยุคใหม่ โดยการทำงานของบรรดา ‘นักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก’ (National Geographic Explorer) ซึ่งเป็นเครือข่ายนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกกราฟฟิก ที่ได้รับการสนับสนุนเพื่อทำโครงการสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม รวมไปถึงงานด้านสื่อสารมวลชนที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปของโลกใบนี้

นักสำรวจเหล่านี้มีทั้งความอยากรู้อยากเห็น และความอยากเรียนรู้อยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม พวกเขาใช้คำถามเป็นอาวุธ เพื่อสกัดเอาเรื่องราวความเป็นไปบนโลกมาถ่ายทอดในสิ่งที่เรียกว่า ‘สารคดี’ โดยบรรดานักสำรวจเหล่านี้ต่างมุ่งหวังว่าการทำงานของเขาจะส่งผ่านไปให้ผู้คนทั่วโลก ซึ่งจะมีส่วนให้โลกใบนี้น่าอยู่อย่างยั่งยืน

งาน Sustainability Expo หรือ SX2022 งานมหกรรมด้านความยั่งยืน ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ได้เห็นถึงความสำคัญของพลังแห่งการเล่าเรื่องเพื่อการอนุรักษ์ในรูปแบบของสารคดี National Geographic ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก จึงได้ร่วมมือกันเพื่อจัดงานทอล์กโชว์และเสวนาในหัวข้อที่มีชื่อว่า Postcards from Planet Possible: Impact Storytelling เพื่อนำเสนอเรื่องราวของนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่ได้ทำงานเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดผลลัพธ์อันทรงพลังด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติออกไปสู่สังคมวงกว้าง และหวังว่าเรื่องราวที่พวกเขาถ่ายทอดในงานจะสร้างจิตวิญญาณของนักสำรวจให้กับคนทุกคนได้ออกไปทำสิ่งดีเพื่อธรรมชาติและโลกใบนี้

‘มอลลี แฟร์ริล’ (Molly Ferrill) ความหมายของนักสำรวจ คือ ‘ชุดความคิด’ ของการเรียนรู้เพื่อสร้างสิ่งที่ดีให้กับโลก

มอลลี แฟร์ริล นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เป็นนักเขียนสารคดีและช่างภาพที่มีผลภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวของธรรมชาติ สัตว์ป่า และกำลังทำโปรเจกต์มากมายที่บอกเล่าเรื่องราวของปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและธรรมชาติทั่วโลก มีความเห็นว่า คำว่า นักสำรวจ (Explorer) แท้จริงแล้วคือชุดความคิด (Mindset) ของความอยากรู้อยากเห็น ความรักในการเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว

ในฐานะนักสำรวจ เธอสนใจในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ ตลอดการทำงานเป็นนักสำรวจ เธอพบว่าท่ามกลางเรื่องราวของโลกที่เปลี่ยนแปลง วิถีแห่งความสัมพันธ์นี้ยังคงอยู่และสืบสานจนเกิดเป็นวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ และเกิดเป็นผู้คนมากมายที่อุทิศชีวิตเพื่อพิทักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม ความถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ทำให้โลกน่าอยู่ยิ่งขึ้น

เธอมีความเห็นว่า สำหรับคนทุกคน การเป็นนักสำรวจขึ้นอยู่กับชุดความคิดดังกล่าว เราทุกคนสามารถเป็นนักสำรวจเพื่อท้องถิ่น หรือเพื่อบ้านของตัวเอง และในที่สุด ชุดความคิดนี้จะพาให้เราทุกคนออกไปเรียนรู้ว่า โลกของเรานั้นมีกำลังปัญหาและความท้าทายทางสิ่งแวดล้อมอีกมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีวิธีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สิ่งแวดล้อมนั้นดีขึ้น และชุดความคิดนักสำรวจนี้เองที่สร้างจิตสำนึกการเป็นนักอนุรักษ์ ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันให้โลกดีขึ้น และมีความยั่งยืนมากขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งถ้าคนทุกคนร่วมมือกัน ก็จะสามารถสร้างโลกที่ยิ่งใหญ่ได้

ดังเช่นเรื่องราวของนักสำรวจ ทั้ง 3 ท่าน (หรือทีม) ดังต่อไปนี้

วัชรพงษ์ หงส์จำรัสศิลป์: นักสำรวจ นักชีววิทยา ที่ค้นพบปรากฎการณ์ของ กุ้ง ที่มีความหมายต่อชีวิตและวัฒนธรรมของมนุษย์ (รวมไปถึงการปลูกฝังการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน)

ดร.วัชรพงษ์ หงส์จำรัสศิลป์ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักชีววิทยา และเป็นนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เขามีความสนใจในเรื่องราวความสัมพันธ์ของสัตว์กับมนุษย์ ดังเช่นในเรื่องของ “กุ้งเดินพาเรด” หรือกุ้งเดินขบวน ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่กุ้งแม่น้ำตัวเล็กๆ ในจังหวัดอุบลราชธานีนับล้านตัวจะขึ้นมาจากน้ำเพื่อเดินบนบกขึ้นไปสู่พื้นที่ต้นน้ำในช่วงหน้าฝน  เขาทุ่มเทพยายามในบทบาทของนักสำรวจเพื่อศึกษาพฤติกรรมของกุ้ง ที่บางครั้งก็ต้องเสี่ยงอันตรายหลายต่อหลายครั้ง เพื่อค้นหาเบื้องราวเบื้องหลังปรากฎการณ์ของกุ้งนี้

ท้ายที่สุดแล้ว เขาค้นพบว่า กุ้งนับล้านตัวนี้เพียงต้องการที่จะ ‘กลับบ้าน’ ของมันเนื่องจากพวกมันไม่สามารถต้านทานกระแสน้ำเชี่ยวกรากในช่วงหน้าฝน แต่การเดินทางนี้เองทำให้กุ้งนับพันนับหมื่นตัวต้องจบชีวิตระหว่างทางเนื่องจากติดกิ่งไม้ระหว่างเดิน หรือกลายเป็นอาหารของแมงมุมนักล่า ปรากฎการณ์นี้เองทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงวิธีของห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ ซึ่งเป็นกระบวนการให้โลกของเรายังคงอยู่

ไม่เพียงแค่นั้น การสำรวจศึกษาพฤติกรรมของกุ้งทำให้เขาได้พบกับความสัมพันธ์ของกุ้งและวัฒนธรรมของมนุษย์ ชาวบ้านแถวนั้นได้เฝ้าสังเกตปรากฎการณ์นี้จนเกิดวัฒนธรรมเฉลิมฉลองการเดินทางของกุ้ง ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากุ้งมีความสำคัญต่อชาวบ้านอย่างมาก

แต่ทว่ายังมีแง่มุมของปัญหา ในเรื่องของการส่งเสริมปรากฎการณ์ของกุ้งนี้ให้เป็นการท่องเที่ยว จนเกิดเป็นภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกิน (Overtourism) ซึ่งพฤติกรรมนักท่องเที่ยวอาจส่งผลกระทบให้กุ้งลดจำนวนลง และอาจสูญพันธุ์ไปจากระบบนิเวศได้ ในท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวจากกุ้ง ที่เขาได้เรียนรู้และถ่ายทอดไปในฐานะนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ทำให้เขาได้รับแง่คิดในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ว่าส่งผลต่อการดำรงอยู่และวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์มากมายเพียงใด

ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย: จากความสิ้นหวังจากประมงทำลายล้าง สู่ความหวังใหม่ในการประมงอย่างยั่งยืน

ศิรชัย เป็นนักชีววิทยาทางทะเลและช่างภาพสารคดีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการอนุรักษ์ทะเล ตลอดการเป็นนักสำรวจและช่างภาพ เขาได้เห็นท้องทะเลไทยมากมาย ซึ่งเขาได้พูดถึงประสบการณ์การดำน้ำที่ จ.สตูล

ที่นั่นยังเป็นระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยปะการังและฝูงปลานับหมื่น รวมไปถึงเป็นแหล่งที่อยู่ของฉลามวาฬ  ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่เขาให้ความสนใจอย่างมาก แต่ในพื้นที่เดียวกันนี้เอง เขาได้เห็นฉลามวาฬที่เขาชื่นชอบตายเป็นซากบนเกาะเนื่องจากได้รับผลกระทบจากอวนลากขนาดใหญ่ ซึ่งเขามองว่าเป็นส่งร้ายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ใต้ท้องทะเลจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ความเป็นนักสำรวจใต้ทะเลพาเขาไปพบเจอวิธีการจับปลาของชาว อูรักลาโว้ย ซึ่งเป็นชาวเลท้องถิ่นซึ่งยังชีพด้วยการทำประมงพื้นบ้านแบบใช้ตาข่ายดักปลา ซึ่งเป็นวิธีจับปลาแทบไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางลบต่อสิ่งแวดล้อม หากแต่ไม่ได้ปริมาณปลามากมายเทียบเท่ากับการใช้ประมงแบบอวนลาก นอกจากนี้ การทำประมงพื้นบ้านกำลังได้รับความนิยมที่ลดลง เนื่องจากความยากลำบากในการทำ และได้ผลตอบแทนที่น้อย

ศิรชัยเล็งเห็นถึงคุณค่าและภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำให้เห็นว่าที่จับโดยวิธีประมงพื้นบ้านมีคุณภาพที่ดีกว่า จึงทำให้ปลาเหล่านี้เป็นที่ต้องการของบรรดาร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบ (แน่นอนว่าสร้างรายได้ให้ชาวประมงพื้นบ้านได้พอสมควร) เขาจึงเห็นว่า วิถีประมงแบบนี้มีคุณค่าทั้งในแง่ของการอนุรักษ์ และก่อให้เกิดความยั่งยืน จึงต้องการสื่อสารสิ่งที่เขาได้ค้นพบจากวิถีนักสำรวจของตัวเองให้ผู้คนได้รับรู้ถึงคุณค่าการประมงพื้นบ้านเหล่านี้ อันจะเป็นเผยแพร่วิถีการประมงแบบยั่งยืนนี้ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะก่อให้เกิดวิถีโลกใหม่ซึ่งดีต่อทรัพยากรโลกใต้ทะเล และโลกของเรา

Emerging Islands: สร้างความเชื่อมั่นในตัวตน สื่อสารความสำคัญของชาวเกาะเพื่อธรรมชาติของโลกที่ดีกว่า

Emerging Islands เป็นองค์กรศิลปะจากประเทศที่เป็นหมู่เกาะอย่างฟิลิปปินส์ ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของ ศิลปิน โปรดิวเซอร์ และภัณฑารักษ์ อย่าง ‘นิโคลา เซบาสเตียน’ (Nicola Sebastian) ‘ซาแมนธา ซาแรนดิน’ (Samantha Zarandin) และ ‘เดวิด โลห์แรน’ (David Loughran)

พวกเขาร่วมกันสร้างงานศิลปะ เวิร์กช็อป และควมร่วมมือระดับนานาชาติมากมายเพื่อให้โลกได้เห็นความสำคัญของ ‘ชาวเกาะ’ ในฐานะแหล่งระบบนิเวศทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สำคัญ พวกเขาส่งเสริมให้ชาวเกาะพื้นถิ่นมากมายมีความมั่นใจที่บอกเล่าเรื่องราวและอัตลักษณ์ของตน โดยใช้พลังของการเล่าเรื่องและศิลปะที่พวกเขาเชื่อสื่อสารความสำคัญของพวกเขาออกไป เพื่อให้พวกเขาเกิดแรงบันดาลใจและคุณค่าในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม Emerging Islands ไม่เพียงแต่ทำงานเพื่อให้โลกได้รับรู้คุณค่าและตัวตนของชาวเกาะ แต่ยังมีความห่วงใยในเรื่องของมลภาวะขยะพลาสติกในท้องทะเล ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งฟิลิปปินส์และทั่วโลก รวมไปถึงปัญหา ‘ภาวะโลกรวน’ ที่ก่อให้เกิดอากาศที่แปรปรวนสุดขั้ว ส่งผลให้บรรดาชาวเกาะกลายเป็น ‘ด่านหน้า’ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทั้งสองอย่างหนัก

โดยความจริงที่น่าเจ็บปวดคือ ผลกระทบที่ชาวเกาะโดยเฉพาะที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญอย่างหนักนี้ล้วนเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของคนทั้งโลก โดยเฉพาะจากประเทศพัฒนาแล้ว Emerging Islands จึงมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะใช้พลังแห่งการเล่าเรื่องราวและงานศิลปะให้ผู้คนได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อขยะพลาสติกและภาวะโลกรวนที่มีต่อชาวเกาะและธรรมชาติทั่วโลก และนำไปสู่ความร่วมมือร่วมใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติจากคนทั้งโลก

จากเรื่องราวของนักสำรวจเหล่านี้ ท้ายที่สุดแล้วเราคงมองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่ มอลลี แฟร์ริล ได้กล่าวเอาไว้ในตอนต้นว่า แท้จริงแล้ว ความเป็นนักสำรวจเริ่มต้นที่ชุดความคิดของเรา และความเป็นนักสำรวจไม่ได้หมายถึงการออกเดินทางไปสถานที่ต่างๆ มากมายเพื่อให้ได้เรื่องราวหรือประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว

แต่การเป็นนักสำรวจนั้นเริ่มได้จากชีวิตประจำวัน ในพื้นที่ที่เราอยู่ ดังจะเห็นได้จากบรรดานักสำรวจทั้งหมดที่เริ่มต้นโครงการเพื่อธรรมชาติในบ้านของตัวเอง พวกเขาพบเห็นเรื่องราวทางธรรมชาติ พวกเขาต่างมีความอยากรู้อยากเห็น พวกเขามีจิตวิญญาณของการเรียนรู้ และมีการตั้งคำถามกับตัวเองอย่างเสมอว่า “ฉันจะทำให้สิ่งนี้ (ธรรมชาติ) ดีขึ้นได้อย่างไร” และออกไปลงมือทำ รวมไปถึงสื่อสารให้คนทั่วไปได้เข้าใจ

โครงการสำรวจของพวกเขาล้วนไม่ใช่โครงการที่ใหญ่ และอาจจะไม่ได้ส่งผลมากมายต่อคนทั้งโลก เพียงแต่ว่า ถ้าโลกของเรามีผู้คนที่ ‘ชุดความคิดของนักสำรวจ’ ที่มุ่งมั่นพัฒนาโลกให้ดีขึ้นเป็นจำนวนมาก ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีก็จะเกิดขึ้น เรายังมีความหวังที่เฝ้าใฝ่ฝีนถึงโลกที่ดีกว่า และนั่นจะทำให้โลกของเรากลายเป็นโลกที่น่าอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ชมวิดีโอทอล์กโชว์ และเสวนาตลอดทั้งงานได้ที่นี่ (ภาษาอังกฤษ)

เรื่องแนะนำ

Plas-Tao จากขยะทะเล สู่ห้องเรียนรีไซเคิลพลาสติกบนเกาะเต่า

ปี 2563 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ท้องทะเลไทยมีขยะติดถุงอวนจับปลาประมาณ 145 ตันต่อปี ซึ่งขยะที่พบมากที่สุด คือ “พลาสติก” “ไม่ต้องมาเก็บขยะหรอก พื้นที่ตรงนี้เป็นอ่าว หมดมรสุมแล้ว ลมก็พัดขยะออกไปจากชายหาด” นี่คือคำพูดจากปากเจ้าของกิจการที่พักริมหาดรายหนึ่งใน เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี คงไม่ผิดหรอกที่ชาวบ้านจะรู้จักทิศทางลมดีกว่าคนนอก และเก๋าพอจะอ่านเกมออกว่า อีกไม่นานหน้าบ้านของเขา ชายหาดที่ทอดยาว จะกลับมาสะอาดเหมือนเดิม …ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เราไม่ได้แก้ปัญหาขยะที่เกิดขึ้นเลย นักท่องเที่ยวหลายคนที่เคยเดินทางไปยังเกาะเต่า จะเห็นว่า แทบทุกสัปดาห์ มีประกาศชักชวนเก็บขยะริมหาด แต่หลังจากนั้น เราจะทำอย่างไรกับเจ้าขยะเหล่านี้ดี?   โควิด เกาะร้าง และขยะที่คนมองข้าม คุณเมย์-วิชชุดา ดำเนินยุทธ ผู้ก่อตั้งร้านค้าแนวคิดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม May and Co ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับขยะมากมายในเกาะเต่า แต่ยังไม่ได้รับการจัดการ เล่าว่า “อยู่เกาะเต่ามาเกือบ 7 ปีแล้วค่ะ ส่วนตัวเป็นคนที่ศึกษาเรื่องการรีไซเคิลอยู่แล้ว ช่วงโควิดพอไม่มีนักท่องเที่ยว เวลาเราก็เยอะขึ้น ใช้เวลากับชายหาดมากขึ้น จึงได้เห็นขยะที่มันมีปริมาณมาก จนค้นพบคำตอบของนักท่องเที่ยวที่เคยถามเราว่า […]

สำรวจสกุลเงินดิจิทัลและการขุดบิทคอยน์ แหล่งถลุงพลังงานมหาศาลของโลก

สำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมบนเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จากเหรียญ สู่ธนบัตรกระดาษ จนถึงบัตรแทนเงินสดและเงินดิจิทัลในปัจจุบัน นาทีนี้ น้อยคนจะไม่รู้จักสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ซึ่งกำลังเติบโตและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ การทำงานของเงินดิจิทัล ตรงตัวมาจากชื่อของมันนั่นคือ Crypto ซึ่งแปลว่าเข้ารหัส เงินดิจิทัลทำงานอยู่บน ระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติที่มีการเข้ารหัสซับซ้อน ต่างจากเงินสดตรงที่มันไม่สามารถจับต้องได้ และการทำธุรกรรมทุกอย่าง ก็ดำเนินในรูปแบบดิจิทัลทั้งหมดโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างธนาคารอย่างที่เคยเป็นมา เจ้าของเงินดิจิทัล ต้องเก็บรักษาเงินของตัวเองไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล หากต้องการโอนหรือจ่ายเงินให้คนอื่น ก็ต้องโอนเงินจากกระเป๋าเงินดิจิทัลของตัวเองไปที่ยังกระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้รับเท่านั้น และการทำธุรกรรมแต่ละครั้งก็เป็นแบบกระจายที่ไม่มีตัวกลางสามารถควบคุมการทำธุรกรรมได้เพียงผู้เดียว แต่ต้องได้รับการยินยอมและถูกตรวจสอบด้วยเครือข่ายทั่วโลกตลอดเวลา ด้วยคุณสมบัติไร้ตัวกลางและสถาบันการเงินนี้เอง ทำให้ทั่วโลกมองว่าสกุลเงินดิจิทัลคือตัวเปลี่ยนแปลงโลกการเงิน โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสทางธุรกรรมที่ ๆ ผ่านมาไม่สามรถตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามการประมวลผลสมการทางคณิตศาสตร์โดยคอมพิวเตอร์จำนวนนับไม่ถ้วนทั่วโลก เพื่อยืนยันการทำธุรกรรมของเงินดิจิทัลนั้น ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่นั่นเอง โลกหมุนไปพร้อมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เราชวนคุณสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมบนเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จากเหรียญ สู่ธนบัตรกระดาษ จนถึงบัตรแทนเงินสดและเงินดิจิทัลในปัจจุบัน แต่ละประเภทส่งผลต่อความยั่งยืนของโลกอย่างไร เพราะอย่าลืมว่าโลกการเงินและโลกที่เราอยู่อาศัย นั้นเป็นโลกใบเดียวกัน โลกของเหรียญและธนบัตร รู้ไหม ประเทศไทยมีเหรีญกษาปณ์หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจจากข้อมูลล่าสุดเดือนกุมภาพันธุ์ที่ผ่านมากว่า 3 หมื่นล้านเหรียญ […]

การ์นิเย่ค้นพบวิธีเพื่อทำให้บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

คุณรู้หรือไม่ ภายในปี 2050 มหาสมุทรของเราอาจมีจำนวนพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา แต่เราสามารถเปลี่ยนวิธีในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายกว่าที่คุณคิด ซึ่งการ์นิเย่ได้ค้นพบวิธีเพื่อทำให้บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยได้ร่วมมือกับ @NatGeo @Imogennapper จัดทำชุดวิดีโอสุดพิเศษให้ทุกคนได้เห็นว่าเราสามารถช่วยให้โลกสวยได้ #GarnierGreenBeauty #OneGreenStep #สวยใส่ใจโลก #ก้าวแรกเพื่อโลกสวย #Canbeautygogreen สามารถเข้าไปรับชมคลิปเต็มได้ที่ : https://on.natgeo.com/3JAKC7q

รวมพลังความร่วมมือของภาคเอกชน สู่การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

[PARTNER CONTENT] เพียงช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรารู้สึกถึงอาการป่วยของโลกใบนี้ผ่านประสาทสัมผัสทุกส่วน ถึงเวลาแล้วที่หัวหอกจากภาคเอกชนจะต้องจับมือกัน เพื่อผลักดันสังคม Low Carbon Society โลกร้อน โลกรวน ปัญหาที่โลกแจ้งเตือนกับทุกคนว่าวิกฤตกำลังมาถึง ย่อมต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อช่วยชีวิตโลกใบนี้ให้อยู่กับทุกคนอย่างยั่งยืน อ้างอิงจากระบบเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบทบาทของผู้ประกอบการนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างพฤติกรรมในการบริโภค ก่อนส่งไม้ต่อสู่ผู้บริโภคเพื่อสร้างความตระหนักและจิตสำนึกต่อไป การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำจึงเป็นหัวเรื่องจำเป็นที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจจากหลากหลายแขนง เพื่อผนึกรวมความถนัดและความตั้งใจในการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างที่วาดปลายทางไว้ได้ครบทุกมิติของสังคม ESG Forum 2022 จึงเป็นโอกาสดีที่มีการรวมตัวซีอีโอจากกว่า 60 องค์กร มาร่วมระดมสมอง หาทางรอด เพื่อโลกที่ยั่งยืนต่อไป ผ่านการขับเคลื่อนเรื่อง ESG หรือ Environment – สิ่งแวดล้อม, Social – สังคม และ Governance – บรรษัทภิบาล จนสรุปออกมาเป็นแนวคิดในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการลดคาร์บอน และความร่วมมือในการจัดการปัญหาดังกล่าวร่วมกัน สามมิติทางสังคม ปรับเปลี่ยนเพื่อโลกยั่งยืน จาก CEO ทั้ง 60 องค์กร ครอบคลุมหลายภาคส่วนอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการผลิต […]