โควิด-19 Archives - National Geographic Thailand

วัคซีนโควิด-19 จะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวกลับมาเหมือนเดิมได้หรือไม่

การฉีด วัคซีนโควิด-19 จะช่วยให้การท่องเที่ยวเริ่มใหม่ได้อีกครั้ง แต่ควรคาดหวังถึงการเดินทางที่เต็มไปด้วยการใช้พาสปอร์ตภูมิคุ้มกัน การตรวจเชื้อ และ การระมัดระวังนักท่องเที่ยว ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2020 โลกได้กลับมามีความหวังอีกครั้ง ซึ่งรวมไปถึงความหวังในการกลับมาท่องเที่ยวได้อีกครั้ง เนื่องจากหลายๆ ประเทศเริ่มอนุมัติ วัคซีนโควิด-19 หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นจาก Pfizer/BioNTech, Moderna, และ Oxford-AstraZeneca ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปี 2021 ผู้คนจะได้รับวัคซีนและมีภูมิคุ้มกันจากโควิด-19 มากเพียงพอ ก็หมายถึงการได้ท่องเที่ยวทั่วโลกกลับมาอีกครั้ง (หรืออย่างน้อยก็จะเป็นการท่องเที่ยวภายในประเทศที่เสี่ยงน้อยกว่าเดิม) อย่างไรก็ตาม ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยังคงลังเลที่จะวางแผนในการท่องเที่ยวครั้งต่อไป วัคซีนโควิด-19 มีความหมายอย่างไรต่อการท่องเที่ยวในระยะเวลาอันใกล้ และทัศนคติในการเร่งกระบวนการ (หรือทำให้ช้าลง) ของการกลับไปเดินทางยังเส้นทางถนนหรือบนท้องฟ้ากลับมาอีกครั้งจะเป็นอย่างไร ไม่มีวัคซีนที่รักษาความกลัว “ความลังเลที่จะฉีดวัคซีนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องเอาชนะให้ได้” ดร. ทอม เคนยอน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพของโครงการ HOPE องค์การที่ทำงานด้านสุขภาพและมนุษยธรรมระดับโลก และอดีตผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา กล่าว โดยการท่องเที่ยวจะกลับมาอีกครั้งได้ ทั้งสหรัฐอเมริกาและโลกต้องมีภูมิคุ้มกันหมู่ (herd community) ซึ่งคาดว่าจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อร้อยละ 70 ของประชากร มีแอนติบอดี้ป้องกันการติดเชื้อ (protective antibody) […]

เมื่อโลกติดไวรัส โควิด-19 :รายงานในเบลเบียม

ในวอร์ดผู้ป่วย โควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ที่เหนื่อยอ่อนดูแลคนไข้และคอยรับฟังความกลัวในเสียงกระซิบของพวกเขา  “ถ้าฉันไม่ทำ” พยาบาลผู้หนึ่งถาม “แล้วใครจะทำล่ะ” เซดริก เครเบเฮย์ แต่งตัวตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์รอบตัวเขา ได้แก่ หน้ากากอนามัย เฟซชิลด์ป้องกันใบหน้า ชุดป้องกันการติดเชื้อ ถุงสองชั้นหุ้มรองเท้า ถุงมือสองชั้น เขาฝึกถือกล้องและใช้งานผ่าน ชั้นพลาสติก ที่บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในกรุงบรัสเซลส์ เขาเฝ้ามองหญิงสูงวัยผู้หนึ่งจ้องเข้าไปในดวงตาพยาบาลที่มาตรวจเชื้อ โควิด-19 ให้เธอ “เช เปอ” ฉันกลัว ผู้หญิงคนนั้นบอก พยาบาลจับมือเธอไว้ โน้มเข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกว่า ฉันก็กลัวค่ะ เธอกับทีมงานอยู่ระหว่างตรวจหาเชื้อให้ผู้คนเกือบ150 คนภายในวันนั้นวันเดียว หลังจากตรวจเสร็จ เธอก็หันมาทางเครเบเฮย์ น้ำเสียงเธอฟังดูทั้งแตกสลาย แข็งแกร่ง โศกสลด และโกรธเกรี้ยวในเวลาเดียวกัน “ไม่มีใครเข้าใกล้คนเหล่านี้ได้ค่ะ” เธอบอก “ถ้าฉันไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ” เครเบเฮย์วัย 43 ปี เป็นหลานของชาวเบลเยียมและชาวดัตช์ผู้รอดตายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในฐานะช่างภาพข่าว การยืนอยู่เบื้องหน้าการสู้รบด้วยอาวุธและความตายไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยสำหรับเขา แต่ระหว่างใช้เวลาอยู่ตามโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ และรถตู้ขนส่งศพเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา เครเบเฮย์ก็ตระหนักว่า ชาวเบลเยียมรุ่นเขากำลังเป็นประจักษ์พยานผู้เห็นชาติของตนประสบวิกฤติเป็นครั้งแรกและกำลังหวาดกลัวเช่นเดียวกับที่คนเบลเยียมรุ่นปู่ย่าเคยประสบมาก่อน ในช่วงสองสามสัปดาห์ระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน อัตราป่วยตายต่อหัวจากโรคโควิด-19 ของเบลเยียมดูจะอยู่ในอันดับสูงสุดของโลก […]

จดหมายถึงคนรุ่นใหม่ ในยุคสมัยแห่ง โควิด-19

พวกเรากำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ใต้เงื้อมเงาของ โควิด-19 ความระส่ำระสายทางเศรษฐกิจและสังคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีบางคนชอบเรียกพวกเราว่า “เจเนอเรชันพัง ๆ” แต่เราขอบอกว่า อย่าได้ประเมินความสามารถในการก้าวข้ามอุปสรรคของพวกเราต่ำเกินไป ใครจะไปรู้ล่ะว่า คำสั่งให้อยู่บ้านเนื่องจากการระบาดของ โควิด-19 จะทำให้เกิดการพลัดถิ่นขนานใหญ่ถึงเพียงนี้ นั่นเป็นสิ่งที่หลายคนในรุ่นเรารู้สึกกับช่วงต้นปี 2020 คนอย่างพวกเราที่เพิ่งจะได้เริ่มลิ้มรสอิสรภาพและวัยผู้ใหญ่ก่อนที่การระบาดใหญ่ทั่วโลกจะทำให้ทุกอย่างพังครืน บางทีพวกเราที่ตอนนี้อายุ 18 ถึง 25 ปี อาจต้องการชื่อเรียก แทนที่จะต้องเป็นคนรุ่นครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั่นคือรู้สึกเด็กเกินกว่าจะเป็นมิลเลนเนียล แต่แก่เกินกว่าจะเป็นเจนซี แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เราอยู่ตรงจุดพลิกผันสำคัญของชีวิตส่วนตัว ณ ช่วงเวลาที่โลกดูเหมือนกำลังจะระเบิดออกในหลาย ๆ ด้าน เมื่อมาตรการล็อกดาวน์ถูกนำมาใช้ ผมติดตามว่าเพื่อนคนไหนต้องระหกระเหิน เมื่อมหาวิทยาลัยต่างๆ ไร้ผู้คน ผมรู้ว่าใครต้องออกจากอพาร์ตเมนต์แรกของตัวเองเพื่อกลับไปยังห้องนอนวัยเด็ก ใครถูกล็อกดาวน์อยู่หลังเขาหรือชายหาด และคนไหนที่พื้นเพทางเศรษฐกิจและสังคมไม่เหลือทางเลือกให้ นอกจากจะต้องอยู่ในเมืองที่ถูกโรคระบาดเล่นงานอย่างหนัก ในจดหมายที่เขียนถึงกันนั้น ผมกับเพื่อน ๆ แลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้สึกนึกคิดทำนองนั้น ความอ่อนไหวที่ไม่ได้แสดงออกทางข้อความสั้นหรือกลุ่มซูม (ซึ่งเราก็ยังใช้อยู่แหละ) บางสิ่งที่อยู่ในการเขียนจดหมายด้วยลายมือแบบเดิมๆ เหมือนจะดึงอารมณ์ต่าง ๆ และความเปราะบางทั้งหลายออกมาในแบบที่พวกเราหลายคนไม่เคยประสบมาก่อน นํ้าเสียงของจดหมายพวกนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของเราเอง ตั้งแต่ความวิตกกังวลไปจนถึงการพินิจใคร่ครวญ ความตื่นกลัวถึงความสงบนิ่ง […]

เพื่อรับมือ โควิด-19 เราต้องเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์

นักวิจัยพยายามทำความเข้าใจเชื้อไวรัสโคโรนาอย่างกระท่อนกระแท่น วิทยาศาสตร์เป็นเช่นนี้เสมอมา การได้เห็นอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ แต่นี่เป็นหนทางเดียวในการเอาชนะการระบาดใหญ่ทั่วโลกครั้งนี้ ถ้าจะมีแก่นเรื่องสักอย่างร้อยเรียงอยู่ในหนังสือและสารคดีที่ฉันเขียนตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ก็คงจะเป็นความหลงใหลในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ อาชีพที่อธิบายงานวิจัยด้านชีวเวชศาสตร์มายาวนานส่งผลให้ฉันเคารพในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง แม้บางครั้งวิทยาศาสตร์จะผิดพลาดและต้องแก้ไขตนเอง ฉันก็ยังเชื่อว่าในที่สุดแล้ววิทยาศาสตร์จะช่วยให้เราเข้าใจโลกได้ชัดเจนขึ้น และเรียนรู้ที่จะก้าวหน้าต่อไป ดังนั้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์เร่งศึกษาเชื้อไวรัสโคโรนาซึ่งไม่เคยพบมาก่อนนี้เป็นครั้งแรก ฉันเตรียมตัวปฏิบัติตามคำแนะนำของพวกเขาในเรื่องการป้องกันตนเอง โดยตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า ไวรัสส่วนใหญ่แพร่ทางละอองฝอย (droplet) จากการไอและจามที่ตกค้างอยู่บนพื้นผิวต่างๆ ฉันเช็ดพื้นเคาน์เตอร์อย่างว่านอนสอนง่าย หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า และล้างมือจนเพชรเม็ดเล็กจ้อยบนแหวนแต่งงานเปล่งประกายสุกใสอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จากนั้น ประมาณสองสัปดาห์ครึ่งหลังจากนิวยอร์ก เมืองของฉัน เข้าสู่การล็อกดาวน์ นักวิทยาศาสตร์เปลี่ยนคำแนะนำที่ต่างไปจากเดิมเป็นทุกคนควรสวมหน้ากากอนามัย แย้งกับคำแนะนำในตอนแรกที่ว่า หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ไม่มีความจำเป็นต้องสวมหน้ากาก การทบทวนคำแนะนำนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานใหม่ว่า เชื้อไวรัสโคโรนาแพร่ทางอากาศเป็นส่วนใหญ่ ฉันยอมรับว่า การเปลี่ยนคำแนะนำเรื่องการสวมหน้ากากทำให้ฉันรู้สึกกลัว ไม่ใช่เป็นเพราะคำแนะนำใหม่นั้นเอง แต่เพราะระหว่างที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาโรคนี้ พวกเขาก็คิดหาคำแนะนำไปด้วย จู่ๆคำแถลงอย่างจริงจังที่สุดจากผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิของโลกกลับฟังดูดีกว่าการคาดเดาอย่างมีหลักการและมาจากความตั้งใจดีเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความท้าทายนี้ใหญ่หลวงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน [อย่างน้อยก็ในชั่วรุ่นเรา] เชื้อไวรัสโคโรนาที่ชื่อ ซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) รวมความสามารถในการแพร่กระจายและความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต จนกลายเป็นส่วนผสมที่ทารุณโหดร้ายซึ่งแอนโทนี เฟาชี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติของสหรัฐฯ เรียกว่า “ฝันร้ายที่สุด” ของเขา เพราะประการแรก เมื่อมันปรากฏขึ้น ไม่มีใครในโลกมีภูมิคุ้มกัน ประการที่สอง มันล่องลอยในอากาศและทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนเกิดภาวะติดเชื้อ นั่นหมายความว่าเชื้อจะถูกพ่นกลับสู่อากาศอย่างง่ายดาย […]

โรคระบาด : ราคาของการทำร้ายธรรมชาติ

การระบาดใหญ่ ของ โรคระบาด ไปทั่วโลกครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่เราสร้างความเสียหายต่อโลกได้บั่นทอนพลังของธรรมชาติในการปกป้องเราจากโรคภัยไข้เจ็บ จากเมืองอู่ฮั่นในจีน “ตลาดสด” ที่เนื้อสัตว์ถูกชำแหละเดี๋ยวนั้น และสัตว์ป่าเป็น ๆ ถูกขายเป็นอาหารและยา ไวรัส อาจถูกส่งต่อผ่านทางสัตว์ป่าสู่มนุษย์ในช่วงปลายปี 2019 และภายในไม่กี่เดือน โรคระบาด อย่าง โควิด-19 ก็ทำให้ โฮโม เซเปียนส์ ผู้ล่าที่เหนือกว่าใคร ๆ พากันล้มตายเป็นเรือนแสน การระบาดใหญ่ทั่วโลกครั้งนี้คือข้อพิสูจน์สำหรับบางสิ่งที่ผมเชื่อมั่นอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นคือความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพของมนุษย์ และถึงที่สุดแล้ว คือความอยู่รอดของมนุษย์นั่นเอง ผู้คนรับไวรัสและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่าง ๆ จากการสัมผัสกับสัตว์ป่ามานานนับพัน ๆ ปี เมื่อมนุษย์รุกลํ้าเบียดเบียนถิ่นอาศัยในธรรมชาติ แย่งนํ้า อาหาร และดินแดนจากสัตว์ต่างๆ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสของการสัมผัสทางกายภาพ และนำไปสู่ความขัดแย้งมากกว่าเดิม เช่นเดียวกับการระบาด การศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2020 สำรวจความเกี่ยวข้องระหว่างความชุกชุม (abundance) ของชนิดพันธุ์ที่เป็นพาหะของไวรัสที่ทำให้เกิดโรครับจากสัตว์ (zoonotic disease) และความเป็นไปได้ที่จะแพร่กระจายสู่มนุษย์ นักวิจัยกลับไปค้นคว้าผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จนได้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน 142 ชนิด และพบว่าสัตว์จำพวกหนู ไพรเมตและค้างคาว เป็นพาหะของไวรัสเหล่านี้มากกว่าชนิดพันธุ์อื่น ๆ […]

การระบาดของโควิด-19 กำลังสร้างขยะที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

โรงพยาบาลหลายแห่งกำลังเผชิญกับความกังวลเรื่อง ขยะติดเชื้อ ที่เพิ่มมากขึ้นจากจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในหลายประเทศ ปริมาณ ขยะติดเชื้อ หรือขยะมูลฝอยส่วนใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น เป็นอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ อย่างหน้ากากอนามัย ถุงมือยาง ชุด PPE และอุปกรณ์อื่นๆ ที่สัมผัสกับผู้ป่วยติดเชื้อ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการจำกัดอย่างถูกวิธี ในอู่ฮั่น ประเทศเทศจีน จุดที่พบการระบาดครั้งแรก ทางการจีนไม่เพียงแต่สร้างโรงพบาบาลเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อเท่านั้้น แต่ยังสร้างโรงกำจัดขยะติดเชื้อเพิ่มอีกด้วย เนื่องจากโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยทั้งหมดสร้างขยะมากกว่าช่วงเวลาปกติถึงหกเท่า โดยมีปริมาณเฉลี่ย 240 ตันต่อวัน ในสหรัฐอเมริกา จำนวนขยะมูลฝอยที่เกิดจากครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นหลังการระบาดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประชาชนจำเป็นต้องใช้ทั้งกระดาษชำระ และหน้ากากอนามัย จากการรายงานของสเตอไรไซเคิล (Stericycle) บริษัทรีไซเคิลในสหรัฐ กล่าวว่า ในปี 2018 ปริมาณขยะติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 816 ล้านกิโลกรัม และด้วยวิธีการกำจัดที่ไม่เหมือนกับการกำจัดขยะจากครัวเรือนทั่วไป จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับการคาดการณ์มปริมาณขยะติดเชื้อในปีนี้ ขั้นต่อไปคือการเตรียมการรับมือกับปริมาณขยะที่จะเข้าสู่ระบบรีไซเคิล หรือการกำจัดอย่างถูกวิธี “สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการคาดการณ์ปริมาณขยะยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก” เจนิเฟอร์ โคนิก ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรของบริษัทสเตอไรไซเคิล กล่าวในเว็บไซต์ The Verge และเสริมว่า “พวกเรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทพันธมิตรทั้งหมด เพื่อร่วมกันประเมินสถานการณ์ขยะในขั้นต่อไป” แต่ละประเทศล้วนมีแนวทางการกำจัดขยะติดเชื้อที่มีมาตรฐานคล้ายกัน คือขยะติดเชื้อทั้งหมดต้องไม่ปนเปื้อนเข้าสู่สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ในโรงพยาบาลส่วนใหญ่มักมีมาตรการกำจัดเชื้อก่อนทิ้งขยะเข้าสู่พื้นที่ฝังกลบ […]

นักวิทยาศาสตร์พยายามหาข้อมูล การรักษาโควิด-19

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทราบและไม่ทราบเกี่ยวกับ การรักษาโควิด-19 บุคลากรชั้นนำทางการแพทย์หกท่านอธิบายว่า เรารู้ข้อมูลเพียงบางส่วนเกี่ยว การรักษาโควิด-19 ทั้งในโรงพยาบาลและการรักษาตัวที่บ้าน การศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับโควิด-19 อยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงมาก เพราะยังเกิดความสับสนเกี่ยวกับเรื่องพื้นฐาน เช่น วิธีการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อที่รักษาตัวที่บ้าน หรือผู้ป่วยที่หายแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางความรู้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ติดต่อไปยังบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัย ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เพื่อขอคำแนะนำสำหรับการดูแลตัวเองที่บ้าน รวมไปถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับต่อสู้กับโรคระบาดนี้ เราจะต่อสู้กับโรคโควิด-19 อย่างไร เรื่องดีก็คือ ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 แสดงอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์แนะนำว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ให้แยกตัว ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรักษาตามอาการ สำหรับการดูแลคนไข้ที่มีอาการไข้ร่วมกับอาการอื่นๆ แพทย์แนะนำให้ใช้ยาอะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) หรือที่รู้จักแพร่หลายในชื่อพาราเซตามอล (paracetamol) และหลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ด้วยเหตุผลที่ว่า การใช้ยาในกลุ่มไอบูโพรเฟน คนไข้อาจได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ไตวาย ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และมีเลือดออกในทางเดินอาหาร อ่านเพิ่มเติม: ข้อเท็จจริงเกี่ยวโควิด-19  “ผมยังไม่ทราบสาเหตุว่า ทำไมไอบรูโพเฟนจึงกลายเป็นปัญหาสำหรับการรักษาโรคโควิด-19” สแตนลีย์ เพิร์ลแมน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโคโรนาไวรัส นักภูมิคุ้มกันวิทยา […]