ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ - National Geographic Thailand

ชีวิต ณ ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ

ชีวิต ณ ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ

เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2017 Elijah Hurwitz ช่างภาพหนุ่มตัดสินใจเดินทางไปเยือนยังชายแดนจีน และเกาหลีเหนือ โดยผ่านทางแม่น้ำยาลู่ เขตแดนแห่งนี้อุดมไปด้วยกล้องวงจรปิดที่คอยสอดส่องมากมาย ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยช่องโหว่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพื้นที่นอกเมือง

เมืองตานตง (Dandong) ตั้งอยู่ในมณฑลเหลียวหนิง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน สถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งซื้อหาและแลกเปลี่ยนสินค้าถูกกฎหมาย และผิดกฎหมาย ทั้งยังเป็นจุดนัดพบของสมาชิกครอบครัว รวมไปถึงส่งเงินในยามที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ออกตรวจตราอย่างเข้มงวด ย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน เมืองตานตงเป็นส่วนหนึ่งของเกาหลี ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โครยอ จนกระทั่งเมื่อสิ้นสุดการปกครองในศตวรรษที่ 14 แม่น้ำยาลู่ก็กลายมาเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างเกาหลีและจีน  ปัจจุบันยังคงมีชาวเกาหลีจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ยังพื้นที่นี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ

“วันแรกของผมที่ตานตง ผมแชร์แท็กซี่กับผู้หญิงสองคน พวกเธอขนกล่องบรรจุโซจูมามากมาย และบอกว่าตนเดินทางมาจากกรุงเปียงยาง” Hurwitz กล่าว “ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เลยเอาภาพของพวกเธอให้ชาวบ้านท้องถิ่นดู ซึ่งพวกเขายืนยันเป็นมั่นเป็นหมายว่าพวกเธอมาจากเกาหลีเหนือแน่ๆ”

ปลายปี 2017 สหประชาชาติลงโทษเกาหลีเหนือต่อโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ด้วยมาตราการคว่ำบาตร ซึ่งในเวลาต่อมาจีนเองก็ร่วมคว่ำบาตรด้วย แม้จะอยู่ในช่วงภาวะตึงเครียดจากสองพันธมิตรหลัก ประกอบกับสภาพภูมิอากาศอันหนาวเย็น แต่ Hurwitz ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะบันทึกภาพของชีวิตประจำวัน ณ ชายแดนระหว่างสองประเทศ

ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
บรรยากาศยามอาทิตย์อัสดงในเมืองตานตง, จีน
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
สีของชุดประจำชาติของเกาหลีตัดกับทัศนียภาพที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ ในเมืองตานตง

ณ ฝั่งประเทศจีน Hurwitz รู้สึกว่าชีวิตเต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยเฉพาะชีวิตในหมู่บ้าน Changbai หมู่บ้านเล็กๆ ในจีนที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองตานตง โดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ราว 10 ชั่วโมง “มันเป็นสถานที่ที่อบอวลไปด้วยความเครียดมากที่สุดเท่าที่ผมเคยไปมา คนทั่วไปและสื่อต่างประเทศรู้ดีว่าผู้คนในหมู่บ้านนี้อาจเป็นพลเมืองผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือ คนขับรถของผมค่อนข้างเป็นกังวลมาก มีกล้องวงจรปิดอยู่ทุกที่ และผมต้องทนกับการถูกจ้องมองด้วยสายตาประหลาดของชาวบ้าน” ช่างภาพจากลอสแอนเจลิสกล่าว “พอเข้าใกล้ชายแดนผมก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องซ่อนกล้องถ่ายภาพเอาไว้ เพราะมีตำรวจรออยู่ที่ด่านตรวจ”

และเมื่อเดือนเมษายน การเยือนกรุงปักกิ่ง ของคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือยิ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

“แม่น้ำยาลู่คือหนึ่งในสองแม่น้ำที่เป็นพรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือและจีน แม่น้ำยาลู่กว้างกว่าแม่น้ำถูเหมินมาก มันครอบคลุมตั้งแต่ตะวันตกไปจนถึงตอนเหนือ” Tim Peters นักเคลื่อนไหวชาวคริสต์ ผู้ทำงานช่วยเหลือบรรดาผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือในจีนกล่าว “ถ้าในช่วงฤดูหนาวแล้ว ไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะข้ามมายังจีนได้”

Peters และนักเคลื่อนไหว รวมไปถึงผู้สื่อข่าวคนอื่นๆ สังเกตเห็นมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นของจีน ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา “ช่วงปีที่แล้ว ถ้าไม่ใช่คนท้องถิ่นแล้ว การจะเดินทางมายังแม่น้ำนี้เป็นอะไรที่ยากมาก เนื่องจากทหารคุมเข้มงวด” เขากล่าว

ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
พ่อและลูกชายโดยสารเรือล่องแม่น้ำยาลู่ บริการพานักท่องเที่ยวชมชายแดนเกาหลีเหนือ ในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมีมากขึ้น เรือโดยสารจะทิ้งระยะห่างจากชายฝั่งเกาหลีเหนือให้มากขึ้นตาม
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
นักท่องเที่ยวถ่ายภาพเซลฟี่โดยมีฉากหลังเป็นเกาหลีเหนือ และสะพานมิตรภาพ

ข้ามไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำ วิถีชีวิตของชาวเกาหลีเหนือยังคงยากลำบากไม่ต่างจากเมื่อหลายปีก่อน พวกเขาไม่อาจหลีกหนีจากความยากจน และยังคงไม่สามารถเข้าถึงความต้องการพื้นฐานได้ และเช่นเดียวกันกับที่นักท่องเที่ยวจีนชอบเดินทางมาชำเลืองเมียงมองเกาหลีเหนือ ชาวบ้านในเมือง Hyesan เมืองชายแดนของเกาหลีเหนือเองก็สนใจบรรดานักท่องเที่ยวจีน ไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมของพวกเขาผสมผสานกลมกลืนกันมานานหลายศตวรรษ เห็นได้จากหลักฐานการมีอยู่ของร้านอาหารเกาหลีหลายร้านในฝั่งจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมือง Ji’an ที่ซึ่ง Hurwitz แนะนำว่าอาหารเกาหลีที่นั่นรสชาติดีมาก

เรื่อง Soo Youn

ภาพถ่าย Elijah Hurwitz

ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
นักแสดงจากเกาหลีเหนือทำการแสดงโชว์ในโรงแรมของเมืองตานตง
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
ไนท์คลับคาราโอเกะริมแม่น้ำยาลู่ ในเมืองตานตง
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
โรงแรมที่ตั้งอยู่ในเมือง Ji’an เมืองชายแดนของประเทศจีนถ่ายทอดสดสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2017 ในขณะที่พ่อครัวกำลังเตรียมอาหารเช้าให้แขก
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
หญิงคนหนึ่งฝึกซ้อมไทเก๊กท่ามกลางอุณหภูมิ 0 องศา ใกล้แม่น้ำยาลู่ ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำคือโรงงานในเมือง Sinuiju ของเกาหลีเหนือ
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
รถถังปลอมถูกนำมาประดับยังสกีรีสอร์ท ในเมืองตานตง
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
บรรยากาศเงียบเหงาของชิงช้าสวรรค์นอกเมืองตานตง
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
เป็ดนั่งอยู่ในแผงขายของ ภายในตลาดฉางไป่ ของเขตปกครองตนเองเกาหลี ในจีน
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
พนักงานร้านอาหารในเมืองตานตงเตรียมเตาสำหรับทำบาร์บีคิวสไตล์เกาหลี
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
คู่รักถ่ายภาพแต่งงานใกล้กับสะพานมิตรภาพ
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
ชายคนหนึ่งลงว่ายน้ำในแม่น้ำเย็นเฉียบ ซึ่งกั้นกลางระหว่างเกาหลีเหนือและจีน
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
กล้องวงจรปิดมากมายคอยสอดส่องความปลอดภัยของบริเวณสะพานมิตรภาพ ในเมืองตานตง แม้ว่าในพรมแดนจะมีช่องโหว่มากมายเอื้อต่อการหลบหนี แต่หากผู้แปรพักตร์ถูกทางการจีนจับได้พวกเขาจะถูกส่งตัวลับประเทศ ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงตั้งแต่คุมขังไปจนถึงประหารชีวิต
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
อนุสาวรีย์ในเมืองตานตงถูกบดบังด้วยหมอก
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
ชาวประมงสองคนโชว์ปลาที่จับมาได้จากแม่น้ำ
ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ
แผ่นน้ำแข็งลอยอยู่ ณ ผิวน้ำของแม่น้ำยาลู่

 

อ่านเพิ่มเติม

ความสะอาดของป้ายรถเมล์ในเกาหลีเหนือ

เรื่องแนะนำ

ชีวิตของชนเผ่าแอฟริกาในอินเดีย

ชีวิตของชนเผ่าแอฟริกาในอินเดีย น่าประหลาดใจที่ได้รับทราบว่ามีชนเผ่าจากแอฟริกาอาศัยอยู่ในประเทศอินเดียด้วย พวกเขาถูกเรียกว่า Siddi บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นทาสจากแอฟริกาตะวันออกที่ถูกส่งมาขายยังอินเดียและภูมิภาคอาหรับเมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกเขาหลบหนีเข้าป่าและยังคงใช้ชีวิตเช่นนั้นอย่างเรียบง่ายมาจนถึงรุ่นลูกหลาน แค่ในรัฐกรนาฏกะเพียงรัฐเดียวมีจำนวนของชาว Siddi อาศัยอยู่ราว 35,000 คน และยังสามารถพบได้ในรัฐอื่นๆ อีกเช่น ในรัฐคุชราต, มหาราษฏระ, กัว และในเมืองไฮเดอราบัด แม้ชีวิตของชาว Siddi นั้นจะเรียบง่ายและยังคงเอกลักษณ์ขนบธรรมเนียมของทวีปบ้านเกิดไว้ แต่ในสังคมอินเดียพวกเขาต้องเผชิญกับความรังเกียจเนื่องจากเชื้อชาติที่แตกต่าง ชาวอินเดียมองว่าพวกเขามีวรรณะที่ต่ำที่สุดและไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมด้วย ตลอดจนแม้แต่การแตะต้องสัมผัสตัว สารคดีที่จัดทำขึ้นโดย Asha Stuart จะพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาว Siddi ในอินเดีย เมื่อพวกเขากลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกเลือกปฏิบัติเฉกเช่นพลเมืองชั้นสอง   อ่านเพิ่มเติม ปราการมองไม่เห็นที่แบ่งเขาแบ่งเรา

เดินทาง ตามรอยพระพุทธเจ้า นับจากประสูติจนปรินิพพาน จากเนปาลสู่อินเดีย

ตามรอยพระพุทธเจ้า จากเนปาลสู่อินเดีย ภารกิจแห่งจิตวิญญาณเพื่อตามหามหาบุรุษผู้แสวงหาโมกขธรรม ผมกำลังเดินเท้าผ่านด่านพรมแดนโสเนาว์ลีปราการด่านสุดท้ายในรัฐอุตตรประเทศของอินเดีย ก่อนเข้าสู่เขตประเทศเนปาลพร้อมนักท่องเที่ยววัยแสวงหาอีกหลายสิบชีวิต พวกเขาล้วนมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่สาครมาทา “หน้าผากแห่งท้องฟ้า” หรือชื่อในภาษาท้องถิ่นของเอเวอเรสต์ ยอดเขาสูงที่สุดในโลก ทว่าเส้นทางของผมนั้นต่างออกไป เพราะการมาเยือนเนปาลครั้งนี้ คือการตามรอยจาริกของมหาบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งอุทิศชีวิตแสวงหาความจริงอันยิ่งใหญ่ทว่าธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง จนค้นพบสัจจธรรมที่เรียกว่า “ธรรมะ” อันนำไปสู่การพ้นทุกข์ มหาบุรุษผู้นั้นคือพระศาสดาพุทธโคดม หรืออดีตเจ้าชายสิทธัตถะ จากพรมแดนเนปาล ผมโดยสารรถประจำทางท้องถิ่นไปยังตลาดเมืองเตาลิฮาวา เพื่อต่อรถไปยังเมืองติเลาราโกฏ [เมืองโบราณติเลาราโกฏ (Tilaurakot) ในปัจจุบัน อยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาลประมาณ 300 กิโลเมตร] ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงแห่งแคว้นสักกะ แคว้นอิสระที่ปกครองตนเองโดยเหล่าตระกูลศากยวงศ์ สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะและประทับอยู่จนกระทั่งพระชนมายุ 29 พรรษา ทุกวันนี้ กรุงกบิลพัสดุ์เหลือเพียงกองอิฐ ซากปรักหักพัง และเนินดินที่สูงไม่เกินสองเมตร บันทึกในคัมภีร์โบราณของพุทธศาสนาทั้งสองนิกายใหญ่ คือเถรวาทและมหายาน กล่าวถึงการก่อสร้างกรุงกบิลพัสดุ์ไว้ว่า ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาหิมาลัย และเต็มไปด้วยต้นสักกะจำนวนมาก [ปัจจุบันไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่า ต้นสักกะคือพรรณไม้ชนิดใด แต่บริเวณรอบ ๆ ซากโบราณสถานมีต้นตะคร้อขนาดใหญ่และต้นทองกวาวขึ้นอยู่ทั่วไป] ขณะที่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งเสนอว่า นครแห่งนี้เกิดจากเหล่าราชบุตรพลัดถิ่นของพระเจ้าโอกกากราชที่อาจหาญสร้างบ้านแปลงเมืองด้วยไพร่พลและกำลังคนของตนพระเจ้าโอกกากราชจึงพระราชทานคำชมว่า “ศากยะ” แปลว่าผู้มีความสามารถ จึงเป็นอีกหนึ่งที่มาของศากยวงศ์ แม้กรุงกบิลพัสดุ์จะเหลือเพียงกองซากอิฐ แต่ความพยายามฟื้นฟูสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ดำเนินการมายาวนานแล้ว ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ. 2439 ดร.เอ. […]

ไอ้ไข่ ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แดนใต้ กลายเป็นปรากฏการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างไร

ผู้มาเยี่ยมชมวัดเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทางภาคใต้ของประเทศไทย บริจาครูปปั้นไก่จำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อเป็นเกียรติแก่ “ไอ้ไข่” ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอลวิญญาณของเด็กชาย ที่เชื่อกันว่าจะนำพาความโชคดีมาให้ ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC ผู้คนนับหมื่นแห่เดินทางไปยังวัดเจดีย์ ที่ตั้งรูปปั้น ไอ้ไข่ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อแสวงหาความหวังและโชคลาภในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสส่งผลให้ต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทยต้องหยุดชะงัก คิดเป็นสัดส่วนมูลค่ามากกว่าร้อยละ 20 ของ GDP ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน คำบอกเล่าแพร่กระจายออกไปว่าวิญญาณของรูปปั้นสมัยศตวรรษที่ 18 ในภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกว่า “ไอ้ไข่” ได้ให้โชคแก่หญิงคนหนึ่งที่มาสักการะจนเธอถูกรางวัลลอตเตอรี หลังจากนั้นหญิงคนดังกล่าวกลายเป็นที่รู้จัก เธอจึงเปิดเผยถึงความมั่งคั่งและความสำเร็จที่เธอได้รับมาจากการสักการะไอ้ไข่ ในไม่ช้าวัดเจดีย์ ที่มีรูปปั้นไอ้ไข่ ก็กลายเป็นสถานที่ในการแสวงหาสิ่งที่ปรารถนาและโชคลาภของคนไทย สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย วิญญาณถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและยังถูกมองว่าเป็นประตูสู่ความมั่งคั่งหรือการปกปักรักษาอีกด้วย “ถ้าคุณพิจารณาแนวความคิดทางศาสนาที่เป็นที่นิยมของไทย ความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับคุณในชีวิตประจำวัน” ดร.ประกีรติ สัตสุต อาจารย์ประจำคณะมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว “เมื่อคุณไปตลาดคุณจะเห็นศาลเจ้าที่ตั้งไว้ประจำอาณาเขต หรือในร้านค้าที่มีนางกวักไว้นำโชค คุณสามารถใช้วัตถุเหล่านี้เพื่อเก็บเกี่ยวโชคลาภ ความมั่งคั่ง หรือบรรลุเป้าหมายของคุณในโลกนี้ ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการสื่อสารและความสัมพันธ์กันบางอย่าง” เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้เกิดสภาวะกดดันทางสังคมและการเงินอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณนี้จึงกลายเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวสำหรับคนไทยจำนวนมาก จนทำให้ไอ้ไข่ ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักแค่กับคนในท้องถิ่น แต่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ซึ่งยินดีต้อนรับผู้เลื่อมใสหลายพันคนต่อวัน […]

คนชอบกลั่นแกล้ง แท้จริงคือคนอ่อนแอ – เหตุผลเบื้องหลังการ บูลลี่ ของมนุษย์

ทำไมต้อง บูลลี่ ? แท้จริงแล้วผู้ชอบกลั่นแกล้งคือคนอ่อนแอ “แค่เด็กแกล้งกัน เรื่องปกติ” ประโยคนี้อันตรายสุดขั้ว เพราะนั่นหมายความว่าคุณกำลังทอดทิ้งผู้ถูกรังแก ผลักไสไล่ส่งปัญหาของเขา ในขณะเดียวกันก็มองว่าการใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นคือเรื่องธรรมดา บูลลี่ หรือพฤติกรรมกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่น เป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้ทุกที่ แม้กระทั่งในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมโรงเรียน สหประชาชาติให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้เด็กๆ อายุต่ำกว่า 5 ขวบราว 176 ล้านคน เป็นพยานต่อการใช้ความรุนแรงในครอบครัวและในเพื่อนฝูง และ 30% ของวัยหนุ่มสาวจำนวน 39 ประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือยอมรับว่าเคยกลั่นแกล้งเพื่อน ด้านการสำรวจเหยื่อ ข้อมูลจาก PISA โดย องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OCED ) ในปี 2015 ระบุ จากการสุ่มสอบถามเด็กวัย 15 ปีจำนวน 540,000 คน ใน 72 ประเทศ พบ 11% เล่าว่าถูกนักเรียนคนอื่นกลั่นแกล้งอย่างน้อย 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในขณะที่อีก 4% ระบุว่าถูกทำร้ายร่างกาย ใครคือกลุ่มที่ถูกบูลลี่มากที่สุด? […]