โฉมหน้าที่แปรเปลี่ยนของสตรีซาอุดีอาระเบีย - National Geographic Thailand

โฉมหน้าที่แปรเปลี่ยนของสตรีซาอุดีอาระเบีย

เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์
ภาพถ่าย ลินซีย์ แอดดารีโอ

ในห้องนั่งเล่นของครอบครัวที่เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาเพื่อรินกาแฟให้เรา นูฟ ฮะซัน กำลังฝึกออกเสียงคำว่า “headhunted” (ถูกซื้อตัว) เป็นครั้งแรก เธอไม่เคยเรียนคำนี้ในชั้นเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียน พอได้ยินฉันพูดก็ขอให้ทวนด้วยความถูกอกถูกใจ “ใช่เลย!” เธออุทาน “ฉันถูกซื้อตัว เคยมีคนยื่นข้อเสนอเรื่องงานให้ฉันมามาก แต่ครั้งนี้แม้แต่เจ้านายยังถึงกับออกปากว่า ‘เราไม่อยากให้เธอไปเลย แต่ข้อเสนอนี้ดีมาก’ เชียวละ”

นูฟอายุ 32 ปี เธอมีผมดกหนาสีน้ำตาล ผิวสีน้ำผึ้ง และดวงตาเรียวแหลมที่ฉายแววร่าเริงเป็นนิจ อพาร์ตเมนต์ที่เธออยู่กับสามีและลูกชายเล็กๆสองคนกินพื้นที่หนึ่งชั้นของอาคารสามชั้นแห่งหนึ่งในย่านแออัดของกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย เมื่อสองปีก่อน ตอนที่ฉันพบเธอครั้งแรก นูฟเป็นผู้จัดการโรงงานแปรรูปอาหาร ดูแลคนงานนับสิบชีวิตในแผนกที่ทดลองใช้พนักงานหญิงล้วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์ระดับชาติเพื่อดึงสตรีซาอุดีอาระเบียเข้าสู่ตลาดแรงงาน ตอนนี้เธอย้ายมาทำงานในโรงงานผลิตโคมไฟซึ่งเพิ่งชิงตัวเธอมาจากเจ้านายเก่า ที่นี่เธอรับผิดชอบคนงานหญิงจำนวนมากกว่าเดิมถึงสิบเท่า

“คนที่นั่นตั้งฉายาให้ฉันค่ะ” เธอบอก ลูกน้องของเธอทำงานในเขตปลอดบุรุษ แต่พนักงานระดับผู้จัดการของบริษัททั้งชายและหญิงทำงาน “ปะปนกัน” ตามคำของชาวซาอุดีอาระเบีย หมายถึงชายและหญิงที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดหรือการสมรสต้องอยู่ใกล้กันทุกวัน โอภาปราศรัยกันมากกว่าเอ่ยทักทายอย่างเป็นทางการ ร่วมโต๊ะประชุมเดียวกัน หรืออาจยืนใกล้ๆเพื่ออ่านเอกสารฉบับเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่มีการแบ่งแยกทางเพศอย่างล้ำลึกที่สุดในโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมือนใคร เปราะบาง และกรุ่นด้วยปัญหา ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้หญิงในราชอาณาจักรแห่งนี้ คนหลายรุ่นที่ถูกผลักดันด้วยนโยบายแรงงานใหม่และการสนับสนุนของกษัตริย์อับดุลลอฮ์ บิน อับดุลอะซีซ ผู้ล่วงลับ กำลังถกเถียงกันถึงความหมายที่แท้จริงของความทันสมัยและความเป็นชาวซาอุดีอาระเบีย ประเด็นเรื่องการปะปนกันนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ผู้หญิงที่นี่จำนวนมากไม่แม้แต่จะพิจารณางานที่ต้องทำเช่นนั้น

แม้ผู้หญิงบางคน อาจ พิจารณาตำแหน่งงานดังกล่าว ทว่าสุดท้ายก็ถูกพ่อแม่ สามี หรือญาติๆที่เป็นห่วง สั่งห้ามว่า ไม่ได้ ผู้หญิงดีๆไม่ทำกันหรอก แน่ละว่าผู้หญิงที่คิดตรงกันข้ามและร่วมงานกับผู้ชายได้อย่างไม่ขัดเขินก็มี เพราะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โครงการทุนเล่าเรียนหลวงส่งหญิงซาอุดีอาระเบียหลายหมื่นคนไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ตอนนี้พวกเธอกลับมาแล้ว และหลายคนก็อยากเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใจจะขาด

กฎเกณฑ์ยืดยาวชนิด “ประเทศเดียวในโลก” ของซาอุดีอาระเบียเป็นที่คุ้นหูคนทั่วโลก สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นพาดหัวข่าวที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนนอกผู้ไม่เห็นด้วยได้อย่างดี นี่คือประเทศเดียวในโลกที่ห้ามผู้หญิงขับรถ ประเทศเดียวในโลกที่กำหนดให้พลเมืองหญิงวัยผู้ใหญ่ทุกคนต้องใช้ชีวิตภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ปกครองชายซึ่งได้รับการยอมรับตามกฎหมาย ได้แก่ บิดา สามี หรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัว พวกเธอต้องได้รับความยินยอมอย่างเป็นทางการจากผู้ปกครองจึงสามารถทำหนังสือเดินทาง ดำเนินการทางกฎหมายบางอย่าง หรือเดินทางไปต่างประเทศได้ และนี่คือประเทศสุดท้ายในโลกนอกเหนือจากนครรัฐวาติกันที่ยอมให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหกเดือนก่อนหน้านี้เอง และนั่นหมายถึงผู้หญิงที่อยู่ห่างจากหน่วยเลือกตั้งเกินระยะเดินถึงต้องให้ผู้ชายขับรถพาไป

ในซาอุดีอาระเบีย ร้านอาหารทุกแห่งที่ให้บริการลูกค้าทั้งชายและหญิงจะกันพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับ “คนโสด” ซึ่งหมายถึงผู้ชาย และอีกส่วนหนึ่งสำหรับ “ครอบครัว” หมายถึงผู้หญิงกับเด็กและผู้ชายที่มาด้วยซึ่งเป็นญาติสนิท ชายหญิงที่มิได้ผูกพันกันทางสายเลือดหรือการแต่งงานอาจทำทีนั่งด้วยกันได้ แต่ก็เสี่ยงจะถูกตำรวจศาสนาไล่ออกจากร้าน กฎหมายและระเบียบทางสังคมห้ามพวกเขานั่งด้วยกัน ในศูนย์อาหารตามห้างสรรพสินค้ามีฉากกั้นแบ่งแยกเพศซึ่งใช้เป็นป้ายแสดงรายการอาหารไปในตัวคั่นเคาน์เตอร์สั่งอาหารของแต่ละร้าน

กำแพงล่องหนยังขวางกั้น ขณะที่นโยบายใหม่ๆดึงดูดผู้หญิงเข้ามาทำงานขายสินค้าบางชนิด ป้าย “เฉพาะครอบครัว” ที่ห้างสรรพสินค้าในกรุงริยาดแห่งนี้ห้ามลูกค้าหนุ่มที่มาตามลำพังเข้าร้าน ประเทศนี้มีกฎระเบียบกำหนดไว้อย่างละเอียดลออว่าผลิตภัณฑ์ใดใช้พนักงานขายเพศใด เช่น พนักงานขายหญิงห้ามขายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายผู้ชาย และมีเพียงพนักงานขายหญิงเท่านั้นที่ขายชุดชั้นในสตรีได้

ระเบียบปฏิบัติสารพัด รวมถึงผังอาคารต่างๆ ล้วนกำหนดมาเพื่อแยกหญิงชายออกจากกัน เมื่อปี 2011 ครั้งที่กษัตริย์อับดุลลอฮ์ทรงประกาศว่าจะแต่งตั้งสตรีเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาในพระองค์ หรือชูรอ เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วประเทศ มีทั้งเสียงขุ่นเคืองจากกลุ่มอนุรักษนิยม และเสียงโห่ร้องยินดีของผู้สนับสนุนสิทธิสตรี รวมไปถึงคำถามจริงจังอย่างเช่นจะจัดที่นั่งให้ผู้หญิงอย่างไรจึงเหมาะสม พวกเธอควรมีห้องแยกต่างหากที่ติดตั้งจอภาพไว้สำหรับสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ โรงเรียนเกือบทุกแห่งในซาอุดีอาระเบียแยกตามเพศ เช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษา และวีดิทัศน์คือสื่อกลางที่สถานศึกษาบางแห่งใช้ในการเรียนการสอนวิชาที่สอนโดยอาจารย์ต่างเพศ

การกำหนดให้ผู้หญิงทุกคนต้องใช้ชีวิตภายใต้การกำกับดูแลของผู้ชายที่ได้รับมอบหมายสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้ผู้หญิงเช่นกัน ตามหลักการแล้ว ผู้หญิงสามารถทำงาน รับบริการทางการแพทย์ หรือสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง แต่ในซาอุดีอาระเบีย กฎหมายของรัฐมักเป็นรองขนบประเพณี การตีความพันธกิจทางศาสนาของแต่ละบุคคล หรือความกลัวผลกระทบจากครอบครัวฝ่ายหญิง (เช่น นายจ้างบางรายไม่จ้างงานผู้หญิง หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครองของเธอ) และผู้หญิงหลายคนยังบอกด้วยว่า มีผู้ชายที่ถือโอกาสใช้อำนาจปกครองในการลงโทษ ควบคุม และบงการชีวิตพวกเธอ

ฉันรู้จักทนายความหญิงวัย 30 ปีคนหนึ่งชื่อ อัลเญาฮะเราะห์ ฟัลลาตะห์ เธอเป็นทนายความหญิงในประเทศที่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่เคยได้เรียนหนังสือจนกระทั่งต้นทศวรรษ 1960 ประเทศที่นักศึกษาหญิงได้รับอนุญาตให้เรียนกฎหมายเป็นครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงยังเพิ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความในฐานะทนาย แทนที่จะเป็นเพียงที่ปรึกษาทางกฎหมายเมื่อสามปีที่แล้วนี่เอง ตอนนี้นักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศกว่าครึ่งเป็นผู้หญิง คราวที่กษัตริย์อับดุลลอฮ์ทรงริเริ่มโครงการทุนเล่าเรียนหลวงส่งเยาวชนไปศึกษาต่อในต่างประเทศเมื่อปี 2005 มีผู้หญิงได้รับทุนด้วย และเมื่อปี 2014 หญิงซาอุดีอาระเบียกว่า 35,000 คนก็สมัครเข้าศึกษาในหลักสูตรปริญญาตรีและโทของต่างประเทศ โดยกว่าครึ่งอยู่ในสหรัฐฯ

ปัจจุบัน ฟัลลาตะห์ได้ว่าความในศาล ทว่านั่นไม่ได้สื่อถึงความเท่าเทียมทางอาชีพระหว่างชายหญิง แต่อย่างใด เพราะผู้หญิงซาอุดีอาระเบียผู้มีการศึกษาสูงยังคงพร่ำบ่นเรื่องที่ต้องทำงานต่ำกว่าความรู้ความสามารถและความขุ่นข้องในสังคมที่เพิ่งยอมให้ผู้หญิงทำงานระดับสูงอยู่ไม่ขาดปาก “สิ่งที่เราทำในช่วงสิบปีเร็วกว่าสิ่งที่ผู้หญิงในสหรัฐฯทำในรอบหนึ่งร้อยปีเสียอีก” นัยละฮ์ ฮัฏฏอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการระดับชาติชื่อบะละดีย์ ซึ่งแปลว่า ประเทศของฉัน บอก “เรากำลังวิ่งเร็วมากเพื่อจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เอามากๆ ฉันว่าเราควรชะลอความเร็วลงบ้างเพื่อให้คนยอมรับค่ะ”

เรื่องแนะนำ

บำบัดด้วยเขาควาย

ภาพที่เห็นอยู่นี้ ชายคนดังกล่าวไม่ได้กำลังแต่งตัวเตรียมไปงานปาร์ตี้ไดโนเสาร์แต่อย่างใด นี่คือการบำบัดโรคด้วยวิธีการครอบแก้ว เช่นเดียวกับแพทย์แผนจีนเทคนิคการครอบแก้วนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 3,000 ปี โดย ใช้ความร้อนขับไล่อากาศภายในถ้วยออกจนเกิดสูญญากาศขึ้น และรีบวางบริเวณจุดเส้นลมปราณบนร่างกาย ถ้วยแก้วจะดูดกล้ามเนื้อขึ้นเพื่อกระตุ้นเลือดลมบริเวณตำแหน่งที่ถูกครอบ โดยการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณนั้น จะช่วยให้ร่างกายขับของเสียออกมา และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ในอินโดนีเซียไม่ได้ใช้ถ้วยแก้ว แต่พวกเขาใช้เขาของควายน้ำแทน นั่นทำให้ภาพที่ออกมาดูเหมือนว่าชายคนนี้กำลังมีเขางอกออกมาจากลำตัวมากมาย แม้แต่นักกีฬาโอลิมปิกเองก็ใช้วิธีนี้ในการรักษาสุขภาพ อย่างไรก็ตามมีรายงานทางวิทยาศาสตร์เพียงเล็กน้อยที่กล่าวถึงข้อดีของการบำบัดด้วยวิธีนี้   อ่านเพิ่มเติม : กล้าทดสอบความกล้ากับฝูงมดกระสุนนี้ไหม?, มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก

ภาพความสนิทสนมของคนรักงูกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก

โดย อเล็กซานดรา เกโนวา ภาพถ่าย จาน่า โรมาโนว่า งูเป็นที่น่าหลงใหลและน่ารังเกียจผ่านสายตามนุษย์มานานนับสหัสวรรษ ในอารยธรรมกรีกโบราณ งูคือสัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์และการเกิดใหม่ ในขณะที่บรรดาชาวคริสต์มองว่างูคือสัญลักษณ์ของการหลุดพ้น ทุกวันนี้งูไม่ใช่แค่อยู่ในวัฒนธรรมป๊อป แต่พวกมันคือสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน จาน่า โรมาโนว่า ช่างสาวภาพชาวรัสเซียผู้เป็นโรคกลัวงู เริ่มต้นโปรเจคเก็บภาพระยะยาวของงูและเจ้าของตามบ้าน ซึ่งการเลี้ยงงูกลายมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง “ฉันต้องการสำรวจความหวาดกลัวของตนเองและหาคำตอบว่าทำไมผู้คนถึงเก็บสิ่งมีชีวิตนี้ไว้เป็นสัตว์เลี้ยง” เธอกล่าว แต่ภาพถ่ายของโรมาโนว่าไม่ใช่ภาพถ่ายของงูแบบทั่วๆ ไป “ภาพถ่ายของงูในสิ่งแวดล้อมต่างๆ” ผลักการมีส่วนร่วมของผู้ชมออกไป เธอกล่าว ในบรรดารูปที่น่าสนใจของเธอ งูโบอาตัวอ้วนเลื้อยไปมารอบๆ ตู้ไม้, งูเหลือมเลื้อยพันเตารีดที่ตั้งเอาไว้ และงูข้าวโพดเลื้อยไปมาระหว่างแม่เหล็กที่ติดบนตู้เย็นลายเสือดาว   แก้ปัญหาความกลัวงู การถ่ายภาพให้งูกลมกลืนไปกับลวดลายและพื้นหลังไม่ได้แค่เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ยังเป็นการท้าทายตัวเธอเองอีกด้วย “ในตอนแรกเริ่ม ฉันไม่แม้แต่จะมองภาพของพวกมันด้วยซ้ำ” เธอกล่าว “ทุกวันนี้ถ้าให้เลี้ยงสักตัวเป็นสัตว์เลี้ยง ก็โอเคนะ” จากการสำรวจผ่านโปรเจคดังกล่าว เธอสามารถวิเคราะห์จุดเริ่มต้นของความกลัวงูออกมาได้ “ความกลัวงูส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม” เธอกล่าว “เช่นในหนังสยองขวัญ, พ่อแม่ที่เตือนลูกๆ ว่างูเป็นสัตว์อันตรายหรือแม้กระทั่งข่าวปลอมๆ ที่ว่างูกลืนเจ้าของลงท้องไป” โรมาโนว่ายังประหลาดใจมากที่พบว่าผู้ชายจำนวนมากเลี้ยงงูเป็นสัตว์เลี้ยง “ฉันคิดมาตลอดว่าผู้หญิงน่าจะเลี้ยงงูเยอะกว่า เพราะภาพถ่ายจำนวนมากของงูที่กำลังพันรอบตัวพวกเธอ”   สเตอริโอไทป์แบบโซเวียต อีกหนึ่งความท้าทายของเธอในการทำโปรเจคนี้คือ “การแสวงหาความงดงามของยุคหลังโซเวียต” “มันมีความเชื่อหรือภาพลักษณ์ที่มองว่าชาวรัสเซียและบรรดาอดีตประเทศโซเวียตเป็นคนยังไง” […]

ผู้อพยพ คนเกาหลีเหนือ แสวงเส้นทางแห่งเสรีภาพให้ตัวเองได้อย่างไร

สำหรับ คนเกาหลีเหนือ ผู้ที่หนีตายจากเงื้อมมือเผด็จการในบ้านเกิด การเดินทางฝ่าอันตรายกว่า 3,000 กิโลเมตรข้ามประเทศจีนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายของการเริ่มชีวิตใหม่ ความหนาวเหน็บของเดือนพฤศจิกายนเบียดตัวแนบหน้าต่างอพาร์ตเมนต์โกโรโกโสในเมืองเอี๋ยนจี๋ของจีน  ซึ่งอยู่ห่างจากพรมแดนเกาหลีเหนือ 16 กิโลเมตร  สูงขึ้นไปสามชั้น  เสียงฝีเท้าหยุดที่หน้าประตูบานหนึ่ง  เมื่อได้ยินเสียง  หญิงสาวสองคนก็รีบไปยังห้องด้านหลังและซุกตัวแนบผนังห้อง  จากนั้นก็มีเสียงเคาะประตู  หญิงสาว คนเกาหลีเหนือ ทั้งสองซึ่งเป็นผู้หลบหนีออกนอกประเทศก้มศีรษะลง  ราวกับจะยอมรับในสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น  หากตำรวจจีนพบว่าไม่มีบัตรประชาชน  พวกเธอจะถูกส่งกลับประเทศโดยใส่กุญแจมือและโซ่ตรวน  และเมื่อไปถึงเกาหลีเหนือ  พวกเธอจะถูกจองจำให้ทำงานหนักในค่ายกักกันหลายปี อดีตเจ้านายเชื้อสายจีน-เกาหลีของพวกเธอ  ซึ่งเป็น เจ้าของธุรกิจขายบริการทางเพศผ่านอินเทอร์เน็ตก็กำลังตามล่าพวกเธอเช่นกัน  ตลอดปีที่ผ่านมา  “แดง” และ “ขาว” (นามแฝงที่ผมใช้เรียกพวกเธอ) ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ต่างอะไรกับนักโทษ  ถูกบังคับให้ “พูดจาลามกอนาจาร” และเปลื้องผ้าหน้ากล้องให้ลูกค้าออนไลน์ในเกาหลีใต้ได้เชยชม  เมื่อคืนก่อนองค์กรมิชชันนารีช่วย พวกเธอออกมาได้แล้วนำมาซ่อนตัวในเซฟเฮ้าส์แห่งนี้ เสียงเคาะประตูยังดังไม่หยุด ชายคนหนึ่งตะโกนถามว่า “พวกเธออยู่ในนั้นหรือเปล่า  เปิดเร็ว” ขาวจำเสียงนั้นได้  เพราะเป็นเสียงของหนึ่งในกลุ่มคนที่ช่วยพวกเธอออกมา เธอรุดไปที่ประตูและค่อยๆเปิดออกอย่างเงอะงะทุลักทุเล  ชายร่างผอมที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูส่งยิ้มแหยๆ เขาถือหม้อหุงข้าวและถุงข้าวสารอยู่ในมือ “พวกเธอคงหิวแย่แล้วสิ” สองสาวโค้งศีรษะเป็นเชิงทักทายก่อนจะนำ เขาเข้าไปในครัว  ไม่ช้าเสียงพูดคุยก็ดังไปทั่วห้อง มิชชันนารีส่งข่าวมาด้วยว่า “เตรียมตัวออกเดินทางเร็วๆ นี้ เพิ่งได้รับโทรศัพท์ยืนยัน” […]

แพทย์แผนไทย

แพทย์แผนไทย ย้อนหลังไป 50 ปีที่แล้ว  การแพทย์แผนไทยที่หายไปจากท้องถิ่น  การใช้ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำราแพทย์ของไทยภาคกลางในการสอบประกอบโรคศิลปะตั้งแต่ พ.ศ. 2479 ทำให้หมอพื้นบ้านจากภาคอื่นๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาและสมุนไพรเฉพาะถิ่นสอบตก หยุดรักษา และบางคนอาจถึงกับต้องเผาตำราทิ้ง เพราะกลัวทางการจับกุม จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการล่มสลายของการ แพทย์แผนไทย หากถอยหลังกลับไปไกลกว่านั้น  หลังก่อตั้ง “โรงศิริราชพยาบาล” เมื่อ พ.ศ. 2431 โรงเรียนราชแพทยาลัยเพื่อผลิตแพทย์ก็เกิดขึ้นในอีกสองปีต่อมา ในช่วง 25 ปีแรก มีการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับแพทย์แผนตะวันตก แล้วยุติการสอนแพทย์แผนไทยใน พ.ศ. 2458  การแพทย์แผนไทยจึงจำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าถึงองค์ความรู้และคนที่เข้าไม่ถึงการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พอมีความรู้การแพทย์พื้นบ้านเท่านั้น แต่ทุกวันนี้  เมื่อหันมาสังเกตรอบตัวจึงพบว่า  สมุนไพรเริ่มกลับมาเป็นของประจำบ้านในรูปบรรจุภัณฑ์ทันสมัย  เมื่อผสมรวมเข้ากับข่าวคราวเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เช่น โครงการเมืองสมุนไพร  การตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย การให้การบริการแพทย์แผนไทยในระดับตำบล  ก็ชวนให้คิดว่า ยุคนี้เป็นยุคที่การแพทย์แผนไทยกำลังหวนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง จนฉันอยากเรียกเล่นๆ ว่า เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของแพทย์แผนไทยเลยทีเดียว พทป. ทวิช ปรีดี  แพทย์แผนไทยประยุกต์ประจำร้านขายยาโพธิเงิน-อภัยภูเบศร โอสถ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าถึงวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยของที่นี่ว่า “ตามกระบวนการเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค […]