ดิวาลี คือเทศกาลของชาวฮินดูที่เลื่องชื่อ และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยว

ความงดงามของเทศกาล ดิวาลี เทศกาลแห่งไฟ

ดิวาลี คือหนึ่งในเทศกาลของชาวฮินดูที่เลื่องชื่อ และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยว

ในช่วงเวลาแห่งความชุลมุนวุ่นวายนี้ เราต่างก็ต้องการความเชื่อมั่นว่าความดีจะสยบความชั่วร้ายทั้งปวง เทศกาล ดิวาลี เป็นวันหยุดสำคัญของอินเดีย และมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่

(ชมภาพความงามของเทศกาลดิวาลีจาก เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก)

จุดกำเนิดของเทศกาลมีที่มาแตกต่างกันไปตามตำรา แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เป็นตำนานของพระราม เทพเจ้าองค์หนึ่งของฮินดู ปรากฏในบันทึกเรื่องรามายนะ เป็นเหตุการณ์ที่พระรามทรงยกทัพไปปราบทศกัณฑ์ และทรงได้รับชัยชนะกลับมา ดังความตอนหนึ่งว่า

“ในที่สุด พระราม สีดา พระลักษณ์ และเหล่าขุนพลวานร เดินทางถึงกรุงอโยธยาในวันแรม 13 ค่ำ ของเดือนอัศวินันท์ตามปฏิทินจันทรคติฮินดูชนที่เรียกว่า “กฤษณปักษ์” โดยใช้เวลาเกือบ 3 สัปดาห์ ชาวเมืองดีใจสุดขีดต้อนรับเฉลิมฉลองโดยจุดประทัดปึงปังดังสนั่น และจุดเทียนสว่างไสวไปทั้งเมือง”

นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงถึงพระลักษมี เทพเจ้าแห่งความร่ำรวย โชคดี และมั่งคั่ง แต่ทุกความแตกต่างของเทสกาลนี้ มีจุดร่วมทางสัญลักษณ์ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ชัยชนะของแสงสว่างเหนือความมืด ความรู้เหนือความเขลา และความดีเหนือความชั่วร้าย

ดอกไม้ไฟ, ดิวาลี, เทศกาล, ฮินดู, อินเดีย
ประชาชนออกมาเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลดิวาลี ที่จัดต่อเนื่องตลอดห้าวัน การจุดพลุหรือดอกไม้ไฟ เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่บ่งบอกว่า แสงสว่างอยู่เหนือความืด และความดีอยู่เหนือความชั่วทั้งปวง

เทศกาลดิวาลีจัดขึ้นในช่วงปีใหม่ตามปฏิทินฮินดู คือเดือนแห่งอัศวินันท์ หรือกฤษณปักษ์ (ช่วงปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน) ประชาชนทั่วประเทศอินเดีย (และเนปาล) จะเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี (อีกชื่อหนึ่งคือ ดีปาวาลี แปลว่า “แถวของตะเกียง” ซึ่งมาจากการจุดตะเกียงดินเล็กๆ จำนวนมากข้ามคืนยามราตรีเพื่อแสดงถึงความดี) โดยการจุดพลุ และดอกไม้ไฟ แบ่งปันขนมหวาน และตกแต่งอาคารบ้านเรือน รวมถึงสถานที่สาธารณะ การฉลองตลอดห้าวัน เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดบ้าน และวันที่สองจะทำการตกแต่งบ้านด้วยตะเกียงที่ทำจากดินเผา และประดับลวดลายรังโกรีบนพื้นบ้าน

รังโกรี, ฮินดู, ดิวาลี, อินเดีย, เทศกาล
การตกแต่งพื้นบ้าน ด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ หรือรังโกรี เป็นหนึ่งสิ่งที่สำคัญ ในการฉลองเทศกาลดีวาลี

วันที่สาม (ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 7 พฤศจิกายน) เป็นวันที่สำคัญ ทุกคนจะกลับบ้านเพื่อสวดมนต์และฉลองกับครอบครัว วันที่สี่ เป็นเหมือนเริ่มต้นปีใหม่ เพื่อนฝูง และเครือญาติจะไปเยี่ยมเยียนกัน และมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ติดมือไปด้วย และวันสุดท้ายของเทศกาล เป็นวันที่พี่น้องสายเลือดเดียวกัน หรือพี่น้องที่สนิทจะมาใช้เวลาร่วมกัน

ไม่กี่ปี่ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่างให้ความสนใจเข้าร่วมในเทศกาลนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าร่วมเทสกาลกับครอบครัวคนอินเดีย บริษัทนำเที่ยวหลายบริษัทได้มีการจัดทริปสำหรับการเข้าร่วมเทศกาลดิวาลีโดยเฉพาะ

(บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:  เทศกาลน่าเที่ยวในฤดูหนาว)

เรื่องแนะนำ

รวมงานเที่ยวประเพณี ลอยกระทง ประจำปี 2561 ทั่วไทย

ลอยกระทง ประเพณีไทยที่แสดงความสัมพันธ์ของชีวิตกับสายน้ำ งานประเพณี ลอยกระทง อยู่คู่กับวัฒนธรรมประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เป็นประเพณีที่แสดงถึงความผูกพันของวิถีชีวิตคนไทยกับสายน้ำ ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต และเป็นยังเป็นจุดกำเนิดของวัฒนธรรมไทยต่างๆ มากมาย ในทุกๆ ปี จึงมีการจัดงานประเพณีลอยกระทงขึ้น เพื่อประชาชนจะได้รำลึกถึงพระคุณของสายน้ำที่ได้ใช้อุปโภคและบริโภคมาตลอดทั้งปี และทำให้บ้านเมืองพัฒนามาได้ถึงทุกวันนี้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขอแนะนำสถานที่จัดงานประเพณีลอยกระทงทั่วประเทศ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 นี้ ภาคเหนือ งานประเพณีเดือนยี่เป็ง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2561 บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ประตูท่าแพ และคูเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าเป็นประเพณีลอยกระทง และปล่อยโคมลอย ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง เป็นงานประเพณีที่จัดขึ้นในเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักเที่ยวทั่วโลก นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสงานประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือ และดื่มด่ำกับบรยากาศสุดแสนอบอุ่นในคืนเดือนหงาย พร้อมกับร่วมชมการแสดงมากมายที่ตระเตรียมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมงานประเพณีเป็นจำนวนมาก ในปีนี้ ทางคณะผู้จัดงานฯ ขอความร่วมมืองดปล่อยโคมลอยนอกพื้นที่ที่กำหนด เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น นักท่องเที่ยวสามารถปล่อยโคมลอยในสถานที่ที่จัดไว้เท่านั้น   งานนมัสการพระธาตุดอยกองมู จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน 2561 ณ วัดพระธาตุดอยกองมู จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นงานบุญสุดยิ่งใหญ่ประจำปีของวัดพระธาตุดอยกองมู […]

วัคซีนโควิด-19 จะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวกลับมาเหมือนเดิมได้หรือไม่

การฉีด วัคซีนโควิด-19 จะช่วยให้การท่องเที่ยวเริ่มใหม่ได้อีกครั้ง แต่ควรคาดหวังถึงการเดินทางที่เต็มไปด้วยการใช้พาสปอร์ตภูมิคุ้มกัน การตรวจเชื้อ และ การระมัดระวังนักท่องเที่ยว ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2020 โลกได้กลับมามีความหวังอีกครั้ง ซึ่งรวมไปถึงความหวังในการกลับมาท่องเที่ยวได้อีกครั้ง เนื่องจากหลายๆ ประเทศเริ่มอนุมัติ วัคซีนโควิด-19 หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นจาก Pfizer/BioNTech, Moderna, และ Oxford-AstraZeneca ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปี 2021 ผู้คนจะได้รับวัคซีนและมีภูมิคุ้มกันจากโควิด-19 มากเพียงพอ ก็หมายถึงการได้ท่องเที่ยวทั่วโลกกลับมาอีกครั้ง (หรืออย่างน้อยก็จะเป็นการท่องเที่ยวภายในประเทศที่เสี่ยงน้อยกว่าเดิม) อย่างไรก็ตาม ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยังคงลังเลที่จะวางแผนในการท่องเที่ยวครั้งต่อไป วัคซีนโควิด-19 มีความหมายอย่างไรต่อการท่องเที่ยวในระยะเวลาอันใกล้ และทัศนคติในการเร่งกระบวนการ (หรือทำให้ช้าลง) ของการกลับไปเดินทางยังเส้นทางถนนหรือบนท้องฟ้ากลับมาอีกครั้งจะเป็นอย่างไร ไม่มีวัคซีนที่รักษาความกลัว “ความลังเลที่จะฉีดวัคซีนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องเอาชนะให้ได้” ดร. ทอม เคนยอน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพของโครงการ HOPE องค์การที่ทำงานด้านสุขภาพและมนุษยธรรมระดับโลก และอดีตผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา กล่าว โดยการท่องเที่ยวจะกลับมาอีกครั้งได้ ทั้งสหรัฐอเมริกาและโลกต้องมีภูมิคุ้มกันหมู่ (herd community) ซึ่งคาดว่าจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อร้อยละ 70 ของประชากร มีแอนติบอดี้ป้องกันการติดเชื้อ (protective antibody) […]

เนปาลมิพรากจาก กุมารี

เทพธิดา กุมารี – เทวนารีผู้ยังมีลมหายใจ กุมารี ของชาวเนปาล ในห้องกว้างสัก 2 ตารางเมตร มีแสงสว่างจากหลอดไฟพอประมาณ ผสานกับแสงจากลำเทียนที่ตั้งปะปนกับจานชามที่ใส่เครื่องเซ่น ประเภทขนม ผลไม้ ระเกะระกะอยู่บนพื้นอันเกลื่อนกล่นด้วยเมล็ดข้าว กลีบดอกไม้ ผงสีแดง ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องเซ่นสังเวยบูชาเทพเจ้า เหมือนอย่างที่เราเห็นจนชินตาตามเทวสถานมากมายในประเทศนี้ – เนปาล ซึ่งตามธรรมเนียมจะมิได้ประดิษฐานเทวรูปไว้บนหิ้งสูง แต่จะประทับวางเทวรูปไว้กับพื้น ประหนึ่งให้ท่านได้สัมผัสพื้นโลก ต่างกันก็ตรงที่เทวรูปเบื้องหน้าผมขณะนี้ มิได้สร้างจากศิลาจำหลัก หรือเครื่องสำริดขัดเป็นมันวาวแบบที่เคยเห็น แต่เป็นเด็กหญิงวัยราว 11-12 ปี ในชุดสีแดงเพลิง ใบหน้ามีจุดเด่นที่การเขียนขอบตาดำ และลากเส้นที่หางตาตวัดยาวไปจนถึงไรผม นั่งสงบนิ่งบนบัลลังก์ไม้แกะสลักรูปพญานาคเกี่ยวกระหวัด เหนือสิ่งอื่นใด เธอยังมีชีวิต มีเลือดเนื้อและมีลมหายใจ เป็นที่เคารพสักการะ ในฐานะร่างประทับทรงของเทพนารีผู้คุ้มครองเมือง นามว่า “ตะเลจูภวานี” เธอจึงถูกเรียกขานว่าเป็น “เทพธิดากุมารี” หรือเทวนารีผู้ยังมีลมหายใจ (Living Goddess)   ผมก้มลงกราบเธอด้วยอาการประหม่า ขณะที่เธอทอดสายตานิ่งและเฉย ก่อนจะใช้นิ้วหยิบผงสีและเมล็ดข้าวมาเจิมที่กลางหน้าผากของผมอย่างรวดเร็ว แทนความหมายว่าเทพนารีองค์นี้ได้ประทานพรให้ โดยไม่ต้องเปล่งเสียงกล่าวมนตราใดๆ ออกมาแม้แต่คำเดียว นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ได้เข้าใกล้ชิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเนปาลแห่งเมืองลลิตาปูร์คารพนับถือสูงสุด แม้เธอจะมีความสำคัญเป็นอันดับสอง […]

เขาหลัก ตะกั่วป่า พังงา ในมุมมองที่ไม่เคยเห็น

หลังจากเป็นพื้นที่ยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมายาวนาน ในวันนี้ ทั้ง เขาหลัก และตะกั่วป่าพร้อมแล้วที่จะเป็นจุดหมายในใจของคนไทย เมื่อนึกถึงจุดหมายปลายทางฝั่งอันดามันในเมืองไทย หลายคนอาจนึกถึงจังหวัดภูเก็ต คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เป็นเช่นนั้น เพราะความมีเชื่อเสียงของบรรยากาศทะเลน้ำใส ชายหาดสวย เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศให้เข้ามาเยือน จนเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงเมื่อเดินทางมาเยือนพื้นที่ทะเลอันดามันของไทย แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว การแสวงหาจุดหมายปลายทางใหม่ย่อมเป็นเรื่องท้าทาย จากพื้นที่จังหวัดของภูเก็ต หากข้ามสะพานสารสินซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อแผ่นดินใหญ่ก็จะเข้าสู่เขตจังหวัดพังงา ที่คนไทยหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงจังหวัดทางผ่านของภูเก็ตเท่านั้น แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พังงามีพื้นที่ซึ่งเปรียบเหมือนอัญมณีสำหรับผู้ที่รักการท่องเที่ยวทะเลนั่นคือทะเลเขาหลัก ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอตะกั่วป่า ทะเลในพื้นที่นี้ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามและหาดทรายที่ขาวสะอาด อย่างไรก็ตาม นอกจากทะเลสวย พื้นที่ตะกั่วป่ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่หลากหลาย รวมไปถึงแหล่งประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่ ชาวจีนอพยพ และอาหารเลิศรสให้ผู้ที่รักการเดินทางได้เข้ารับประสบการณ์ใหม่ในพื้นที่แห่งนี้ สถานที่ท่องเที่ยวในตัวอำเภอตะกั่วป่า – เมืองเก่าตะกั่วป่า บริเวณถนนศรีตะกั่วป่า ช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ เมืองตะกั่วป่า คือพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ นั่นคือแร่ดีบุก ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) หลังมีการทำสนธิสัญญาเบอร์นีย์ สยามได้เริ่มเปิดการค้ากับต่างประเทศ และหวังให้แร่ดีบุกจากตะกั่วป่าเป็นสินค้าสำคัญ จึงได้มีการทำสัญญากับจักรพรรดิจีน เพื่อจ้างแรงงานจากมณฑลฝูเจี้ยน หรือมณฑลฮกเกี้ยน ให้มาเป็นแรงงานเหมืองแร่ดีบุก จนตะกั่วป่ากลายเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างมากในยุคนั้น ปัจจุบัน แม้ไม่มีการทำเหมืองแร่เช่นนั้นแล้ว แต่ยังคงหลงเหลือมรดกทางประวัติศาสตร์เป็นพื้นที่เมืองเก่าตะกั่วป่า ในถนนศรีตะกั่วป่า ซึ่งเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมรูปแบบชิโน-ยูโรเปียน ซึ่งหลายส่วนยังคงมีการอนุรักษ์ไว้ ให้บรรยากาศราวกับได้ย้อนกาลเวลาไปในยามที่ตะกั่วป่ายังเป็นเมืองเหมืองแร่อันรุ่งโรจน์ […]