บนเส้นทางแห่งกาลเวลาใน อัฟกานิสถาน - National Geographic Thailand

บนเส้นทางแห่งกาลเวลาในอัฟกานิสถาน

บนเส้นทางแห่งกาลเวลาใน อัฟกานิสถาน

เป็นเวลาห้าปีแล้วที่ผมเดินเท้าย่ำโลกโดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่เรียกว่า เดินเท้าท่องโลกออกจากอีเดน (Out of Eden Walk) อันเป็นการย้อนรอยการเดินทางของบรรพชนยุคแรกเริ่มผู้ออกท่องโลกในยุคหิน การจาริกไปอย่างไม่หยุดหย่อน วันแล้ว แม่น้ำเล่า เดือนแล้ว ทวีปเล่า ไปตามเส้นทางที่ท้ายที่สุดแล้วจะครอบคลุมระยะทางกว่า 34,000 กิโลเมตร เป็นไปเพื่อแสวงหาความอัศจรรย์ของโลกในทุกโมงยาม

มาตีเยอ ปาเลย์ ช่างภาพชาวฝรั่งเศส มาสมทบกับผมเพื่อร่วมเดินเท้าข้ามฉนวนวาคาน (Wakhan Corridor) ในอัฟกานิสถาน ปราการตามรรมชาตินี้เร้นกายอยู่หลังกำแพงเทือกเขาฮินดูกูช เป็นพื้นที่แคบๆ ยาว 320 กิโลเมตรที่กั้นแบ่งระหว่างทาจิกิสถาน และปากีสถาน ไปจรดกับปราการภูเขาน้ำแข็งทางตะวันตกของจีน ฉนวนที่ขีดเขียนโดยรัสเซียและอังกฤษให้เป็นเขตกันชนระหว่างจักรวรรดิในเอเชียของตนในศตวรรษที่ 19 ทุกวันนี้มีชาวไร่และกลุ่มชนเร่ร่อนราว 17,000 คนอาศัยอยู่ในท้องทุ่งเก่าแก่และหมู่บ้านกำแพงหินกลางหุบเขา นี่คือทางออกสู่เอเชียใต้ของผม

เราข้ามพรมแดนทาจิกิสถานที่เมืองอิชคาชิม เวลาผ่านมา 16 ปีแล้วตอนที่ผมเดินย่ำฝุ่นในอัฟกานิสถานในฐานะนักข่าวสงคราม นี่ไม่ใช่ดินแดนที่ผมจดจำได้

ความทรงจำเกี่ยวกับอัฟกานิสถานของผมวนเวียนกับกลุ่มชายติดอาวุธในรถกะบะไฮลักซ์ และแรงอัดจากระเบิดหนัก 230 กิโลกรัมที่ทิ้งลงมาจากฝูงบิน บี-52 ของสหรัฐฯ ในทางกลับกัน ฉนวนวาคานที่ยากจน ห่างไกลเกินพรรณนา และมีเทือกเขาฮินดูกูช ช่วยปกป้องจากความรุนแรง ดูเหมือนโอเอซิสแห่งสันติสุข เราเดินท่องไปอย่างปราศจากความกลัว ผ่านท้องทุ่งข้าวสาลีที่สุกปลั่ง กลุ่มชาวไร่ต้อนวัวให้เดินเป็นวงกลมเพื่อนวดข้าวตามวิถีดั้งเดิม กังหันน้ำโบราณใช้โม่แป้ง ชาวไร่วาคีพื้นเมืองเป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะห์สายกลางที่เรียบง่าย พวกผู้หญิงไปไหนมาไหนโดยไม่คลุมผ้า ตามยอดเขาห่มหิมะมีเพียงเสือดาวหิมะเดินลาดตระเวนแทนกองทหาร ไม่มีใครแบกปืน นี่คือชนบทอัฟกานิสถานในแบบที่ควรเป็น

อัฟกานิสถาน
ใกล้สุดแดนตะวันออกของฉนวนวาคาน ถนนกลายเป็นทางเดินเท้า เด็กหญิงบิดหางวัวของครอบครัวเพื่อเร่งให้มันเดินกลับบ้านในหมู่บ้านนิชต์คาวร์ ทิวเขาที่เห็นอยู่ไกลออกไปซึ่งอาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์ยามบ่าย คือจุดที่ซาโลเพกมุ่งหน้าไปในมหากาพย์การเดินเท้าข้ามโลกของเขา

“เราอยู่ในช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่สุดแล้ว” เดอร์วิช อาลี คนเลี้ยงแกะบอกกับผม “ในช่วงทศวรรษ 1990 เราไม่มีปัญญา แม้แต่จะซื้อชา ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นมากครับ”

คุชนามามัช ภรรยาผู้ใจดีของอาลีอบแป้งนานหรือขนมปังแผ่นแบนๆ ที่ยังมีเนื้อธัญพืชร้อนๆให้เรา ขณะที่เรากางเต็นท์บนสนามหญ้าแคบๆ ของพวกเขา ทิวต้นป๊อปลาร์พลิ้วไหวตามสายลมที่พัดผ่าน ภูมิภาควาคานที่เคยอัตคัตเริ่มเขียวขจี แปลงเพาะปลูก ปกคลุมก้นหุบเขาลึกที่เคยโล่งเตียน ชาววาคีบางส่วนได้ลิ้มรสมะเขือเทศและสควอชที่ปลูกเองเป็นครั้งแรก นี่เป็นผลจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ต้นแอพริคอตออกดอกก่อนฤดูกาลถึงสองเดือน และกระแสน้ำที่ไหลบ่าจากการละลายของธารน้ำแข็งก็ทำให้การชลประทานทำได้ง่ายขึ้น

ทว่าสักวันหนึ่งธารน้ำแข็งแห่งเทือกเขาฮินดูกูชและปามีร์จะเหือดแห้งไป และความหิวโหยอันเก่าแก่จะหวนคืนมา กระนั้น ในวันคืนดีๆ ที่ผมย่างเท้าผ่าน หุบเขาไร้ถนนของฉนวนวาคานให้ความรู้สึกเหมือนดินแดนที่ผมมุ่งหน้าตามหามาทั้งชีวิต ฝูงกาบินวนว่อนเหนือท้องฟ้าสดใสสุดสายตา ในเดือนกันยายน ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์บนที่สูงของกลุ่มชนเร่ร่อนชาวคีร์กีซในวาคานตะวันออกอาบไล้แสงอาทิตย์ที่แผดกล้าดูเหลืองอร่ามดั่งอำพัน ก้อนหินมนใหญ่ขนาดเท่าบ้านทอประกายราวกระจกบานมหึมาเหนือลาดเขาเปล่าเปลือย ผิวหน้าของมันถูกขัดเรียบราวกระจกโดยกำแพงน้ำแข็งที่อันตรธานไปนานแล้วสมัยน้ำแข็งปรากฏขึ้นเป็นวงรอบ สมัยน้ำแข็งรอบถัดไปจะทำลายหลักฐานเรือกสวนไร่นาอันเปราะบางของอาลีจนหมดสิ้นและชะล้างร่องรอยทางเดินของรถถังที่โซเวียตทิ้งไว้ในที่ราบวาคานเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน ร่องรอยเหล่านี้ดูราวกับเพิ่งเกิดขึ้น และในที่สุด ชาววาคีคนใหม่จะปรากฏกายขึ้นเพื่อนวดข้าว ไล่วัวให้เดินวนไปบนรวงข้าวสาลีที่เพิ่งตัด ราว 3,600 รอบตามการคำนวณของผมเพื่อให้ได้ขนมปังแผ่นกลมสักแผ่น ทุกอย่างล้วนมีวงรอบของมัน

อัฟกานิสถาน
โอมินา เบกุม พักผ่อนในกระท่อมที่สร้างขึ้นบนหลังคาบ้านของเธอในวูชเออร์กันต์ โครงสร้างชั่วคราวที่ที่ทำจากกิ่งไม้ ใบไม้และหญ้านี้เรียกว่า คาปา ในช่วงฤดูร้อนคาปาช่วยให้ร่มเงาระหว่างวันและที่หลับนอนเย็นสบายยามค่ำคืน

เช้าวันที่ 23 กันยายน ท่ามกลางหมอกน้ำแข็งหนาทึบ เราเริ่มออกเดินอีกครั้งพร้อมลาขนสัมภาระสองตัว เพื่อมุ่งหน้าไปยัง เออร์ชาดพาส (Irshad Pass) ช่องเขาสูงร้างผู้คนใกล้กับจุดบรรจบของเทือกเขาฮินดูคูชและการาโกรัม กั้นแบ่งระหว่างอัฟกานิสถาน และปากีสถาน

เออร์ชัดพาสอยู่สูงกว่าระดับทะเล 4,979 เมตร เราขึ้นถึงยอดก่อนพระอาทิตย์ตก ปาเลย์ถึงกับเต้นฉลองชัยอย่างกะปลกกะเปลี้ย ผมหอบหายใจเอากาศที่ทั้งบางเบาและหนาวเหน็บเข้าไป รู้สึกเหมือนถูกมีดโกนกรีดที่ปอด เมื่อไร้ซึ่งที่หลบพักหรือไม้ฟืน ช่องเขานี้จึงเป็นพื้นที่อันตรายต่อการพักแรม แต่เรามีทางเลือกไม่มากนัก ความมืดคืบคลานจากหุบเขาลึกเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว เราตอกหมุดเต็นท์ลงในดินที่แข็งและเย็นเยือกราวแผ่นเหล็ก ผมออกมานอกเต็นท์ท่ามกลางความมืดมิดและลมกระหน่ำเพียงครั้งเดียว เพื่อห่มกระชับผ้าใบที่ปลิวสะบัดให้กับลา

กองกำลังรักษาความปลอดภัยนอกเครื่องแบบของปากีสถานจับกุมพวกเราในคืนถัดมา ระหว่างพักแรมทางปลายด้านตะวันออกของเทือกเขาฮินดูกูช เราได้แจ้งให้รัฐบาลทราบถึงแผนการเข้าปากีสถานผ่านทางเออร์ชัดพาส และมีวีซ่าที่ออกให้ล่วงหน้าแล้ว ทว่าเจ้าหน้าที่พร้อมปืนเอเค -47 ยืนยันว่า เราลักลอบเข้าสู่เขตหวงห้าม และขับรถพาเราไปยังเมืองชายแดนชื่อกิลกิต

อัฟกานิสถาน
หลังดิ้นรนกับหิมะ ความหนาวเหน็บ และลาที่อ่อนล้า พอล ซาโลเพก ก้าวย่างก้าวท้ายๆ ในฉนวนคาวานของอัฟกานิสถาน ขณะที่เขาและมาตีเยอ ปาเลย์ ช่างภาพ เดินทางผ่านเออร์ชัดพาสเข้าสู่ปากีสถาน เมื่อขึ้นถึงยอดช่องเขาตอนพระอาทิตย์ตก ซาโลเพกบอกว่า “แม้จะเหนื่อยจนแทบขาดใจ แต่ผมก็ตะลึงกับแสงที่เห็น เป็นแสงที่ทำให้คุณคิดถึงการเกิดแสงที่คุณลืมตาเห็นตอนเกิด”

บ่ายวันถัดมา เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบพาเราไปขึ้นเครื่องเที่ยวบินเที่ยวแรกออกจากปากีสถาน ก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดจะกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด ผมได้รับอนุญาตให้กลับเข้าปากีสถานได้ภายในไม่กี่วัน เพื่อเริ่มการเดินทางที่สะดุดลงอีกครั้ง แต่ในคืนที่เราเดินทางถึงนครในอาหรับที่ร้อนอบอ้าวหลังถูกเนรเทศออกจากปากีสถาน ผมยังใส่กางเกงเดินหิมะแสนโสโครกอยู่เลย ผมรู้สึกมึนชาไปหมด ตอนที่ยืนงงๆ ต่อคิวตรวจคนเข้าเมืองของสนามบินที่อึกทึกด้วยสรรพเสียง ผมจ้องมองมือที่เกรียมแดด และหวนนึกถึงอัสดงเหนือเออร์ชัดพาส พระอาทิตย์กลมสีจางเลือนหายไปหลังหลืบเมฆฝน ช่วงเวลาราวสองนาทีที่ทุกสรรพสิ่งดูเรืองรองในแสงสีเงินยวง ลำแสงสีทองเหลือบเงินสาดส่องอาบไล้เทือกเขาการาโกรัม จุดประกายให้ยอดเขาห่มหิมะที่เรียงตัวทอดยาวสู่สุดเปลายโลก ลำแสงที่มล้างความรันทดในหัวใจ ลำแสงที่ผมพอจะนึกภาพออกว่า ได้ก้าวย่างไปพร้อมกับเพื่อนมนุษย์ สู่ความหวังที่รอคอยอยู่ ณ ดินแดนใหม่

เรื่อง พอล ซาโลเพก

ภาพถ่าย มาตีเยอ ปาเลย์

 

อ่านเพิ่มเติม

ธรรมชาติอันงดงามในปากีสถาน

เรื่องแนะนำ

มีอะไรอยู่ในตู้ยา… และตู้ยาบอกอะไรเราได้บ้าง

มีอะไรอยู่ในตู้ยา... และตู้ยาบอกอะไรเราได้บ้างเมื่อช่างภาพขอให้ผู้คนที่เขาพบเจอเปิดตู้ยาประจำบ้านให้ดูสิ่งที่เห็นอาจไม่ได้มีเพียงแค่หยูกยา

บ้านแสนสุขของผู้ลี้ภัยเซาท์ซูดาน

หลังหลบหนีเอาชีวิตรอดจากสงครามและความขัดแย้ง บรรดาผู้พลัดถิ่นเหล่านี้กำลังก่อร่างสร้างบ้านของพวกเขาใหม่ ภายในค่ายผู้ลี้ภัยของยูกันดา ประเทศเพื่อนบ้าน

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]