บนเส้นทางแห่งกาลเวลาในอัฟกานิสถาน

บนเส้นทางแห่งกาลเวลาใน อัฟกานิสถาน

เป็นเวลาห้าปีแล้วที่ผมเดินเท้าย่ำโลกโดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่เรียกว่า เดินเท้าท่องโลกออกจากอีเดน (Out of Eden Walk) อันเป็นการย้อนรอยการเดินทางของบรรพชนยุคแรกเริ่มผู้ออกท่องโลกในยุคหิน การจาริกไปอย่างไม่หยุดหย่อน วันแล้ว แม่น้ำเล่า เดือนแล้ว ทวีปเล่า ไปตามเส้นทางที่ท้ายที่สุดแล้วจะครอบคลุมระยะทางกว่า 34,000 กิโลเมตร เป็นไปเพื่อแสวงหาความอัศจรรย์ของโลกในทุกโมงยาม

มาตีเยอ ปาเลย์ ช่างภาพชาวฝรั่งเศส มาสมทบกับผมเพื่อร่วมเดินเท้าข้ามฉนวนวาคาน (Wakhan Corridor) ในอัฟกานิสถาน ปราการตามรรมชาตินี้เร้นกายอยู่หลังกำแพงเทือกเขาฮินดูกูช เป็นพื้นที่แคบๆ ยาว 320 กิโลเมตรที่กั้นแบ่งระหว่างทาจิกิสถาน และปากีสถาน ไปจรดกับปราการภูเขาน้ำแข็งทางตะวันตกของจีน ฉนวนที่ขีดเขียนโดยรัสเซียและอังกฤษให้เป็นเขตกันชนระหว่างจักรวรรดิในเอเชียของตนในศตวรรษที่ 19 ทุกวันนี้มีชาวไร่และกลุ่มชนเร่ร่อนราว 17,000 คนอาศัยอยู่ในท้องทุ่งเก่าแก่และหมู่บ้านกำแพงหินกลางหุบเขา นี่คือทางออกสู่เอเชียใต้ของผม

เราข้ามพรมแดนทาจิกิสถานที่เมืองอิชคาชิม เวลาผ่านมา 16 ปีแล้วตอนที่ผมเดินย่ำฝุ่นในอัฟกานิสถานในฐานะนักข่าวสงคราม นี่ไม่ใช่ดินแดนที่ผมจดจำได้

ความทรงจำเกี่ยวกับอัฟกานิสถานของผมวนเวียนกับกลุ่มชายติดอาวุธในรถกะบะไฮลักซ์ และแรงอัดจากระเบิดหนัก 230 กิโลกรัมที่ทิ้งลงมาจากฝูงบิน บี-52 ของสหรัฐฯ ในทางกลับกัน ฉนวนวาคานที่ยากจน ห่างไกลเกินพรรณนา และมีเทือกเขาฮินดูกูช ช่วยปกป้องจากความรุนแรง ดูเหมือนโอเอซิสแห่งสันติสุข เราเดินท่องไปอย่างปราศจากความกลัว ผ่านท้องทุ่งข้าวสาลีที่สุกปลั่ง กลุ่มชาวไร่ต้อนวัวให้เดินเป็นวงกลมเพื่อนวดข้าวตามวิถีดั้งเดิม กังหันน้ำโบราณใช้โม่แป้ง ชาวไร่วาคีพื้นเมืองเป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะห์สายกลางที่เรียบง่าย พวกผู้หญิงไปไหนมาไหนโดยไม่คลุมผ้า ตามยอดเขาห่มหิมะมีเพียงเสือดาวหิมะเดินลาดตระเวนแทนกองทหาร ไม่มีใครแบกปืน นี่คือชนบทอัฟกานิสถานในแบบที่ควรเป็น

อัฟกานิสถาน
ใกล้สุดแดนตะวันออกของฉนวนวาคาน ถนนกลายเป็นทางเดินเท้า เด็กหญิงบิดหางวัวของครอบครัวเพื่อเร่งให้มันเดินกลับบ้านในหมู่บ้านนิชต์คาวร์ ทิวเขาที่เห็นอยู่ไกลออกไปซึ่งอาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์ยามบ่าย คือจุดที่ซาโลเพกมุ่งหน้าไปในมหากาพย์การเดินเท้าข้ามโลกของเขา

“เราอยู่ในช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่สุดแล้ว” เดอร์วิช อาลี คนเลี้ยงแกะบอกกับผม “ในช่วงทศวรรษ 1990 เราไม่มีปัญญา แม้แต่จะซื้อชา ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นมากครับ”

คุชนามามัช ภรรยาผู้ใจดีของอาลีอบแป้งนานหรือขนมปังแผ่นแบนๆ ที่ยังมีเนื้อธัญพืชร้อนๆให้เรา ขณะที่เรากางเต็นท์บนสนามหญ้าแคบๆ ของพวกเขา ทิวต้นป๊อปลาร์พลิ้วไหวตามสายลมที่พัดผ่าน ภูมิภาควาคานที่เคยอัตคัตเริ่มเขียวขจี แปลงเพาะปลูก ปกคลุมก้นหุบเขาลึกที่เคยโล่งเตียน ชาววาคีบางส่วนได้ลิ้มรสมะเขือเทศและสควอชที่ปลูกเองเป็นครั้งแรก นี่เป็นผลจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ต้นแอพริคอตออกดอกก่อนฤดูกาลถึงสองเดือน และกระแสน้ำที่ไหลบ่าจากการละลายของธารน้ำแข็งก็ทำให้การชลประทานทำได้ง่ายขึ้น

ทว่าสักวันหนึ่งธารน้ำแข็งแห่งเทือกเขาฮินดูกูชและปามีร์จะเหือดแห้งไป และความหิวโหยอันเก่าแก่จะหวนคืนมา กระนั้น ในวันคืนดีๆ ที่ผมย่างเท้าผ่าน หุบเขาไร้ถนนของฉนวนวาคานให้ความรู้สึกเหมือนดินแดนที่ผมมุ่งหน้าตามหามาทั้งชีวิต ฝูงกาบินวนว่อนเหนือท้องฟ้าสดใสสุดสายตา ในเดือนกันยายน ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์บนที่สูงของกลุ่มชนเร่ร่อนชาวคีร์กีซในวาคานตะวันออกอาบไล้แสงอาทิตย์ที่แผดกล้าดูเหลืองอร่ามดั่งอำพัน ก้อนหินมนใหญ่ขนาดเท่าบ้านทอประกายราวกระจกบานมหึมาเหนือลาดเขาเปล่าเปลือย ผิวหน้าของมันถูกขัดเรียบราวกระจกโดยกำแพงน้ำแข็งที่อันตรธานไปนานแล้วสมัยน้ำแข็งปรากฏขึ้นเป็นวงรอบ สมัยน้ำแข็งรอบถัดไปจะทำลายหลักฐานเรือกสวนไร่นาอันเปราะบางของอาลีจนหมดสิ้นและชะล้างร่องรอยทางเดินของรถถังที่โซเวียตทิ้งไว้ในที่ราบวาคานเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน ร่องรอยเหล่านี้ดูราวกับเพิ่งเกิดขึ้น และในที่สุด ชาววาคีคนใหม่จะปรากฏกายขึ้นเพื่อนวดข้าว ไล่วัวให้เดินวนไปบนรวงข้าวสาลีที่เพิ่งตัด ราว 3,600 รอบตามการคำนวณของผมเพื่อให้ได้ขนมปังแผ่นกลมสักแผ่น ทุกอย่างล้วนมีวงรอบของมัน

อัฟกานิสถาน
โอมินา เบกุม พักผ่อนในกระท่อมที่สร้างขึ้นบนหลังคาบ้านของเธอในวูชเออร์กันต์ โครงสร้างชั่วคราวที่ที่ทำจากกิ่งไม้ ใบไม้และหญ้านี้เรียกว่า คาปา ในช่วงฤดูร้อนคาปาช่วยให้ร่มเงาระหว่างวันและที่หลับนอนเย็นสบายยามค่ำคืน

เช้าวันที่ 23 กันยายน ท่ามกลางหมอกน้ำแข็งหนาทึบ เราเริ่มออกเดินอีกครั้งพร้อมลาขนสัมภาระสองตัว เพื่อมุ่งหน้าไปยัง เออร์ชาดพาส (Irshad Pass) ช่องเขาสูงร้างผู้คนใกล้กับจุดบรรจบของเทือกเขาฮินดูคูชและการาโกรัม กั้นแบ่งระหว่างอัฟกานิสถาน และปากีสถาน

เออร์ชัดพาสอยู่สูงกว่าระดับทะเล 4,979 เมตร เราขึ้นถึงยอดก่อนพระอาทิตย์ตก ปาเลย์ถึงกับเต้นฉลองชัยอย่างกะปลกกะเปลี้ย ผมหอบหายใจเอากาศที่ทั้งบางเบาและหนาวเหน็บเข้าไป รู้สึกเหมือนถูกมีดโกนกรีดที่ปอด เมื่อไร้ซึ่งที่หลบพักหรือไม้ฟืน ช่องเขานี้จึงเป็นพื้นที่อันตรายต่อการพักแรม แต่เรามีทางเลือกไม่มากนัก ความมืดคืบคลานจากหุบเขาลึกเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว เราตอกหมุดเต็นท์ลงในดินที่แข็งและเย็นเยือกราวแผ่นเหล็ก ผมออกมานอกเต็นท์ท่ามกลางความมืดมิดและลมกระหน่ำเพียงครั้งเดียว เพื่อห่มกระชับผ้าใบที่ปลิวสะบัดให้กับลา

กองกำลังรักษาความปลอดภัยนอกเครื่องแบบของปากีสถานจับกุมพวกเราในคืนถัดมา ระหว่างพักแรมทางปลายด้านตะวันออกของเทือกเขาฮินดูกูช เราได้แจ้งให้รัฐบาลทราบถึงแผนการเข้าปากีสถานผ่านทางเออร์ชัดพาส และมีวีซ่าที่ออกให้ล่วงหน้าแล้ว ทว่าเจ้าหน้าที่พร้อมปืนเอเค -47 ยืนยันว่า เราลักลอบเข้าสู่เขตหวงห้าม และขับรถพาเราไปยังเมืองชายแดนชื่อกิลกิต

อัฟกานิสถาน
หลังดิ้นรนกับหิมะ ความหนาวเหน็บ และลาที่อ่อนล้า พอล ซาโลเพก ก้าวย่างก้าวท้ายๆ ในฉนวนคาวานของอัฟกานิสถาน ขณะที่เขาและมาตีเยอ ปาเลย์ ช่างภาพ เดินทางผ่านเออร์ชัดพาสเข้าสู่ปากีสถาน เมื่อขึ้นถึงยอดช่องเขาตอนพระอาทิตย์ตก ซาโลเพกบอกว่า “แม้จะเหนื่อยจนแทบขาดใจ แต่ผมก็ตะลึงกับแสงที่เห็น เป็นแสงที่ทำให้คุณคิดถึงการเกิดแสงที่คุณลืมตาเห็นตอนเกิด”

บ่ายวันถัดมา เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบพาเราไปขึ้นเครื่องเที่ยวบินเที่ยวแรกออกจากปากีสถาน ก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดจะกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด ผมได้รับอนุญาตให้กลับเข้าปากีสถานได้ภายในไม่กี่วัน เพื่อเริ่มการเดินทางที่สะดุดลงอีกครั้ง แต่ในคืนที่เราเดินทางถึงนครในอาหรับที่ร้อนอบอ้าวหลังถูกเนรเทศออกจากปากีสถาน ผมยังใส่กางเกงเดินหิมะแสนโสโครกอยู่เลย ผมรู้สึกมึนชาไปหมด ตอนที่ยืนงงๆ ต่อคิวตรวจคนเข้าเมืองของสนามบินที่อึกทึกด้วยสรรพเสียง ผมจ้องมองมือที่เกรียมแดด และหวนนึกถึงอัสดงเหนือเออร์ชัดพาส พระอาทิตย์กลมสีจางเลือนหายไปหลังหลืบเมฆฝน ช่วงเวลาราวสองนาทีที่ทุกสรรพสิ่งดูเรืองรองในแสงสีเงินยวง ลำแสงสีทองเหลือบเงินสาดส่องอาบไล้เทือกเขาการาโกรัม จุดประกายให้ยอดเขาห่มหิมะที่เรียงตัวทอดยาวสู่สุดเปลายโลก ลำแสงที่มล้างความรันทดในหัวใจ ลำแสงที่ผมพอจะนึกภาพออกว่า ได้ก้าวย่างไปพร้อมกับเพื่อนมนุษย์ สู่ความหวังที่รอคอยอยู่ ณ ดินแดนใหม่

เรื่อง พอล ซาโลเพก

ภาพถ่าย มาตีเยอ ปาเลย์

 

อ่านเพิ่มเติม

ธรรมชาติอันงดงามในปากีสถาน

เรื่องแนะนำ

ชมฝีมือการวาดแผนที่ของเด็กๆ ที่ชนะการประกวดระดับโลก

โครงการประกวดภาพวาดแผนที่ในปีนี้ (Barbara Petchenik Children’s Map Competition 2017) ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ผลงานจากเด็กๆจำนวนเกือบ200 คนจาก 34 ประเทศมีตั้งแต่ฝีมือระดับน่ารักน่าชัง ไปจนถึงฝีมือระดับแพรวพราว หลังผลการตัดสินโดย ICA ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกได้รวบรวมผลงานเข้าตาที่ชนะรางวัลมาให้ได้ชมกัน โดยในที่นี้ผลงานที่ผู้วาดมีอายุน้อยที่สุดเป็นของ หนูน้อยวัย 3 ขวบจากบัลแกเรีย สำหรับธีมของการประกวดในปีนี้คือ “ฉันรักแผนที่” แน่นอนว่าศิลปินรุ่นจิ๋วหลายคนใช้สัญลักษณ์รูปหัวใจเป็นสื่อกลางในที่นี้รวมถึง Colegio Arturo Soria วัย 12 ขวบจากสเปน ที่วาดภพของแผนที่พับเป็นรูปหัวใจ และในส่วนของรางวัลความคิดสร้างสรรค์ในปีนี้ ทางคณะกรรมการผู้ตัดสินไม่อาจเลือกให้รางวัลกับภาพใดภาพหนึ่งโดยเฉพาะได้ ดังนั้นรางวัลจึงถูกประกาศร่วมกันระหว่าง Urteja Kardasiute วัย 4 ขวบจากลิทัวเนียเจ้าของผลงานอันอบอุ่น ดลกและพระอาทิตย์กุมมือกันแสดงออกถึงมิตรภาพ และ Phoebe McClean จากนิวซีแลนด์ ภาพวาดที่สะท้อนถึงนโยบายทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วนรางวัลภาพวาดขวัญใจมวลชนในปีนี้ตกเป็นของ Champ Turner วัย 15 ปีจากเมืองออสติน ในรัฐเท็กซัส […]

ชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองโมซูล

ชมชุดภาพถ่ายจาก เฟลิเป้ ดานา ช่างภาพจากสำนักข่าวเอพี ผู้เสี่ยงชีวิตเข้าไปในเมืองโมซูลของอิรัก เพื่อถ่ายทอดซากชีวิตของชาวเมืองที่ถูกทำลายอย่างย่อยยับจากการก่อการร้าย