การขี่ม้า เคยเป็นวิธีการสัญจรที่ได้รับความนิยมของชาวเกาะมาร์เคซัน

การขี่ม้า ร่องรอยทางวัฒนธรรมที่เหลืออยู่บนเกาะสวรรค์

พบกับ คนเลี้ยงม้ารุ่นสุดท้าย แห่งดินแดนเฟรนช์โพลินีเซีย ที่ยังคงรักษา การขี่ม้า ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานให้คงอยู่บนเกาะที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน

เป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่ชาวมาร์เคซันได้รักษามรดกทางธรรมชาติของพวกเขาเอาไว้ รวมไปถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง การขี่ม้า

เกาะมาร์เคซัสเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเฟรนช์โพลินีเซีย ที่นี่ คุณจะไม่พบบังกะโลที่สร้างอยู่เหนือผิวน้ำ หรือลากูนสีเทอร์ควอยส์ อยู่บนเกาะทั้ง 12 เกาะ หกเกาะจากทั้งหมดยังไม่มีมนุษย์อยู่อาศัย ภาพภูเขาสีเขียวครึ้มตัดกับสีน้ำทะเลเป็นทัศนีภาพอันโดดเด่นของเกาะมาร์เคซัส นอกจากมรดกทางธรรมชาติอันล้ำค่าแล้ว ชาวมาร์เคซันยังคงรัษาประเพณีท้องถิ่นไว้อย่างดี ทั้งเรื่องการสักลาย การเต้นรำ ภาษา และการขี่ม้า

การขี่ม้า, ควบม้า, ม้า, คนขี่ม้า, ขี่ม้าชายหาด
เจเรมี เกฮวยฮิตู ควบม้าของเขาร่ายรำอยู่บนชายหาดสีดำแห่งหนึ่งบนเกาะฮีวาอัว

ม้าได้ถูกนำเข้ามายังเกาะอัวฮูกาในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า เป็นของขวัญจากพลเรือเอก Abel Dupetit-Thouars ชาวฝรั่งเศส ที่นำม้ามาจากชิลี ชาวเกาะได้ดูแลเลี้ยงม้าเป็นอย่างดี และใช้ม้าเป็นยานพาหนะเดินทางบนเกาะ ม้ายังช่วยส่งเสริมการล่าสัตว์ป่าของชาวเกาะให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ทั้งหารล่าแพะและหมูป่า ซึ่งพวกเขานำมาปรุงเป็นอาหารด้วยกรมมวิธีท้องถิ่นที่ทำให้เนื้อสัตว์สุกอย่างช้าๆ ด้วยการอบร้อนในเตาที่ฝังไว้ใต้ดิน หรือที่เรียกว่า อูมู (ชมภาพการปรุงอาหารแบบท้องถิ่นได้ ที่นี่)

ม้าป่า, ขี่ม้า, คนเลี้ยงม้า,
ม้าที่อยู่บนเกาะมาร์เคซัสชอบกินใบไม้ที่มีขนาดใหญ่ หรือผลไม้ที่ให้รสหวาน

นอกจากเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ ชาวเกาะยังมีอาหารประเภทอื่นให้เลือกสรรทั้งผลไม้ อย่างมะพร้าว มะม่วง และผลไม้เขตร้อนชนิดต่างๆ รวมถึงวัตถุดิบจากท้องทะเล ชาวมาร์เคซัน “มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาแผ่นดินใหญ่” Julien Girardot ช่างภาพ เล่าและเสริมว่า ทุกวันนี้ ด้วยการพัฒนาของถนนและการเข้ามาของรถยนต์ “ชาวมาร์เคซันส่วนใหญ่ขับรถกระบะสัญชาติญี่ปุ่นไปจ่ายตลาด ซื้อข้าว เส้นพาสต้า และไก่แช่แข็งที่นำเข้าจากสหรัฐฯ” อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับความเจริญ และยังคงรักษาวัฒรธรรมการขี่ม้าเอาไว้

การขี่ม้า, คนเลี้ยงม้า, ม้า, หมู่เกาะ, มาร์เคซัส
หลังจากค่ำคืนที่ออกตั้งค่ายพักแรมในป่ากับลูกชายของเขา โวฮีตระเตรียมม้าเพื่อเดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน

ในชุดภาพถ่ายของ Girardot ผู้ซึ่งเคยพำนักอยู่ในเฟรนช์โพลีนีเซียเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ได้บอกเล่าเรื่องราวของคนเลี้ยงม้าสามคนคือ โวฮี บราวน์ แห่งอัวฮูกา ลูเซียน “ปาโก” เปาเตฮี และเจเรมี เกฮวยฮิตู ซึ่งสองคนหลังพำนักอยู่บนเกาะฮีวาอัว

บนเกาะอัวฮูกายังพบม้าป่าอยู่ตามธรรมชาติ โวฮี ผู้มีรอยสักเป็นเอกลักษณ์บนแผ่นหลัง เชี่ยวชาญทักษะเฉพาะทางในการจับม้า และฝึกม้าให้เชื่อง เข้าใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงเลี้ยงม้า หลังเลิกงานจากเกสต์เฮาส์ หรือไม่ก็ขลุกอยู่ในสวนมะพร้าว ซึ่งเขานำไปแปรรูปเป็นน้ำมันมะพร้าว หนึ่งในสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของเฟรนช์โพลินีเซีย และบางครั้ง เขาก็เป็นผู้นำนักท่องเที่ยวขี่ม้าชมพื้นที่บางส่วนบนเกาะ

โวฮีผู้มีรอยสักที่แสดงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของชาวมาร์เคซัน ฝึกม้าของเขาให้เกิดความเชื่อใจระหว่างผู้เลี้ยงและตัวม้าเอง

ส่วนบนเกาะฮีวาอัว ชาวตะวันตกอาจรู้จักที่นี่จากศิลปิน Paul Gauguin ผู้ที่ใช้เวลาช่วงบั้นปลายชีวิตอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ ทั้งปาโกและเจเรมี เป็นไกด์ที่นำนักท่องเที่ยวขี่ม้าตามเส้นทางท่องเที่ยวบนเกาะ เขาทั้งสองคนรักสถานที่แห่งนี้ สถานที่ที่อุดมไปด้วยดอกไม้ป่า และยังเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวเกาะ รวมไปถึงวิวทะเลสุดลูกหูลูกตาที่มองจากเส้นทางบนยอดเขา พวกเขาเหล่านี้จึงเปรียบเหมือนอัศวินขี่ม้ารุ่นสุดท้ายที่อยู่บนเกาะสวรรค์แห่งนี้

การขี่ม้า, คนขี่ม้า, ขี่ม้า, ควบม้า
เจเรมีควบม้าของเขาไปยังเส้นทางที่นำไปสู่ยอดเขา

บามความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : 17 ที่เที่ยวโรแมนติกทั่วโลกในมุมมองเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เรื่องแนะนำ

แสง สี เสียง ในเกาหลีเหนือ

รัฐบาลเปียงยาง ในเกาหลีเหนือ จัดการแสดงอันน่าตื่นตาโดยมีผู้แสดงหลายพันคน  ช่างภาพเรียนรู้ที่จะมองให้ไกลและลึกกว่าการแสดงนั้น กระทั่งด้วยมาตรฐานของเกาหลีเหนือ โชว์ปิดฉากงานฉลองครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งประเทศเมื่อปี 2018 ต้องถือเป็นการแสดงที่ชวนให้อ้าปากค้าง  นักเรียนนักศึกษาหลายพันคนถือคบเพลิงเดินสวนสนามเป็นระลอกไปรอบๆ จัตุรัสคิมอิลซุงประจำกรุงเปียงยาง ในเกาหลีเหนือ เปลวเพลิงไฟฟ้าบนยอดหอคอยชูเชส่องสว่าง ขณะที่เสียงร้องเพลงของเหล่ายุวชนและเสียงพลุดังก้องไปทั่วลานจัตุรัสอันใหญ่โตมโหฬาร การแสดงที่ใช้คนจำนวนมากเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผมบันทึกภาพในเกาหลีเหนือ ผมถ่ายภาพการแสดงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพราะความน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เพราะทำให้เข้าใจภาพลักษณ์ที่รัฐบาลอยากนำเสนอให้โลกเห็น นั่นคือภาพประเทศในอุดมคติ  ไร้สิ่งรกหูรกตา นำเสนอแต่สิ่งดีๆ สามัคคีปรองดอง และแข็งแกร่ง ชาวเกาหลีเหนือคาดหวังให้ช่างภาพเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อที่มีจุดมุ่งหมาย ไม่ใช่ช่างภาพข่าวที่มีสายตาชอบจับผิด นั่นทำให้การทำงานเป็นช่างภาพข่าวชาวต่างชาติในเกาหลีเหนือเป็นเรื่องท้าทาย ขณะอยู่ที่นั่น ผมมีมัคคุเทศก์ที่รัฐบาลจัดหาให้ตามไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา หน้าที่ของเขาคือคอยอำนวยความสะดวกให้ผมและจับตาดูความเคลื่อนไหวของผม ในการเดินทางครั้งแรกๆ ของผม ดูเหมือนชาวเกาหลีเหนือคาดหวังว่า ช่างภาพจากสหรัฐฯ ที่เป็นประเทศปรปักษ์อย่างผมจะตัดสินพวกเขาอย่างมีอคติ จงใจถ่ายภาพเพื่อทำให้พวกเขาดูเลวร้าย พวกเขาเฝ้ามองสิ่งที่ผมทำชนิดไม่ยอมให้คลาดสายตา  ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะใช้กล้องแบบพลิกแพลงมากขึ้นเพื่อจับภาพช่วงเวลาดิบๆ บ่อยครั้งผมเก็บภาพอย่างเร่งรีบ  โดยถ่ายขณะกล้องอยู่ตรงตำแหน่งสะโพก หรือถ่ายจากหน้าต่างรถบัสหรือรถยนต์ระหว่างทางไป หรือกลับจากงานที่มีกำหนดการล่วงหน้า  ภาพถ่ายที่น่าสนใจที่สุดเป็นเพียงภาพคนธรรมดาสามัญกำลังทำสิ่งธรรมดาสามัญ และการถ่ายภาพแนวแคนดิดนี้ก็ทำให้ผมเปิดหน้าต่างบานเล็กๆ เข้าสู่ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีเหนือได้ในที่สุด ผมเชื่อว่า พอเวลาผ่านไปมัคคุเทศก์ที่ทำงานกับผมเริ่มเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามทำ นั่นคือการให้มุมมองที่ซื่อสัตย์และยุติธรรมแก่ประเทศของพวกเขา  ไม่ว่าจะหยาบกระด้างหรือไร้การปรุงแต่งแค่ไหน ผมกำลังมองหาความเป็นสากล ชีวิตประจำวัน ผู้คนจริงๆ ที่มีชีวิตอยู่จริงๆ และควรค่าแก่การทำความเข้าใจ […]

เลาขวัญ เมืองรองในเมืองกาญจน์

ขับรถไปนอนเต็นท์ ปีนเขา และเดินป่า ผ่านเส้นทางเลาขวัญ Scenic Route Trip การเดินทางมาเที่ยวเมืองกาญจน์ของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จุดหมายสำคัญมักอยู่ที่อุทยานแห่งชาติ ภูเขา และแม่น้ำ บางครั้งอาจทำให้เราหลงลืมบางสถานที่ไปบ้าง แต่ขึ้นชื่อว่าเมืองแห่งภูเขาและอุทยานฯ แล้ว ไม่ว่าเราจะเดินทางไปเที่ยวในส่วนไหนก็มักพบเจอวิวสวยงามแปลกตาไม่แพ้จุดท่องเที่ยวยอดนิยมที่อื่นๆ และบางครั้ง การเดินทางออกนอกเส้นก็อาจทำให้เราได้ประสบการณ์การเดินทางใหม่ๆ ที่น่าสนใจ การเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี มีจุดสนใจอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกระแสโลกออนไลน์มากนัก อย่างเส้นทาง “เลาขวัญ” ซึ่งไม่ใช่เส้นทางที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อาจมองว่าเป็นเส้นทางอ้อม ทำให้เสียเวลาการเดินทาง ดังนั้น เส้นทางนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบขับรถชมทัศนียภาพสองข้างทางแบบเนิบช้าและไม่เร่งรีบ ตลอดสองข้างทาง บางช่วงให้ความารู้สึกเหมือนภูมิประเทศในภาคอิสานของไทย บางช่วงเหมือนเรากำลังเดินทางอยู่ในภาคเหนือ ช่วงของเส้นทางระหว่างหนองปรือมุ่งสู่อำเภอศรีสวัสดิ์ นักท่องเที่ยวสามารถจอดแวะพักที่จุดชมวิว เพื่อเก็บภาพและบรรยากาศของอ่างเก็บน้ำศรีสวัสดิ์ที่อยู่เบื้องล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงปลายฤดูฝน (กันยายน – ตุลาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศช่วยสร้างความโรแมนติกได้ดีทีเดียว อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งปี หากคุณอยากลองเปลี่ยนบรรกาศการเดินทางแบบเดิมๆ ลองเปลี่ยนมาขับรถผ่านเส้นทางเลาขวัญก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ระหว่างทาง เลาขวัญถือเป็นพื้นที่รองทางการท่องเที่ยว และเป็นอำเภอเล็กๆ ที่แยกตัวมาจากอำเภอพนมทวน สภาพภูมิอากาศอยู่ในเขตเงาฝนของเทือกเขาตะนาวศรี จึงมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีน้อย “เลาขวัญมันแล้ง ทำการเกษตรไม่ค่อยได้ ไม่เหมือนอำเภออื่น” คำบอกเล่าของชาวบ้านที่สะท้อนภาพของพื้นที่ เราถามถึงที่น่าสนใจในอำเภอเลาขวัญ ได้คำตอบว่า […]