ภาพทะเลทราย ที่น่าตื่นตาของญี่ปุ่น - National Geographic Thailand

ภาพเนินทะเลทรายที่น่าตื่นตาของญี่ปุ่น

ภาพทะเลทราย ที่น่าตื่นตาของญี่ปุ่น

ภาพทะเลทราย แนวสีทองเหลืองอร่ามที่นึกไม่ถึงทอดยาวไปตามชายฝั่งทะเลนอกเมืองทตโทริ เป็นเนินทะเลทรายเพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่น เกลียวคลื่นภูเขาทะเลทรายสูงถึง 4.8 กิโลเมตรเหนือศีรษะ อูฐเป็นพาหนะที่ใช้เดินทาง และภาพฝันของภาพลวงตาในทะเลทรายถูกแทนที่ไฟของเมืองใหญ่ ทัศนียภาพของทตโทริคล้ายกับฉากของอารับราตรี ขัดกับภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นที่คนมักจะนึกถึงอย่าง ซูชิ รถไฟหัวกระสุน ห้าแยกชิบุยะ และเฮลโหล คิตตี้

ทตโทริ ซาคิว หรือเนินทะเลทรายทตโทริ เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งพันปีก่อนโดยที่ทรายถูกพัดพายังฝั่งแม่น้ำเซ็นไดและถูกทับถมลงในทะเล ลมแรงและกองทรายที่มาจากชายฝั่ง ทำให้เกิดโอเอซิสทะเลทรายขึ้นมาในดินแดนปลาดิบ

ด้วยความยาว 14 กิโลเมตร และกว้างน้อยกว่า 3 กิโลเมตร ทตโทริเป็นพื้นที่เล็กๆในอุทยานแห่งชาติ ซันอินไคกัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของข้อตกลงระหว่างอุทยานธรณีโลกยูเนสโก้กับรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะรักษาในเชิง วัฒนธรรมประวัติศาสตร์และความหลากหลายทางชีวภาพ

ทตโทริอาจจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในหนึ่งพันหนึ่งราตรี แต่มันปรากฏอยู่ในวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงหลายงานในญี่ปุ่นซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันมีความสำคัญทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน อาริชิมะ ทาเคโอะ กวีชาวญี่ปุ่นทำให้เนินทะเลทรายแห่งนี้มีชื่อเสียง เมื่อเขาเขียนบทกวีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เขามีกับหญิงสาวที่แต่งงานแล้ว โดยอธิบายความรู้สึกขมขื่นที่ด่ำดิ่งอย่างลึกซึ้งของเขาในขณะที่ล้อมรอบเต็มไปด้วยผืนทราย ไม่นานหลังจากนั้นเขาและหญิงผู้นั้นได้ทำการอัตวิบากรรมด้วยกัน

ทศวรรษต่อในช่วงปี 1960 ทตโทริกลายเป็นเวทีของ อาเบะ โคโบ นักเขียนนวนิยาย ในหนังสือที่ชื่อว่า woman in the dunes เรื่องราวซึ่งถูกมองว่ามาก่อนกาลและในที่สุดก็กลายเป็นภาพยนตร์ที่ถูกเสนอให้เข้าชิงรางวัล

มีนักท่องเที่ยวมากกว่าสองล้านคนต่อปีมาเยี่ยมเยือนที่แห่งนี้ คุณสามารถหากิจกรรมทั่วไปทำในที่แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็น การขี่อูฐ เล่นโต้กระดาน เล่นร่มร่อน และพิพิธภัณฑ์ปฏิมากรรมทรายที่น่าประทับใจ แม้ว่าอาจจะไม่สามารถหาแคมป์ค้างคืนได้เช่นเดียวกับที่ทำได้ในดูไบ แต่ทัศนียภาพอันน่าของทะเลทรายซึ่งบรรจบกับทะเลเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นทริปที่ไม่ควรพลาดชม

 

เรื่องแนะนำ

ธงมนต์ จิตวิญญาณแห่งดินแดนหิมาลัย

ในดินแดนอันกว้างใหญ่และสงบบนเทือกเขาหิมาลัยที่ครอบคลุมหลายประเทศ เราพบจุดร่วมทางสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีร่วมกัน แม้แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้มีความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกัน ทั้งฮินดู ซิกข์ พุทธ สัญลักษณ์นั้นคือ ธงมนต์ ที่โบกสะบัดในทุกที่เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ ความเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และประกาศความศรัทธาให้ขยายออกไป ครั้งแรกที่ไปเยือนดินแดนแถบเทือกเขาหิมาลัยนั่นคือเมืองเลห์ แคว้นลาดัก ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ที่นี่ถูกขนานนามว่าทิเบตน้อย ธงมนต์ ถูกผูกตรึงอยู่ในหลายที่ พบได้ทั้งศาสนสถาน พื้นที่เปลี่ยวร้างบนภูเขาสูง เหนือแม่น้ำ บนต้นไม้ใหญ่ และบนสะพาน ธงมนต์สะบัดไหวไม่เคยหยุดนิ่งยกเว้นในช่วงฤดูกาลหนาวที่หิมะปกคลุม ช่วงนั้นผืนผ้าแห่งธงมนต์จะผูกนิ่งแต่ยังคงสีสันตัดกับหิมะสีขาวเฝ้ารอฤดูกาลใหม่ที่จะได้สะบัดปลิวอีกครั้ง เมื่อได้เห็นธงมนต์ในหลายสถานที่ก็อดไม่ได้ที่จะสอบถามคนท้องถิ่นถึงความเป็นมา และได้คำตอบว่านั่นคือธงมนต์ ธงมนตรา หรือธงมนตราธวัช ตัวแทนความศรัทธา ความหวัง และคำขอพรจากผู้ที่นำผ้าหลากสีไปผูกไว้ ทุกครั้งที่ธงมนต์สะบัดปลิว ผู้คนบนเทือกเขาหิมาลัยเชื่อว่า นั่นคือบทสวดมนต์ที่พวกเขาได้เขียนไว้บนผืนผ้า กำลังเปล่งบทสวดดังตามแรงปลิวของสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัย ในสมัยก่อนพุทธกาล ประวัติของธงมนต์ได้กำเนิดขึ้นแถบเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ในยุคนั้น ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีการสัญจรและการเข้าถึงสาธารณูปโภคอื่นใด เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ถูกกำหนดขึ้นโดยนักบวชในลัทธิบอน ที่ยังคงบูชาภูติผีวิญญาณ ธงมนต์ในยุคแรกถูกย้อมสีด้วยสีธรรมชาติกำหนดขึ้นจากธาตุทั้งห้า นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ เพื่อใช้เป็นเครื่องปัดเป่ายามเจ็บไข้ได้ป่วย ขอพรยามมีความสุข และเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อธรรมชาติ เพื่อให้ภูติผีวิญญาณคุ้มครอง ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่สิบสอง สมัยกษัตริย์ซงซัน […]

บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี ชุมชนที่นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เรื่องป่า

การจัดการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นการนำเสนอใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวเน้นสัมผัสประสบการณ์ และได้เรียนรู้วิถีอันเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกันชุมชนก็ร่วมพัฒนาพื้นที่กับหน่วยงานภายนอก ให้เกิดการบริหารจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนได้ บ้านถ้ำเสือ ชุมชน บ้านถ้ำเสือ ตั้งอยู่ที่ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานของชุมชนว่า เมื่อราวๆ พ.ศ. 2487 เมื่อถึงเวลาพบลค่ำ ชาวบ้านที่เข้าไปในป่าต้องรีบขึ้นไปยังนั่งร้านบนต้นไม้สูง เพื่อพักผ่อน และหลบภัยอันตรายจากสัตว์ป่า เช่น เสือ ช้างป่า และกระทิง ต่อมาชาวบ้านเริ่มเห็นว่าพื้นที่แถบนี้มีความอุดมสมบูรณ์และสามารถทำการเพาะปลูกได้ดี จึงเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่ทำเกษตรกรรมและอยู่อาศัย สัตว์ป่าต่างหายและหลบเข้าไปอยู่ในป่าลึก นอกจากนี้มีการพบร่องรอยของเสือในถ้ำบริเวณนั้นจึงเป็นที่มาของชื่อชุมชนบ้านถ้ำเสือจนถึงปัจจุบัน ด้วยที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่กลางหุบเขา มีแม่น้ำเพชรบุรีไหลผ่านจึงมีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากการทำการเกษตรแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรอินทรีย์ โครงการธนาคารต้นไม้ อีกทั้งพื้นที่ใกล้เคียงของชุมชนเคยเป็นพื้นที่แห้งแล้งที่ได้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งด้วยความร่วมมื่อของชาวบ้านตามแนวพระราชดำริ “ปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” อีกด้วย การท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่ร่วมพัฒนากับโลเคิล อไลค์ ในวันที่สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเป็นเรื่องที่เราห่วงใยและใส่ใจ ด้วยสภาวะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ที่เริ่มใกล้ตัวพวกเราขึ้นทุกวัน ถ้าการท่องเที่ยวจะทำให้เราตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่หลายๆ ฝ่ายกำลังผลักดัน การท่องเที่ยวอย่างใส่ใจในพื้นที่ทางธรมมชาติ อย่างการท่องเที่ยวป่าไม้ ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวสามรถเรียนรู้เรื่องธรรมชาติและสนุกไปกับการเดินทางได้ หมู่บ้านถ้ำเสือเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่โลเคิล […]