ความสะอาดของป้ายรถเมล์ในเกาหลีเหนือ - National Geographic Thailand

ความสะอาดของป้ายรถเมล์ในเกาหลีเหนือ

ความสะอาดของป้ายรถเมล์ในเกาหลีเหนือ

ขึ้นชื่อว่าเกาหลีเหนือแล้ว เราคงจินตนาการถึงภาพวิถีชีวิตอันยากแค้นของผู้คนในชนบทที่กำลังทำงานอย่างหนักและอดมื้อกินมื้อ แต่หากให้จินตนาการถึงชีวิตในกรุงเปียงยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงแล้ว คงยากที่จะนึกออกกันว่าวิถีชีวิตของคนเมืองแบบเกาหลีเหนือนั้นเป็นอย่างไร

ภาพถ่ายของชาวเกาหลีเหนือที่กำลังรอรถประจำทางที่ป้ายหยุดรถ ในกรุงเปียงยางภาพนี้ถูกบันทึกโดย Ed Jones แม้ว่าบรรยากาศของการรอรถจะดูน่าเบื่อ แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่าบรรยากาศในกรุงเปียงยางนั้นช่างสะอาดสะอ้าน และยังมีจุดจอดรถประจำทางซึ่งแตกต่างจากที่อื่นๆ ในหลายประเทศทั่วโลก เพราะแทนที่จะเต็มไปด้วยภาพโฆษณาหรือกราฟฟิตี้ ที่เกาหลีเหนือกลับเลือกใช้ภาพของวิวทิวทัศน์หรือเมืองอันสวยงามแทน

รถเมล์คือระบบขนส่งมวลชนที่ใช้กันทั่วไป ในมหานครที่มีผู้คนจำนวน 3 ล้านคน รถยนต์ส่วนตัวเป็นภาพที่หาชมได้ยากเนื่องจากรถเมล์นั้นครอบคลุมทั่วถึงทั้งเมือง ส่วนราคาก็แสนถูกเพียงแค่ 5 วอนเท่านั้น หรือเท่ากับน้อยกว่า 0.1 เซนต์ในสหรัฐ จนแทบจะเรียกได้ว่าระบบขนส่งมวลชนในกรุงเปียงยางของเกาหลีนั้น บริการฟรีเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ภาพถ่ายโดย Ed Jones

ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ

ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ ป้ายรถเมล์เกาหลีเหนือ

 

อ่านเพิ่มเติม

10 เรื่องน่ารู้ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

เรื่องแนะนำ

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ร่วมพันธมิตรกับเอมมา วัตสัน เพื่อเฉลิมฉลองวันสตรีสากล

ชมตัวอย่างโปรเจคภาพถ่ายจากช่างภาพหญิงซึ่งสะท้อนเรื่องราวของผู้หญิงในหลายหัวข้อไม่ว่าจะเป็น ความไม่เท่าเทียมหรือการถูกลิดรอนสิทธิสตรี นำเสนอโดยเอมมา วัตสัน ร่วมกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เนื่องในวันสตรีสากล

ความลับของดินแดนแห่งความสุข

เรื่อง แดน บิวต์เนอร์ ภาพถ่าย คอรี ริชาร์ดส์ และแมตทิว เพลีย์ คนที่มีความสุขที่สุดในโลกคือใครกันนะ อาจเป็นอาเลคันโดร ซูญีกา พ่อวัยกลางคนผู้มีสุขภาพดีและเข้าสังคมอย่างน้อยวันละหกชั่วโมง เขานอนหลับอย่างน้อยเจ็ดชั่วโมงในคืนส่วนใหญ่ เดินไปทำงาน และกินผักผลไม้เกือบทุกวัน อาเลคันโดรทำงานที่เขารักกับเพื่อนร่วมงานที่เขารู้สึกดีสัปดาห์ละไม่เกิน 40 ชั่วโมง อีกสองสามชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์เขาจะทำงานอาสาสมัคร ช่วงสุดสัปดาห์ เขาเข้าโบสถ์และเอาใจตัวเองด้วยการดูฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาโปรด โดยสรุปแล้ว เขาเลือกทำสิ่งที่เอื้อให้ตัวเองมีความสุขทุกวัน ตัวเลือกก็ไม่ยากเพราะเขาอาศัยอยู่ท่ามกลางคนแบบเดียวกันในหุบเขาเซนทรัลแวลลีย์อันเขียวชอุ่มและอบอุ่นของคอสตาริกา ซิดเซ เคลมเมนเซน คือคู่แข่งอีกคนที่เป็นไปได้ เธออยู่กับสามีที่เอาใจใส่และลูกเล็กๆสามคนในชุมชนแบบเคหะรวม (cohousing community) ที่ผูกพันใกล้ชิดกับครอบครัวอื่นๆ เธอเป็นนักสังคมวิทยาซึ่งเป็นงานที่ท้าทายและปลุกเร้าเธอให้ลุกขึ้นมาทำอะไรได้ทุกวัน เธอกับครอบครัวขี่จักรยานไปทำงาน ซื้อของ และไปโรงเรียน ซึ่งช่วยให้เด็กๆแข็งแรง เธอจ่ายภาษีสูงจากเงินเดือนที่ไม่สูงนัก แลกกับบริการทางสาธารณสุขและการศึกษาสำหรับครอบครัว รวมทั้งเป็นหลักประกันรายได้หลังเกษียณ ในเมืองออลบอร์ก ประเทศเดนมาร์ก ที่เธออาศัยอยู่ ผู้คนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะคอยดูแลไม่ให้พวกเขาประสบกับเรื่องร้ายๆที่หนักหนาสาหัสเกินไป แล้วยังมีดักลาส ฝู ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จอีกคน เขาขับรถบีเอ็มดับเบิลยูราคา 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่บ้านราคา 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาแต่งงานแล้ว มีลูกกิริยามารยาทเรียบร้อยสี่คนที่เรียนหนังสือเก่งเข้าขั้นยอดเยี่ยม เขาทำงานสี่อย่างเพื่อส่งตัวเองเรียน […]

ทำไมต้องบูลลี่? แท้จริงแล้วผู้ชอบกลั่นแกล้งคือคนอ่อนแอ

จากการทดลองในหนู นักวิทยาศาสตร์พบพฤติกรรมกลั่นแกล้งรังแกสัมพันธ์กับกลไกการให้รางวัลในสมอง ด้านนักจิตวิทยาเสริมว่าความเจ็บป่วยทางจิต และครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์คือหนึ่งปัจจัยสำคัญ

มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก

อาหาร คือวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นตามมา เมื่อมนุษย์รู้จักวิธีการควบคุมไฟ หากคุณผู้อ่านมีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวในเม็กซิโก ขอเชิญชวนให้ไปท่องเที่ยวยังรัฐโออาซากา เพราะที่นั่นมีเมนูอาหารเก่าแก่ ที่อาจเรียกได้ว่ากรรมวิธีการปรุงอาหารของพวกเขานั้นสามารถย้อนรอยไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์เลยทีเดียว เมนูที่ว่านี้คือ “ซุปหิน” ครอบครัวนี้กำลังเดินทางไปที่ริมน้ำตกแห่งหนึ่ง เพื่อสาธิตวิธีการปรุงซุปหินให้ชมกัน เริ่มต้นด้วยการจับกุ้งและปลานิลจากแม่น้ำขึ้นมา มองหาหินภูเขาไฟขนาดพอเหมาะจำนวนหนึ่ง นำไปอังไฟไว้ให้ร้อน จากนั้นเทส่วนผสมทุกอย่างทั้งสมุนไพร เนื้อสัตว์ และน้ำเปล่าลงไปในแอ่งหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หย่อนหินภูเขาไฟที่กำลังร้อนได้ที่ลงไปในน้ำ ความร้อนจากหินจะทำให้น้ำเดือดทันที เท่านี้ก็จะได้เมนูซุปหินอันขึ้นชื่อของภูมิภาคนี้ ปัจจุบันพวกเขานำมรดกตกทอดจากบรรพบรุษนี้มาเปิดร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมือง และได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย เมนูซุปหินถูกเปลี่ยนมาใส่ภาชนะ แต่ลูกค้ายังคงได้รสสัมผัสและความรู้สึกไม่ต่างจากต้นฉบับดั้งเดิม ลองชมภาพยนตร์สั้นที่จัดทำขึ้นโดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกนี้ แล้วจะเห็นว่าวัฒนธรรมของพวกเขานั้นงดงามมากแค่ไหน   อ่านเพิ่มเติม : กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม?, การเดินทางของอาหาร