5 ธีม เที่ยวญี่ปุ่น โดยรถไฟที่คุณจะไม่มีวันลืม - National Geographic Thailand

5 ธีมเที่ยวญี่ปุ่นโดยรถไฟที่คุณจะไม่มีวันลืม

ภาพรถไฟหัวกระสุนกำลังแล่นผ่านภูเขาไฟฟูจิ ก่อนไป เที่ยวญี่ปุ่น ควรซื้อตั๋วรถไฟเจแปนเรลพาส เพื่อที่จะได้สัมผัสกับระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมที่สุดในโลก ภาพถ่ายโดย SEAN PAVONE, ALAMY STOCK PHOTO


นี่คือแผนการเดินทาง เที่ยวญี่ปุ่น ผ่านตั๋วรถไฟเจแปนเรลพาสแบบ 7 วัน ที่จะให้คุณสำรวจดินแดนอาทิตย์อุทัยด้วยมุมมองใหม่

การท่อง เที่ยวญี่ปุ่น หรือดินแดนอาทิตย์อุทัยนั้นเติบโตอย่างพุ่งทะยานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อเดือนมีนาคม 2019 มีจำนวนทักท่องเที่ยวนานาชาติเดินทางไปญี่ปุ่นกว่า 2.8 ล้านคน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นดีขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวในช่วงกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ในปี 2020

สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงคลื่นนักท่องเที่ยวจากจุดหมายยอดนิยม ลองใช้ตั๋วรถไฟเจแปนเรลพาสแบบ 7,14 หรือ 21 วัน ที่จะทำให้คุณเดินทางไปได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น ไปตามเส้นทางการท่องเที่ยวใน 5 ธีมเหล่านี้ ที่แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ

เที่ยวญี่ปุ่น
นี่คือตำแหน่งเมืองที่ตั้งของสถานีรถไฟหลักในแผนการเดินทางนี้ ซึ่งล้วนเริ่มต้นที่โตเกียว

 ท่องไปตามเส้นทางกวี “ไตรทัศน์แห่งญี่ปุ่น”

ในปี 1643 นักปราชญ์ในสมัยโชกุน ฮายาชิ กาโฮ (Hayashi Gahō) ได้เป็นผู้เสนอ ไตรทัศน์แห่งญี่ปุ่น (Three Views of Japan) ซึ่งเป็นการกล่าวถึง รายชื่อสถานที่สามแห่งในประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้รับการจัดว่ามีความงดงามมากที่สุดในสมัยนั้น ได้แก่ หมู่เกาะกิ่งสน แห่งอ่าวมัตสึชิมะ ในจังหวัดมิยางิ, ศาลเจ้าอิตสึกุชิมะ ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่ดูเหมือนเกาะลอยอยู่บนน้ำที่จังหวัดฮิโรชิมะ และดอนทราย อามาโนะฮาชิดาเตะ ในจังหวัดเกียวโต สถานที่เหล่านี้อยู่เหนือกาลเวลาได้เพราะงาน ไตรทัศน์แห่งญี่ปุ่น

นี่เป็นแผนการเดินทางแนะนำในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และระหว่างการเดินทางอย่าพลาดการทานอาหารที่เต็มเติมจิตใจของคุณ ในอ่าวมัตสึชิมะ ลองชิมหอยแครงย่าง และหยุดแวะที่จังหวัดเซ็นไดเพื่อกินลิ้นวัวย่าง ก่อนไปสัมผัสรสชาติอาหารแห่งเมืองเกียวโตด้วยเมนูอาหาร ไคเซกิ คือคอร์สอาหารญี่ปุ่นอันหรูหราที่ปรุงวัตถุดิบตามฤดูกาล และเสิร์ฟอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ก่อนจะปิดท้ายด้วย โอโคโนมิยากิ หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม พิซซ่าญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาหารที่ได้ความนิยมอย่างยิ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เส้นทางไตรลักษณ์แห่งญี่ปุ่น: โตเกียว (Tokyo) > เซ็นได (Sendai) > มัตสึชิมะ (Matsushima) > เซ็นได (Sendai) > โตเกียว (Tokyo) > เกียวโต (Kyoto) > อามาโนะฮาชิดาเตะ (Amanohashidate) > เกียวโต (Kyoto) > โอซากา (Osaka) > ฮิโรชิมะ (Hiroshima) > มิยาจิมะ (Miyajima) > ฮิโรชิมะ (Hiroshima) > โอซากา (Osaka) > โตเกียว (Tokyo)

เที่ยวญี่ปุ่น
ประตูโทริอิลอยน้ำที่ศาลเจ้าอิตสึกุชิมะที่จังหวัดฮิโรชิมา เป็นหนึ่งใน “ไตรลักษณ์แห่งญี่ปุ่น” ซึ่งได้การกล่าวขวัญโดยกวีชาวญี่ปุ่นยุคเอโดะอย่าง มัตซูโอะ บะโช ภาพถ่ายโดย YURIKO NAKAO, GETTY IMAGES

ย่างกรายย้อนไปในเส้นทางประวัติศาสตร์

หลังจากจักรพรรดินารูฮิโตะ จักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ในราชวงศ์กษัตริย์ที่ยืนยาวที่สุดในโลก การขึ้นครองราชย์ของพระองค์ถือว่าเป็นการแหวกม่านประเพณีหลายประการด้วยกัน (รวมไปถึงการขึ้นครองราชย์โดยการสละราชสมบัติของจักรพรรดิองค์เก่า) ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้เดินทางท่องเที่ยวเพื่อสำรวจประวัติศาสตร์อันรุ่มรวยของญี่ปุ่น

เริ่มต้นการเดินทางด้วยการนั่งรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูงสู่เมืองคานาซาวะ ที่มีอาคารเก่าสมัยเอโดะ (ยุคโชกุน) ที่รอดมาจากการทำลายล้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จากนั้นเยือนเขตน้ำชาตะวันออก (Eastern tea district) และวัดนินจาเก่า (Old Ninja Temple) จากนั้นนั่งรถไฟสู่เกียวโตเพื่อเดินผ่านเสาไม้โบราณโทริอิที่ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ (Fushimi Inari) และไปดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์จากวัดคิโยมิซึ (Kiyomizu Temple) และสำรวจปราสาทนิโจ (Nijo Castle) ก่อนที่จะเดินทางไปจังหวัดนางาซากิ เมืองแห่งเดียวที่เปิดรับชาวต่างชาติในช่วงการปิดประเทศกว่า 214 ปี ในสมัยโชกุน ในเมืองนางาซากิมีทั้งอาหารในแบบโบราณและเทศกาลซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากชาวต่างชาติที่มีอายุนับร้อยปี และยังเป็นบ้านของชาวคริสต์ในญี่ปุ่นซึ่งต้องหลบซ่อนตัวในอดีต ทั้งหมู่บ้านและโบสถ์ได้รับการเสนอให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโก

สถานีรถไฟเส้นทางประวัติศาสตร์: โตเกียว (Tokyo) >> คานาซาวะ (Kanazawa) >> เกียวโต (Kyoto) >> ชิน-โอซากา (Shin-Osaka) >> ฮากาตะ (Hakata) >> นางาซากิ (Nagasaki)

เที่ยวญี่ปุ่น
หมู่บ้านชิราคาวาโกะ เป็นหมู่บ้านที่มีบ้านรูปทรง Gassho Style หรือบ้านหลังคาเป็นสามเหลี่ยมทรงสูง มรดกโลกอีกแห่งของยูเนสโก ในยามหน้าหนาวที่มีหิมะปลกคลุม ภาพถ่ายโดย VICHIE81, GETTY IMAGES

สัมผัสฤดูกาล

ฤดูหนาวและฤดูร้อนส่งมอบการผจญภัยในรูปแบบของตัวเอง แต่ฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยวที่เหมาะที่สุดคือฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง กิจกรรมยามว่างของชาวญี่ปุ่นอย่างการชมดอกไม้ หรือฮานามิ การชมใบไม้เปลี่ยนสีอย่าง โคโย ได้นำพาพื้นที่ชนบทให้มีชีวิตชีวาด้วยดอกไม้สีชมพูที่เบ่งบานในช่วงเดือนเมษายน และใบไม้สีส้มสุกสว่างในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นเชอรี่ที่ตกแต่งอยู่ในสวนเค็นโรคุเอ็น (Kenrokuen Garden) และตัวปราสาทที่อยู่ภายในนั้น เปิดให้เข้าชมทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน และในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ขึ้นรถบัสจาก โทยามะ ไปยัง คานาซาวะ เพื่อชมหมู่บ้านชิราคาวาโกะ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีบ้านรูปทรง Gassho Style หรือบ้านหลังคาเป็นสามเหลี่ยมทรงสูง อันเป็นมรดกโลกอีกแห่งของยูเนสโก ทีมีฉากหลังแห่งเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่สวยงาม

เส้นทางรถไฟช่วงฤดูใบไม้ผลิ: โตเกียว >> ทาคาโอะ (Takao) >> โอสึกิ (Otsuki) >> ภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji) >> โอสึกิ (Otsuki) >> ทาคาโอะ (Takao) >> โตเกียว (Tokyo)>> เกียวโต (Kyoto) >> ชิน-โอซากา (Shin-Osaka) >> โอคายามะ (Okayama) >> โอคุ (Oku) >> หมู่เกาะเซโตะอุจิ (Setouchi Islands) >> โอคุ (Oku) >> โอคายามะ (Okayama) >> ชิน-โอซากา (Shin-Osaka) >> คานาซาวะ (Kanazawa) >> โตเกียว (Tokyo)

เที่ยวญี่ปุ่น
ภาพใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่วัดในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ภาพถ่ายโดย DAMIEN DOUXCHAMPS, GETTY IMAGES

เส้นทางแสวงบุญราเมง

เรื่องราวของราเมงทุกชนิดนั้นเริ่มต้นที่โตเกียว ที่ร้าน คนจิกิ โฮโตโตกิสุ (Konjiki Hototogisu) ร้านราเมงระดับมิชลินสตาร์ จากนั้นขึ้นรถไฟความเร็วสูงไปที่ร้าน อิชิเมง ราเมง (Ichimen Ramen) ในโอซากา หลังจากเดินเล่นตามทางเดินข้างคลองโดทงโบริ (Dotonbori) มาแล้ว และที่จังหวัดฟุกุโอกะ ร้าน ฮากาตะ อิซโซ (Hakata Issou) เสิร์ฟราเมงเส้นเล็กตรงในน้ำซุปครีมกระดูกอันเป็นเอกลักษณ์

ระหว่างทางกลับโตเกียว ลองเลือกที่นั่งริมหน้าต่างรถไฟเพื่อชมวิวของภูเขาไฟฟูจิ และลองราเมงน้ำซุปส้มยูซุ และตัวเลือกแบบมังสวิรัติที่ร้าน อาฟูริ ราเมง (Afuri Ramen) ในกรุงโตเกียว ก่อนนั่งรถไฟมุ่งตรงสู่เมืองซัปโปโรเพื่อชิมราเมงซุปมิโซะอุ่นๆ อย่าลืมลองซดน้ำซุปเสียงดังๆ เพราะถือเป็นมารยาทที่สุภาพ

เส้นทางรถไฟสายราเมง: โตเกียว Tokyo >> โอซากา Osaka >> ฮากาตะ/ฟุกุโอกะ Hakata/Fukuoka >> โตเกียว Tokyo >> ชิน-อาโอโมริ (Shin-Aomori) >> ชิน-ฮาโกะดาเตะ (Shin-Hakodate) >> ซัปโปโร (Sapporo)>> ชิน-ฮาโกะดาเตะ (Shin-Hakodate) >> ชิน-อาโอโมริ (Shin-Aomori) >> โตเกียว (Tokyo)

เที่ยวญี่ปุ่น
บรรยากาศบ่อน้ำพุร้อน ทามัตซุคุริ-ออนเซ็น จังหวัดชิมาเนะ ขอบคุณภาพถ่ายจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Tamatsukuri_Onsen

ชุ่มฉ่ำไปกับบ่อน้ำพุร้อน

เส้นทางรถไฟนี้สายนี้อาจดูช้าไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับรถไฟความเร็วสูง แต่มันจะวิ่งผ่านทิวทัศน์ที่สวยงามอย่างน่าตะลึงในระหว่างทางสู่บรรดาบ่อ ออนเซน หรือบ่อน้ำพุร้อนที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ในฮาโกเนะ ลองเข้าพักที่เรียวกัง (โรงแรมแบบญี่ปุ่น) ที่มีออนเซนในตัว ก่อนจะเดินทางไปที่ โดโก-ออนเซ็น (Dogo-Onsen) หนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนที่เก่าแก่ที่สุด และ ทามัตซุคุริ-ออนเซ็น (Tamatsukuri-Onsen) ที่ที่เทพเจ้าในศานาชินโตเคยกล่าวไว้ว่า ได้มาแช่น้ำพุร้อนที่นี่ จากนั้นจับรถไฟผ่านโตเกียวขึ้นไปทางเหนือเพื่อไปยังเมืองไอซุวากามัตสึ สถานที่ที่คุณจะรื่นรมย์ไปกับบ่อน้ำร้อนที่อยู่ด้านข้างน้ำตกที่โรงแรม โชซุเกะ โนะ ยาโดะ ทาคิโนะยู (Shosuke no Yado  Takinoyu)

เส้นทางรถไฟออนเซ็น: โตเกียว >> โอดะวาระ (Odawara) >> (ฮาโกะดาเตะ) Hakone >> โอดะวาระ (Odawara) >> โตเกียว (Tokyo) >> โอกายามะ (Okayama) >>  มัตสึยามะ (Matsuyama) >> โดโก ออนเซ็น (Dogo Onsen) >> มัตสึยามะ (Matsuyama) >> โอกายามะ (Okayama) > > ทามัตซุคุริ ออนเซ็น (Tamatsukuri Onsen) >> โอกายามะ (Okayama) >> โตเกียว (Tokyo) >> โคริยามะ (Koriyama) >> ไอซุวาคามัตสึ (Aizuwakamatsu) >> โคริยามะ(Koriyama) >> โตเกียว (Tokyo)

เรื่องโดย ARI BESER


อ่านเพิ่มเติม ค้นพบไฮไลท์และเสน่ห์ที่ซ่อนเร้น 10 อย่างในเกียวโต 

เรื่องแนะนำ

จาโรคา : ระเบียงเสน่ห์ราชสถาน

เอกลักษณ์ของอาคารบ้านเรือน เป็นเหมือนสิ่งสะท้อนวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์ของประชากร ไจยซัลเมียร์ แคว้นราชสถาน เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวมีมีเอกลัษณ์ของสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น บ่ายวันหนึ่ง ขณะเดินไปตามตรอกซอกซอยย่านการค้าใจกลางเมือง ไจยซัลเมียร์ แคว้นราชสถาน ในภาคพายัพของอินเดีย ผมต้องค่อยๆ ชะลอความเร็วของสองเท้าที่ก้าวย่างให้ช้าลง จนที่สุดก็หยุดนิ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับบางสิ่ง ที่ทำให้ผมยืนตาค้าง จดจ้องความงามที่ปรากฏ ราวกับได้พานพบหญิงสาวชาวราชสถาน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐที่มีอัตราเฉลี่ยของสาวงามมากกว่ารัฐใด เหตุเพราะเธอมีเชื้อสายราชปุต ชาติพันธุ์หลักของแคว้นนี้ ผสมผสานกับเชื้อสายมุสลิมโมกุล ทำให้พวกเธอมีรูปร่างสูงสง่า นัยน์ตาคมกริบ ผิวสีน้ำผึ้ง นวลเนียนแตกต่างจากชาวอินเดียแท้ ที่เป็นชาวฑราวิท หรือดราวิเดี้ยน เปล่า ไม่ได้เจอสาวงามชวนตะลึง แต่ที่ตรึงสองตาผมให้จ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนยกกล้องขึ้นบันทึกภาพนานนับชั่วโมง โดยไม่รู้สึกรู้สาว่ากล้ามเนื้อทั้งสองแขนอ่อนล้า ตาที่เล็งเพื่อปรับความคมชัดของภาพเริ่มอ่อนแรง จนต้องตัดสินใจพักการถ่ายภาพแล้วนั่งมองสุนทรียะภาพเบื้องหน้าด้วยตาเปล่า นี่คือสิ่งที่ชาวราชสถานเรียก “ฮาเวลี” (Haveri) แปลว่าแมนชั่น หรือคฤหาสน์ของคหบดีชาวราชสถาน ที่สร้างด้วยหินสีน้ำผึ้ง แกะสลักลวดลายวิจิตรตา โดยมีจุดเด่นอยู่ที่  “จาโรคา” (Jharokha) หรือระเบียงที่ยื่นออกมาจากตัวคฤหาสน์ นับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสถาปัตยกรรมราชสถานที่เปี่ยมเสน่ห์ ชวนให้หลงใหล จน “บัลโคนี” (Balcony) หรือระเบียงของชาวยุโรป ดูเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มไปถนัดตา โดยเฉพาะ Patwon ki […]

7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในแอฟริกา

7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในแอฟริกา เราทุกคนรู้กันดีว่าประสบการณ์ของการท่องเที่ยวในแอฟริกานั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร เช่น การส่องชีวิตของบรรดาสัตว์ป่า บนที่ราบ Masai Mara ในเคนยา หรือการลิ้มรสไวน์ชั้นเลิศจากสวนไวน์ในแหลมกู๊ดโฮป สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในแอฟริกา แต่ทวีปอันกว้างใหญ่ที่เป็นบ้านของ 54 ชาติในแอฟริกานี้ ยังมีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมทีโดดเด่น ซ้ำยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก กำลังรอคอยให้คุณออกไปสำรวจอยู่!   แอ่งดานาคิล, เอธิโอเปีย การเดินทางไปยังหนึ่งในสถานที่ร้อนอบอ้าวและอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อาจเป็นไอเดียที่ไม่เวิร์คนัก แอ่งดานาคิล ในประเทศเอธิโอเปียนี้ เป็นสถานที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยฟองอากาศจากลาวาใต้พื้นพิภพ ผลจากการทับซ้อนกันของแผ่นเปลือกโลกในบริเวณนี้ส่งผลให้เกิดภูมิทัศน์สวยงามแปลกตาและแฝงไปด้วยอันตรายจากกำมะถันของภูเขาไฟ บริเวณแอ่งดังกล่าวมีชื่อเสียงในการทำเหมืองเกลือ สถานที่กว้างสุดลูกหูลูกตานี้ไม่ง่ายต่อการเดินทางแต่หากคุณสนใจจะมาท่องเที่ยวสามารถจองทัวร์กับไกด์ท่องเที่ยวท้องถิ่นได้ ซึ่งจะนำคุณมายังแอ่งดานาคิลด้วยรถยนต์และอูฐ   อุทยานแห่งชาติ Liuwa Plain, แซมเบีย ทุ่งหญ้าที่กว้างไกลจนราวกับไม่มีที่สิ้นสุด อุทยานแห่งชาติ Liuwa Plain ทางตะวันตกของแซมเบียมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่อพยพของฝูงวิลเดอบีสต์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 อีกด้วย แต่เดิมทุ่งหญ้าแห่งนี้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว จนกระทั่งโรงแรมคิงส์เรวันนิกาเปิดให้บริการขึ้นในปีนี้ ปัจจุบันยังไม่มีการให้บริการตั้งแคมป์ถาวรภายในอุทยาน เนื่องจากก่อนหน้านี้พื้นที่แห่งนี้ได้รับผลกระทบจากการรุกล้ำและล่าสัตว์ป่า แม้ว่าอุทยานจะอยู่ระหว่างการฟื้นฟูธรรมชาติและไม่ได้มีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์มากนักก็ตาม แต่ที่นี่เป็นบ้านของนกหลากหลายชนิดและฝูงไฮยีน่า และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ยังไม่ถูกเข้าถึงมากที่สุดในแซมเบีย   Tsingy Rouge, มาดากัสการ์ สถานที่เที่ยวนอกเมืองอันท์ซิรานานา ในมาดากัสการ์ […]

หมออีม หญิงไทยคนแรกผู้ขึ้นสู่ยอดเขาทั้งเจ็ดทวีป

“การก้าวไปถึงจุดสูงสุดอาจไม่ใช่ความสุขที่ยิ่งใหญ่ แต่การกลับลงมาอย่างปลอดภัย คือสิ่งที่สำคัญกว่า” – หมออีม  นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ บ่ายวันหนึ่ง ขณะนั่งทำงานตามปกติอยู่ในออฟฟิศ นิ้วมือพลันเลื่อนเมาส์ไปเจอข้อความที่ปรากฏในแถบแจ้งเตือนบนเฟซบุ๊ก ฉันอ่านข้อความจนจบอย่างถี่ถ้วนสองสามรอบ ความปลื้มปริ่มเกิดขึ้นในใจเมื่อทราบถึงจุดประสงค์ของผู้ส่งสาร ที่ต้องการให้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นำเสนอเรื่องราวของ หมออีม ทันตแพทย์หญิง นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ จากจุดเริ่มต้นจนถึงความสำเร็จ เมื่อปี 2016 หมออีม คือผู้หญิงไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์อันเลื่องชื่อได้สำเร็จ และชื่อของเธอกลับมาปรากฏบนหน้าสื่ออีกครั้งหลังจากเธอพิชิตยอดเขา 7 แห่ง จาก 7 ผืนทวีป ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หมออีมกลายเป็นผู้หญิงที่คนไทยจับตามอง เธอคือคนไทยคนแรกที่ใช้ความพยายามและความร่วมมือจากหลายฝ่ายเดินทางไปสู่ยอดเขาทั้ง 7 แห่งได้สำเร็จ การเดินทาของหมออีมเริ่มต้นจากการไปร่วมปีนเขากับคุณคมรัตน์ พิชิตเดช หรือที่คนในวงการปีนเขามักเรียกในนาม ป๋าคมรัตน์ ครั้งนั้น ป๋ามองเห็นความพิเศษในตัวหมออีมจากครั้งที่ไปร่วมปีนเขาบนเส้นทางคีนาบาลูบนเกาะบอร์เนียวด้วยกัน เขาจึงผลักดันให้เธอลองพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ และเธอตอบตกลง “เธอเป็นผู้หญิงที่เดินขึ้นเขาอย่างไม่รู้จักเหนื่อย ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว และเดินเร็ว” คุณธำรงค์ ปิยนราภร ผู้จัดการส่วนตัวของหมออีม เล่าให้เราฟัง “ปกติป๋าคมรัตน์มีประสบการณ์ปีนเขาร่วมกับคนไทยมาหลายคน และป๋าพอจะมองออกว่าใครสามารถขึ้นไปบนเอเวอเรสต์ได้ ซึ่งป๋ามองเห็นความพิเศษในตัวหมออีม” หลังจากนั้น […]

เทคโนโลยีใหม่ “เต็นท์” ที่ช่วยให้การตั้งแคมป์ใต้น้ำเป็นไปได้

“เต็นท์” ใต้น้ำใหม่นี้ช่วยให้นักดำน้ำสามารถงีบหลับ กิน อีกทั้งยังช่วยลดความดันอากาศใต้คลื่น ตั้งแต่รุ่งอรุณแห่งยุค SCUBA สมัยใหม่ นำโดย Jacques Cousteau ในต้นปี 1940 นักสำรวจมหาสมุทรได้แสวงหาวิธีการใหม่ในการอยู่ใต้ทะเลได้นานขึ้น เพราะเดิมทีถังออกซิเจนสามารถบรรจุก๊าซได้ในปริมาณที่จำกัด อีกทั้งในเรื่องของสรีรวิทยาของมนุษย์ภายใต้แรงดันน้ำในทะเลลึก ทำให้นักประดาน้ำจำเป็นต้องว่ายน้ำขึ้นมาหายใจบนผืนน้ำอยู่เป็นระยะ นักสำรวจของทาง National Geographic อย่าง Michael Lombardi และศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก Winslow Burleson ได้ทำการออกแบบและจดสิทธิบัตร “Ocean Space Habitant” หรือเต็นท์ใต้น้ำไว้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเอาไว้สนับสนุนและช่วยให้นักดำน้ำสามารถอยู่ในทะเลได้นานกว่าปกติ เมื่อความลึกไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป การใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจใต้น้ำแบบธรรมดา (SCUBA) นั้นมีข้อจำกัดหลายประการ ประการแรกถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่จะสูดออกซิเจนเข้าไปในปริมาณที่มากกว่าปกติเวลาอยู่ใต้ทะเลลึก เพราะฉะนั้นการดำน้ำลึกแทบจะเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้น้อยมาก ประการที่สองอาจเป็นกรณีที่ต้องพบกับปัญหา “โรคน้ำหนีบ” (The Bends) ซึ่งหากถึงตอนนั้นการรักษาอาจจะเป็นเรื่องยากและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง “โรคน้ำหนีบ ถือเป็นอันตรายอย่างมากในความลึกของน้ำระดับนี้ นั่นหมายความว่าการเข้าถึงหน่วยฉุกเฉินใต้น้ำแทบจะกลายเป็นศูนย์เลย” เจนนิเฟอร์เฮย์ส ช่างภาพใต้น้ำกล่าว ในขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกใต้น้ำไม่เอื้ออำนวยเธอและคู่หูของเธอ ปลอดภัยไว้ก่อน จุดประสงค์ของ Ocean Space Habitat เพื่อแก้ปัญหาที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์การดำน้ำ […]