เที่ยวไต้หวัน แบบสุดสายที่ตั้นสุ่ย - National Geographic Thailand

เที่ยวไต้หวัน แบบสุดสายที่ตั้นสุ่ย

ไต้หวัน เกาะที่รุ่มรวยด้วยธรรมชาติและการผสมผสานวัฒนธรรม

นอกจากความงดงามและสมบูรณ์ของธรรมชาติแล้ว ไต้หวันยังมีอาคารสถานที่หลายแห่งที่งดงาม เปิดต้อนรับให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปตามเมืองหลักและเมืองรอง ในส่วนของการเดินทางในไต้หวัน นักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางไปเยือนมาแล้วต่างทราบดีว่า ระบบรถรางของไต้หวันมีความสะดวกสบาย ครอบคลุมจุดหมายหลัก เชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ และราคายังเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ระบบรถไฟฟ้าของไต้หวัน หรือเอ็มอาร์ที (MRT) เป็นที่นิยมสำหรับการเดินทางของทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว  จึงเกิดเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นที่มาของการท่องเที่ยวแนวใหม่ ที่เป็นการท่องเที่ยวตามแนวรถไฟฟ้า

บนเกาะไต้หวันมีรถไฟฟ้า MRT ให้บริการทั้งหมด 5 สาย ดังนี้

สายสีน้ำตาล Wenhu Line

สายสีแดง Tamsui – Xinyi Line

สายสีเหลือง Songshan – Xindian Line

สายสีน้ำเงิน Bannan Line

รับชมเส้นทางและดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์ได้ที่ Taiwan Metro

บรรยากาศในเป่ยโถว

ในแต่ละเส้นทางเดินรถไฟฟ้าล้วนแล้วแต่มีสถานที่น่าสนใจอยู่แทบทุกสถานี ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวในไต้ไหวัน แต่เส้นทางที่ประทับใจผู้เขียน คือสายสีแดง และอยากแนะนำผู้อ่าน หรือนักเดินทางที่กำลังวางแผนไปเที่ยวได้หวัน ลองวางแผนการเดินทางและพิจารณาไว้เป็นตัวเลือกสำหรรับทริปต่อไป

รถไฟสายสีแดงมีจุดเริ่มต้นที่สถานี Xiangshan เป็นรถไฟฟ้าสายเดียวที่วิ่งผ่านตึกไทเป 101 ยาวไปจนถึงสถานีตั้นสุ่ย ที่อยู่ทางด้านทิศเหนือของไทเป แต่ระหว่างทางลองแวะลงที่สถานีเป่ยโถว (Beitou) จากนั้นเปลี่ยนขบวนรถไฟที่มุ่งหน้าไปสถานีซินเป่ยโถว เพียงแค่สถานีเดียวคุณจะพบกับธรรมชาติอันงดงาม และวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ทิ้งร่องรอยไว้ในไต้หวัน

เป่ยโถวเป็นเมืองที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ และมีน้ำพุร้อนไหลผ่านสวนสาธารณะ ในสมัยที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวันนั้นได้นำวัฒนธรรมการแช่น้ำร้อนหรือออนเซ็นเข้ามาเปยแพร่บนเกาะไต้หวัน ถึงกับให้มีการสร้างโรงอาบน้ำสาธารณะ เป่ยโถวถือเป็นสถานที่ยอดนิยมเรื่องการแช่น้ำร้อน การเดินทางเข้าถึงง่ายไม่ซับซ้อน ในอดีตเป่ยโถวเคยเป็นย่านโคมแดง แต่ปัจจุบันถูกเลิกหมดแล้ว

นอกจากบ่อน้ำร้อน เป่ยโถวมีห้องสมุดใหญ่แห่งหนึ่งชื่อว่า ห้องสมุดเป่ยโถว เปิดให้บริการครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2006 เป็นอาคารสองชั้นที่ออกแบบมาเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถูกออกแบบมาเพื่อลดการใช้น้ำและไฟฟ้า ส่วนด้านหลังคาออกแบบมาให้รองรับน้ำฝนแล้วนำไปเก็บเพื่อนำมาใช้ในการล้างห้องน้ำต่อไป

จบจากเป่ยโถวเราสามารถเดินทางกลับด้วยรถไฟสายเดิมเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานีปลายทาง ตั้นสุ่ย (Tamsui) พื้นที่เมือท่าที่เปิดออกสู่ทะเล บรรยากาศตลาดเก่าแก่ และไม่มีรถวิ่งคลาคล่ำบนท้องถนน เหมาะแก่การเดินรับลม และนั่งรับประทานอาหารภายใต้กลิ่นอายร่วมสมัย นับเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ได้เดินเลือกซื้อทั้งของกินและของใช้ รวมไปถึงของที่ระลึก ก็สามารถหาได้จากย่านนี้

อีกหนึ่งทางเลือกที่นักท่องเที่ยวสนใจคือการนั่งรถประทางสาย R26 ประมาณครึ่งชั่วโมง จากหน้าสถานีรถไฟฟ้าเป่ยโถว เพื่อไปยังริมทะเลของตั้นสุ่ย ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงพระอาทิตย์ตกในตอนเย็น คุณสามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกได้จากบนสะพานแห่งความรัก และรับลมทะเลเย็นสบายได้จากจุดนี้ รวมไปถึงใกล้กันนั้นยังมีร้านอาหารหลากหลายร้านไว้ให้บริการสำหรับมื้อเย็นของคุณด้วย

ขอขอบคุณ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพ สำหรับข้อมูลและภาพถ่าย

ต้องการข้อมูลท่องเที่ยวไต้หวันติดต่อได้ที่  0-2068-6865
Line@: @VisitTaiwan
Facebook: @itstimefortaiwanth
Instagram: ttb.bkk

เรื่องแนะนำ

โต๋เต๋ ทะเลมัลดีฟส์ ออกไปฟรีไดฟ์สัมผัสโลกใต้ทะเล

ผมชอบดำน้ำครับ ก็ดำไปเรื่อยตั้งแต่ดำเล่นๆ จนมาเป็นผู้ฝึกสอน ถ้านับรวมเวลาก็ประมาณ 25 ปีแล้ว ปกติคนทั่วไปรู้จักกิจกรรมดำน้ำในรูปแบบใช้ถัง หรือสกูบา (Scuba diving) กับการดำน้ำแบบลอยเท้งเต้งอยู่บนผิวน้ำพร้อมชูชีพ หรือสนอร์เกิล (Snorkeling diving) ตอนนี้ มีการดำน้ำรูปแบบใหม่ที่พัฒนาจากกีฬา ด้วยการกลั้นหายใจใต้น้ำ เสริมเทคนิคต่างๆให้อยู่ในน้ำได้นานขึ้น ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น โดยไม่ต้องแบกอุปกรณ์ หรือที่เรียกว่า ฟรีไดฟ์ (Free diving) มัลดีฟส์เป็นจุดหมายยอดฮิตสำหรับนักดำน้ำ และเป็นสถานที่สุดโปรดของเหล่าฟรีไดฟ์ ด้วยเหตุผลที่ว่า แต่ละจุดดำน้ำมีทัศนียภาพแตกต่างกัน เราไม่จำเป็นต้องลงลึกเท่ากับสกูบา และไม่ได้ลอยอยู่บนผิวน้ำแบบสนอร์เกิล  เรียกว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ยากไม่ง่าย การมองหาสัตว์ทะเลอย่างฉลามวาฬก็ทำได้ง่าย เมื่อเราพบตัวอะไรก็สามารถพุ่งเข้าไปด้วยฟิน (ตีนกบ) ถ้ากลั้นหายใจได้นานก็สามารถเข้าใกล้สัตว์ทะเลได้ใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งเต่าทะเลและปลาเก๋า นับเป็นเสน่ห์ของฟรีไดฟ์ที่หลายคนหลงใหล การเดินทางไปมัลดีฟส์ควรพิจารณาเรื่องที่พักด้วยนะครับ เพราะในประเทศนี้มีเกาะเป็นร้อยแห่ง บางแห่งที่พักสวยและราคาถูก ซึ่งเราอาจพบฝูงปลามากมาย หรือเดินทางไปช่วงตั๋วเครื่องบินราคาถูก เราอาจไม่เจอกระเบนราหูก็ได้ นอนรีสอร์ตหรูก็ใช่ว่าจะเจอพี่จุด (ฉลามวาฬ) ที่ผมพยายามสื่อคือ อย่าไปเลือกที่พักเพราะราคาหรือแค่ความสวยงาม ถ้าคุณตั้งใจไปฟรีไดฟ์ ลองถามคนเคยไปฟรีไดฟ์มาแล้วดีกว่า ที่มัลดีฟส์มีรีสอร์ตหลายแห่งที่เปิดบริการสำหรับนักฟรีไดฟ์โดยเฉพาะ นึกตามง่ายๆคือ คุณตื่นขึ้นจากเตียง แล้วสามารถกระโดดลงทะเลจากหน้าที่พักของคุณได้เลย หรืออย่างน้อยก็นั่งเรือออกจากที่พักเพียงไม่กี่นาทีก็ลงดำน้ำได้แล้ว […]

ชวนท่องเที่ยว จิ่วเฟิน ค้นหามนตราแห่งเมืองต้นแบบ ‘Spirited Away’ ในไต้หวัน

เรื่องราวการเดินทางไปยังนครต้องมนตรา จิ่วเฟิน เมืองบนภูเขาที่ตั้งอยู่เลียบชายฝั่งทะเล จากคำบอกเล่าของช่างภาพคนหนึ่ง จิ่วเฟิน – สถานที่อัศจรรย์ต่าง ๆ มักจะดึงดูดฉันเข้าไปเสมอ ในฐานะของช่างภาพคนหนึ่งที่หลงใหลไปกับการจับภาพประสบการณ์และโลกทัศน์ที่ไม่เหมือนใคร งานของฉันส่วนหนึ่งจึงเป็นการไล่ตามฉากต่าง ๆ ที่ดูราวกับอยู่ก้ำกึ่งระหว่างโลกความจริงและโลกจินตนาการ โรงน้ำชามากมายตามชายผา ถนนสูงชันอันคราคร่ำไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าขายอาหารร้อน ๆ และแสงโคมไฟสีแดงระเรื่อ ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ เมืองจิ่วเฟิ่น ในไต้หวัน จึงเป็นหนึ่งในสถานที่อันมีเสน่ห์ทั้งปวง หลังจากที่ได้ไปเยือนที่นั่นเมื่อครั้งยังเด็ก ฉันก็รู้จักหมู่บ้านบนเขาเลียบชายฝั่งทะเลแห่งนี้เป็นอย่างดี นั่งรถประจำทางเพียง 90 นาทีจากกรุงไทเป เมืองที่ฉันเกิด จิ่วเฟิ่น เป็นเมืองที่ผสมผสานระหว่างอดีตดั้งเดิมและปัจจุบันอันพลุกพล่านไปด้วยผู้คน กล่าวคือเป็นเมืองที่มีความเป็นไต้หวันมากที่สุดเมืองหนึ่ง ทว่าลักษณะอันโดดเด่นบางประการนั้นได้รับมาจากผู้ล่าอาณานิคมอันได้แก่ ชาวดัตช์ (ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17) และญี่ปุ่น (ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20) จิ่วเฟิ่นเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส เช่น บัวลอยเผือกมันหวาน ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นหมู่บ้านลึกลับชวนค้นหาอีกด้วย ในตอนกลางวันเป็นที่มั่นติดฝั่งภูเขา บรรยากาศดั่งสรวงสวรรค์เขตร้อนที่ฉาบไปด้วยแสงอาทิตย์ ขณะที่ตอนกลางคืนกลับชวนให้รู้สึกต่างออกไป หมู่บ้านแห่งนี้มีสเน่ห์ที่ดูเร้นลับขึ้น ราวกับว่าเราจะบังเอิญพบวิญญาณออกมาเดินตระเวนหาของว่างยามดึก เนื่องจากการพัฒนาเหมืองทองคำในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมืองจิ่วเฟิ่นที่ค่อนข้างเงียบสงบจึงกลายเป็นหมู่บ้านที่อึกทึกในช่วงการเข้ายึดครองของญี่ปุ่นจนถึงปี 1945 สิ่งเตือนความจำจากยุคนั้นสามารถพบได้ที่โรงแรมสไตล์ดั้งเดิมและอาคารอื่น ๆ […]

ที่เที่ยวสังขละบุรี เมืองที่เปี่ยมด้วยธรรมชาติและวัฒนธรรม

ที่เที่ยวสังขละบุรี เมืองที่หลอมรวมสองวัฒนธรรมไทย-มอญ และแวดล้อมด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงหน้าหนาวของเมืองไทย หลายคนคงอยากหนีออกจากเมือง เพื่อไปชื่มชมกับความรื่นรมย์ทางธรรมชาติ ที่เที่ยวสังขละบุรี เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งทางป่าตะวันตกของประเทศไทย โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติที่งดงาม และวัฒนธรรมที่ผสานหลอมรวมกัน สังขละบุรี เป็นอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดกาญจนบุรี แฝงด้วยเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่น่าหลงใหลของชาวไทย – มอญ อดีตเราอาจรู้จักสังขละบุรีว่า เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์จากบารมีของหลวงพ่ออุตตมะ (พระราชอุดมมงคล) พระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ได้รับความเคารพเลื่อมใสจากคนไทยเชื้อสายมอญ หากกล่าวถึงสังขละบุรี ทุกคนจะมีภาพ สะพานมอญ เกิดขึ้นในมโนภาพทันที สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในเมืองไทย ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีไปแล้ว อีกทั้งความสวยงามของธรรมชาติโดยรอบของที่นี่ ก็ทำให้สังขละบุรีน่าหลงใหลขึ้นอีกเท่าตัว เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้รวมรวบสถานที่น่าสนใจในเมืองสังขละบุรี มาเป็นไอเดียสำหรับการวางแผนการเดินทางไปเที่ยวในช่วงฤดูหนาวปีนี เมืองใต้น้ำ เมืองใต้ผืนน้ำในเขตเขื่อนเขาแหลม หรือเขื่อนวชิราลงกรณ เดิมเป็นที่ตั้งของวัดวังก์วิเวการาม แต่เมื่อมีโครงการสร้าง ตัววัดจึงต้องย้ายไปยังพื้นที่สูง เหลือเพียงซากปรักหักพังของอุโบสถ และหอระฆังที่จะจมน้ำในฤดูฝน และจะโผล่พ้นน้ำอีกครั้งในฤดูแล้ง การมาเที่ยวที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือมาเที่ยวชมได้ โดยติดต่อเรือได้บริเวณสะพานมอญ เจดีย์พุทธคยา เจดีย์พุทธคยา ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดวังก์วิเวการาม (ใหม่) ในจุดที่แม่น้ำ 3 สายมาบรรจบกัน คือแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกรวยสี่เหลี่ยม มียอดแหลม […]

เดินเลียบทางรถไฟสายมรณะ ไปอาบน้ำช้างริมแม่น้ำแควน้อย

กุมมือกันไว้แล้วออกเดินทางไปกาญจน์กับ ‘Hold hands journey’ ไปลัดเลาะหน้าผาบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ แล้วแวะพัก ‘วังโพแค้มป์ปิ้ง’ จุดกางเต็นท์ริมแม่น้ำแควน้อยที่สามารถเล่นน้ำกับช้างได้มันสุดเหวี่ยง (ทริปแนะนำสำหรับ 2 วัน 1 คืน) . #ขี่ช้างเล่นน้ำที่วังโพธิ์แค้มป์ปิ้ง “ที่วังโพแคมป์ปิ้ง มีลานกางเต็นท์ติดริมน้ำแม่น้ำแคว ที่นี่มีช้างด้วยนะ ตอนกลางวันเล่นน้ำกับช้าง ตกกลางคืนนอนดูดาว ตอนเช้าตื่นมาแช่น้ำสบายใจ ได้ใกล้ชิดธรรมชาติแบบสุด ๆ” ‘วังโพธิ์แค้มป์ปิ้ง’ หรือ แค้มป์ช้างวังโพ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของเอกชนที่รถเล็กรถใหญ่เข้าถึงได้สะดวกสบาย เป็นพื้นที่ให้บริการจุดกางเต็นท์ ตกปลา ล่องแพเปียก เล่นน้ำ และขี่หลังช้าง ที่มีจุดเด่นด้วยตรงทำเลติดริมแม่น้ำแควน้อย จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบพักผ่อนแนวแอดเวนเจอร์ . คุณสามารถนำเต็นท์มาเองโดยเสียอัตราค่าบริการในการเข้าพักเพียงคนละ 100 บาทเท่านั้น เช่นเดียวกับใครที่ไม่มีเวลา แต่อยากมานั่งพักผ่อน ตั้งแคมป์ชั่วคราวแบบไปเช้า-เย็นกลับ ที่นี่ก็มีบริการพื้นที่แคมปิ้ง คนละ 100 บาท มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำแยกหญิงชาย และปลั๊กไฟตามจุดตั้งเต็นท์ ส่วนใครไม่มีอุปกรณ์ใด ๆ จะมาหาเช่าเต็นท์หน้างานเพิ่มเติมก็ต้องจ่ายเพิ่ม 100 บาท สำหรับเต็นท์หลังเล็ก ซึ่งเป็นเต็นท์เปล่าแบบไม่กันน้ำฝนนะ […]