คีรีวง หมู่บ้านที่คุณสามารถมาพักอารมณ์และผ่อนคลายไปกับธรรมชาติและวิถีชีวิต

คีรีวง หมู่บ้านที่ได้ชื่อว่าอากาศดีที่สุดในประเทศไทย

ว่ากันว่าฤดูหนาวมักจะพาความเหงากับความเศร้ามาด้วย อาจเป็นเพราะว่าแสงแห่งความสุขในแต่ละวันหมดเร็วก็เป็นได้ เลยดูจะหงอยๆ หน่อย รู้ไหมว่าแสงแดดช่วยสลายความเศร้าและความเหงาได้ ว่าแล้วเรามาหนีความเศร้าทั้งหลายแล้วพาร่างกายไปกระทบแสงแดดที่ คีรีวง กันเถอะ

คีรีวง พอถึงฤดูหนาวทีไรคนส่วนใหญ่มักจะต้องขึ้นเหนือเที่ยวดอยกันทุกที ลองเปลี่ยนมาเที่ยวภูเขาที่ปักษ์ใต้ดูบ้างก็ได้นะครับ เพราะอากาศกำลังสดชื่นเย็นสบายต่างจากภาคเหนือที่อากาศหนาวแบบต้องใส่เสื้อกันหนาวกันหลายชั้น

เป้าหมายของเราอยู่ที่ “คีรีวง” หมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขาหรือมีภูเขาเป็นวงล้อมรอบ เดิมทีหมู่บ้านนี้มีชื่อว่า “ขุนน้ำ” เพราะตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำเขาหลวงอำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช การเดินทางมาก็สะดวกสบายขึ้นเขาลงเขาแป๊บเดียว … เดี๋ยวก็ถึง

คีรีวง, ท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวท้องถิ่น, ท่องเที่ยไทย, ลานสะกา, นครศรีธรรมราช
ทิวทัศน์ที่โอบล้อมด้วยความเขียวครื้มของป่าฝน สร้างบรรยากาศเย็นตาให้แก่ผู้มาเยือน

คีรีวงมีอะไร

ที่นี่มีป่าต้นน้ำ ไปดูลำคลองสามสายที่ไหลมาบรรจบกันที่คลองท่าดี ซึ่งเป็นคลองที่ใหญ่ที่สุดรองรับน้ำ เพื่อระบายลงสู่ทะเล ที่บ้านปากนครและปากพนังมีร้านอาหารเล็กๆ และร้านกาแฟให้นั่งชิล  เราสามารถเดินลงไปนั่งเอาเท้าแช่น้ำก็เพลินดี บรรยากาศดีเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ข้อดีของบ้านเราคือมีสถานที่แบบนี้กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศทำให้เรามีที่ท่องเที่ยวแบบไม่รู้เบื่อ

คีรีวง,

ไปทำอะไรที่คีรีวง

ไปใช้ชีวิต ไปพักผ่อนไ ปนอนอ่านหนังสือในลำธาร ปั่นจักรยานชมวิถีชาวบ้าน ชมสวนผลไม้ หรือจะเลือกเดินชมวิวก็ดี เป็นการออกกำลังกายไปในตัว หรือหากใครมีพลังเยอะก็สามารถเดินป่าขึ้นเขาหลวงก็ได้ ที่นี่มีคนนำทางในราคาไม่แพง ส่วนตัวผมคิดว่าที่นี่สวยงาม และบรรยากาศดีไม่แพ้ประเทศเพื่อนบ้านเลย

คีรีวง

คีรีวง

การเดินทาง

จากในเมืองใช้เส้นทาง 4016 จนถึงทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 4015 ขับรถมาเรื่อยๆประมาณ 10 กิโลเมตร จนถึงถนน 4070 ให้เลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านคีรีวงไปอีก 9 กิโลเมตรก็จะถึงดินแดนแห่งความสุขแล้วครับ

ลองมาปล่อยเวลาชีวิตให้มันค่อยๆ ไหลไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่งรีบ ทิ้งทุกอย่างไว้ในเมืองแล้วลองมาตื่นเช้าๆ เดินไปหาที่จิบกาแฟแบบชาวบ้าน สายหน่อยก็เดินเล่นในธารน้ำ ถ่ายรูปบันทึกเรื่องราวการเดินทาง ลองดูสักครั้งนะครับ การมาเที่ยวครั้งนี้ไม่ต้องเช็กอิน ไม่ต้องตามรอยใครขอแค่ตามใจตัวเองก็พอ

เรื่อง: ไตรรัตน์ ทรงเผ่า
ภาพ: ธนกิตติ์ คำอ่อน

ข้อมูลเพิ่มเติม

https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/1881


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ท่องเที่ยวชุมชนที่บ้านบางหมาก จังหวัดชุมพร

เรื่องแนะนำ

หญิงสาวผู้เดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกกว่า 3,000 ไมล์ แบบไร้เทคโนโลยี

เส้นทางสู่พอลินีเซียเป็นธรรมเนียมของผู้ชายเป็นใหญ่มายาวนาน Lehua Kamalu กำลังทำลายขนบนั้น และชุบชีวิตทักษะโบราณให้กลับมามีชีวิต เลอฮัว คามาลู มีเวลาพูดคุยเพียงไม่กี่นาที เธอนั่งอยู่บนเรือแคนูสองลำที่เรียกว่า Hōkūle’a กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่ไกลจากเกาะใหญ่ของฮาวายที่ซึ่งลูกเรือของเธอพึ่งจะออกเดินทาง เสียงลมพัดผ่านเข้ามาในสายโทรศัพท์พร้อมกับเสียงพูดของเธอ Kamalu ในฐานะกะลาสีเรือและนักเดินเรือผู้เชี่ยวชาญกำลังเข้าใกล้ช่วงเวลาสำคัญ ช่วงเริ่มต้นออกเดินทาง สิ่งที่เธอต้องการทั้งหมดคือสมาธิเพื่อกำหนดเส้นทางสำหรับการเดินทางไกลข้างหน้า “เราจะประเมินว่าเราอยู่ห่างจากเกาะแค่ไหน” เธอเล่า “และเราจะตั้งค่าเส้นทางเพื่อมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงใต้” จากนั้นไม่นานเธอต้องวางสายและยังไร้เสียงโทรกลับ Hōkūle’a และลูกเรือ 10 คนมุ่งหน้าไปยังตาฮิติ ด้วยระยะทาง 3,000 ไมล์กับเวลาอีก 20 วัน Polynesian Voyaging Society (PVS) แล่นเรือในทะเลแสนกว้างใหญ่โดยไร้ความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีนำทางสมัยใหม่ เรือแคนูสำรองสองลำที่แล่นข้ามมหาสมุทรและรอบโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ออกแบบมาเพื่อจำลองเรือแบบดั้งเดิมที่เคยแล่นในมหาสมุทรแปซิฟิก ดวงอาทิตย์กับดวงดาวเป็นเข็มทิศ และคลื่นกับลมก็เป็นแผนที่ “ทุกอย่างต้องใช้ใจล้วนๆ” คามาลู ผู้อำนวยการเดินทางบอก “คุณต้องติดตามทิศทางลม ความเร็วเรือ แล้วปรับใบเรือ” เส้นทางโบราณของการเดินเรือ คามาลูเป็นกัปตันและนักเดินเรือหญิงคนแรกของ Hōkūle’a ซึ่งนับเป็นหนึ่งในผู้หญิงไม่กี่คนที่เป็นผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์แห่งปิตาที่มักถ่ายทอดจากรุ่นปู่สู่ลูกชาย เธอค้นพบความหมายในเรื่องราวของเปเล่ เทพธิดาแห่งไฟของฮาวาย ผู้ซึ่งตามตำนานเล่าขานว่า เธอถูกเนรเทศจากตาฮิติและข้ามมหาสมุทรไปสู่ฮาวาย เป็นการเปิดบรรพบุรุษ ‘เส้นทางเดินทะเล’ […]

สุดยอด กล้องคอมแพค ปี 2019 สำหรับนักเดินทาง

กูรูด้านถ่ายภาพของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก แนะนำสุดยอด กล้องคอมแพค ปี 2019 สำหรับนักเดินทางที่่คุณควรเลือกหามาเป็นเพื่อนคู่กายในทุกทริปการเดินทางของคุณ

กาแฟโรบัสตา : กว่าจะมาเป็นกาแฟคุณภาพระดับโลก

กาแฟโรบัสตา ที่ผลิตจากความใส่ใจ สู่รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แสงแดดยามเช้าในจังหวัดชุมพรช่วงฤดูฝนสาดลงยอดหญ้าสะท้อนน้ำค้างระยับ ฉันรีบเดินออกมาสูดอากาศที่เจือด้วยไอน้ำ และเดินไปหาอาหารรองท้องก่อนออกเดินทาง วันนี้ฉันมีนัดกับเจ้าของไร่กาแฟในอำเภอท่าแซะ เพื่อไปดูแหล่งผลิต กาแฟโรบัสตา คุณภาพที่ฉันกำลังนั่งจิบอยู่ในเช้านี้ จากตัวเมืองชุมพรเรามุ่งหน้าไปยังอำเภอท่าแซะ ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงเศษ เส้นทางขรุขระผ่านเรือกสวน ขึ้นเนินลงเนินกว่าสิบรอบ และยิ่งเป็นช่วงหน้าฝนด้วยแล้ว ความยากลำบากในการเดินทางยิ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่ต้องยอมรับในฝีมือการบังคับรถของพี่คนขับรถ ที่สามารถนำพาพวกเราทั้งหมดมาถึงจุดหมายปลายทางได้ บรรยากาศช่วงสายอวลไปด้วยความชื้นในอากาศที่ระเหยขึ้นมาจากพื้นดิน สมกับเป็นเมืองที่มีฝนตกชุกเกือบทั้งปี ระหว่างทางที่เราผ่านมา ฉันเห็นสวนผลไม้ สวนปาล์ม และต้นกาแฟปลูกเรียงรายอยู่ไหล่ทาง  เราเดินอยู่ในพื้นที่ไร่กาแฟของพี่พานิช ชูสิทธิ์ เกษตรกรผู้อยู่เบื้องหลังรสชาติกาแฟโรบัสตา ที่สร้างชื่อในเวทีระดับโลกมาแล้ว บริเวณทางเข้า ฉันเห็นต้นกล้ากาแฟวางเรียงรายอยู่ใต้ผืนผ้ากรองแสงแดดสีทะมึน เราเดินผ่านถนนดินแดงขึ้นไปบนเนินในส่วนของตัวบ้าน พี่พานิชออกมาต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้มอย่างดีใจ เรานั่งพักจิบน้ำเย็นให้พอหายเหนื่อย แล้วพี่พานิชก็พาเราขึ้นรถกระบะเปื้อนโคลนไปสู่ไร่กาแฟที่เป็นความภาคภูมิใจของเขา ระหว่างทางเราพลางพูดคุยและสอบถามถึงความเป็นมาเป็นไปของการปลูกกาแฟโรบัสต้าที่ชุมพร พี่พานิชเล่าย้อนไปถึงสมัยยุคบุกเบิก ที่ต้องผลิตเมล็ดกาแฟให้กับบริษัทเอกชนรายใหญ่ จนเวลาล่วงเลยผ่านไป พี่พานิชเล็งเห็นว่า เราน่าจะสร้างรสชาติกาแฟที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ จึงเริ่มลงมือศึกษา ค้นคว้า และลองผิดลองถูก “ด้วยตนเอง” บนความสูงประมาณ 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เรายืนอยู่บนจุดสูงสุดของไร่กาแฟ เบื้องหน้าเรามองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนทอดยาวไปจรดชายฝั่งทะเล มีฉากหน้าเป็นต้นกาแฟที่กำลังออกผลเบอร์รี่ทั้งสีเขียวและสีแดง ฉันรู้สึกลิงโลดในใจเหมือนเด็กที่ได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ “เมล็ดที่อยู่บนต้นพวกนี้ยังเก็บเกี่ยวไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลา” พี่พานิชเล่าระหว่างจับกิ่งกาแฟกิ่งหนึ่งชูขึ้นให้เราดู “ถ้าเป็นสวนที่ใช้สารเคมี […]

ดอยหลวง และดอยหนอก จังหวัดพะเยา

ทริปเดินป่าปีนเขา 3 วัน 2 คืน เดือนธันวาคมของทุกปีเป็นช่วงเวลาดีๆ แห่งการเฉลิมฉลอง เพราะใกล้ปีใหม่เข้ามาทุกขณะจิต หลายคนเลือกอยู่บ้าน บางคนเดินทางกลับภูมิลำเนา ส่วนตัวผมเลือกปิดภารกิจสุดท้ายของปีด้วยการพาตัวเองไปพิชิต ดอยหนอก คราวก่อนผมนั่งรถไฟไปเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติขุนตาล ครั้งนี้ผมเลยขอเลือกเดินทางด้วยรถทัวร์ของบขส. บ้าง เพราะห่างหายจากการนั่งรถสาธารณะประเภทนี้ไปนานมากทีเดียว โจทย์การท่องเที่ยวของเราครั้งนี้คือการไปเยือนเมืองรอง ผมและทีมเลือกไปจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นจังหวัดที่ผมเคยไปแบบผ่านๆนานๆ ที ครั้งนี้จึงตั้งใจเต็มที่ไปตามความปรารถนาของตัวเองที่ชื่นชอบการเดินป่าและปีนเขา หลายคนอาจสงสัยว่าจังหวัดพะเยามีอะไรน่าสนใจบ้าง จริงๆ แล้วจังหวัดนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากนะครับ เป็นแหล่งที่พบพระพุทธรูปหินทรายและหลักศิลาจารึกมากมาย แสดงให้เห็นถึงความเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีอารยธรรมและมีเรื่องราวน่าสนใจไม่แพ้จังหวัดอื่นเลย ว่ากันว่าพะเยายังเป็นหนึ่งในเส้นทางแห่งความรักของพระลอ พระเพื่อน และพระแพง ตัวเอกจากในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลออีกด้วย แน่นอนว่าแหล่งท่องเที่ยวที่คุ้นหูคนทั่วไปมากที่สุดก็คือ “กว๊านพะเยา” ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นชุมชนมาก่อนกาลเวลาผ่านไปจนกระทั่งมีสภาพอย่างปัจจุบันเพราะมีการสร้างประตูน้ำกักเก็บน้ำ และใต้ผืนน้ำแห่งนี้ก็มีวัดที่จมอยู่ประมาณยี่สิบวัด หนึ่งในนั้นคือวัดติโลกอาราม เป็นวัดสำคัญที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกของจังหวัดพะเยาด้วย ไม่ไกลจากกว๊านพะเยาก็เป็นที่ตั้งของวัดศรีโคมคำ วัดคู่บ้านคู่เมืองที่เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในแผ่นดินล้านนา ด้านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ พะเยาก็มีของดีไม่แพ้ใครและยังเป็นเป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ด้วย นั่นคือดอยหลวงที่มีความสูง 1,694 เมตรจากระดับทะเล และ ดอยหนอก อันเป็นหมุดหมายสำคัญของเหล่านักเดินป่า เพราะว่าบนยอดดอยหลวงและดอยหนอกนั้นจัดว่ามีทัศนียภาพสวยงามมาก บนยอดดอยหนอกยังเป็นที่ประดิษฐานเจดีย์พระธาตุดอยหนอก อันเป็นที่สักการะของชาวพะเยา ลำปาง และเชียงราย ก่อนเดินทางขึ้นสู่ดอยหลวง เราต้องติดต่อที่ทำการหน่วยย่อย ดล.6 อุทยานแห่งชาติดอยหลวงพะเยา […]