ซาปา : เดินป่าตามหาเครื่องเทศในตำนาน - National Geographic Thailand

ซาปา : เดินป่าตามหาเครื่องเทศในตำนาน

ซาปา : เดินป่าตามหาเครื่องเทศในตำนาน

ซาปา เมืองในสายหมอกกลางหุบเขาของเวียดนาม ไม่เพียงขึ้นชื่อในเรื่องธรรมชาติอันสวยสดงดงาม ที่นี่ยังเป็นแหล่งเพาะปลูก “ชะโก” เครื่องเทศที่สร้างรายได้งามให้แก่คนในท้องถิ่น 

————————————————

จู่ๆ คนแปลกหน้าสะพายปืนอัดลมยาวก็โผล่มาตรงที่ผมกับหล่างยืนอยู่กลางหุบเขา

“สวัสดีค่ะ พวกเราหลงทาง” หล่างบอกไป เธอสวมเสื้อพื้นถิ่นทอมือคลุมกางเกงยืดและรองเท้าบู๊ตยาง “เห็นญาติๆ ฉันไหม มีผู้ชายเจ็ดคน ผู้หญิงสองคน” เธอเอ่ยถาม

กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ เราใช้เวลาหนึ่งวันเต็มกับการขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามช่องเขาขรุขระ ลุยข้ามแม่น้ำสูงถึงเข่า เดินลัดเลาะขึ้นเขาไปตามเส้นทางคดเคี้ยว ตอนนี้เราใกล้ถึงจุดหมายแล้ว นั่นคือป่าชะโกหรือกระวานดำ (black cardamom) ซึ่งอยู่บนยอดเขาใกล้ๆ นั้น แต่เราหาเส้นทางที่จะพาตัดออกไปไม่เจอ “เยือง” ผู้เป็นสามีของหล่างจึงเพิ่งแยกออกไปเดินหาเมื่อครู่นี้

ปรากฏว่าหล่างกับคนแปลกหน้าผู้นั้นมาจากหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานแห่งชาติฮหว่างเลียน เขาทำไร่ชะโกในอุทยานนี้มาหลายปีแล้ว

เราเดินเข้าเขตอุทยานซึ่งประกอบด้วยเทือกเขาขรุขระและหุบเขาลดหลั่นใกล้ชายแดนเวียดนาม-จีน เพื่อไปดูการเก็บฝักชะโกในป่า หย่างทิหล่างกับเหวียนยันห์เยือง เป็นมัคคุเทศก์เดินป่าในเมือง ซาปา ที่อยู่ใกล้ๆ ผมผูกมิตรกับทั้งสองเมื่อหลายปีก่อนระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในฮานอย ครอบครัวของหล่างปลูกชะโกในเทือกเขาฮหว่างเลียนมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ปีนี้ โจ น้องชายของเธอรับหน้าที่นำสมาชิกในครอบครัวไปเก็บชะโกประจำปี

เขาตกลงยินยอมให้ผมติดสอยห้อยตามไปด้วย 

ซาปา
ชาวบ้านสองคนจากกลุ่มชาติพันธุ์เย้าแดงเดินข้ามสะพานระหว่างทางกลับจากการเก็บเกี่ยวชะโก ชาวบ้านในหมู่บ้านหนั่มกางมีรายได้ส่วนใหญ่จากการขายเครื่องเทศชนิดนี้ให้กับพ่อค้า
ซาปา
นักผจญภัยสายทรหดจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปเยือนอุทยานแห่งชาติฮหว่างเลียนใกล้กับชายแดนระหว่างเวียดนามกับจีน อุทยานแห่งนี้เป็นที่ตั้งของป่าชะโกหรือถาวกว๋า เครื่องเทศสำคัญที่ใส่ในเฝอและอาหารเวียดนามอื่นๆ

ชะโกหรือ ถาวกว๋าในภาษาเวียดนาม ขึ้นอยู่ตามริมลำห้วยในป่าบนพื้นที่สูง ใต้เรือนยอดของต้นไม้สูงๆ ชะโกแห้งใช้เป็นเครื่องเทศปรุงรสเฝอหรือก๋วยเตี๋ยวญวนที่กินกันอย่างแพร่หลาย รวมทั้งอาหารยอดนิยมอื่นๆ อีกหลายอย่าง

ถาวกว๋าถูกขายให้กับพ่อค้าคนกลางชาวจีนเป็นหลัก และใช้เป็นส่วนผสมในยาแผนโบราณเพื่อบรรเทาอาการท้องผูกและความเจ็บป่วยอื่นๆ หลายปีที่ผ่านมา ความต้องการในตลาดจีนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ซาปากลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายชะโกที่สำคัญ

ก่อนหน้านั้น ผมนั่งรถไฟสายตะวันตกเฉียงเหนือจากฮานอยไปยังชายแดนจีน เมื่อไปถึงหล่าวกาย เมืองชายแดนเวียดนามในเช้าวันรุ่งขึ้น ผมก็ต่อรถแท็กซี่ไปทางตะวันตกอีกหนึ่งชั่วโมงมุ่งหน้าสู่เมืองซาปา ตั้งอยู่ท่ามกลางนาข้าวขั้นบันไดและป่าเมฆคลุมในเวียดนาม การเพาะปลูกในพื้นที่สูงเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนเวียดนามพื้นราบทำกัน แต่เป็นชาวบ้านชาติพันธุ์กลุ่มน้อย 53 กลุ่มที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในเวียดนาม

ครอบครัวของหล่างมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง และอาศัยอยู่ในต๋าวันหมู่บ้านนอกเมืองซาปาซึ่งในช่วงหลายปีหลังมานี้พลอยได้รับอานิสงส์จากความคึกคักของกิจกรรมท่องเที่ยวแบบเดินป่าในซาปาด้วย

ซาปา
ชะโกสดที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมีสีแดง (บนและล่าง) ก่อนจะถูกคั่วและกลายเป็นน้ำตาลเข้มหรือดำ  เครื่องเทศชนิดนี้จะขายให้กับพ่อค้าคนกลางชาวจีนเป็นหลัก และใช้เป็นส่วนผสมในยาแผนโบราณ
ซาปา
ชะโกสดที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมีสีแดง ก่อนจะถูกคั่วและกลายเป็นน้ำตาลเข้มหรือดำ  เครื่องเทศชนิดนี้จะขายให้กับพ่อค้าคนกลางชาวจีนเป็นหลัก และใช้เป็นส่วนผสมในยาแผนโบราณ

เส้นทางสู่ไร่ชะโกคดเคี้ยวไต่สูงขึ้นไปท่ามกลางพุ่มไม้หนามสูงท่วมเอวที่ข่วนแข้งขาของผม เราไต่ขึ้นไปเกือบถึงระดับ 2,150 เมตรแล้ว หลังออกเดินทางตอนเช้าที่ระดับราวครึ่งหนึ่งของความสูงดังกล่าว

เรามาถึงแคมป์ที่พักราวช่วงตะวันตกดิน และกล่าวทักทายโจที่ขึ้นมาล่วงหน้าเพื่อตั้งแคมป์ก่อน  ผมหยุดพักครู่หนึ่งเพื่อซึมซับทิวทัศน์ที่เห็น ต้นชะโกเป็นร้อยๆ สูงราวสามเมตร แต่ละต้นมีใบหนาสีเขียวสดขนาดและรูปทรงคล้ายใบกล้วย ใบของมันดูพลิ้วไหวเหมือนระลอกคลื่นในราวป่า ไล่ระไปตามแนวลำห้วย

แคมป์ข้างลำห้วยของเราสร้างขึ้นง่ายๆ ประกอบด้วยผ้าใบสีน้ำเงินผืนยักษ์ค้ำด้วยเสาไม้ไผ่เหนือคันดินที่พ่อของหล่างเคยขุดจากด้านข้างเขามาก่อไว้ ภายในคันดินผมเห็นกองไฟกองหนึ่งกับใบถาวกว๋าแห้งปูเป็นที่นอน ตรงนี้แหละที่เราจะใช้เป็นที่กิน นอน และคั่วฝักชะโกตลอดสองวันข้างหน้า

ซาปา
ชาวไร่ชะโกเดินขึ้นเขาในอุทยานแห่งชาติฮหว่างเลียนใกล้พรมแดนระหว่างเวียดนามและจีน ครอบครัวชาวเวียดนามในท้องถิ่นปลูกชะโกที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว
ซาปา
ชาวไร่ล้างผักที่จุดตั้งแคมป์ใกล้กับกอชะโกในอุทยานแห่งชาติฮหว่างเลียน  พวกเธอเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเครือญาติที่ใช้เวลาหลายวันเก็บเกี่ยวเครื่องเทศชนิดนี้ แล้วนำไปคั่วให้แห้งเหนือกองไฟในที่โล่ง ก่อนจะลำเลียงกลับไปยังหมู่บ้านในละแวกซาปา

การเก็บชะโกเริ่มในเช้าวันรุ่งขึ้น  หลังอาหารเช้าที่ประกอบด้วยข้าว กาแฟสำเร็จรูป และแผ่นหมูเค็มมันย่องที่ย่างบนกองไฟ ไร่ชะโกซึ่งรวมแล้วมีทั้งสิ้น 2,100 ต้นตามที่พ่อของหล่างบอก แยกเป็นสองผืนบนสองฟากหุบเขา โจแบ่งกลุ่มเป็นสองทีม จากนั้นพวกเขาก็เริ่มปีนป่ายขึ้นไปตามลำห้วยเป็นแนวขนานกันทั้งสองฝั่ง  ชาวไร่แต่ละคนพกมีดพร้ากันคนละด้ามโดยหน้าที่พื้นฐานคือ ระหว่างเก็บลูกชะโกสดผลสีแดงจากโคนต้นก็จะถางกอพืชรอบๆ ไปด้วย เพื่อให้ต้นชะโกมีพื้นที่เติบโตและออกดอกออกผลก่อนจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวในปีหน้า  ถ้าไม่เจอลมฟ้าอากาศแปรปรวนเสียก่อน

บ่ายคล้อย พวกเราเดินกลับมาที่แคมป์อย่างอ่อนล้า แล้วก่อไฟกองใหญ่พอจะคั่วและรมควันชะโกสดกองสูงเท่าตู้เย็นสองสามกองได้  ผมเฝ้าสังเกตฝักชะโกสองสามฝักเปลี่ยนจากสีแดงลูกกวาดไปเป็นสีกาแฟพร้อมโชยกลิ่นสมุนไพรฉุนแรง  การคั่วฝักชะโกถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้มาก ทำให้การลำเลียงผลผลิตลงจากเขาทำได้ง่ายขึ้น

ซาปา
หย่างอาถาว ชาวไร่ผู้อาศัยอยู่ใกล้ๆ กับซาปา ซึ่งเป็นประตูสู่อุทยานแห่งชาติฮหว่างเลียน นั่งพักบนกระสอบบรรจุชะโกที่เพิ่งเก็บมา ระหว่างฤดูเก็บเกี่ยว เขามาลงแรงช่วยญาติซึ่งเป็นเจ้าของไร่ชะโกในเทือกเขาฮหว่างเลียน

พวกชาวไร่เปิดเรียว ขวดหนึ่ง ซึ่งเทียบได้กับเหล้าเถื่อนแบบเวียดนาม เพื่อฉลองการเก็บเกี่ยวที่ดูเป็นกอบเป็นกำอย่างน่าประทับใจ เหล้าถูกเทและผลัดกันดื่ม จนท้ายที่สุดพวกเราก็คอพับหลับไปข้างกองไฟ

ผลผลิตจากการเก็บเกี่ยวชะโกราว 350 กิโลกรัมของโจมีมูลค่าเกือบ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (60,000 บาท) ตามราคาตลาดขณะนั้น หรือเกือบเท่ากับค่าจ้างรายปีของคนเวียดนามเลยทีเดียว

แต่เรายังต้องเดินทางอีกไกล ข้ามห้วยน้ำลำธารและช่องเขาที่เราข้ามขึ้นมา แต่คราวนี้แบกผลผลิตล้ำค่ากลับไปด้วย

เรื่อง ไมค์  ไอฟส์

ภาพถ่าย เอียน เทห์

 ***อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2563


สารคดีแนะนำ

อินเดีย : หวนคืนสู่สะพานมีชีวิตแห่งเมฆาลัย

 

เรื่องแนะนำ

ท่าช้าง … กับเรื่องราวความสำคัญในอดีต

เหตุเกิดที่… ท่าช้าง พระราชศรัทธาหน้าพระลาน อาคารศิลปะนีโอคลาสสิก หลังคาทรงปั้นหยา งามสง่า ณ ท่าน้ำริมฝั่งเจ้าพระยา ไม่ไกลจากพระบรมมหาราชวัง ที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “ท่าช้าง – วังหลวง” ด้วยเคยเป็นท่าที่บรรดาคชบาล หรือคนเลี้ยงช้างทรงในวังหลวง นำช้างมาอาบน้ำ ทว่า ท่าช้างยังเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์สำคัญที่กล่าวได้ว่าเกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใน พ.ศ. 2351 หรือเมื่อ 131 ปีล่วงมาแล้ว คือพระราชพิธีอัญเชิญ “พระศรีศากยมุนี” พระพุทธรูปจากสุโขทัยล่องแพมาขึ้นฝั่งที่ท่าช้าง แล้วจัดขบวนอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดสุทัศนเทพวราราม โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระดำเนินตามขบวนแห่โดยไม่ทรงฉลองพระบาท แม้ในเวลานั้นจะทรงมีพระชนมายุ 72 ชันษาแล้วก็ตาม พระศรีศากยมุนี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย หล่อด้วยโลหะลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 3 วา 1 คืบ สูง 4 วา ถือเป็นพระพุทธรูปใหญ่กว่าพระพุทธรูปหล่อองค์ใด ๆ ในสยามประเทศ เดิมเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย สันนิฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวกับที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ […]

หวนคืนสู่ กดานสค์ – มองมรดกยุคคอมมิวนิสต์แห่งโปแลนด์

โปแลนด์สมัยใหม่ได้แรงบันดาลใจจาก กดานสค์ เมืองที่ให้กำเนิดสหภาพแรงงานเสรีโซลิดาริตีเมื่อ 40 ปีก่อน นานเหลือเกินที่ฉันมอง กดานสค์ ในฐานะเมืองที่ฉันเคยถูกตำรวจโปแลนด์จับเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี 1982 ในปีนั้น รัฐบาลโปแลนด์เริ่มผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ หลังประกาศใช้กฎอัยการศึก ด้วยการปล่อยตัว เลค เวนซา ผู้นำสหภาพแรงงานเสรีโซลิดาริตี (Solidarity) ซึ่งถูกคุมขังอยู่นาน 11 เดือน โฆษกรัฐบาลเรียกวาเวนซา อย่างเย้ยหยันว่า “อดีตผู้นำของอดีตสหภาพแรงงาน” วาเวนซามีกำหนดขึ้นปราศรัยในวันนั้น และพวกเราราว 40 คน ซึ่งได้แก่ผู้สื่อข่าวต่างชาติ ช่างภาพ และผู้ช่วยชาวโปแลนด์ ออกันอยู่ตรงทางเข้าตึกอพาร์ตเมนต์ เพื่อรอเข้าสัมภาษณ์เขา แต่ตำรวจกั้นไม่ให้เราเข้าไป เพราะตอนนั้นสหภาพแรงงานเสรีโซลิดาริตีเป็นองค์กรผิดกฎหมาย การปราศรัยของวาเวนซา และการที่เราพยายามเข้าพบเขาจึงเป็นเรื่องผิดกฎหมายไปด้วย การเผชิญหน้าในตอนแรกชวนตื่นตระหนก เพราะที่ผ่านมามีชาวโปแลนด์จำนวนไม่น้อยถูกจับกุมคุมขังในช่วงปราบปรามหลังการประกาศกฎอัยการศึก แต่ในสถานการณ์ตึงเครียดก็มีเรื่องชวนผ่อนคลายเกิดขึ้น เพราะตอนนั้นฉันตั้งครรภ์ได้สี่เดือน และเพื่อนชาวโปแลนด์ ในกลุ่มของเราพากันโกรธขึ้งที่ตำรวจทำให้ฉันเครียด จากนั้นไม่นาน คนเกือบครึ่งตึกอพาร์ตเมนต์ก็รู้ว่าฉันตั้งครรภ์ และพากันตะโกนด่าทอตำรวจ กระนั้น พวกเราก็ถูกก็ถูกต้อนขึ้นไปนั่งเบียดเสียดในรถตู้ไร้หน้าต่างและถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจ พวกเราแค่ได้รับการตักเตือนให้อยู่ห่างจากวาเวนซาแล้วปล่อยตัวไป ตอนนี้ฉันหวนกลับมาที่กดานสค์อีกครั้ง 40 ปีหลังการหยุดงานประท้วงของคนงานอู่ต่อเรือในเดือนสิงหาคม ที่ให้กำเนิดสหภาพแรงงานโซลิดาริตี […]

ล่อง เรือคายัค ตลอด 65 กิโลเมตรในทะเลแดนใต้ของไทย

การตัดสินใจพาย เรือคายัค ออกสู่ทะเล ได้นำมาซึ่งเรื่องราวน่าประทับใจและอีกหลายเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ เมื่อสิบกว่าปีก่อน เรากับเพื่อนๆ เช่า เรือคายัค พายจากอ่าวนางข้ามไปยังหาดไร่เลย์ เรือคายัคไฟเบอร์กลาสสองลำ ทุกคนไม่เคยมีประสบการณ์ในการพายเรือออกทะเลมาก่อน ตลอดทางโดนลมซัด คลื่นสาด แถมยังล้มคว่ำตอนพยายามเอาเรือขึ้นจอดหน้าหาด วันนั้นจบลงด้วยเสียงเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า “คายัคคือกีฬาที่อันตรายที่สุด” ในใจของเราค้านเบาๆ แต่ไม่ได้แย้งออกไป เรื่อง: ชุตินันท์ โมรา (digitalay) ภาพ: ชุตินันท์ โมรา (digitalay) พลพิชญ์ คมสัน (digitalay)   เริ่มต้นที่คลอง กรุงเทพคือเวนิสแห่งตะวันออก เป็นสิ่งที่ได้ยินกันจนเคยชิน สมาพันธ์เรือพับของพวกเราก็เริ่มต้นกันตามคลองในกรุง คลองประเวศส่วนที่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ คือคลองเส้นแรกที่เราได้สัมผัสชีวิตเรียดน้ำ กลุ่มเพื่อนที่ติดกับดักชีวิตในเมืองเหมือนกัน เริ่มหันกลับมามองสายน้ำที่หลายคนลืมมันไป และพบว่าความสงบของสายน้ำช่วยให้เราผ่อนคลายจากความเครียดของเมืองได้เป็นอย่างดี หลังจากการพายเรือเพียงไม่กี่ชั่วโมงในคลองประเวศ เราก็ตัดสินใจซื้อเรือ เรือพับสำหรับคนเมือง มนุษย์คอนโดอย่างเรา พูดเต็มปากได้เลยว่าบ้านไม่มีที่ แค่จักรยานก็กินที่ห้องนั่งเล่นไปครึ่งหนึ่งแล้ว รถที่มีอยู่ก็เป็นคันเล็กติด rack ขนเรือบนหลังคาก็ไม่ไหว ความฝันในการมีเรือเป็นของตัวเองจึงมาลงตัวที่ เรือคายัค แบบพับ ที่จริงแล้วเรือพับมีใช้กันมายาวนานเป็นร้อยปี เรือพับรุ่นแรกๆ พัฒนามาจากเรือล่าสัตว์ของชาวอินุอิท ตัวเรือแยกชิ้นเฟรมกับชิ้นเปลือก […]

ภาพถ่ายจากหลายมุมมองใน คิวบา

คิวบา เกาะที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งทะเลแคริบเบียน  เพียง 150 กิโลเมตรจากปลายสุดของแหลมฟลอริดา ดินแดนของประเทศ คิวบา ที่มีพื้นที่ 109883 ตารางกิโลเมตร เป็นบ้านของผู้คนและสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งนก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และจระเข้ ดินแดนนี้เป็นพื้นที่เกาะ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทะเลแคริบเบียน ภายในเต็มไปด้วยสีสันของทั้งตึกรามบ้านช่อง และสีสันของวิถีชีวิตที่สดใส ตั้งแต่โคลัมบัสค้นพบเกาะแห่งนี้ในปี 1492 คิวบาผ่านประวัติศาสตร์ต่างๆ มามากมาย มีเรื่องเล่าให้บรรพบุรุษได้ส่งต่อมายังลูกหลาน ธรรมเนียมดั้งเดิมบางอย่างยังสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ภาพถ่ายเพียงใบเดียวไม่อาจบอกเล่าความหลากหลายในคิวบาได้ทั้งหมด ทั้งกิจกรรมและสถาปัตยกรรม รถยนต์สัญชาติอเมริกันคันเก่าที่ปรับสีสันให้ฉูดฉาดแล่นไปตามถนน จากเอลมาเลกอนถึงฮาวานา คลื่นซัดฝั่งแตกฟองโปรยละอองน้ำทะเลสู่ผิวถนน ในเมืองวีญาเลส ชาวไร่ยังคงควบม้าเพื่อดูแลผลผลิตในไร่ยาสูบ เด็กนักเรียนแต่งชุดประจำโรงเรียนเดินอยู่บนถนนที่นำพวกเขากลับบ้าน ผู้ใหญ่นั่งล้อมวงกันข้างทางเพื่อเล่นเกมโดมิโนที่พวกเขาโปรดปราน ภาพเหล่านี้ คุณสามารถพบเห็นได้ทั้งหมดบนเกาะสวรรค์แห่งแคริบเบียน ในขณะที่บางคนรู้จักคิวบาในแง่ของประเทศแห่งเสียงเพลง ซิการ์คุณภาพดี และการเต้นรำอย่างแมมโบและรุมบา คิวบายังเป็นสถานที่ที่มีอะไรมากมายจนคุณคาดไม่ถึง ตั้งแต่การปีนเขาบนพื้นที่เพาะปลูกยาสูบ จนถึงการดำดิ่งชมโลกใต้ทะเล             อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศ คิวบา เพชรยอดมงกุฎแห่งทะเลแคริบเบียน คลื่นนักท่องเที่ยวมาแล้ว