ปิตุ๊โกล : ออกเดินทางตามหาหัวใจที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าฝนอันเขียวขจี

(น้ำตก) หัวใจ… ปิตุ๊โกล

ออกเดินทางตามหา (น้ำตก) หัวใจที่… ปิตุ๊โกล

หลังการปลดล็อกสถานการณ์โควิด – 19 เราเห็นภาพผู้คนแสวงหาสถานที่ผ่อนคลายความเครียด ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่หลายสถานที่เที่ยวมีการคัดกรองอย่างเข้มงวด บางแห่งต้องจองผ่านแอพพลิเคชั่น ขาลุยแบบผมไม่ค่อยสันทัดสักเท่าไร พอนัดเพื่อนพ้องร่วมอุดมการณ์ได้ สถานที่แรกที่พวกเราขอไปเที่ยวปลดล็อกก็คือการไปตามหาหัวใจที่ “ปิตุ๊โกล”

ปิตุ๊โกล, น้ำตก, ท่องเที่ยวธรรมชาติ, กางเต็นท์, น้ำตกปิตุ๊โกล
จุดเริ่มเดินทุกคนต้องมาลงทะเบียนพร้อมจ่ายค่าธรรมเนียมคนละ 20 บาท

ปิตุ๊โกลตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่กลอง – ป่าอุ้มผาง และเป็นเขตป่าชุมชนบ้านกุยเลอตอ หมู่ที่ 5 ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความดูแลของชุมชน ผมและทีมเดินทางจากกรุงเทพฯดั้นด้นไปไกลกว่าเจ็ดร้อยกิโลเมตร โดยเฉพาะเมื่อใช้เส้นทางจากตากมาอุ้มผาง ระหว่างทางเราเห็นวิวสวยงามตลอดทาง แต่อาจเพราะเดินทางในช่วงฤดูฝนและไม่ชินเส้นทาง จึงต้องขับรถกันอย่างช้าๆและมีสติ เผลอนิดเดียวอาจประสบอุบัติเหตุกันได้เลย

เส้นทางเดินมีทุกรูปแบบ

อย่างที่บอกไปว่านี่เป็นการเดินทางตามหาหัวใจ ซึ่งหัวใจที่ว่าก็คือ น้ำตกรูปหัวใจที่มีชื่อว่า “ปิตุ๊โกล” นั่นเอง จุดเริ่มเดินของเราอยู่ที่หมู่บ้านกุยเลอตอ โดยเข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่ตรงจุดรวมพลเพื่อจ่ายค่าเข้าพื้นที่เสียไปคนละ 20 บาทเป็นค่าจัดการขยะ จากนั้นก็เดินกันยาวๆ 4.4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็ถึงจุดพักกางเต็นท์ ซึ่งขอบอกว่าเป็นการกางเต็นท์ที่เปียกที่สุดในชีวิต เพราะมีฝนโปรยลงมาตลอดทาง แม้จะเปียกปอนไปตามๆกัน แต่มันก็ให้ความรู้สึกสดชื่นมากทีเดียว ขอเตือนอีกอย่างว่ามาเดินป่าดิบแบบนี้ ผมเจอบุ้งเยอะมากๆ ต้องเดินระวังกันหน่อย หากไปโดนตัวบุ้งเข้าจะคันเอาได้นะครับ

จุดพักแรมกลางทาง

ตื่นเช้ารับวันใหม่อย่างสดใส ผมและทีมก็มุ่งหน้าเดินไปหาน้ำตกกัน เรามีผู้นำทางเป็นชาวบ้าน เดินไปประมาณเกือบ 1.4 กิโลเมตร เส้นทางตลอดสองข้างเขียวสดงดงามเหมือนย้อมสีด้วยฟิลเตอร์อย่างไรอย่างนั้น ผมเองเป็นภูมิแพ้ มาเจออากาศและบรรยากาศแบบนี้ทำเอาอาการภูมิแพ้ทุเลาไปทันตาเลย นี่ละมั้งครับที่เรียกว่าป่าบำบัด

สำหรับเส้นทางการเดินป่าที่นี่ถือว่าโหดพอสมควร มีทั้งปีนทั้งป่าย หากเป็นนักเดินป่ามือใหม่ต้องใช้เวลากันหน่อย จากที่พูดคุยกับชาวบ้านทราบมาว่า ชาวบ้านละแวกนี้รู้จักน้ำตกปิตุ๊โกลในชื่อ “น้ำตกรูปหัวใจ” กระทั่งน้ำตกแห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักและมีนักท่องเที่ยวมาเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านและหน่วยงานราชการในพื้นที่จึงหารือกันว่าควรตั้งชื่อให้เป็นทางการกว่านี้หน่อย ก็เลยได้ชื่อว่าน้ำตกปิตุ๊โกล ซึ่งถือเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูงประมาณ 500 เมตร

น้ำตก, ท่องเที่ยวธรรมชาติ, กางเต็นท์, น้ำตกปิตุ๊โกล
เส้นทางช่วงใกล้ถึงน้ำตก

จากน้ำตกรูปหัวใจเราแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งกลับที่พักเพื่อทำอาหาร ส่วนอีกกลุ่มเดินขึ้นไปชมวิวที่ดอยสามหมื่น โดยต้องเดินทางต่อไปอีกประมาณ 2.678 กิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวจะรู้จักในชื่อ “ดอยมะม่วงสามหมื่น” ผมลองถามชาวบ้านว่าทำไมถึงใช้ชื่อนี้ ปรากฏว่าชาวบ้านงงครับ (ฮา) มีเรื่องเล่าหลายกระแส โดยชาวบ้านละแวกนี้จะรู้จักแต่ชื่อดอยสามหมื่น เขาไม่รู้ว่ามะม่วงมาจากไหนและทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ที่มาของชื่อดอยมะม่วงสามหมื่น ขณะที่บางกระแสก็บอกว่าพอเดินไปถึงด้านบนสุดแล้วมองลงมาเหมือนผลมะม่วง ผมก็เลยขอเรียกชื่อโดยยึดตามที่ชาวบ้านเรียกละกัน

ปิตุ๊โกล, น้ำตก, ท่องเที่ยวธรรมชาติ, กางเต็นท์, น้ำตกปิตุ๊โกล
น้ำตกรูปหัวใจ ที่เราหมายจะมาเห็น

ระหว่างทางขึ้นดอยสามหมื่นจะผ่านจุดรับสัญญาณโทรศัพท์ที่ความสูง 1,247 เมตร โดยระหว่างที่อยู่ในป่าจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์นะครับ ใครอยากโทร.ต้องปีนขึ้นมาบนนี้ ความตั้งใจของทีมที่สองจบลงที่ตรงนี้เพราะคำนวณเวลาและระยะทางแล้วกว่าจะกลับถึงที่พัก ฟ้ามืดแน่นอน เราเลยนั่งรับลมรับฝนกันที่จุดรับสัญญาณโทรศัพท์ อีกอย่างการไปดอยสามหมื่นนั้นต่อให้กายพร้อม ใจพร้อม แต่ธรรมชาติไม่พร้อม ก็อย่าฝืน เพราะตอนนั้นหมอกลงหนักมาก บดบังทัศนียภาพไปหมด เราเลยตัดสินใจลงกัน

การมาเดินป่าตามหาน้ำตกรูปหัวใจปิตุ๊โกลก็เป็นอันสำเร็จ น้ำตกแห่งนี้มีความสวยงามมาก เป็นเส้นทางเดินป่าที่เหมาะกับผู้ผ่านการเดินป่ามาบ้างแล้ว เส้นทางมีอันตรายบ้าง หรือหากใครไม่มีประสบการณ์ก็อาจมาได้แต่ต้องใช้เวลามากหน่อย และอุปกรณ์ช่วยเดินต้องครบ อีกอย่างคุณต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงในป่า เพราะเข้าแล้วไม่สามารถเดินออกได้เหมือนออกจากบ้าน ดังนั้นจึงต้องเตรียมใจรับมือกับการผจญภัยในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย

ปิตุ๊โกล, น้ำตก, ท่องเที่ยวธรรมชาติ, กางเต็นท์, น้ำตกปิตุ๊โกล

สำหรับการเดินทาง ใครต้องการประหยัดเวลา อาจนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินแม่สอด แล้วหารถสองแถวหรือรถประจำทางไปอำเภออุ้มผาง ผมและทีมเลือกขับรถจากกรุงเทพฯไปนอนที่แม่สอดก่อน แล้วขับจากแม่สอดไปจอดที่อุ้มผาง ที่นี่มีโฮมสเตย์ท้องถิ่นบริการรับฝากรถ เส้นทางจากแม่สอดไปอุ้มผางต้องผ่านถึง 1,219 โค้ง ใครไม่แน่จริงมีเมาโค้งแน่นอน จากอุ้มผางเราเช่ารถสองแถวไปหมู่บ้านกุยเลอตออีกประมาณ 70 กิโลเมตร คนรถจะเป็นผู้จัดการทุกอย่างให้ อยู่ที่ว่าคุณจ้างเขาแบบไหน ส่วนผมได้พี่แบ๊คเป็นคนขับและจัดการเรื่องการเดินป่าให้ พี่เขานิสัยดี ไว้ใจได้ คุยสนุก ใครสนใจลองโทร.ติดต่อตามหมายเลขที่ให้ไว้ด้านล่างได้เลยครับ

เมื่ออยู่จุดรับสัญญาณโทรศัพท์ที่ความสูง 1,247 เมตร คุ้มค่าที่ขึ้นมา

คุณแบ๊ค โทรศัพท์ 08-9860-5070

ขอขอบคุณ
คุณอำนาจ ฉัตรชัยเจนกุล เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ผู้จัดทำแผนที่เส้นทางเดินป่า

เรื่องและภาพภ่าย ไตรรัตน์ ทรงเผ่า


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เส้นทางเดินป่าดอยหลวง-ดอยหนอก จังหวัดพะเยา

เรื่องแนะนำ

เส้นทางกองทัพบนหลังม้าแห่ง ไซบีเรีย

เส้นทางกองทัพบนหลังม้าแห่ง ไซบีเรีย: ไบคาล (Baikal) เกินจุดเยือกแข็ง หนังสือเล่มหนึ่งชื่อเรื่องสะดุดตา ชื่อว่า “The Blue Wolf” a novel of the life of Chinggis Khan.” ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยใช้ชื่อว่า “ตำนานจอมทัพมองโกล” เนื้อหาบอกเล่าประวัติศาสตร์เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ของเตมูจิน หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเจงกิสข่าน ผู้รวบรวมชนเผ่าเร่ร่อนของทุ่งหญ้าแห่ง ไซบีเรีย (Siberia) ให้เป็นหนึ่ง และแม่ทัพที่สามารถรวบรวมอาณานิคมกว้างใหญ่ที่สุดในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ด หลายคนอาจไม่รู้จักเตมูจิน หรืออาจเคยฟังเรื่องเล่า หรือเคยอ่านประวัติเตมูจินแต่ลืมเลือนไปแล้ว ผู้เขียนก็เช่นกัน แต่กลับต้องแปลกใจเมื่อกำลังท่องเที่ยวอยู่ในแคว้นไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย หลายสถานที่ผู้นำเที่ยวท้องถิ่นพูดถึงชื่อเตมูจิน (Temujin) หลายครั้ง จนต้องกลับไปทบทวนเกี่ยวกับประวัติของเตมูจิน แม่ทัพใหญ่แห่งเผ่ามองโกเลีย ผู้กลายมาเป็นเจงกิสข่าน ว่ามีความสำคัญอย่างไรกับแคว้นไซบีเรีย ทั้งๆ ที่เตมูจินเป็นนักรบจากมองโกลและแน่นอนว่าหนึ่งในเส้นทางเดินทัพของเตมูจินคือเส้นทางสายดวงตาสีฟ้าแห่งไซบีเรีย (The blue eyes Siberia) นั่นคือทะเลสาบไบคาลที่กว้างใหญ่หลายร้อยกิโลเมตร กองทัพบนหลังม้าของเจงกิสข่านได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งและน่าหวาดกลัวในยุคที่มองโกลเลียล่าอาณานิคม สำหรับตัวผู้เขียนซึ่งเป็นชาวไทย นึกภาพไม่ออกเลยถึงความน่าเกรงขามของกองทัพมองโกลในยุคนั้น จนกระทั่ง เมื่อทะเลสาบไบคาล (Baikal) ในเมืองอีร์คุตสค์ (Irkutsk) […]

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล: ขึ้นรถไฟไปปีนผาและเดินป่าในม่านหมอกจาง

เรื่องราวการลุยเส้นทางเดินป่าภายในอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ที่สามารถเดินทางไปได้โดยรถไฟ และประสบการณ์ของการเดินป่าครั้งแรกในชีวิต หลังจากอายุ 25 ปีได้ไม่นาน ผมตัดสินใจออกไปเดินป่าครั้งแรกในชีวิต แม้การทำงานที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จะทำให้ผมได้รับรู้เรื่องราวและความสำคัญของธรรมชาติและโลกใบนี้มากขึ้น แต่ผมยังไม่มีโอกาสได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติโดยการไปปีนเขา ตั้งแคมป์ หรือเดินป่าอย่างจริงจัง และการมีสถานะเป็น “คนในเมือง” ก็ยิ่งทำให้โอกาสในการออกไปพบกับธรรมชาติดูเป็นเรื่องที่ห่างไกลออกไป จนกระทั่งผมได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่ในออฟฟิศท่านหนึ่งที่ทำงานในนิตยสารเพื่อนบ้าน เขาเป็นนักเดินป่าตัวยง และได้เขียนเรื่องราวการท่องเที่ยวธรรมชาติ การเดินป่า ให้กับเว็บไซต์ของนิตยสารมาได้ระยะหนึ่ง เขากำลังหาเพื่อนร่วมทางในการสำรวจเส้นทางเดินป่าที่ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล” เขาเล่าว่า ความน่าสนใจของที่แห่งนี้ คือการเป็นอุทยานแห่งชาติเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถเดินทางได้โดยขนส่งสาธารณะ (รถไฟ) ในขณะที่อุทยานแห่งชาติอื่นๆต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวในการเข้าถึง เขาจึงเอ่ยปากชวนผม ซึ่งยังไม่มีประสบการณ์ในการเดินป่าอย่างจริงจังให้ร่วมทางไปด้วยกัน คำชักชวนนี้อาจมองได้ว่าเป็นหนึ่งในภาระงานของผมเช่นกัน ผมจึงรีบดำเนินการจองตั๋วรถไฟตามคำแนะนำของเขา โดยมีกำหนดเวลาเดินทาง 3 วัน 2 คืน และนอกเหนือไปจากนี้ ผมไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม นอกเสียจากเตรียมตัวเพื่อรับประสบการณ์การออกเดินป่าครั้งแรกในชีวิต “ไม่ต้องเอาอะไรไปนอกจากของใช้ส่วนตัว เต็นท์ อุปกรณ์เดินป่า เราใช้ด้วยกันได้” ผมรับฟังชายนักเดินป่าผู้มากประสบการณ์ และเมื่อวันเดินทางมาถึง เราสองคนจับรถไฟเที่ยวเย็นจากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลที่เรากำลังมุ่งหน้าไปนี้ มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน และอำเภอห้างฉัตร อำเภอเมือง […]

วัฒนธรรมใหม่ของ การเดินป่า ที่ยั่งยืน

Fjallraven Thailand Trail 2019 วัฒนธรรมใหม่ของ การเดินป่า ที่ยั่งยืน แต่ละคนมีเหตุผลในการเดินทางต่างกัน แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าทุกการเดินทางมักได้ประสบการณ์ และความทรงจำติดตัวกลับมาด้วยเสมอ การเดินทางของผมครั้งนี้ถือว่าพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องเดินเท้าในระยะทางที่ทั้งไกลและลำบาก เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ขณะเดินก็พร่ำบ่นรำพึงกับใจตัวเองว่าจะเดินหน้าต่อหรือพอแค่ตรงนี้ ผมได้รับคำชวนแกมท้าทายจากน้องผู้เป็นนายที่รักว่า “พี่ไปเดินป่ากัน”  แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่เคยลองสัมผัสมาก่อน แต่มีหรือที่ผมจะปฏิเสธ เลยตกปากรับคำ “ไปครับ” หลังจากนั้นข้อมูลการจัดงาน เวลา การเตรียมตัวและความพร้อมทุกอย่างก็ถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย กับน้ำหนักเป้ 18 กิโลกรัม ที่ต้องแบกเองตลอดเส้นทางที่เดิน งานที่ว่าก็คือ Fjallraven Thailand Trail 2019 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้วในประเทศไทย กับเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา ระยะทางโดยประมาณ 50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าตั้งแต่ วันที่ 19 – 23 มกราคม 2561 รวมเวลาทั้งหมด 4 คืน 5 วัน ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก Fjallraven กันก่อนว่าคืออะไร Fjallraven คือแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์เอ๊าต์ดอร์จากประเทศสวีเดนที่เริ่มผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. […]