แคมปิ้งกลางนา เดินป่ากับช้าง - National Geographic Thailand

แคมปิ้งกลางนา เดินป่ากับช้าง

หลังฤดูเก็บเกี่ยวเที่ยวได้

ช่วงฤดูหนาวหลายคนคงมีจุดหมายปลายทางอยากไปสัมผัสสายหมอกและอุณหภูมิเย็นฉ่ำ ณ ดงดอยสักแห่งทางภาคเหนือ พวกเราเองก็เช่นกัน แต่บางครั้งก็อาจตามมาด้วยภาพคลาคล่ำของนักท่องเที่ยวที่ต่างพากันมุ่งหน้ามาดื่มด่ำบรรยากาศกันอย่างแน่นขนัด จนอุทยานแห่งชาติฯ หรือสถานที่กางเต็นท์มีชื่อหลาย ๆ แห่งรองรับนักท่องเที่ยวไม่ไหว จะดีแค่ไหนหากลองมองหาสถานที่ท่องเที่ยวนอกกระแส หรือต่างช่วงเทศกาลดูบ้าง เพื่อให้เราได้เข้าใกล้ธรรมชาติ และใช้เวลาค่อย ๆ ซึมซับเรื่องราวระหว่างรายทางได้อย่างละเมียดละไม

บรรยากาศยามเช้ากลางท้องนา
ดาวเต็มท้องฟ้า

การได้ดื่มกาแฟท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ มันช่างมีความสุขจริงๆ

ปลายฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยว หมู่บ้านห้วยบง “ห้วยบง Elephant Homestay” ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ต้อนรับเรา (ทีมงานเนชั่นแนลจีโอกราฟิค ฉบับภาษาไทย) ด้วยบรรยากาศของธรรมชาติอันแสนเงียบสงบ พร้อมลมที่หอบนำความเย็นมาปะทะผิว ช่วงที่เรามาเยือนนี้ ตรงกับต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเวลาชาวบ้านได้ลงมือเก็บเกี่ยวข้าวดอยไปจนหมดแล้ว จึงเหลือแต่ตอซังข้าวสีเหลืองบนแปลงนาที่ทอดยาวไปจนจรดตีนเขา โดยข้าวดอยนี้ชาวบ้านจะปลูกแค่ปีละครั้งเท่านั้น เพื่อเก็บไว้กินในครัวเรือน ยาวไปจนกว่าจะถึงฤดูกาลทำนาครั้งใหม่ในปีหน้า

ข้าวเบ๊อะที่ทำจากข้าวดอย
ชาวบ้านกำลังต้มข้าวเบ๊อะ

จากจุดประสงค์แรกของทีมงาน คือ การมาลงพื้นที่เพื่อช่วยชาวบ้านห้วยบง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเลี้ยงช้างมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ในเรื่องการทำหมู่บ้านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน แต่ด้วยงบประมาณที่มีค่อนข้างจำกัดทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างช้า ๆ ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถมาเที่ยวได้ ขณะที่ชาวบ้านและช้างยังต้องกินต้องใช้ ดังนั้นครั้งนี้พวกเราจึงขอเป็นนักท่องเที่ยวออกสำรวจศักยภาพชุมชน เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้พบเจอนั้นกลับไปบอกเล่าว่า นอกเหนือจากการเป็นหมู่บ้านช้างกลางหุบเขาแห่งแม่แจ่ม ที่นี่ยังมีกิจกรรมการท่องเที่ยวอะไรอีกที่น่าสนใจบ้าง

ข้าวดอย
ข้าวสวยที่หุงด้วยข้าวดอย

ในที่สุดก็ได้พบว่าหลังจากฤดูเกี่ยวข้าวดอย เราสามารถเที่ยวได้เหมือนที่อื่น ๆ อย่างการแคมปิ้ง หรือกางเต็นท์นอนในนา ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อว่าหลายคนไม่เคยทำ แทนการนอนในบ้านชาวบ้านแบบโฮมสเตย์อย่างแต่ก่อน เปลี่ยนมานอนกางเต็นท์ชมดาวกลางทุ่งนาในช่วงหน้าหนาว แล้วตื่นมากินอาหารเช้าร่วมกับชาวบ้าน หนึ่งในเมนูที่เราติดใจนั่นคือ ข้าวเบ๊อะ เป็นอาหารของชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอที่ทำขึ้นมาเพื่อต้อนรับแขกพิเศษ ใช้ข้าวดอยมาต้มให้เละเหมือนโจ๊ก แล้วใส่น้ำพริกแกง เนื้อสัตว์ และผักผสมรวมกัน เวลากินตักมาใส่ข้าวสวยเหมือนกับข้าว หรือจะกินเป็นโจ๊กก็ได้รสชาติดีมาก

วิธีการทำข้าวเบ๊อะ

1.คั่วหมู หรือ ย่างเนื้อหมูให้แห้งกรอบ แล้วนำมาสับให้ละเอียดพอดี

2.ตั้งหม้อใส่ข้าวสาร ใส่เนื้อหมู ยอดมะพร้าวอ่อน หรือจะใส่หน่อไม้ก็ได้ แล้วคนข้าวไปเรื่อย ๆ จนกว่าข้าวจะแตกเมล็ด

3.เตรียมพริกขี้หนู กระเทียม ตะไคร้ ขมิ้นตำให้ละเอียด พอข้าวแตกจนพอดีแล้ว จึงค่อยใส่พริกที่ตำไว้ลงไปในหม้อ

4.ก่อนนำหม้อลงจากเตา ให้ใส่ต้นหอมและผักชี หรือผักอีลึง ผงชูรสกะเหรี่ยงเพิ่มความหอมให้กับเมนูนี้

เพื่อให้หลายคนที่ไม่รู้จักข้าวดอยได้ทราบ ข้าวดอย คือข้าวที่ปลูกบนพื้นที่สูง แบ่งการปลูกเป็น 2 ลักษณะ คือ ข้าวไร่ ที่ปลูกตามไหล่เขา กับข้าวที่ปลูกในนา พันธุ์ข้าวดอยที่กลุ่มชาติพันธุ์นำมาปลูกกันโดยมากจะมีพันธุ์ข้าวแบ่งตามลักษณะการปลูก ดังนี้

ข้าวนา 

1. บือโปะโละ

2. บือกวาโบ

3. บือชอมี

ข้าวไร่

1. บือบอ

2. บือซูคี รึ (ไรซ์เบอรี่)

3 .บือโปะโละ

4. บือข่าโช

ทั้งหมดนี้คือพันธุ์ข้าวดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์

นอกจากเอาใจสายแคมปิ้งผู้รักอิสระผ่านกิจกรรมการมากางเต็นท์กลางทุ่งนา ดื่มด่ำธรรมชาติหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว ข้าวดอย หรือข้าวไร่ของชาวเขาเป็นอีกสิ่งที่เรามองว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าเมล็ดข้าวดอยจะเหมือนข้าวญี่ปุ่นที่เรากินตามร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีราคาแพง แต่สำหรับข้าวดอยที่เรากล่าวถึงนั้นราคาช่างถูกเสียเหลือเกิน พวกเราจึงเห็นพ้องต้องกันว่า “ข้าวดอย” นี่แหละน่าจะเป็นสินค้าประจำหมู่บ้านที่ส่งขายให้กับผู้ที่ชื่นชอบข้าวสไตล์ญี่ปุ่น อย่างน้อยก็เป็นช่องทางหนึ่งให้กับชาวบ้านได้มีรายได้จากผลิตผลทางการเกษตร ไม่หวังพึ่งพิงเพียงธุรกิจท่องเที่ยวที่อาจผันผวนไม่แน่นอน และรายได้ส่วนหนึ่งจะหักนำไปซื้อหญ้าให้ช้างที่ตกงานจากผลของโรคระบาด

ไปเดินป่ากับช้างกันครับ

เห็นช้างเที่ยวเที่ยวตามช้าง
แบบ Slow Life ใช้ชีวิตแบบไม่รีบ

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว คุณสดุดี เสรีชีวี  ผู้นำชุมชนหมู่บ้านห้วยบง ชวนพวกเราไปเดินเล่นในป่ากับช้าง! พูดง่าย ๆ ไปเดินเป็นเพื่อนช้างนั่นแหละ ซึ่งเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ แถมได้รูปน่าตื่นเต้นไปโชว์เพื่อนได้อีกเป็นกระบุง แนะนำเลยว่ามาที่ “ห้วยบง Elephant Homestay” คุณจะได้สัมผัสกับช้างเชือกใหญ่ ๆ แบบใกล้ชิด ชนิดที่เรียกว่า “ตาจ้องตา หน้าแนบงวง” กันเลยทีเดียว

 

ในชีวิตจะมีสักกี่ครั้งที่ได้เดินป่าลัดเลาะลำธารไปพร้อม ๆ กับช้างแบบสโลว์ไลฟ์ ไม่เร่งรีบ ช้างเดิน เราเดิน ช้างหยุด เราก็หยุด การได้สัมผัสกับสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ตรงหน้าแบบใกล้ชิดถือเป็นประสบการณ์ของชีวิตที่ยอดเยี่ยม พฤติกรรมตามธรรมชาติของช้างหลายอย่างทำให้เรายิ้มและรู้สึกมีความสุขแบบไม่รู้ตัว

ยำปลากระป๋องที่อร่อยที่สุด

ช้างมีความสุข เราก็มีความสุข อีกหนึ่งความรู้ที่เราได้จากที่นี่ก็คือ ทุกครั้งที่ช้างได้ออกมาเดินเล่น นั่นเท่ากับว่าช้างได้ผ่อนคลายและออกกำลังไปในตัว น้ำและหินในลำธารจะช่วยทำความสะอาด และขัดเล็บเท้าให้กับช้างเส้นทางที่พวกเราเดินไปนั้นไม่ไกลมากนัก ใช้เวลาเดินทางแบบเดิน ๆ หยุด ๆ ราว 3 ชั่วโมงโดยประมาณ ลัดเลาะชายป่า ฟังเสียงลำธารไหลเอื่อยไปเรื่อย ๆ ด้วยอากาศที่ไม่ร้อนมากนักทำให้เราเดินกันอย่างสบาย หากเมื่อยก็แวะพักริมทางเป็นระยะ ๆ แบบไม่ต้องเกรงใจช้าง

ด้วยการดูแลของควาญช้างและชาวบ้าน ทำให้เรามีมื้อเที่ยงกลางป่าสุดพิเศษ แบบหาในร้านอาหารที่ไหนก็ไม่เจอ เช่น ยำปลากระป๋องในลำไม้ไผ่ตัดสด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ถูกต้มสุกจากน้ำในลำธาร และข้าวที่หุงด้วยกระบอกไม้ไผ่ ช่วยให้อาหารธรรมดา ๆ ชุดนี้ กลายเป็นเมนูสุดประทับใจขึ้นมาทันที

“เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ตื่นเต้น และรู้สึกสงบในบางที” สี่คำนี้น่าจะพออธิบายความรู้สึกแบบพอสังเขปให้กับคนที่กำลังหาที่เที่ยวแห่งใหม่กันอยู่ หากเราเหนื่อยล้าและอยากเข้าป่า บางทีมีเพื่อนร่วมทางเป็นช้างก็ดีเหมือนกัน…

เหตุผลที่พาช้างเดิน

ผมถามสดุดีว่าทำไมต้องพาช้างไปเดินด้วย เขาตอบว่า ช้างที่กลับมาอยู่ในหมู่บ้าน ถ้าเราไม่พาเขาเดินไปไหนเลย ช้างจะเครียด การเดินเข้าป่าไปหาอาหารในป่ามากิน เป็นการออกกำลังของช้าง และลดความเครียดของช้างไปในตัว สดุดีบอกกับพวกเรา

นี่อาจจะเป็นทริปท่องเที่ยวที่ดูไม่หวือหวา แต่อย่างน้อยพวกเราก็รู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชาวบ้านและช่วยเหลือช้างให้มีรายได้และอาหารกิน พวกเขาไม่เคยร้องขอจากภาครัฐ แต่ลงมือทำด้วยตนเอง แม้จะเป็นการเริ่มต้นทดลองทำในสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งต้องใช้เวลาค่อย ๆ เรียนรู้และปรับเปลี่ยนจนกว่าจะเป็นที่รู้จัก แต่ด้วยศักยภาพของชุมชน ความสมบูรณ์ของธรรมชาติในพื้นที่ บวกกับกำลังใจของชาวบ้าน เชื่อแน่ว่าอนาคต “บ้านห้วยบง” จะต้องอยู่ในชื่ออันเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้แบบไม่ยาก แล้วอย่างนี้จะไม่มาสนับสนุนชาวบ้านเหรอครับ

สอบถามรายละเอียดการท่องเที่ยววิถีชุมชนห้วยบง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ที่
คุณสดุดี เสรีชีวี โทรศัพท์ 09-7349-8837 (ทั้งนี้กิจกรรมการท่องเที่ยวอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ)

เรื่อง ไตรรัตน์ ทรงเผ่า , บดินทร์ บำบัดนรภัย

ภาพ ศุภกร ศรีสกุล , ณัฐกิตติ มีสกุล (นักศึกษาฝึกงาน)

เรื่องแนะนำ

การตั้งแคมป์ ที่สวนหลังบ้านบ้านของคุณ

การตั้งแคมป์ ที่บ้านเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ และยังสามารถสร้างความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวได้อย่างสร้างสรรค์ เหตุผลอย่างหนึ่งที่หลายคนชื่นชอบ การตั้งแคมป์ นั่นก็คือการได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากสิ่งเดิม ๆ ที่พบเจอในแต่ละวัน อีกทั้งการแคมปิ้งยังเป็นวิธีที่จะทำให้ชีวิตช้าลง เพื่อให้เราได้ใช้เวลาค่อย ๆ ซึมซับและสัมผัสกับความงามของธรรมชาติ นับเป็นช่วงเวลาของการได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับเพื่อน ๆ และครอบครัว ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างมีความสุข แต่สำหรับช่วงปลายปีนี้ที่โควิด-19 กลับมาระบาดอีกระลอก อาจทำให้คุณไม่มีอิสระในการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่ต้องการได้ โดยเฉพาะการแคมปิ้งกางเต็นท์ท่ามกลางฤดูหนาวอันสุดฟิน จะเป็นอย่างไรหากเราลองคิดนอกกรอบหันกลับมามองสถานที่ใกล้ ๆ ตัว อย่าง สวนหลังบ้าน ในการแคมปิ้งเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศแทนดูบ้างละ การตั้งแคมป์ที่บ้านเป็นทางเลือกที่สนุกและแปลกใหม่ เพราะในความธรรมดาก็ยังมีความไม่ธรรมดาซ่อนอยู่ ไม่ว่าคุณจะเลือกกางเต็นท์ในห้องนั่งเล่น หรือในสวน เพราะการตั้งแคมป์ที่บ้านเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราหายเบื่อ ไม่จำเจกับภาพเดิม ๆ ของการอยู่บ้าน อีกอย่างยังปลอดภัยจากโรคร้าย ไม่ต้องไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านจำนวนมาก แต่สิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ คือจินตนาการและความรู้สึกผจญภัยในบ้านเราเอง ไม่แน่ว่าการตั้งแคมป์ที่บ้านอาจเป็นประสบการณ์และความทรงจำดี ๆ ร่วมกับคนที่คุณรัก หรือสมาชิกในครอบครัว ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันอย่างอบอุ่นก็ได้ ข้อดีของการแคมปิ้งในบ้าน สมาชิกทุกคนในบ้านมีส่วนร่วมในกิจกรรมได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ใช้อุปกรณ์ได้แบบจัดเต็มไม่ต้องห่วงเรื่องการขนย้าย ทำอาหารได้แบบเต็มที่แบบไม่มีข้อจำกัด แค่เปลี่ยนภาชนะในการเสิร์ฟและการกินก็ได้อารมณ์แคมปิ้งแล้ว แต่งตัวแบบไหนก็ได้ ไม่ต้องสนใจใคร ทำกิจกรรมสนุก […]

งานวิ่งเทรล “โคลัมเบีย เทรล มาสเตอร์ 2019”

งาน “โคลัมเบีย เทรล มาสเตอร์” ถือเป็นงานที่นักวิ่งสายเทรลต้องไม่พลาด เพราะได้รับการยอมรับว่าเป็น งานวิ่งเทรล ที่ดีที่สุดในเมืองไทย สำหรับการจัด งานวิ่งเทรล ในปีนี้ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ได้รับเกียรติให้ร่วมวิ่งในระยะทาง 11 กิโลเมตร ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษให้สื่อมวลชน นักกีฬา และผู้โชคดีจากทางบ้าน ได้ลองวิ่งสำรวจเส้นทางที่จะจัด ณ สวนละไม อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง การวิ่งสำรวจเส้นทางในครั้งนี้ถือว่ามีความพิเศษมาก เพราะมีผู้ร่วมวิ่งด้วยกันเพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้น และถือเป็นการแนะนำเส้นทางวิ่งเทรลที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย หากคุณเบื่อที่จะวิ่งตามท้องถนนหรือสวนสาธารณะ ผมว่าการวิ่งเทรลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียว แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าการวิ่งรูปแบบนี้ร่างกายจะต้องพร้อมจริงๆ เพราะเส้นทางการวิ่งตลอด 11 กิโลเมตร เป็นแบบขึ้นเขาลงเขา ต้องใช้เวลาวิ่งมากกว่าปกติ (ประมาณสองชั่วโมงสำหรับคนทั่วไป) อุปกรณ์ที่นำติดตัวไปก็ต้องพร้อมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกระติกน้ำ เป้น้ำดื่ม เกลือแร่ หรือเจลให้พลังงาน ที่สำคัญคือรองเท้าสำหรับวิ่งเทรลดีๆ สักคู่ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้คุณสนุกหรรษาไปกับเส้นทางธรรมชาติที่ไม่สามารถวิ่งเข้าไปได้โดยลำพัง แต่เชื่อเถอะว่าถ้าคุณได้ลองสักครั้งแล้วจะติดใจ ใครเป็นสายวิ่งเทรลเพื่อสะสมแต้มไปวิ่งสนามอัลตร้าแล้ว ยิ่งต้องมาร่วมงานนี้ เพราะที่นี่เป็นสนามที่มีการเก็บแต้มด้วย ส่วนถ้าใครยังไม่พร้อมจะวิ่ง จะมาร่วมสังเกตการณ์ดูลาดเลากันก่อนก็ได้ งานโคลัมเบีย เทรล มาสเตอร์ 2019 […]

บันทึกขุดหอยที่เกาะกลาง

ความประทับใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อมีโอกาสได้ไปพักผ่อนแบบคนท้องถิ่น และร่วมเก็บหอยกับชาวบ้านในเกาะกลาง จังหวัดกระบี่

ชาวสเปนหลงใหลการเต้นระบำเป็นชีวิตจิตใจ

ระบำฟลาเมงโก จังหวะการเต้นอันพริ้วไหวควบคู่กับดนตรีพื้นเมือง คือเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ ประเทศสเปน หากนึกถึง ประเทศสเปน คุณอาจนึกถึงภาพของวัวกระทิงพันธุ์ดุและมาธาดอร์ถือผ้าสีแดง ประเทศสเปนยังมีสัญลักษณ์อีกมากมายกระจายอยู่ทั่วเมือง หรือคุณอาจนึกถึงหญิงสาวเต้นระบำโชว์ลีลาสะบัดกระโปรงอันพริ้วไหว การก้าวเท้าเข้าจังหวะ และสวมใส่กระโปรงบานสีดำแดงพองเป็นชั้นๆ มีดอกไม้ขนาดใหญ่สีแดงประดับบนศีรษะ สิ่งนี้คือระบำสเปน ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง เพราะชาวสเปนชื่นชอบการเต้นรำเป็นชีวิตจิตใจ ระบำฟลาเมงโก (Flamenco) มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบแปด การเต้นที่แสนโดดเด่นและมีชื่อเสียงของ ประเทศสเปน แต่เดิมได้รับอิทธิพลมาจากชาวยิปซี  นอกจากนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกด้านวัฒนธรรมอีกด้วย ระบำฟลาเมงโก ไม่ใช่เพียงการเต้นเท่านั้น แต่ยังผสมผสานระหว่างการร้องเพลง การเล่นกีตาร์ เต้นรำ การจับนิ้วมือและการปรบมือไปพร้อมกับจังหวะ ทั้งยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ด้วยจังหวะการเต้นที่เร้าใจและสนุกสนาน รวมไปถึงเครื่องแต่งกายสีสันจัดจ้านสวยงามของเหล่านักเต้นทำให้เกิดเป็นเสน่ห์ของระบำฟลาเมงโกที่ชวนหลงใหล ชาวสเปนที่หลงใหลในเสียงเพลงและการเต้นระบำ ประเทศสเปน มีชื่อเสียงเรื่องการเฉลิมฉลอง งานรื่นเริง และความสนุกสนานของผู้คน ชาวสเปนมีอุปนิสัยชื่นชอบการเข้าสังคมและการสังสรรค์เป็นอย่างมาก มักจะรวมตัวกับเพื่อนและครอบครัว โดยการออกไปนั่งในบาร์ที่มีอาหารเช้าอย่าง ‘ทาปาส’ และเพลิดเพลินไปกับการดื่ม ‘กันโญส’ สิ่งที่ทำให้คุณประหลาดใจ คือวัยรุ่นชาวสเปน ที่ต่างชื่นชอบการสังสรรค์เป็นชีวิตจิตใจ แน่นอนว่าพวกเขาสามารถเข้าออกแหล่งท่องราตรีเป็นสิบๆ แห่งภายในคืนเดียว เพราะเหตุนี้จึงส่งผลทำให้ชาวสเปนมีนิสัยชอบพูดจาเสียงดังฟังชัด ชาวสเปนไม่เพียงแค่หลงใหลในการเต้นรำเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเล่นดนตรีพื้นเมืองเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไว้ พวกเขาจะรวมตัวกันในช่วงเทศกาลพิเศษต่างๆ และบรรเลงดนตรีพื้นเมือง รวมถึงการเปิดหมวกตามท้องถนน ซึ่งชิ้นงานดนตรีอันโดดเด่นของสเปน มีตั้งแต่ดนตรีคลาสสิกตะวันตกและดนตรีคลาสสิกอันดาลูเซีย […]