ท่าช้าง มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไร และมีความสำคัญในช่วงใด

ท่าช้าง … กับเรื่องราวความสำคัญในอดีต

เหตุเกิดที่… ท่าช้าง
พระราชศรัทธาหน้าพระลาน

อาคารศิลปะนีโอคลาสสิก หลังคาทรงปั้นหยา งามสง่า ณ ท่าน้ำริมฝั่งเจ้าพระยา ไม่ไกลจากพระบรมมหาราชวัง ที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “ท่าช้าง – วังหลวง” ด้วยเคยเป็นท่าที่บรรดาคชบาล หรือคนเลี้ยงช้างทรงในวังหลวง นำช้างมาอาบน้ำ

ทว่า ท่าช้างยังเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์สำคัญที่กล่าวได้ว่าเกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใน พ.ศ. 2351 หรือเมื่อ 131 ปีล่วงมาแล้ว คือพระราชพิธีอัญเชิญ “พระศรีศากยมุนี” พระพุทธรูปจากสุโขทัยล่องแพมาขึ้นฝั่งที่ท่าช้าง แล้วจัดขบวนอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดสุทัศนเทพวราราม โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระดำเนินตามขบวนแห่โดยไม่ทรงฉลองพระบาท แม้ในเวลานั้นจะทรงมีพระชนมายุ 72 ชันษาแล้วก็ตาม

ท่าช้าง, ท่าเรือท่าช้าง, ประวัตฺท่าช้าง, ประวัติศาสตร์ไทย,
พระศรีศากยมุนี พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่ง
ภาพถ่าย เอกรินทร์ เอกอัจฉริยะวงศ์
ท่าช้าง, ท่าเรือท่าช้าง, ประวัตฺท่าช้าง, ประวัติศาสตร์ไทย,
พระศรีศากยมุนี พระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

พระศรีศากยมุนี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย หล่อด้วยโลหะลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 3 วา 1 คืบ สูง 4 วา ถือเป็นพระพุทธรูปใหญ่กว่าพระพุทธรูปหล่อองค์ใด ๆ ในสยามประเทศ เดิมเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย สันนิฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวกับที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งกล่าวถึงพระองค์ใหญ่ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ ต่อมา พระวิหารหลวงชำรุดหักพัง พระพุทธปฏิมาต้องตากแดดกรําฝนจนชํารุด พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดเกล้าให้ชะลอองค์พระล่องมาทางน้ำในปี 2351

003 เดิม พระศรีศากยกมุนี เป็นพระประธานในพระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ สุโขทัย
ท่าช้าง, ท่าเรือท่าช้าง, ประวัตฺท่าช้าง, ประวัติศาสตร์ไทย,
วิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บันทึกเรื่องนี้ไว้หนังสือพระนิพนธ์ “ ความทรงจำ” ว่า ล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 มีพระราชโองการรับสั่งให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนคร ให้สูงเท่าวัดพนัญเชิง แล้วให้พระพิเรนทรเทพขึ้นไปรับพระใหญ่ ณ เมืองสุโขทัย ชะลอเลื่อนลงมาพระนคร ประทับท่าสมโภช 7 วัน เลื่อนชักตามทางสถลมารค พระโองการตรัสให้แต่งเครื่องนมัสการพระทุกหน้าวัง หน้าบ้าน ร้านตลาดจนถึงที่ โดยปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้น…

ท่าช้าง, ท่าเรือท่าช้าง, ประวัตฺท่าช้าง, ประวัติศาสตร์ไทย,
ท่าช้างในวันนี้

“ประชวรอยู่แล้ว แต่ทรงพระอุตสาหะเพิ่มพระบารมี หวังที่หน่วงโพธิญาณจะโปรดสัตว์ ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา เสด็จพระราชดําเนินตามขบวนแห่พระ หาทรงฉลองพระบาทไม่ จนถึงพลับพลาเสด็จขึ้นเซพลาด เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรารับพระองค์ไว้ ยกพระขึ้นที่แล้วเสด็จกลับ ออกพระโอษฐ์เป็นที่สุด เพียงได้ยกพระขึ้นถึงที่สิ้นธุระเท่านั้น”

สะท้อนพระราชศรัทธาสูงส่งในบวรพระพุทธศาสนาของพระองค์ ดังพระราชปณิธานที่ว่า

“ตั้งใจจะอุปถัมภก    ยอยกพระศาสนา
ป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี”

อย่างไรก็ตาม การเสด็จสวรรคตของล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 ในปีถัดมาคือปี 2352 ทำให้ พระวิหารวัดสุทัศน์เทพวราราม มาเริ่มสร้างในรัชกาลที่ 2  และเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3

ท่าช้าง, ท่าเรือท่าช้าง, ประวัตฺท่าช้าง, ประวัติศาสตร์ไทย,
อาคารพาณิชย์ศิลปะนีโอคลาสสิกที่ท่าช้างวันนี้

อนึ่ง ถนนสายสำคัญในการพระราชพิธีอัญเชิญพระศรีศากยมุนี ที่มิอาจละเลยไม่กล่าวถึงคือ “ถนนหน้าพระลาน” ถนนสายประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยเป็นถนนในแขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ตั้งต้นจากปลายถนนราชดำเนินในต่อถนนสนามไชยที่มุมป้อมเผด็จดัสกร ไปตามกำแพงพระบรมมหาราชวัง ตัดกับถนนมหาราช ผ่านประตูมหาวิทยาลัยศิลปากร หรือ “วังท่าพระ” ในอดีต ไปสุดที่ท่าช้าง วังหลวง นับเนื่องจากการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ 239 ปีก่อน ตราบจนปัจจุบัน ขบวนแห่ในการพระราชพิธีสำคัญแทบทุกรัชกาลของบรมราชจักรีวงศ์ ขบวนแล้วขบวนเล่า ที่สร้างความปลื้มปีติให้พสกนิกรไทย บนถนนสายนี้

ท่าช้าง, ท่าเรือท่าช้าง, ประวัตฺท่าช้าง, ประวัติศาสตร์ไทย,
แสงสุดท้ายสาดส่องท่าช้างงามตา

ชื่อถนนหน้าพระลาน  ตั้งตามชัยภูมิที่ตั้ง ที่พาดผ่านพระลานพระบรมมหาราชวัง เป็นถนนที่มีมาแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ทว่า เป็นเพียงถนนนูนดินสูง เลียบกำแพงพระบรมมหาราชวังด้านทิศเหนือ เมื่อแรกสถาปนากรุงเทพพระมหานคร ชาวบ้านเรียกขานกันเองว่าถนนท่าช้าง เพราะเป็นเส้นทางสำหรับช้างหลวงไปลงท่าอาบน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยา

ชื่อถนนหน้าพระลาน ปรากฏเป็นครั้งแรกในพระบรมราชโองการ ในล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ก่อนการปรับขยายทางดินเป็นถนนสายกว้าง เชื่อมกับถนนราชดำเนินใน ในรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 กระทั่งกลายมาเป็นถนนสายสำคัญหน้าพระบรมมหาราชวังในปัจจุบัน  การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10  เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 กล่าวได้ว่าเป็นขบวนแห่สำคัญครั้งล่าสุด ที่เกิดขึ้นบนถนนประวัติศาสตร์สายนี้

ช่วงปลายของถนนสายนี้ ยังเป็นที่ตั้งวังซึ่งรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อพระราชทานเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนกษัตรานุชิต หรือ “เจ้าฟ้าเหม็น” ซึ่งพระราชนัดดาของพระองค์ และเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฉิมใหญ่ พระราชชายาของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในการพระราชพิธีอัญเชิญพระศรีศากยมุนี  พ.ศ. 2351 เมื่อพระพุทธรูปมาถึงประตูท่าช้าง ปรากฏว่าอัญเชิญเข้ามาไม่ได้ เนื่องจากองค์พระมีขนาดใหญ่เกินกว่าประตู จึงจำเป็นต้องรื้อถอนทั้งประตูและกำแพงออก แล้วเรียกท่าเรือนี้ใหม่ว่า “ท่าพระ วังที่อยู่ใกล้กันนั้นจึงเรียกตามว่า “วังท่าพระ” ทว่าชื่อ “ท่าพระ”ไม่เป็นที่เรียกติดปากของราษฎร จึงยังเรียก “ท่าช้าง” มาถึงทุกวันนี้

ส่วนวังท่าพระ ต่อมาเป็นที่ประทับในล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงพระราชทานต่อให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ประทับที่วังนี้ ก่อนจะทรงซื้อที่ดินริมถนนพระราม 4 ย่านคลองเตย สร้างตำหนักเป็นที่ประทับตากอากาศ เรียกว่า “ตำหนักปลายเนิน” แล้วโปรดประทับที่นั่นตลอดพระชนมายุ ทายาทของพระองค์จึงขายวังท่าพระให้รัฐบาล ในปี พ.ศ. 2476 และศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้สร้างสถานศึกษาสำหรับวิชาศิลปะสมัยใหม่ตามแบบยุโรปขึ้น  เป็นรากฐานการก่อกำเนิดมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ จวบจนปัจจุบัน

ถนนหน้าพระลาน – มรรคาประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ยิ่ง
ภาพถ่าย เอกรินทร์ เอกอัจฉริยะวงศ์

พระศรีศากยมุนี

พระพุทธรูปปางมารวิชัย หรือปางชนะมาร สร้างขึ้นตามพุทธประวัติ คราวเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีชัยชนะเหนือหมู่มาร จึงเป็นพระพุทธรูปที่นิยมไปกราบไหว้เพื่อเสริมสร้างดวงชะตา และขอพรให้ชีวิตร่มเย็นเป็นสุข กระทำกิจการงานสำเร็จโดยปราศจากอุปสรรคอันตรายใดๆ ทั้งปวง ทั้งนี้ พระนาม พระศรีศากยมุนี เป็นพระนามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นผู้ถวายให้ในภายหลัง มิได้เป็นพระนามแต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ อัญเชิญมาจากสุโขทัย พ.ศ. 2351

เรื่องและภาพถ่าย : ธีรภาพ โลหิตกุล


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เสาชิงช้า 

เรื่องแนะนำ

ปลัดขิก : โลกิยธรรมในวิถีพุทธของชาวภูฎาน

 ใครที่เคยสัญจรรอนแรมไปในเขตชนบทของภูฏาน ล้วนต้องตั้งคำถาม ว่าไย ชาวภูฏานจึงนิยมประดับภาพ ปลัดขิก หรืออวัยวะเพศชายขนาดใหญ่ชนิดโจ๋งครึ่ม บางบ้านแต่งเติมให้ท่านปลัดพ่นไฟได้ บางบ้านแกะสลักไม้เป็นรูปท่านปลัดแล้วทาสีแดงแป๊ด ติดไว้เหนือประตูบ้าน แขวนไว้ตามยุ้งฉางอีกต่างหาก ร้านอาหารบางแห่งตั้งท่านปลัดขนาดสูงเท่าตัวคนไว้กลางร้านเลยทีเดียว จะหาคำตอบของเรื่อง ปลัดขิก นี้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ศาสนาพุทธที่ชาวภูฏานนับถือศรัทธา มิใช่นิกายเถรวาทแบบไทย หรือนิกายมหายานแบบจีน เกาหลี ญี่ปุ่น แต่เป็นนิกายวัชรยานแบบทิเบต สาระสำคัญของนิกายนี้ใกล้เคียงกับมหายาน คือนอกจากนับถือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาแล้ว ยังมี “พระโพธิสัตว์” อีกหลายองค์ที่คอยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก อาทิ พระโพธิสัตว์กวนอิม ที่รู้จักกันดี แต่พิเศษกว่านั้น คือวัชรยานกำหนดให้มีเครื่องมือพิเศษ เช่น ธงมนตรา กงล้อมนตรา ระฆังมนตรา ฯลฯ ไว้ช่วยชาวพุทธให้บรรลุธรรมได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบแปลบ และมีอำนาจตัดกิเลสได้แข็งแกร่งดั่งเพชร ตามความหมายของคำว่า “วัชระ” ที่แปลว่าเพชร หรือสายฟ้า ยิ่งไปกว่านั้น ในอดีต นิกายวัชรยานเคยพัฒนาไปไกลถึงขั้นที่เชื่อว่า หากนักบวชฝึกฝนอย่างดีแล้ว สามารถละเมิดศีลธรรม เช่น ดื่มสุรา เสพเมถุน เพื่อจะบรรลุธรรมได้เร็วขึ้น เรียกว่าใช้ “กิเลส” เป็น “อุบาย” […]

ใต้พิภพนครลอนดอน

หากลอกผิวทางเดินของ ลอนดอน ออกก็จะได้พบสารพัดสิ่ง ตั้งแต่ภาพปูนเปียกของชาวโรมันไปจนถึงรองเท้าสเก็ตน้ำแข็งยุคกลาง ลอนดอนจึงเปรียบเหมือนชั้นเค้กทางโบราณคดี

ในอ้อมกอดของป่า ฮาลา-บาลา

การตัดสินใจเดินทางไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา ของฉันคงไม่ต่างอะไรกับการซื้อทัวร์ไฟไหม้ เพราะทันทีที่รู้ว่าพรรคพวกในหาดใหญ่และปัตตานีจัดทริป พร้อมคนในพื้นที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส เป็นผู้นำทางแล้วด้วย ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันไม่ควรพลาดทริปนี้ด้วยประการทั้งปวง จากกรุงเทพฯ มีเที่ยวบินตรงไปจังหวัดนราธิวาสทุกวัน จุดนี้ยิ่งทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น ฉันไม่คิดอะไรมาก จัดการซื้อตั๋วแล้วขอติดสอยห้อยตามไปทั้งที่ยังไม่รู้รายละเอียดอะไร รู้แค่ว่าจะไปป่า ฮาลา-บาลา เท่านั้น ตัวฉันเองได้เดินทางในประเทศไทย (รวมท่องเที่ยวและทำงาน) รวม 76 จังหวัดแล้ว ยังขาดก็เพียงแค่นราธิวาส ครั้งนี้จึงเป็นความพิเศษอย่างยิ่งที่ฉันจะเดินทางครบ 77 จังหวัด ส่วนคำถามที่คนทั่วไปมักจะถามเป็นอย่างแรกคือ “อันตรายไหม” ก็คงตอบจากความรู้สึกส่วนตัวว่า การเดินทางไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เหตุการณ์ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่ได้เกิดในทุกพื้นที่ ดังนั้นหากชาวบ้านสามารถดำเนินชีวิตกันตามปกติ แล้วทำไมเราจะไปไม่ได้ สำหรับฉันความรู้สึกของการไปนราธิวาสก็เหมือนการไปปัตตานี และยะลา แต่ระดับความตื่นเต้นในสิ่งที่ตั้งตารอมานานนั้นต่างกันมาก ป่าฮาลา-บาลาประกอบไปด้วยพื้นที่ป่าสองผืนคือป่าฮาลา (อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส) และป่าบาลา (อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส) เราเข้าทางฝั่งบาลาโดยขออนุญาตล่วงหน้าไปจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ชาวคณะเลือกไว้ให้ชาวกรุงอย่างเราไม่ต้องสมบุกสมบันมาก ฉันได้ยินกิตติศัพท์ของป่าฮาลา-บาลามาได้สักพักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเปรยความสวยงามว่า เป็นป่าแอมะซอนแห่งเอเชีย หรือความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ ตลอดจนสัตว์ป่าต่างๆ ที่ยังคงความ “ดิบ” […]

กระเบนราหู รวมตัวกันในงานเลี้ยงโกลาหล

การสะพรั่งของแพลงก์ตอนและคริลล์ เป็นเหมือนบัตรเชิญของเหล่า กระเบนราหู เมื่อกระแสน้ำขึ้นลงเปลี่ยนอ่าวเล็กจ้อยให้กลายเป็นอ่างแพลงก์ตอน กระเบนราหู ในหมู่เกาะมัลดีฟส์จึงยกโขยงมาร่วมงานปาร์ตี้กลางวังวน เรื่อง บรูซ บาร์คอตต์ ภาพ โทมัส พี. เพสแชก จากชายฝั่งทางใต้ของอินเดียออกไป 708 กิโลเมตร ณ ชาติที่เป็นกลุ่มเกาะนาม “มัลดีฟส์” มีเกาะร้างผู้คนอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า ฮานีฟารู หากมองจากเบื้องบน เกาะแห่งนี้คงไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจมากนัก นอกจากหย่อมไม้พุ่มเขตร้อนบนผืนทรายปริมาตรพอๆ กับหนึ่งคันรถบรรทุก เกาะฮานีฟารูมีขนาดกะทัดรัดจนเด็กตัวเล็กๆ สามารถเดินรอบแนวชายฝั่งโค้งเว้าของเกาะจนทั่วในเวลาเพียง 10 นาที ขนาดของเกาะแห่งนี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติสำหรับหมู่เกาะมัลดีฟส์ที่ประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อย 1,192 เกาะ รวมตัวกันเป็นเกาะปะการังวงแหวน 26 เกาะที่โอบล้อมด้วยมหาสมุทรอินเดียอันกว้างใหญ่ แต่มีหลายครั้งต่อปี เมื่อฤดูกาลและกระแสน้ำขึ้นน้ำลงประจวบเหมาะกัน กระเบนราหูจากทั่วทั้งหมู่เกาะมัลดีฟส์จะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อหาอาหาร จนดูราวกับงานเริงระบำกลางดงปะการัง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน เมื่อน้ำขึ้นลงตามดวงจันทร์ (lunar tide) ผลักดันกระแสน้ำมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (southwestern monsoon current) ในมหาสมุทรอินเดีย แรงดึงดูดของกระแสน้ำทั้งสองทำให้คริลล์เขตร้อนและแพลงก์ตอนอื่นๆ จากน้ำลึกลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ กระแสน้ำจะกวาดต้อนคริลล์เข้าไปยังก้นอ่าวฮานีฟารู หากคริลล์ยังอ้อยอิ่งอยู่บนผิวน้ำ กระแสน้ำจะพัดพาพวกมันขึ้นไปเหนือแนวปะการังของอ่าวและออกไปสู่ทะเลเปิดอย่างปลอดภัย แต่สัญชาตญาณบอกให้พวกมันดำน้ำหนีแสงอาทิตย์ และเมื่อทำเช่นนั้น […]