เปิดมุมมองโลกใต้ทะเลแบบใหม่ไปกับการดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนต์ยามค่ำคืน - National Geographic Thailand

เปิดมุมมองโลกใต้ทะเลแบบใหม่ไปกับการดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนต์ยามค่ำคืน

การดำน้ำผ่านสีสันอันวิจิตรนี้สามารถช่วยให้มนุษย์เข้าใจและปกป้องท้องทะเลได้อย่างไร

นักท่องเที่ยวผู้หลงใหลปรากฏการณ์การเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต (Bioluminescence) อาจเคลิบเคลิ้มไปกับการล่องเรือบนผืนน้ำที่ส่องประกายหรือรับชมเทศกาลการร่ายรำของหิ่งห้อย ทว่าการสำแดงแสงสีแห่งฤดูร้อนนี้เป็นเพียงหนึ่งในความงดงามแห่งอาณาจักรสัตว์

ณ ผืนทะเลแห่งหนึ่ง นักเดินทางหลายคนได้ผจญในโลกท้องทะเลอันกว้างใหญ่ซึ่งแฝงเร้นไปด้วยความลี้ลับ พวกเขาพบฝูงปลาเรืองแสงสีเขียวมะนาว ปะการังที่กำลังพลิ้วไหวด้วยการเต้นรำแห่งแสงนีออน จนถึงม้าน้ำที่ถูกแต่งแต้มด้วยประกายสีเขียวระยิบระยับจนดูเหมือนสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่น ซึ่งล้วนเกิดจากปรากฏการณ์การเรืองแสงทางชีวภาพ (Biofluorescent)

นักดำน้ำในทริปดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนต์พบเห็นฉลามกบเรืองแสงสีเขียวนีออน ณ ชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ฉลามชนิดนี้นับเป็นหนึ่งในสัตว์ทะเล 200 ชนิดที่สามารถเรืองแสงทางชีวภาพได้ ประสบการณ์การดำน้ำที่เหนือจริงเช่นนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจและปกป้องสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลได้ดียิ่งขึ้น ภาพถ่ายโดย เดวิด กรูเบอร์ และ วินเซนต์ ปิเอริโบเน
ม้าน้ำตัวนี้สามารถเรืองแสงชีวภาพได้มากกว่าหนึ่งสีเช่นเดียวกับเต่าทะเล สีเขียวฉูดฉาดรอบดวงตาตัดกับแสงนวลสีแดงเคลือบซึ่งเคลือบอยู่ทั่วลำตัว นอกจากนี้ยังมีการค้นพบจุดสีเขียวในบริเวณอื่นๆ ตามร่างกายของม้าน้ำอีกด้วย ภาพถ่ายโดย เดวิด กรูเบอร์ และ วินเซนต์ ปิเอริโบเน

เดิมที มีเพียงนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลเท่านั้นที่สามารถเปิดประตูสู่โลกมหัศจรรย์นี้ด้วยการดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนต์ “มันเหมือนกับว่าคุณกำลังหลุดไปอีกโลกหนึ่ง” กล่าวโดย อลิชา โพสท์มา นักดำน้ำผู้มีประสบการณ์อันยาวนาน และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบล็อค Dive Buddies 4 Life

การเรืองแสงทางชีวภาพ (Biofluorescence) ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้แตกต่างกับการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต (Bioluminescence) โดยสิ้นเชิง กรูเบอร์เปรียบเปรยการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาเคมีภายในสิ่งมีชีวิตว่าเป็นเหมือนกับแท่งเรืองแสงที่เราใช้โบกไปมาตามงานคอนเสิร์ตหรือเทศกาล ในขณะเดียวกัน การเรืองแสงทางชีวภาพนั้นเป็นเหมือนกับภาพวาดจากสีเรืองแสงที่จะส่องสว่างเมื่อเปิดแสงสีดำเท่านั้น

ปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงหนึ่งในสิ่งพิศวงแห่งท้องทะเล พื้นที่ใต้สมุทรกว่าร้อยละ 80 ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่ได้รับการสำรวจ หากอ้างอิงจากองค์กรนาซ่า (NASA) มนุษย์นั้นรู้จักพื้นผิวของดวงจันทร์มากกว่าทะเลของเราด้วยซ้ำ มนุษยชาติยังคงอยู่ที่จุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ท้องทะเลต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเรืองแสงทางชีวภาพ

เดวิด กรูเบอร์ นักสำรวจจากเนชันแนล จีโอกราฟฟิก และนักชีววิทยาทางทะเลเผยว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะสนใจปรากฏการณ์นี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง กรูเบอร์ช่วยพัฒนาความก้าวหน้าในวงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งว่าด้วยการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตโดยอาศัยโมเลกุลที่ยังไม่ถูกค้นพบทางวิทยาศาสตร์ หรืองานวิจัยในปีพ.ศ. 2557 ที่เขาได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายในหมู่ปลากว่า 200 ชนิด การค้นคว้าของเขาแสดงให้เห็นว่ามีฉลามบางสายพันธุ์ จนถึงสัตว์เลื้อยลานอย่างเต่าทะเลที่สามารถส่องสว่างในความมืด การค้นพบแห่งการปฏิวัติดังกล่าวได้รับขนานนามให้เป็นหนึ่งใน 20 การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในรอบทศวรรษ 2010

ทริปดำน้ำตื้นหรือการดำน้ำลึกตามชายฝั่งปะการังที่คุ้นเคยของนักดำน้ำสามารถกลายเป็นอีกโลกหนึ่งเมื่อเปลี่ยนเป็นการดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนต์ “หลายคนคิดว่าตัวเองเห็นมหาสมุทรมานักต่อนักและรู้จักมันเป็นอย่างดี แต่แล้ว พวกเขาจะตกตะลึงโดยไม่อาจต้านทานได้” กรูเบอร์กล่าว แม้จะมีสีสันสดใสน่าดึงดูดใจ แต่กรูเบอร์ได้เน้นย้ำว่าสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่สนองมนุษย์ทางด้านความสวยงามเท่านั้น “บรรดาสัตว์เหล่านี้กำลังแบ่งปันความลับให้กับมนุษย์ ดังนั้น มันจึงเป็นความรับผิดชอบของพวกเราที่จะใช้องค์ความรู้ที่ได้มานี้เพื่อปกป้องพวกมัน”

การเรืองแสงทางชีวภาพคืออะไร

วิธีการดำน้ำกลางคืนแบบแสงฟลูออเรสเซนต์นั้นเรียบง่าย “เพียงชั่วพริบตาที่คุณใส่หน้ากากดำน้ำสีเหลืองแล้วเปิดแสงสีน้ำเงินขึ้นมา พวกมันก็จะส่องสว่างอย่างมหัศจรรย์และจะยิ่งตระการตาไปอีกหากคุณอยู่ที่แนวประการัง” กรูเบอร์กล่าว กลไกของปรากฏการณ์นี้คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความงดงามของพวกมัน

การเรืองแสงทางชีวภาพ เกิดจากการปล่อยแสงซึ่งเกิดจากการดูดซับคลื่นแสงสีน้ำเงินที่ตกกระทบลงบนผิวหนังของสัตว์ โดยปกติแล้ว แสงที่ถูกคายออกมาจะมีสีสันสดใสไม่ว่าจะเป็น สีเขียว สีส้ม และสีแดง ซึ่งแตกต่างจากการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างแมงกะพรุนหรือหิ่งห้อยที่สร้างแสงด้วยปฏิกิริยาเคมีภายในตัว

ภายใต้แสงสีขาว ปลาทริปเปิลฟินจะมีสีส้มอ่อนๆ แต่เมื่อปลาชนิดนี้ถูกมองผ่านฟิลเตอร์สีเหลืองและแสงสีน้ำเงินที่ติดอยู่กับกล้องถ่ายแสงฟลูออเรสเซนต์ ประกายสีแดงอันน่าทึ่งจะส่องประกายออกมาจากภายในลำตัวของมัน ภาพถ่ายโดย เดวิด กรูเบอร์

มหาสมุทรสร้างความซับซ้อนให้กับปรากฏการณ์การเรืองแสงทางชีวภาพขึ้นไปอีกขั้น ตามธรรมชาติแล้ว มนุษย์สามารถมองเห็นแสงในเฉดสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน แต่วิสัยของเราจะถูกสั่นคลอนด้วยท้องทะเลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ความยาวคลื่นของแสงในสเปกตรัมที่มนุษย์มองเห็นได้จะถูกกรองออกไปตามระดับความลึกที่มากขึ้นเรื่อยๆ ที่ระดับความลึกหกเมตร แสงสีแดงจะหายไป และหากยังไม่ถอยกลับ คุณจะเห็นทุกอย่างเป็นสีน้ำเงินและเขียวจนกระทั่งเข้าสู่ความมืดมิดที่ระดับความลึก 914 เมตร หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่ามิดไนท์โซน (Midnight Zone)

สิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้กับพื้นทะเลปรับตัวตามสภาพแวดล้อมโดยการใช้ตาที่มีลักษณะเหมือนตัวกรองสีเหลืองเพื่อตรวจจับการเรืองแสงทางชีวภาพของปลาชนิดอื่นๆ ในขณะเดียวกัน มนุษย์ยังต้องลอกเลียนพรสวรรค์ของพวกมันโดยใช้อุปกรณ์พิเศษเพื่อรับชมสีสันใต้ท้องสมุทร ไม่ว่าจะเป็น หน้ากากกรองสีเหลือง หรือไฟดำน้ำสีน้ำเงิน

ท่องโลกแห่งความลับ

การดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนต์อาจให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทางที่เหนือจริง แต่การผจญภัยที่น่าเหลือเชื่อนี้กำลังเปิดให้บริการในศูนย์ดำน้ำทั่วโลก ตามที่ เอริค แอลบินส์สัน ผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำระดับโลกแห่งสมาคมพาดี (PADI) กล่าวไว้ว่า “สิ่งนี้สามารถพบได้ในทะเลเขตร้อนทุกแห่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเหล่าปะการัง” ต่างกับการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตที่สามารถพบเห็นได้ตลอดทั้งปี

เราไม่อาจมองเห็นแสงนีออนธรรมชาติที่ปะการังสีแดงนี้สรรค์สร้างได้หากปราศจากฟิลเตอร์สีเหลืองที่ช่วยกันแสงสีน้ำเงิน ขอบคุณภาพจาก National Geographic

ข้อจำเป็นเพียงหนึ่งเดียวสำหรับการเข้าร่วมประสบการณ์การดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนต์คือใบรับรองด้านการดำน้ำตามมาตรฐานของพาดี (PADI) แต่ถึงอย่างนั้น การศึกษาเพิ่มเติมในหลักสูตรการดำน้ำกลางคืนก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่คุณในสภาพแวดล้อมที่มืดสนิท ผู้เข้าร่วมควรมีประสบการณ์ในการดำน้ำกลางคืนพร้อมไฟใต้น้ำอย่างน้อย 2-3 ครั้งทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและเหล่าสิ่งมีชีวิตที่ละเอียดอ่อน โพสต์ม่า นักดำน้ำผู้มากประสบกาณ์ในการดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนท์ที่หมู่เกาะบอแนร์แห่งแคริบเบียนได้กล่าวเอาไว้ว่า “คุณไม่อยากจะสร้างความวุ่นวายแก่โลกใต้ทะเลด้วยการดำผุดดำว่ายหรอกนะ”

หมู่เกาะโบแนร์ สถานที่ซึ่งเป็นที่เลื่องลือสำหรับจุดดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนต์เนื่องด้วยหมู่เกาะปะการังที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก แม้ในปัจจุบันแนวปะการังนี้จะถูกคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ ลาร์ส โบแมนจากรีสอร์ทบัดดี้ไดร์ฟสาขาบอแนร์ (Bonaire-based Buddy Dive Resort) เล่าว่ากิจกรรมนี้ช่วยให้นักดำน้ำสามารถมองเห็นสิ่งมีชีวิตที่พวกเขาอาจพลาดไปในระหว่างวัน เช่น ดอกไม้ทะเล หรือนักดำทรายอย่างปลาจิ้งจก (Sand-diver fish) ซึ่งมักซ่อนตัวอยู่ตามพื้นทะเล หนึ่งในงานศึกษาของออสเตรเลียเผยว่าเหล่าสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่มีมักหลบซ่อนหรือพรางตัว (Cryptic Fish) มีแนวโน้มที่จะเรืองแสงทางชีวภาพได้มากกว่าสัตว์ที่มองเห็นได้ง่ายถึง 70 เท่า

ปลาสเนลฟิช (Snailfish) หลากสี นับเป็นปลาสายพันธุ์แรกในแถบอาร์กติกที่แสดงให้เห็นว่ามีการเรืองแสงทางชีวภาพ แสงสีเขียวและแสงสีแดงที่ส่องประกายพร้อมๆ กันจากลำตัวของมันถือเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก ขอบคุณภาพจาก National Geographic

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จุดหมายของนักดำน้ำทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยและมัลดีฟส์ได้มอบประสบการณ์แห่งสีสันให้กับผู้มิใช่นักดำน้ำด้วยการดำน้ำตื้นแบบฟลูออเรสเซนต์ อาเหม็ด มุจทาบา เจ้าของศูนย์การท่องเที่ยวและดำน้ำมูจาวาซแห่งมัลดีฟส์กล่าวว่า “แนวปะการังบางแห่งในมัลดีฟส์ค่อนข้างตื้น ดังนั้น การรับประสบการณ์การเรืองแสงแห่งชีวภาพด้วยการดำน้ำตื้นก็สวยงามไม่แพ้กับการดำน้ำลึกเช่นกัน” นอกจากนี้ มุจทาบายังชี้ให้เห็นว่าการอยู่ห่างไกลจากมลภาวะทางแสงช่วยให้ปรากฏการณ์แห่งสีสัน ณ เกาะมัลดีฟส์มีชีวิตชีวามากขึ้น

การสำรวจเพื่อพิทักษ์รักษา

คุณไม่สามารถบอกลามหาสมุทรโดยปราศจากคำถามได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักดำน้ำตื้นมือสมัครเล่นหรือนักชีววิทยาทะเลผู้ช่ำชอง “มันเหมือนกับนวนิยายลึกลับที่พาคุณดำดิ่งสู่เรื่องราวมากขึ้นเรื่อยๆ” กรูเบอร์กล่าว

กรูเบอร์สังเกตเห็นการเรืองแสงทางชีวภาพในปลาครั้งแรกจากประกายแสงสีเขียวนีออนของปลาไหลในรูปถ่ายที่เขาใช้ศึกษาการเรืองแสงทางชีวภาพของประการัง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาก นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหลักฐานของการเรืองแสงทางชีวภาพในสิ่งมีชิตใต้ทะเลกว่า 200 ชนิด รวมถึงฉลามกบและเต่าทะเล การวิจัยถึงสาเหตุและวิธีการที่พวกมันส่องสว่างยังคงมีไม่มากนัก นักวิทยาศาสตร์จึงจำเป็นต้องค้นคว้าต่อไปเพื่อไขปริศนาการเรืองแสงดังกล่าว มีการตั้งสมมติฐานถึงทฤษฎีการเรืองแสงทางชีวภาพที่น่าจะเป็นไปได้ เช่น การสื่อสารระหว่างสายพันธุ์ การหาคู่ การพรางตัวจากผู้ล่า และการล่าเหยื่อ

นักชีววิทยาทางทะเลอย่างเดวิด กรูเบอร์ ค้นพบประกายสีเขียวของปลาไหลทะเล ซึ่งปรากฏขึ้นขณะที่เขาและเพื่อนร่วมงานกำลังถ่ายภาพปะการังเรืองแสง ภาพถ่ายโดย เดวิด กรูเบอร์, จอหน์ สปาร์ค และ โรเบิตร์ สเกลลี

เพื่อสลายม่านหมอกแห่งปริศนานี้ กรูเบอร์และทีมของเขาได้สร้างกล้องเลียนแบบดวงตาของเหล่าสัตว์เรืองแสงฟลูออเรสเซนต์เพื่อมองโลกใต้ทะเลจากมุมมองของพวกมัน เมื่อเขาพบการเรืองแสงทางชีวภาพในปลาฉลามกบ เขาจึงสร้างกล้องที่มีฟิลเตอร์พิเศษเพื่อจำลองว่าแสงตกกระทบดวงตาพวกมันอย่างไร การศึกษานี้เผยความลับแห่งท้องทะเลสองสิ่งที่สำคัญ หนึ่ง ฉลามกบมองเห็นการเรืองแสงทางชีวภาพสีเขียวที่พวกมันปล่อยออกมา และสอง พวกมันสามารถเพิ่มระดับความคมชัดของรูปแบบการเรืองแสงของตนเองได้

การศึกษานี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ในแง่ของวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังนำพาเราสู่การอนุรักษ์อย่างชาญฉลาด ยิ่งเรารู้จักเหล่าสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะปกป้องมันได้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น

แสงฟลูออเรสเซนต์สีแดงส่องสว่างทั่วลำตัวของปลาซีกเดียวตัวนี้จนดูเหมือนกับประกายเพลิง ทว่าแสงสีเขียวบริเวณหน้าท้องยังคงแสดงให้เห็นถึงลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน ภาพถ่ายโดย เดวิด กรูเบอร์, จอหน์ สปาร์ค และ โรเบิร์ต เชลลี

ตัวอย่างจุดหมายที่ที่ดีที่สุดในการรับชมการเรืองแสงทางชีวภาพใต้ท้องทะเล

ประเทศไทย: สถาบันดำน้ำ Blue Horizon Divers ให้บริการทัวร์ดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนต์ทั้งแบบลึกและแบบตื้นในทะเลเกาะพะงันซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะของอ่าวไทย

เกาะบอแนร์: ดื่มด่ำไปกับแสงเรืองรองของสิ่งมีชีวิตในเกาะโบแนร์ไปพร้อมกับทัวร์ Buddy Dive Shop ซึ่งจัดทริปตลอดทั้งปี

หมู่เกาะมัลดีฟส์: มุจทาบาจัดกิจกรรมดำน้ำสำรวจรวมถึงการดำน้ำแบบฟลูออเรสเซต์ในศูนย์การท่องเที่ยวและดำน้ำมูจาวาซ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม Blue Journey ให้นักท่องเที่ยวรับชมการดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนต์ตามแนวปะการังในบ้านของที่พัก ณ โรงแรมพาร์คไฮแอท

ฟลอริดา: ใกล้ๆ กับเวสต์ปาล์มบีช มีร้านค้าอุปกรณ์การดำน้ำชื่อ Pura Vida Divers ที่จัดกิจกรรมการดำน้ำกลางคืน รวมถึงการดำน้ำแบบฟลูออเรสเซนต์ตลอดทั้งปี

บทความโดย สตีฟานี่ เวอร์มิลเลียน

ภาพถ่ายโดย เดวิด กรูเบอร์ และทีมนักชีววิทยาทางทะเล

แปลโดย พิชามญชุ์ สุวรรณธวัช
โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม เหล่านักสำรวจดำน้ำ 28 วัน เพื่อค้นพบเรื่องราวชีวิต ใต้มหาสมุทร

ใต้มหาสมุทร

เรื่องแนะนำ

บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี ชุมชนที่นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เรื่องป่า

การจัดการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นการนำเสนอใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวเน้นสัมผัสประสบการณ์ และได้เรียนรู้วิถีอันเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกันชุมชนก็ร่วมพัฒนาพื้นที่กับหน่วยงานภายนอก ให้เกิดการบริหารจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนได้ บ้านถ้ำเสือ ชุมชน บ้านถ้ำเสือ ตั้งอยู่ที่ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานของชุมชนว่า เมื่อราวๆ พ.ศ. 2487 เมื่อถึงเวลาพบลค่ำ ชาวบ้านที่เข้าไปในป่าต้องรีบขึ้นไปยังนั่งร้านบนต้นไม้สูง เพื่อพักผ่อน และหลบภัยอันตรายจากสัตว์ป่า เช่น เสือ ช้างป่า และกระทิง ต่อมาชาวบ้านเริ่มเห็นว่าพื้นที่แถบนี้มีความอุดมสมบูรณ์และสามารถทำการเพาะปลูกได้ดี จึงเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่ทำเกษตรกรรมและอยู่อาศัย สัตว์ป่าต่างหายและหลบเข้าไปอยู่ในป่าลึก นอกจากนี้มีการพบร่องรอยของเสือในถ้ำบริเวณนั้นจึงเป็นที่มาของชื่อชุมชนบ้านถ้ำเสือจนถึงปัจจุบัน ด้วยที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่กลางหุบเขา มีแม่น้ำเพชรบุรีไหลผ่านจึงมีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากการทำการเกษตรแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรอินทรีย์ โครงการธนาคารต้นไม้ อีกทั้งพื้นที่ใกล้เคียงของชุมชนเคยเป็นพื้นที่แห้งแล้งที่ได้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งด้วยความร่วมมื่อของชาวบ้านตามแนวพระราชดำริ “ปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” อีกด้วย การท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่ร่วมพัฒนากับโลเคิล อไลค์ ในวันที่สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเป็นเรื่องที่เราห่วงใยและใส่ใจ ด้วยสภาวะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ที่เริ่มใกล้ตัวพวกเราขึ้นทุกวัน ถ้าการท่องเที่ยวจะทำให้เราตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่หลายๆ ฝ่ายกำลังผลักดัน การท่องเที่ยวอย่างใส่ใจในพื้นที่ทางธรมมชาติ อย่างการท่องเที่ยวป่าไม้ ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวสามรถเรียนรู้เรื่องธรรมชาติและสนุกไปกับการเดินทางได้ หมู่บ้านถ้ำเสือเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่โลเคิล […]

ดูดาว ที่ริมน้ำ และล่าช้างบนเนินช้างศึก

แสงดาราระยิบพรายที่กาญจนบุรี ดูดาว แสงแดดกำลังส่องแสงอย่างเต็มกำลังในช่วงฤดูร้อนของเมืองไทย ใบไม้กำลังปลิดปลิวและร่วงโรยตามวงรอบของมันที่เวียนมาอีกรอบในปีนี้ ที่สังขละบุรี ระดับน้ำในแม่น้ำซองกาเรียลดระดับลงมาก เผยให้เห็นโครงสร้างเดิมและซากไม้ยืนต้นตายโผล่พ้นผิวน้ำ วิถีชีวิตในช่วงหลังการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวที่นี่ซบเซาไม่ต่างจากสถานที่อื่นๆ ดูดาว นักเดินทางและคนในท้องถิ่นหลายคนกล่าวว่า “อำเภอสังขละบุรีเป็นเมืองสามหมอก ดินแดนสามวัฒนธรรม เมืองแห่งสายน้ำ ขุนเขา และผืนป่าอันอุดม” ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นความงดงามอย่างหนึ่งที่ทำให้สังขละบุรีเป็นเมืองที่หลายคนอยากมาเยี่ยมชม ครั้งนี้ เราออกเดินทางมาถึงสังขละตอนบ่ายคล้อย เที่ยวชมวัดวาที่ผสานเอกลักษณ์ของคนท้องถิ่นพร้อมเรื่องราวของคนมอญ และเดินตลาดชมวิถีชีวิตของชาวบ้านในช่วงที่นักท่องเที่ยวยังมีจำนวนน้อย สิ่งที่ชาวบ้านในอำเภอสังขละบุรีพยายามนำเสนอคือ เรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่เราได้เห็นผ่านอาหาร การแต่งกาย และภาษาพูด แต่หมุดหมายสำคัญของการเดินทางของเราครั้งนี้คือ การดูดาวยามค่ำคืนบนวัดจมน้ำ หรือวัดวังก์วิเวการาม (เดิม) ในอดีต วัดวังก์วิเวการาม (เดิม) เป็นศาสนสถานที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านอพยพ ชาวกะเหรี่ยง และมอญ ได้ร่วมกันสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสายคือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกัน ใน พ.ศ. 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีโครงการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อเขื่อนเขาแหลม เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเมื่อเก็บกักน้ำหลังเขื่อนแล้ว […]

เล่นสกี บนทะเลสีขาวในทิวเขาแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

ลมหนาวพัดผ่านผิวหน้า พร้อมกับร่างกายที่เคลื่อนที่อยู่บนหิมะสีขาวโพลน เป็นเหมือนช่วงเวลาที่เหมือนเราได้หลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง และความกังวลใจทั้งหมดมลายหายไปกับสายลม เมื่อลมหนาวมาเยือน คงเป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อย หากเราได้พาตัวเองไปอยู่ในดินแดนเทพนิยาย พื้นดินขาวโพลน อากาศหนาวเหน็บบนภูเขาสูง และป่าสนที่ปกคลุมด้วยหิมะ แวดล้อมไปด้วยความเงียบ พร้อมความสดใสของท้องฟ้า และตัวละครกำลัง เล่นสกี อยู่บนหิมะอย่างมีความสุข ดินแดนที่ว่า ผมหาเจอในประเทศญี่ปุ่นครับ จุดหมายปลายทางที่อยู่ใกล้เมืองไทย และเหมาะกับการเล่นสกีในฤดูหนาว ผมพบว่ามีลานสกีอยู่หลายแห่ง ตั้งแต่ภาคกลางของเกาะฮอนชูจนถึงเหนือสุดของเกาะฮอกไกโด ความละเอียดของเกล็ดหิมะที่ญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่านุ่มมาก แม้เราพลาดถลาล้มลงจากแผ่นสกีก็ไม่เจ็บตัวมาก และด้วยอากาศที่เย็นกำลังพอดีส่งผลให้เกล็ดหิมะด้านบนไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง จึงไม่ลื่นมาก นักสกีจากทั่วโลกต่างหลั่งไหลมาญี่ปุ่นเพื่อการนี้ การเริ่มต้นเล่นสกีที่ญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องยุ่งยากครับ แต่ละแห่งมีครูฝึกสอนชาวญี่ปุ่นคอยแนะนำวิธีการเล่นสกีอย่างถูกต้องและปลอดภัย เด็กๆสามารถเริ่มเล่นได้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบเป็นต้นไป บางแห่งมีครูชาวต่างชาติที่พูดภาษาอังกฤษได้ประจำอยู่ที่ลานสกี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น สถานที่ยอดนิยมสำหรับนักสกีมีหลายแห่ง ทั้งโตเกียว โอซากา และฮอกไกโด สำหรับนักสกีมืออาชีพมักคุ้นเคยกับสถานที่ และรู้จักช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเล่นสกี สำหรับผู้เริ่มต้นหรือคนไม่เคยเล่นสกีมาก่อน สามารถเลือกลานสกีที่มีครูฝึกประจำได้ ในเรื่องอุปกรณ์ โรงแรมที่อยู่ใกล้ลานสกีส่วนใหญ่เตรียมอุปกรณ์ไว้ให้เช่า หรือเราสามารถขึ้นไปเช่าที่ลานสกีได้เลย ราคาค่าเช่าเริ่มต้นที่หลักร้อยบาทต่อวัน นอกจากนี้ยังมีร้านเช่าอุปกรณ์ในเมืองที่พบได้ประปรายซึ่งราคาย่อมเยาลงมา ลานสกีในประเทศญี่ปุ่นมีมากกว่า 500 แห่ง ความสวยงามและความยากง่ายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงเวลา นักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่มักเดินทางไปรวมตัวกันที่ฮอกไกโด แต่ขอแอบบอกว่า ที่นี่นักท่องเที่ยวเยอะมากจนแน่นลานสกี โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวปลายปี ถ้าอยากไปจริงๆ […]

5 ธีมเที่ยวญี่ปุ่นโดยรถไฟที่คุณจะไม่มีวันลืม

ภาพรถไฟหัวกระสุนกำลังแล่นผ่านภูเขาไฟฟูจิ ก่อนไป เที่ยวญี่ปุ่น ควรซื้อตั๋วรถไฟเจแปนเรลพาส เพื่อที่จะได้สัมผัสกับระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมที่สุดในโลก ภาพถ่ายโดย SEAN PAVONE, ALAMY STOCK PHOTO นี่คือแผนการเดินทาง เที่ยวญี่ปุ่น ผ่านตั๋วรถไฟเจแปนเรลพาสแบบ 7 วัน ที่จะให้คุณสำรวจดินแดนอาทิตย์อุทัยด้วยมุมมองใหม่ การท่อง เที่ยวญี่ปุ่น หรือดินแดนอาทิตย์อุทัยนั้นเติบโตอย่างพุ่งทะยานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อเดือนมีนาคม 2019 มีจำนวนทักท่องเที่ยวนานาชาติเดินทางไปญี่ปุ่นกว่า 2.8 ล้านคน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นดีขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวในช่วงกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ในปี 2020 สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงคลื่นนักท่องเที่ยวจากจุดหมายยอดนิยม ลองใช้ตั๋วรถไฟเจแปนเรลพาสแบบ 7,14 หรือ 21 วัน ที่จะทำให้คุณเดินทางไปได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น ไปตามเส้นทางการท่องเที่ยวใน 5 ธีมเหล่านี้ ที่แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ  ท่องไปตามเส้นทางกวี “ไตรทัศน์แห่งญี่ปุ่น” ในปี 1643 นักปราชญ์ในสมัยโชกุน ฮายาชิ กาโฮ (Hayashi Gahō) ได้เป็นผู้เสนอ ไตรทัศน์แห่งญี่ปุ่น (Three Views of Japan) ซึ่งเป็นการกล่าวถึง […]