ศาสตร์และศิลป์ของการออกแบบเส้นทางเดินป่า

ศาสตร์และศิลป์ของการออกแบบเส้นทางเดินป่า

“ทศวรรษที่ผ่านมา เส้นทางเดินป่าเส้นหนึ่งค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่าง

โดยเหล่านักปีนเขาที่มุ่งจะขึ้นไปพิชิตยอดเขาหินแกรนิตเรียวแหลม

ของเทือกเขาฟิตซ์รอยในอาร์เจนตินา”

ตามธรรมชาติของนักปีนเขา พวกเขามักจะเดินตรงดิ่งขึ้นเขาลูกนั้นจากแคมป์ริมฝั่งแม่น้ำรีโอบลังโกที่ไหลเชี่ยวเบื้องล่าง ท้ายที่สุด ทางเดินป่าเส้นนี้ก็ได้ชื่อตามทะเลสาบว่า ลากูนาเดลอสเตรส แปลตามภาษาชาวบ้านว่า ทะเลสาบของเขาสามยอด และในช่วง 30 ปีถัดมา จำนวนผู้มาเยือนที่หลั่งไหลเข้าเมืองเอลชัลเตน ที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อไปเดินเส้นทางไป-กลับระยะทาง 23 กิโลเมตรเส้นนี้ ก็เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 30 เป็น 3,000 คน ต่อวัน เมื่อฝูงชนเหล่านี้เหยียบย่ำผ่านพืชพรรณและหน้าดินเปิดที่ถูกชะโดยสายลมและน้ำ บางส่วนของเส้นทางก็ค่อยๆ ขยายกลายเป็นเป็นร่องสึกกร่อนดาษดื่นไปด้วยหิน

เช้าเมฆครึ้มวันหนึ่งของเดือนมีนาคม เจด ทัลบอต วัย 49 จ้องผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า เครื่องวัดความเอียง หรือไคลโนมิเตอร์ (clinometer) ระหว่างสำรวจป่ารอบบริเวณคอขวดของเส้นทางลากูนาเดลอสเตรส ซึ่งก็คือช่วง 1.9 กิโลเมตรสุดท้ายที่เต็มไปด้วยร่องลึกและลาดชัดสุดขีดก่อนถึงทะเลสาบ เขากับวิลลี บิตเนอร์ วัย 45 คู่หูของเขาในโครงการนี้ กำลังใช้ไคลโนมิเตอร์ “ยิงวัดระดับความลาดชัน” หรือค้นหาแนวทางเดินที่มีความลาดชันต่อเนื่องในบริเวณไหล่เขาดังกล่าว ทั้งสองทำงานร่วมกันมาหลายสิบปีเพื่อสร้างทางเดินป่าใหม่ๆ และปรับปรุงเส้นทางเก่าที่เสื่อมโทรม

ที่อุทยานแห่งชาติเปรีโตโมเรโน ในปาตาโกเนีย ประเทศอาร์เจนตินา นักสร้างทางเดินป่า วิลลี บิตเนอร์ (ทางซ้าย) และเจด ทัลบอต ลัดเลาะผ่านท้องน้ำสีฟ้าครามของทะเลสาบเบลกราโน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งสองมีส่วนช่วยวางมาตรฐานใหม่ในการออกแบบสร้างทางเดินป่าที่ใช้งานง่ายและยั่งยืนที่เปรีโตโมเรโน และที่อื่นๆ ในภูมิภาค
นักสร้างทางเดินป่าพาผู้คนเข้าสู่ธรรมชาติพร้อมๆ กับปกป้องสิ่งแวดล้อม “มันเป็นอะไรที่สวยงามที่สุดอย่างหนึ่งเท่าที่ผมพอจะนึกภาพออกว่าตัวเองทำได้ครับ” ทัลบอตผู้ทำงานในวงการนี้มายาวนานกว่า 30 ปี กล่าว

บิตเนอร์เดินนำหน้าทัลบอตไปก่อน แล้วหยุดยืนอยู่ห่างออกไปหลายเมตร ทัลบอตหรี่ตามองผ่านไคลโนมิเตอร์ แล้วขานบอกระดับความลาดชันที่เปลี่ยนไป “เราไปสูงกว่านี้ได้อีก” เขาบอก จนกระทั่งบิตเนอร์เดินไปถึงจุดที่มีความชันร้อยละ 10 จากนั้น ทัลบอตก็เดินไปหาบิตเนอร์โดยเปิดแอปติดตามตำแหน่งด้วยจีพีเอสชื่อ ไกอา (Gaia) ในโทรศัพท์ไว้ เพื่อให้ขณะที่เขาเคลื่อนที่ มันจะสร้างแผนที่เส้นทางเดินขึ้นไหล่เขาของเขาขึ้นมา ตามหลักการแล้ว มันจะเป็นเส้นทางเดินเท้าที่จะกลายเป็นทางเดินป่าเส้นใหม่

นักสร้างทางเดินป่าจำนวนมากจะร่างแนวเส้นทางไว้คร่าวๆ บนแผนที่ ก่อนออกไปลุยพื้นที่จริง แต่ทัลบอตแทบไม่เคยร่างเส้นทางก่อนออกสำรวจ เพราะจงใจหลีกเลี่ยงการคิดไปเองล่วงหน้าก่อนลงพื้นที่ เขาอยากเห็นว่าภูมิประเทศตรงนั้นจะนำพาเขาไปทางใด “ผมรู้สึกว่าการปล่อยให้ภูมิประเทศนำทางเรา เมื่อเทียบกับเส้นที่ผมขีดไว้ในห้องทำงาน แนวทางนี้ให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไปครับ” เขาบอก

“ถ้าทางเดินป่าคือแผลเป็นบนภูมิทัศน์” ทัลบอตกล่าว “ผมก็อยากให้มันเหมือนแผลศัลยกรรม” แนวคิดนี้เป็นสิ่งที่เขากับบิตเนอร์ตั้งใจไว้ตั้งแต่เริ่มออกแบบทางเดินป่าช่วงนี้ที่เปรีโตโมเรโน คุณจะไม่มองที่ทางเดิน แต่จะมองสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณแทน

ทัลบอตเป็นนักออกแบบเส้นทางชั้นนำคนหนึ่งในแวดวงการสร้างทางเดินป่ามืออาชีพที่กำลังเฟื่องฟูเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทัลบอตเป็นหัวหน้าทีมออกแบบในโครงการเด่นๆ ของวงการถึงสองโครงการโดยทั้งสองแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของภูมิภาคปาตาโกเนีย ซึ่งได้แก่ เส้นทางเดินป่ายาวกว่า 95 กิโลเมตรเส้นใหม่ๆ ในอุทยานแห่งชาติเปรีโตโมเรโนที่สร้างระหว่างปี 2017 ถึง 2019 และเส้นทางเดินป่ายาวกว่า 50 กิโลเมตรที่ออกแบบและสร้างระหว่างปี 2020 ถึง 2024 รอบถ้ำฝ่ามือ แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในหุบเขาแม่น้ำปินตูรัส

ตอนนี้ทัลบอตได้รับการว่าจ้างจากกลุ่มพันธมิตรชาวเมืองเอลชัลเตน ให้เสนอแบบเส้นทางลากูนาเดลอสเตรสเส้นใหม่ เพื่อส่งให้กับองค์การบริหารอุทยานแห่งชาติของอาร์เจนตินา หรือเอพีเอ็น ปัญหาหลักของทางเดินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือลักษณะเส้นทางที่ทอดตรงดิ่งขึ้นเขาทำให้มันเป็นร่องรับน้ำ และบังคับให้นักเดินป่าต้องตะกายหินและดินหลุดเคลื่อนจากที่ขณะปีนป่ายเนินลาดชัน เส้นทางช่วงที่ทัลบอตกำลังประเมินอยู่ไต่ระดับสูงขึ้นเกือบ 460 เมตร และบางจุดลาดชันเทียบเท่าลานสกีระดับแบล็กไดมอนด์ [ความชันมากกว่าร้อยละ 40 ขึ้นไป] เส้นทางช่วงนี้สิ้นสุดลงที่บันไดหินเกือบจะตั้งฉากที่กลายเป็นลำห้วยอันตรายเมื่อฝนตก และทำให้การสัญจรสวนกันติดขัดในช่วงเวลาแออัด ทางเดินป่าที่ถูกกัดเซาะนี้ทั้งอันตรายและเดินไม่สนุก บรรยากาศในช่วงสุดท้ายของเส้นทางคือความวิตกกังวลทัลบอตบอกผม นักเดินป่ามักติดชะงักอยู่ตรงคอขวด และต้องใช้เรี่ยวแรงหนักมาก

เจด ทัลบอตเปิดแอปติดตามตำแหน่งด้วยจีพีเอสในโทรศัพท์ ขณะสำรวจหาแนวของเส้นทางใหม่ในอุทยานแห่งชาติลอสกลาเซียเรสของอาร์เจนตินา ทุกๆ หนึ่งกิโลเมตรของเส้นทางเดินป่าที่เขาสร้างขึ้นในที่สุด ทัลบอตมักต้องเดินออกนอกเส้นทางไปไกลถึง 10 กิโลเมตร
บันไดก่อด้วยหินที่หาได้ในบริเวณนั้นเช่นในรูปนี้ที่เปรีโตโมเรโน แสดงให้เห็นวิธีการที่นักสร้างทางเดินป่าใช้วัสดุธรรมชาติสร้างทางที่ดูกลมกลืนไปกับภูมิประเทศ

ขณะเดินตัดป่าบีชเลงกาหนาทึบ ทับบอตบอกว่า “คุณมีโอกาสทิ้งร่อยรอยถาวรไว้บนภูมิทัศน์นี้แค่ครั้งเดียว ผมเลยจริงจังกับความรับผิดชอบนี้มาก” เขาตั้งเป้าทำให้มันเหมือนการทำศัลยกรรมที่สร้างบาดแผลให้ภูมิทัศน์น้อยที่สุด นักสร้างทางเดินป่าต้องการออกแบบและสร้างเส้นทางที่พาเราไปสู่จุดหมายด้วยความรื่นรมย์ รวมทั้งทนทานต่อผลกระทบสะสมจากการเหยียบย่ำของเรา

การกร่อนคือศัตรูตัวฉกาจของทางเดินป่าทุกเส้นทาง หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข มันจะเปลี่ยนเส้นทางที่งดงามที่สุดให้กลายเป็นแผลเหวอะหวะได้ น้ำ ลม และผู้คนเป็นตัวการหลัก แต่น้ำเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะน้ำไหลรุนแรงต่อเนื่องไปตามเส้นทางที่มีแรงต้านน้อยที่สุด และกัดเซาะจนเกิดเป็นร่องลึก ในคู่มือ การแก้ปัญหาทางเดินป่า (Trail Solutions) ของสมาคมจักรยานเสือภูเขานานาชาติ ระบุไว้ว่า “น้ำที่ไหลรวมตัวเป็นแนวเดียวก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อเส้นทางเดินป่ามากกว่าผลกระทบจากผู้ใช้งานบนเส้นทางนั้นๆ” เทคนิคการสร้างทางเดินป่าส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นที่การจัดการด้านอุทกวิทยาด้วยการควบคุมระดับความลาดชัน หรือความชันของเนิน

ขณะที่แนวปฏิบัติหลายประการของการสร้างทางเดินป่าชนิดยั่งยืนกลายเป็นมาตรฐานที่ยอมรับตั้งแต่ทศวรรษ 1920 เป็นต้นมา โดยผู้สร้างทางเดินป่าในหน่วยงานต่างๆ ตั้งแต่กองอนุรักษ์ส่วนพลเรือน ไปจนถึงกรมป่าไม้สหรัฐฯ แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีกลุ่มใดมีบทบาทในการทำให้แนวคิดนี้เป็นที่นิยมในยุคปัจจุบันมากไปกว่า นักปั่นจักรยานเสือภูเขา สมาคมจักรยานเสือภูเขานานาชาติก่อตั้งขึ้นในปี 1988 เพื่อแก้ปัญหาความกลัวของนักเดินป่าว่า เหล่านักปั่นจะทำให้ทางเดินป่าเสียหาย และช่วยส่งเสริมแนวทางปฏิบัติสร้างผ่านโครงการสร้างทางเดินป่าทั่วประเทศ

ในลอสกลาเซียเรส ทัลบอตใช้ไคลโนมิเตอร์ (เครื่องวัดความเอียง) เพื่อวัดระดับความลาดชันของเนิน ทางเดินป่าที่ชันเกินไปอาจถูกกัดเซาะได้ แต่ความชันเฉลี่ย 10 องศาถือเป็นระดับยั่งยืนและเดินสบาย

ในทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 เมื่อการออกแบบที่ยั่งยืนเริ่มเป็นที่ยอมรับในวงการสร้างทางเดินป่า “พวกเราหลายคนกระตือรือร้นมากเหมือนคนเพิ่งเปลี่ยนศาสนา” เกบ ทราวิส นักสร้างทางเดินป่าจากอะแลสกาที่มาช่วยทัลบอตออกแบบเส้นทางในเปรีโตโมเรโน กล่าว แต่ไม่นานก็ปรากฏชัดว่า ทางเดินป่าที่ยึดติดกับกฎการออกแบบเส้นทางแบบยั่งยืนอย่างเคร่งครัดเกินไป “เราจึงเริ่มตระหนักว่า การตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มีความสำคัญพอๆ กับกฎความยั่งยืน” ทราวิสบอก เมื่อเวลาผ่านไป นักออกแบบทางเดินป่าเริ่มช่ำชองมากขึ้นในเรื่องศิลปะการจัดการพฤติกรรมนักเดินป่า และออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้แต่ละเส้นทาง เพราะหากทางเดินป่าไม่นำไปสู่จุดที่ผู้ใช้ต้องการ พวกเขาจะสร้างเส้นทางของตนเองขึ้นมาแทน เรียกว่าเส้นทางเดินซ้ำๆ (social trail) หรือเส้นทางพึงประสงค์ (desire line)

ในเปรีโตโมเรโน ทัลบอตยกตัวอย่างความพยายามจัดการผู้ใช้งานที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมจริง โดยชี้ไปที่สิ่งที่เขาเรียกว่า “ทางเดินในสวน” ที่สร้างขึ้นหลังเขาจบงานที่นั่นแล้ว ซึ่งก็คือทางเดินป่าเส้นหนึ่งที่โรยกรวดกั้นเป็นขอบทั้งสองด้าน นอกจากดึงสายตานักเดินป่าไปจากสิ่งแวดล้อมแล้ว ทางเดินป่าที่มีขอบกั้นจะกักน้ำไว้และให้ความรู้สึกเหมือน “คุกสำหรับนักเดินป่า” เขาอธิบาย นักเดินป่าที่มีนิสัยแหกคอกจะเดินออกจากทางพวกนี้ ทัลบอตจึงนิยมใช้ “เครื่องหมายสร้างความมั่นใจ” มากกว่า ซึ่งได้แก่หินก้อนใหญ่ๆ ที่จัดวางไว้เป็นระยะๆ เพื่อระบุแนวของเส้นทางในจุดที่จำเป็น

ช่วงสุดท้ายของเส้นทางลากูนาเดลอสเตรสในปาตาโกเนีย ไต่ระดับสูงขึ้นเกือบ 460 เมตรในระยะทางเพียง 1.6 กิโลเมตร นักเดินป่าที่อาจมีจำนวนมากถึง 3,000 คนต่อวันสร้างความเสียหายให้แก่ภูมิประเทศ ปัจจุบัน ทางเส้นนี้ดูเหมือนรอยแผลเป็นกว้างพาดผ่านลาดภูเขา

จะยิ่งดีขึ้นไปอีกหากเขาสามารถซ่อนทางเดินจากสายตาคุณได้เลย ในเปรีโตโมเรโน ทัลบอตกับบิตเนอร์ออกแบบทางเดินป่าให้มองไม่เห็นจากจุดอื่นในอุทยาน โดยจัดวางให้กลมกลืนกับภูมิประเทศ พวกเขาจะปักธงไว้ที่เส้นทางแต่ละช่วง แล้วเดินไปดูจากมุมสูงของอีกจุดหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่า ไม่สามารถมองเห็นธงที่ปักไว้ได้ กลยุทธ์นี้ไม่เพียงสร้างความรู้สึกถึงโลกธรรมชาติและความสันโดษเท่านั้น แต่นักเดินป่ามีแนวโน้มที่จะเดินลัดออกนอกเส้นทาง น้อยลง หากพวกเขามองไม่เห็นว่ามันทอดไปทางไหน

การเปลี่ยนทิศทางหรือการทำทางโค้ง อาจขัดจังหวะความต่อเนื่องและเอื้อต่อการเดินลัดได้เช่นกัน ทัลบอตจึงจัดวางทางโค้งอย่างรอบคอบ โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้มีทางโค้งหักศอกเรียงต่อกันถี่ยิบและมองเห็นได้ เมื่อต้องจัดวางทางโค้ง เขาจะพยายามให้มันเลี้ยวอ้อมเนินเล็กๆ ในภูมิประเทศ เพื่อไม่ให้เห็นปลายโค้งจากต้นโค้งได้ เขายังนิยมใช้ทางโค้งไต่ระดับ หรือทางโค้งขึ้นเนินเส้นกว้างที่นักเดินป่าไต่ระดับได้สูงขึ้นด้วยขณะเลี้ยวโค้ง มากกว่าทางโค้งหักศอกที่ทำให้เสียโมเมนตัมมากกว่าและเดินลัดได้ง่ายกว่า แต่เรื่องนี้ทำให้สมดุลได้ยาก เคล็ดลับคือต้องทำให้นักเดินป่าอยากเดินต่อมากพอจนมั่นใจว่า กำลังอยู่บนเส้นทางดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แล้ว ทัลบอตบอกว่า “ถ้าคุณจดจ่ออยู่กับสภาพแวดล้อมตรงหน้า คุณก็จะไม่มองหาทางอื่นครับ”

นักสร้างทางเดินป่าที่ดีที่สุดจะสร้างเส้นทางที่ท้าทายให้นักเดินป่าสับเปลี่ยนมุมมอง โดยจดจ่ออยู่กับทั้งทางข้างหน้าและวิวตระการตาที่พยายามช่วงชิงความสนใจจากพวกเขา อย่างเส้นทางที่เห็นนี้ในเปรีโตโมเรโน

บนทางเดินป่าที่ดีที่สุดนั้น นักเดินป่าจะเข้าสู่สภาวะลื่นไหลอย่างแทบไม่รู้ตัว ขณะถูกดึงเข้าสู่โลกธรรมชาติลึกขึ้น หลังใช้เวลาสองสามวันในการสำรวจระดับความลาดชันที่เอลชัลเตน ทัลบอตกับบิตเนอร์พาผมแบกเป้ท่องเส้นทางเดินป่าที่พวกเขาออกแบบในเปรีโตโมเรโน เพื่อให้สัมผัสประสบการณ์นั้นด้วยตนเอง ในเส้นทางบิ๊กลูปซึ่งเป็นเส้นทางยาว 17 กิโลเมตรวนรอบคาบสมุทรเบลกราโน ทัลบอตชี้ให้ดูเส้นทางเดินป่าเลาะเลี้ยวไปตามเส้นชั้นลาดภูเขาที่โค้งเข้าโค้งออกตามพื้นผิวเป็นลูกคลื่นบางๆ ของภูมิประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้ได้หันตัวและเบนสายตาจากริ้วทิวเขาคล้ายลายเสือปกคลุมด้วยหิมะที่ทอดตัวอยู่ลิบๆ มาที่ทุ่งหญ้าทอแสงเรืองรองเบื้องหน้า การเปลี่ยนภาพที่ปรากฏแก่สายตาผู้ใช้ด้วยวิธีนี้จะนำไปสู่ “การกระตุ้นประสาทสัมผัสให้ตื่นตัวใหม่อย่างต่อเนื่อง” กระทั่งในสถานที่เต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์โอฬารตระการตา เขาก็จะหันเหความสนใจของนักเดินป่าให้สลับไปมาระหว่างรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กับทัศนียภาพที่ยิ่งใหญ่ตื่นตากว่า

เรื่อง กลอเรีย หลิว

ภาพถ่าย ทอมัส มูนิตา      

แปล  อัครมุนี วรรณประไพ


อ่านเพิ่มเติม : ยกระดับการปีนเขาที่ยาก ให้ยากขึ้นแบบทวีคูณ

Recommend