ฮาลา-บาลา ผืนป่าอันทรงคุณค่าทั้งทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน

ท่องเที่ยวป่าฮาลา-บาลา กับชุมชนจุฬาภรณ์พัฒนา 9

บรรยากาศป่าฝนที่มีไอน้ำลอยน้ำระไปกับยอดไม้ เป็นภาพอันโดดเด่นของผืนป่า ฮาลา-บาลา พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติสูงที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ชายขอบของผืนป่าอันทรงคุณค่าของภาคใต้ มีหมู่บ้านน้อยใหญ่ตั้งกระจายอยู่ หนึ่งในนั้นคือ ชุมชนจุฬาภรณ์พัฒนา 9 ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลแม่หวาด อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ฮาลา-บาลา

ชุมชนจุฬาภรณ์พัฒนา 9 เป็นหมู่บ้านที่ทางรัฐบาลไทยจัดให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยหรือกลุ่มอดีตกองกำลังคอมมิวนิสต์มาลายา ได้พักอาศัยและมีพื้นที่ทำกินหลังการเซ็นสัญญาสงบศึกระหว่าง รัฐบาลไทย รัฐบาลมาเลเซีย และกลุ่มผู้นำกองกำลังคอมมิวนิสต์มาลายา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชาติชาวจีน 

ฮาลา-บาลา, ท่องเที่ยวชุมชน, การท่องเที่ยว, เที่ยวไทย, ฮาลาบาลา

ในปัจจุบันหมู่บ้านอยู่ภายใต้ความดูแลของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สภาพโดยรอบหมู่บ้านยังเป็นป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์มีพื้นที่ติดกับผืนป่าฮาลาบาลาซึ่งถือเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย และ เขื่อนบางลาง ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งแรกของภาคใต้ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และสวยงามมาก 

ชาวบ้านประกอบอาชีพปลูกยางพารา เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ทำสวนเกษตรผสมผสาน และยังเปิดรับทำการท่องเที่ยวโดยชุมชนมานานกว่า 20 ปีแล้ว 

ภายในชุมชนมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องราวคอมมิวนิสต์มลายา จุดเด่นของบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 คือ มีเส้นทางเดินป่าติดกับชุมชน เดินไปประมาณ 3-4 กิโลเมตรรจะเจอน้ำตกฮาลาซะห์ น้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสูงในระยะที่สายตามองเห็นเท่าตึก 28 ชั้น จริงๆ แล้วยังมีชั้นน้ำตกที่อยู่สูงขึ้นไปอีก  ซึ่งถือเป็นชุมชนที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ฮาลา-บาลา, ท่องเที่ยวชุมชน, การท่องเที่ยว, เที่ยวไทย, ฮาลาบาลา

ความร่วมมือก่อให้เกิดการท่องเที่ยวชุมชนอันเป็นเอกลักษณ์ 

การจัดการท่องเที่ยวในชุมชนโดยชุมชน เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างชาวบ้านและโลเคิล อะไลค์ ที่ประกอบกิจการธุรกิจเพื่อสังคม ด้านการท่องเที่ยว รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่สนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน

จุดเริ่มต้นการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวของชุมชนนี้มาจากแคมเปญ AMAZING THAILAND UNSEAL LOCAL 2018 ภายใต้แคมเปญ ONCE AS A TOURIST มาเที่ยวกันสักวันหนึ่ง ที่โลเคิล อะไลค์ เข้าร่วมมือกับการท่องเที่ยวแ่งประเทศไทย เพื่อเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมกับชุมชน ซึ่งชุมชนจุฬาภรณ์พัฒนา 9 เป็นหนึ่งในกว่า 20 เส้นทางของโครงการฯ

ฮาลา-บาลา, ท่องเที่ยวชุมชน, การท่องเที่ยว, เที่ยวไทย, ฮาลาบาลา

หลังจากนั้น จึงเกิดงานต่างๆ ที่เราได้พัฒนาผู้นำชุมชน ให้เข้าใจในเรื่องการพัฒนาให้เป็น “ชุมชนท่องเที่ยว”โดยมีหน่วยงาน CBT-i ช่วยเราออกแบบเส้นทาง และเรานำมาต่อยอดร่วมกับชุมชน และทำข้อตกลงราคาเพื่อเสนอขายแผนการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวอิสระ (Free Individual Travelers หรือ FIT) 

นอกจากนี้ โลเคิล อะไลค์ ยังช่วยคิดและวางแผนการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะในช่วงปิดการท่องเที่ยวจาก สถานการณ์โควิด – 19 ที่ผ่านมา และยังมีโครงการ พัฒนาอาหารและรูปแบบการท่องเที่ยว ร่วมกับรายการ Win Win WAR 

ตามมาด้วยโครงการ 10 masterpeace destinations 10 เส้นทางปลายด้ามขวาน ที่เราตั้งใจจะพัฒนาผู้นำรุ่นต่อไปควบคู่กับผู้นำรุ่นแรก เพื่อให้เป็นบุคลากรที่สามารถทำงานต่อยอดการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

ฮาลา-บาลา, ท่องเที่ยวชุมชน, การท่องเที่ยว, เที่ยวไทย, ฮาลาบาลา

เมื่อนักท่องเที่ยวมีจำนวนที่เหมาะสม ก็ส่งผลให้การท่องเที่ยวชุมชนเกิดความยั่งยืน 

การท่องเที่ยวในสถานที่ธรรมชาติ สิ่งแรกที่โลเคิล อะไลค์ และชาวบ้าน ให้ความสำคัญร่วมกัน คือ ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น ดังนั้น จึงเกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวตามต้นทุนที่มี นั่นคือ ธรรมชาติ 

โดยประชาชนที่รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดีทำหน้าหน้าที่เป็นผู้นำเที่ยว ส่วนบรรยากาศภายในหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวจะได้เห็นวิถีชีวิตของการเป็นชาวสวน และการทำเกษตรพอเพียงตามรั้วบ้าน ทั้งสะตอ มังคุด ลองกอง ให้สอยกิน 

ฮาลา-บาลา, ท่องเที่ยวชุมชน, การท่องเที่ยว, เที่ยวไทย, ฮาลาบาลา

ส่วนที่พักมีให้ใช้ชีวิตสบายๆ ในแบบรีสอร์ทชุมชน เป็นห้องพักไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่มีน้ำอุ่นและห้องน้ำส่วนตัว และเรื่องอาหารการกินทุกมื้อจะฝากท้องไว้กับปลายจวักของกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งการท่องเที่ยวโดยชุมชนจุฬาภรณ์พัฒนา 9 จะเน้นแบบเป็น join tour ตั้งแต่ 2-20 คนเพื่อไม่ให้เกิด overtourism ในชุมชน และสามารถจัดการทรัพยากรให้เพียงพอและรองรับ ให้บริการ นักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชน

ฮาลา บาลา คือภาษามลายู ‘ฮาลา’ แปลว่า ทิศทาง ส่วน ’บาลา’ แปลว่า กลุ่มคน โดยคนในชุมชนแปลออกมาง่ายๆ ว่า ‘ทิศทาง (การอพยพ) ของกลุ่มคน’ คำนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญในอดีตของผืนป่าแห่งนี้ 

ในอดีต พื้นที่แห่งนี้ยังเคยเป็นพื้นที่หลบภัยของกลุ่มคอมมิวนิสต์มาลายาที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในป่า กิน นอนในป่าจริงๆ เมื่อถามถึงเหตุการณ์ผู้คนท้องถิ่นจะคุ้นชินกับการเรียกป่าแห่งนี้ว่า ‘บาลา ฮาลา’ หรืออาจเรียกสั้นๆ ว่า ‘บาลา’

ฮาลา-บาลา, ท่องเที่ยวชุมชน, การท่องเที่ยว, เที่ยวไทย, ฮาลาบาลา

นอกจากกิจกรรมในป่าแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้เข้าไปในชุมชน บรรยากาศเหมือนชุมชนชาวจีนขนาดเล็กในหุบเขา ที่นี่ป้ายบอกทาง ร้านอาหาร ผู้คน ล้วนใช้ภาษาจีน นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่น แวะพูดคุยกับผู้อพยพที่เป็นผู้สูงอายุมากด้วยเรื่องราว ปัจจุบัน ในชุมชนมีผู้อาศัยอยู่ประมาณ 40 ท่าน การได้สนทนากับบุคคลแห่งประวัติศาสตร์เหล่านี้ ก็เติมเต็มความรู้แห่งการเดินทางได้มากแล้ว

ฮาลาบาลาเป็นผืนป่าที่อยู่หลังชุมชน จึงสามารถจัดเส้นทางเดินป่าเพื่อชื่นชมธรรมชาติได้ประมาณ 4 กิโลเมตร โดยในเส้นทางเดินป่าสู่ยอดเขา นักท่องเที่ยวสามารถชมทะเลหมอกได้จากจุดนี้ ระหว่างทางยังได้เห็นการเลี้ยงกวางในฟาร์ม แช่น้ำ ล่องเรือสู่ป่าต้นน้ำ คลองน้ำใส และสัมผัสน้ำตกฮาลาซะห์ที่มีความสูงกว่า 100 เมตร

ดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนี้คือประชากรนกเงือก ที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ตลอดวงจรชีวิต เราคงนึกภาพความเขียวที่เที่ยวได้ทั้งปีแห่งนี้ออกประมาณนึง แต่ถ้าอยากเห็นภาพจริงคงต้องออกมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง ที่นี่มีพืชพรรณนานาชนิด ทั้งดอกไม้ สมุนไพร และไม้ยืนต้นต่างๆ รวมถึงผลไม้ป่าขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าไม่เคยได้เห็นที่ไหนมาก่อน 

ความน่าสนใจของเส้นทางเดินป่า นอกจากจะได้เห็นนกเงือกแล้ว ยังมีชาวอัสรี (หรือซาไก เรียกอัสรีเป็นคำที่สุภาพ) ที่สร้างความน่าสนใจได้ไม่น้อย ปกติแล้วชาวอัสรีจะไม่พบปะกับคนภายนอกง่ายๆ เพราะเขาใช้ชีวิตอยู่ในผืนป่า หากเจอแล้วมีโอกาสได้ทักทาย หรือได้เรียนการเป่าลูกดอกอาบยาพิษก็ถือเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้บ่อยๆ อาวุธไม้ด้ามยาวที่สร้างขึ้นมาเองนี้เป็นอาวุธคู่กายของชาวอัสรีเวลาออกหาของกินในป่า เราลองแล้วอาจเป่าไม่ได้ไกล แต่ชาวอัสรีเป่าไปไกลได้เป็นสิบเมตรอย่างแม่นยำ เป็นเสน่ห์อย่างยิ่งที่โลเคิล อไลค์ อยากชวนให้ทุกคนได้มาลองสัมผัส

ตวามเข้มแข็งของชุมชนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งเราเห็นได้อย่างชัดเจนในชุมชนจุฬาภรณ์พัฒนา 9 และด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ที่มีคสามเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ยิ่งส่งให้ชาวบ้านได้เรียนรู้แนวคิดการพัฒนาท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับท้องถิ่น และทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่ 

เรื่องและภาพถ่าย : โลเคิล อะไลค์
ติดตามเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนอื่นๆ ได้ที่ https://localalike.com/


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Local Alike ธุรกิจเพื่อสังคมด้านการท่องเที่ยว กับผลกระทบจากการระบาดใหญ่

เรื่องแนะนำ

ไปเที่ยวปราสาทแห่งเทพนิยายที่มีอยู่จริงกัน

สูงขึ้นไปบนเทือกเขาแอลป์ของรัฐบาวาเรีย ในเยอรมนี มีสถานที่แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านในฐานะ ปราสาทแห่งเทพนิยายที่งดงามที่สุดในยุโรป ปราสาทแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า “ปราสาทนอยชวานสไตน์” สร้างขึ้นโดยพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งรัฐบาวาเรีย รายล้อมด้วยธรรมชาติอันงดงาม จะเห็นได้ว่าตัวปราสาทมีหน้าตาเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายนั่นเป็นเพราะว่าผู้ออกแบบไม่ใช่สถาปนิก แต่คือคนออกแบบฉากละคร ซึ่งเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เนื่องจากพระเจ้าลุดวิกที่ 2 ทรงหลงใหลในตำนานพื้นบ้านและเทพนิยายอย่างมาก ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวมากถึง 1.4 ล้านคนมาเยือนปราสาทแห่งนี้ในทุกปี ส่งผลให้ปราสาทนอยชวานสไตน์เป็นปราสาทที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในยุโรป ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ค่ายผู้สร้างอนิเมชั่นของดิสนีย์นำปราสาทแห่งนี้ไปเป็นต้นแบบของโลโก้อีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม : ท่องเที่ยวไปในย่านอันเป็นเอกลักษณ์ของนครเยรูซาเลม, ท่องเที่ยวในประเทศที่อัตราปลดปล่อยคาร์บอนเป็นลบ

นี่คือร้านอาหารที่ดีที่สุดของเปอร์โตริโก เชฟโฮเซ อันเดรสการันตี

ความเป็นมิตรของผู้คนรวมถึงอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากสเปนและอเมริกา ทำให้ เปอร์โตริโก กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมในหมู่ของผู้มาเยือน

เที่ยวแม่แจ่มในมุมมองใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงนาขั้นบันได

“ได้เจอกันสักทีนะ… แม่แจ่ม” บรรยากาศในช่วงปลายเดือนกันยายน ยังคงมีสายฝนโปรยปรายลงมา ทำให้อากาศเย็นสบายกำลังดี ไม่รู้ว่าช้าไปไหม แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางมา เที่ยวแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ กับคุณเจรมัย พิทักษ์วงศ์ หัวเรือใหญ่ National Geographic ฉบับภาษาไทยโดยได้รับคำเชิญจากผู้ใหญ่ใจดี ชวนมาดูและมาสำรวจว่าจะช่วยชาวบ้านต่อยอดสินค้าเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวได้อย่างไร จากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงแม่แจ่มใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง แต่บรรยากาศตลอดสองข้างทางสวยงามเกินพรรณนาจริงๆ ทำเอาลืมเวลาไปเลย ผมมักรู้สึกตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่ได้ไปยังดินแดนที่ไม่รู้จัก การเดินทางมา เที่ยวแม่แจ่ม ในครั้งนี้ก็มาอย่างคนที่ไม่รู้จักแม่แจ่มแบบลึกซึ้ง รู้แค่ว่าใครๆ ก็ต้องมาดูนาขั้นบันไดสวยๆ ของที่นี่กันทั้งนั้น จนกระทั่งได้ฟังคำแนะนำจากคนท้องถิ่นว่าให้ลองไปเที่ยว “หมู่บ้านห้วยบง” ดูสิ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่นำช้างคืนถิ่น แม้จะสงสัยว่าทำไมช้างต้องคืนถิ่น แต่ออกปากแนะนำมาแบบนี้ ลองไปดูสักตั้งจะเป็นไร แต่ก่อนจะไปหมู่บ้านห้วยบง ผมขอซึมซับบรรยากาศในตัวอำเภอแม่แจ่มสักคืน ซึ่งในอำเภอเล็กๆแห่งนี้ก็มีที่พักให้เลือกอยู่หลายแห่ง มีร้านอาหารและคาเฟ่น่ารักๆด้วย ผมแวะที่ PEMA CAFÉ ได้เจอชาวบ้านที่อัธยาศัยดีมาก อาหารอร่อยถูกปาก จะว่าไปก็ให้อารมณ์น่ารักๆเหมือนชนบทในประเทศญี่ปุ่นเลยนะ ผมเองก็เลือกที่จะออกมาวิ่งออกกำลังกายและเดินเล่นชมวิวกันสักหน่อย หากใครมีเวลาอยากแนะนำให้ลองทำดูนะครับ มันทำให้คุณได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นได้จริงๆ รุ่งเช้าผมแวะไปชมโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ ซึ่งเป็นอีกไฮไลต์หนึ่งที่ชาวอำเภอแม่แจ่มอยากให้คนทั่วไปได้รู้จัก โครงการไผ่นี้อยู่ในโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส เป็นโครงการที่มุ่งสร้างความยั่งยืนและเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่แจ่มให้กับชุมชน ในรูปแบบการปลูกไม้สร้างรายได้เพื่อให้ตอบโจทย์สร้างอาชีพของเกษตรกรที่หาทางเลือกใหม่ ออกไปจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่นข้าวโพด และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งปัญหาหมอกควันจากไฟป่า […]

หมออีม หญิงไทยคนแรกผู้ขึ้นสู่ยอดเขาทั้งเจ็ดทวีป

“การก้าวไปถึงจุดสูงสุดอาจไม่ใช่ความสุขที่ยิ่งใหญ่ แต่การกลับลงมาอย่างปลอดภัย คือสิ่งที่สำคัญกว่า” – หมออีม  นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ บ่ายวันหนึ่ง ขณะนั่งทำงานตามปกติอยู่ในออฟฟิศ นิ้วมือพลันเลื่อนเมาส์ไปเจอข้อความที่ปรากฏในแถบแจ้งเตือนบนเฟซบุ๊ก ฉันอ่านข้อความจนจบอย่างถี่ถ้วนสองสามรอบ ความปลื้มปริ่มเกิดขึ้นในใจเมื่อทราบถึงจุดประสงค์ของผู้ส่งสาร ที่ต้องการให้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นำเสนอเรื่องราวของ หมออีม ทันตแพทย์หญิง นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ จากจุดเริ่มต้นจนถึงความสำเร็จ เมื่อปี 2016 หมออีม คือผู้หญิงไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์อันเลื่องชื่อได้สำเร็จ และชื่อของเธอกลับมาปรากฏบนหน้าสื่ออีกครั้งหลังจากเธอพิชิตยอดเขา 7 แห่ง จาก 7 ผืนทวีป ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หมออีมกลายเป็นผู้หญิงที่คนไทยจับตามอง เธอคือคนไทยคนแรกที่ใช้ความพยายามและความร่วมมือจากหลายฝ่ายเดินทางไปสู่ยอดเขาทั้ง 7 แห่งได้สำเร็จ การเดินทาของหมออีมเริ่มต้นจากการไปร่วมปีนเขากับคุณคมรัตน์ พิชิตเดช หรือที่คนในวงการปีนเขามักเรียกในนาม ป๋าคมรัตน์ ครั้งนั้น ป๋ามองเห็นความพิเศษในตัวหมออีมจากครั้งที่ไปร่วมปีนเขาบนเส้นทางคีนาบาลูบนเกาะบอร์เนียวด้วยกัน เขาจึงผลักดันให้เธอลองพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ และเธอตอบตกลง “เธอเป็นผู้หญิงที่เดินขึ้นเขาอย่างไม่รู้จักเหนื่อย ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว และเดินเร็ว” คุณธำรงค์ ปิยนราภร ผู้จัดการส่วนตัวของหมออีม เล่าให้เราฟัง “ปกติป๋าคมรัตน์มีประสบการณ์ปีนเขาร่วมกับคนไทยมาหลายคน และป๋าพอจะมองออกว่าใครสามารถขึ้นไปบนเอเวอเรสต์ได้ ซึ่งป๋ามองเห็นความพิเศษในตัวหมออีม” หลังจากนั้น […]