นักออกแบบสาวไทยท่องเที่ยวยุโรป 6 ประเทศ ด้วยรถบ้าน หรือ Camper Van

ขับรถบ้านเที่ยว 6 ประเทศ ใน 31 วัน

ขับรถบ้าน DIY ออกเดินทางข้ามชายแดน 6 ประเทศเพื่อสำรวจโลกยาว 31 วัน

เคยลองถามตัวเองกันบ้างไหมคะว่า ชีวิตเราสามารถออกแบบหรือมีอิสระในการใช้ได้สักแค่ไหน? 

กานต์เป็นนักออกแบบคนนึงที่เชื่อว่าเรื่องราวและประสบการณ์ในชีวิตของเราทุกคนสามารถออกแบบได้ หากใครติดตามเฟซบุ๊ก Prasobkarn Design ( https://www.facebook.com/prasobkarn.design/ ) อาจพอทราบว่าล่าสุดกานต์ตัดสินใจออกแบบประสบการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการแปลงร่างรถตู้คันเก่าที่แทบจะไร้ค่าของตัวเอง กลายเป็นรถบ้านคู่ใจ หรือ Camper Van พาออกเดินทางท่องเที่ยวยาวถึง 31 วัน ขับข้ามชายแดนไป 6 ประเทศ

การเดินทางในครั้งนี้ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าสักเท่าไหร่ เพียงแค่ปล่อยให้ร่างกายได้ลองใช้ชีวิตอย่างอิสระในแบบที่อยากใช้อย่างเต็มที่ดูบ้างเท่านั้นเอง เราจึงเลือกรูปแบบการเดินทางในลักษณะ Wild Camping หรือเป็นการเลือกสถานที่จอดรถบ้านเพื่อนอนค้างคืนด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่พึ่งการจอง Camp sites หรือพื้นที่ที่มีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการแคมปิ้งใดๆ ทั้งสิ้น ( Trailer การเดินทาง youtu.be/qOuueMx5cYc )

เริ่มการเดินทางในหน้าร้อนด้วยความหนาวเหน็บ ที่ออสเตรีย

เราเริ่มวันแรกด้วยการเติมน้ำมันเต็มถังและมุ่งหน้าออกจากกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ไปสู่ออสเตรีย ประเทศที่เขาว่ากันว่ามีทะเลสาบและเทือกเขาที่สวยอลังการ เหมาะกับคนรักธรรมชาติที่ชอบพจญภัยเป็นที่สุด เราเตรียมชุดและอุปกรณ์เดินป่ามาพร้อมและตั้งตารอที่จะกระโดดลงรถเพื่อลุยเดินเขาในทันทีที่ไปถึง แต่ออสเตรียกลับต้อนรับเราด้วยพายุลูกใหญ่และฝนที่ตกกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง เราจึงตัดสินใจหยิบเสื้อคลุมกันฝน ออกลุยปีนเขาท่ามกลางพายุและลมหนาวอย่างไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น

แต่ลมหนาวและฝนกลับไม่ค่อยเข้าข้างเราสักเท่าไหร่ เท้าเราเริ่มแข็ง แจ็คเก็คที่เขาโฆษณาว่ากันน้ำก็เอาไม่อยู่ ตัวเราเปียกชุ่ม และร่างกายเริ่มเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 ชั่วโมง จนเกิดความคิดแว๊ปขึ้นมาในหัวว่า “เรามาทำไมวะเนี่ย?” เพราะในตอนนั้นถึงเราจะเหนื่อย หรืออยากนั่งพักสักแค่ไหน เราก็จำเป็นต้องก้าวเท้าเดินต่อไป เพื่อเพิ่มอุณภูมิความอบอุ่นให้ร่างกาย สู้กับอากาศอันหนาวเหน็บบนเทือกเขาเช่นนี้

เราคุยกับตัวเองในใจสักพักนึง จนสามารถเอาชนะใจตัวเอง ฮึดสู้ มองข้ามความทรมาน พร้อมเปิดตาซึมซับความสวยงามที่อยู่รอบตัว เราแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า ต้นไม้ใบหญ้าที่เปียกด้วยน้ำฝน สะท้อนกับแสงแดดอ่อนๆ ส่องแสงแวววาวเป็นประกายวิบวับสวยงามอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งมันก็ทำให้กานต์คิดได้ว่า ทุกอย่างมันมีข้อดีและข้อเสียปะปนกันไป อยู่ที่เราจะเปิดใจมองความสวยงามและรับความสุขในรูปแบบใหม่ได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง ( วิดีโอการเดินทางในออสเตรีย https://youtu.be/03-QE783dBk )

ขับหนีฝน ตามล่าแสงแดดเติมพลังให้กับโซลาเซลล์ ที่สโลวีเนีย

“สโลวีเนีย เอ้ย สโลวาเกีย เอ้ย สโลวีเนีย” เป็นประโยคที่กานต์พูดผิด พูดถูก และพูดติดปากเกือบตลอดเวลา เมื่อเราตัดสินใจหนีฝนมุ่งหน้าสู่ประเทศสโลวีเนีย เพื่อตามล่าแสงแดด ตากเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มจากออสเตรีย พร้อมกับเติมพลังงานให้โซลาเซลล์มาใช้ในรถสักหน่อย

เราถูกต้อนรับด้วยแสงแดดและอากาศร้อนตามที่เราโหยหา จนทำให้กานต์ตกหลุมรักประเทศนี้อย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะด้วยส่วนประกอบของประเทศที่แสนจะลงตัวทั้งจากความเงียบสงบของแม่น้ำ ความสะอาดและเสน่ห์จากตัวเมือง Maribor การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยมของเมืองหลวง Ljubljana เสน่ห์ของมุมทะเลเล็กๆ ในเมือง Piran รวมถึงผู้คนชาวสโลวีเนียที่เป็นมิตรและมีความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก ทำให้ระยะเวลา 4 วัน 4 คืนที่เราเลือกเที่ยวและซึมซับบรรยากาศในประเทศสโลวีเนีย เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ และมีความหมายสามารถสร้างแรงบรรดาลใจให้ชีวิตได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ( วิดีโอการเดินทางในสโลวีเนีย ( Part 1 ) – https://youtu.be/2XQagDrlffY )

 

เมื่อร่างกายต้องการทะเล โครเอเชียก็คือคำตอบ

แต่ความพอดี..อาจไม่มีอยู่จริงในการเดินทางครั้งนี้ เพราะหลังจากที่เราได้เสพย์สุขกับอากาศที่ลงตัวในสโลวีเนียสักพัก หน้าร้อนของจริงก็มาถึง 37 องศา! ตัวเลขนี้เป็นอุณหภูมที่เราไม่คิดว่าจะได้เจอในแถบยุโรปสักเท่าไหร่ ห้องนอนในรถบ้านของเราก็ได้กลายเป็นเตาอบดีดีนี่เอง เราจึงตัดสินใจออกจากสโลวีเนีย เพื่อมุ่งหน้าไปรับลมทะเลกันที่โครเอเชีย ประเทศที่เขาว่ากันว่าเป็นสวรรค์ของคนรักทะเลกันซะเลย

ในครั้งนี้เราท่องเที่ยวและพักผ่อนอยู่ที่โครเอเชียติดต่อกันยาวถึง 13 วัน เพราะเป็นประเทศที่มีแรงดึงดูดที่สูงมาก หัวใจเราเต้นแรงเมื่อได้เหลือบไปเห็นความอลังการของวิวทะเลที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาคดเคี้ยวไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรารู้สึกตัวเองตัวเล็กจิ๋วมาก เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่และความสวยงามของธรรมชาติที่เราเห็นตรงหน้านี้

ตอนนั้นเองเราจึงติดสินใจแวะเที่ยวและนอนพักในโครเอเชียยาวๆ เกือบสองอาทิตย์โดยเริ่มจากการสัมผัสกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และวิวทะเลที่เมือง Porec และ Pula ขับข้ามไปสำรวจเกาะแปลกประหลาดหัวโล้นสีน้ำตาลที่แทบจะไม่มีต้นไม้สักเท่าไหร่ที่มีชื่อว่า Pag ต่อด้วยการไปนั่งฟังเพลงที่มีลมทะเลเป็นศิลปินที่ Sea Organ แห่งแมือง Zadar ขับแวะไปติดเกาะ Murter คุยเล่นกับจักจั่นริมหาดอีกสักสองคืน แล้วค่อยขับข้ามกลับเข้า Spilt เมืองใหญ่ทางตอนใต้ ก่อนที่จะข้ามเขตแดนประเทศบอสเนีย เพื่อมุ่งหน้าไปรับบรรยากาศความคึกคักของตัวเมือง Dubrovnik ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุดในโครเอเชีย

เมื่ออยากเปลี่นบรรยากาศหนีความวุ่นวาย เราก็ขับขึ้นเขาไปนอนริมแม่น้ำคุยกับคนท้องถิ่นในหมู้บ้านเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Blato Na Cetini ก่อนที่จะขับขึ้นเหนือไปอีกเพื่อชมความสวยงามของเมือง Knin กับบรรยากาศการเตรียมตัวเฉลิมฉลองวัน Victory Day และพลาดไม่ได้ที่จะต้องแวะเข้าไปชมความศิวิไลในเมืองหลวง Zagerb ซึ่งเมืองสุดท้ายที่เราแวะเที่ยว ( และนอน ) ในโครเอเชีย

เมื่อฮังการีไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเห็นในหนังเรื่อง The Grand Budapest Hotel

เราขับวนเวียนข้ามโครเอเชียจนมาถึงฮังการี แวะจอดนอนพักที่ทะเลสาบ Balaton ซึ่งเป็นทะเลสาปที่ใหญ่ที่สุดในฮังการีสักหนึ่งคืน ก่อนจะมุ่งหน้าสู่บูดาเปสต์ อีกหนึ่งเมืองที่เขาว่ากันว่าสวยจับใจ

ด้วยความที่เราเคยดูหนังเรื่อง The Grand Budapest Hotel จนติดใจความอลังการของฉากในหนังอยู่หลายตอน เราจึงตั้งตารออยากจะไปชมความงามของสถานที่จริงที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่องนี้สักครั้งหนึ่ง โดยไม่เคยอ่านข้อมูลเชิงลึกเลยว่า ฉากในหนังเรื่องนี้ไม่มีอยู่จริงในเมืองบูดาเปสต์เลยแม้แต่ฉากเดียว เป็นอีกหนึ่งความรู้ใหม่และเป็นเรื่องตลกที่กานต์เพิ่งจะได้รู้เมื่อได้เดินทางมาเยือบูดาเปสต์ในครั้งนี้นี่แหละ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถหาโรงแรมนี้เจอ เราก็ยังได้อิ่มเอมกับความสวยงามอย่างอลังการของตึกรามบ้านช่องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยความที่เราเปิดใจและไม่คาดหวังกับการเดินทางในครั้งนี้ เราจึงไม่รู้สึกผิดหวัง หรือรู้สึกเสียดายอะไรเลย เพราะการเปิดใจในการท่องเที่ยว ทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน กลับกลายเป็นเรื่องที่ดีเสมอ

สวัสดี..สโลวาเกีย

เป็นประโยคที่กานต์ใช้อธิบายถึงความเป็นมิตรและความน่ารักของผู้คนในสโลวาเกีย ถึงแม้ว่าสโลวาเกียเป็นประเทศที่เรามักชอบพูดผิด พูดถูกสลับกับสโลวีเนียตอนแรกๆ แต่หลังจากที่ได้พูดคุยและสัมผัสความน่ารักของคนท้องถิ่นที่นี่ ทำให้เราจำชื่อและภาพของประเทศสโลวาเกียได้แม่นเลยทีเดียว เพราะผู้คนต้อนรับเราด้วยความอบอุ่น สภาพแวดล้อมในประเทศก็มีความน่ารัก มีการจัดการพื้นที่ของตัวเมืองและธรรมชาติได้เข้ากันอย่างลงตัว อย่างเช่นเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Banska Stiavnica ที่เราสามารถเดินจากตัวเมืองไปเล่นน้ำในทะสาปใกล้ๆ ได้ เพียง 10 นาที ส่วนเมืองหลวงอย่าง Bratislava ก็สามารถส่งต่อความสวยงามและความเงียบสงบอย่างอบอุ่นให้เราได้เป็นอย่างดี 

ครั้งแรกในรอบ 29 วัน ที่ได้อาบน้ำในห้องน้ำและหลับสนิทในห้องนอน ที่สาธารณรัฐเช็ก  

และแล้วก็ถึงวันที่เราขับกลับมาถึงประเทศสาธารณรัฐเช็ก เราแวะตระเวนสำรวจแคว้นโมราเวียและนอนในป่าตามหมู่บ้านเล็กๆ นอกเมืองกันก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับสู่กรุงปราก โดยเริ่มจาก Znojmo เมืองเล็กๆที่เขามีดีเรื่องไวน์ ต่อด้วยไปชมความสวยงามของเมือง Telc ที่ Unesco เขายกให้เป็นเมืองของการอนุรักษ์ ก่อนจะเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินป่าพร้อมวิวพาโนรามาที่ U železného sloupku และขับขึ้นไปนอนบนเขาลับเพื่อเติมความสดชื่นด้วยการดื่มน้ำ sparkling water จากธรรมชาติของหุบเขา Těšíkovská kyselka และทิ้งท้ายการเดินทางด้วยการแวะเยี่ยมเพื่อนที่เมือง Lipno nad Vltavou

แต่ใครจะไปคิดว่าการแวะไปหาเพื่อนและนอนค้างกระท่อมเล็กๆ ของเพื่อนที่อยู่กลางป่าแบบนี้ มันกลับทำให้เรารู้สึกพิเศษอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน การนอนและใช้ชีวิตอยู่ในรถบ้านติดต่อกันมา 29 วันก่อนหน้านี้ ทำให้เรารู้สึกว่าห้องนอนในบ้านเพื่อนมันใหญ่เกินความจำเป็นไปมาก ทั้งๆที่เป็นเพียงห้องนอนธรรมดาในกระท่อมหลังเล็กๆ เราตื่นเต้นกับการได้อาบน้ำด้วยฝักบัวในห้องน้ำส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นห้องน้ำธรรมดาที่ไม่ได้หรูหราอะไร และวันนั้นเองที่ทำให้กานต์รู้สึกว่า จริงๆ ชีวิตเราอาจจะไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย เพื่อแลกมาด้วยความสุขสักเท่าไหร่หรอก ความสุขมันหาง่ายมากๆ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง อย่างเช่นวันนี้เพียงแค่ห้องนอนเล็กๆที่ไม่มีแอร์และฟักบัวอาบน้ำในห้องน้ำ กลับทำให้กานต์รู้สึกพิเศษอย่างกับนอนโรงแรมหรูห้าดาวเฉยเลย

เมื่อเราอยากตื่นในทุกๆเช้า มาต้อนรับความสุขที่เกิดขึ้นในทุกๆวัน

การเดินทางครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและมีอิสระมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต กานต์พยายามทิ้งความกลัว เชื่อมั่นในตัวเอง พร้อมเปิดใจมองทุกอย่างที่พบเจอในแต่ละวันด้วยความจริง ทุกๆ เช้าที่เราตื่นนอนเรารู้สึกตื่นเต้น และมีความสุขกับสิ่งธรรมดารอบตัวที่เกิดขึ้น เราได้เห็นสิ่งสวยงามในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถือเป็นพลังชั้นดีที่ทำให้ชีวิตเราขับเคลื่อนได้อย่างมีคุณค่าจากความสุขที่เกิดขึ้นในใจเรานั่นเอง

สุดท้ายนี้ กานต์คิดว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีค่ากว่าความสุขที่เรารู้สึกจากการเดินทางในครั้งนี้ คือการได้แชร์ประสบการณ์เพื่อส่งต่อพลังบวกให้สังคม กานต์จึงติดสินใจเริ่มตัดวิดีโอการเดินทางในครั้งนี้เพื่อเผยแพร่ในช่องยูทูปของตัวเองที่มีชื่อว่า Prasobkarn Design (  shorturl.at/dqrW6 ) และหวังว่าการเล่าต่อประสบการณ์ในครั้งนี้ จะทำให้เพื่อนๆ มองโลกในมุมใหม่ที่สวยงามขึ้นได้นะคะ 

เรื่องและภาพภ่าย : อรกานต์ สายะตานันท์ ( กานต์ )

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

Facebook : Prasobkarn Design – https://www.facebook.com/prasobkarn.design/ 

Youtube : Prasobkarn Design – shorturl.at/dqrW6 

วิดีโอภาพรวมการเดินทาง – youtu.be/qOuueMx5cYc

วิดีโอการเดินทางในออสเตรีย – https://youtu.be/03-QE783dBk

วิดีโอการเดินทางในสโลวีเนีย ( Part 1 ) – https://youtu.be/2XQagDrlffY


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เรื่องแนะนำ

กรุงเวียนนา “นครแห่งศิลปะและดนตรี” ครองแชมป์เมืองน่าอยู่ถึง 10 ปีซ้อน

กรุงเวียนนา ครองแชมป์เมืองน่าอยู่ถึง 10 ปีซ้อน โค่นแชมป์เก่าอย่างเมืองเมลเบิร์น ที่มีสถิติครองแชมป์นานถึง 7 ปี กรุงเวียนนา ได้รับสมญานามว่า “เมืองแห่งศิลปะและดนตรี” และขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแสนโรแมนติกแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งนักแต่งเพลงคลาสสิกอย่าง บีโธเฟ่น, โมสาร์ท, ชูเบอร์ก, บราห์ม หรือ โยฮัน สเตราส์ ศิลปินอมตะแห่งดนตรีคลาสสิกล้วนมาจากเมืองนี้ นอกจากนี้กรุงเวียนนายังถูกยกให้เป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งและมั่นคงทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม รวมถึงการเมือง ในปี 2018 กรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรียยังคงครองแชมป์เมืองน่าอยู่ถึง 10 ปีซ้อน ซึ่งผลการสำรวจและจัดอันดับ “The Global Liveability Report 2018” ของนิตยสาร The Economist Intelligence Unit กรุงเวียนนาได้คะแนนรวมถึงร้อยละ 99.1 ความโดดเด่นและคุณภาพชีวิตที่ดีในกรุงเวียนนา นอกจากดนตรีคลาสสิกและสถาปัตยกรรมอันสวยงามของเมือง กรุงเวียนนายังถือว่าเป็นเมืองเงียบสงบ เพราะชาวออสเตรียนเป็นคนอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบความรุนแรงและความขัดแย้ง ทำให้เป็นเมืองที่มีปัญหาอาชญากรรมต่ำเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในแถบยุโรป ทำให้กลายเป็นเมืองที่โดดเด่นในเรื่องความปลอดภัยของประชากร และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ออสเตรียเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งเห็นได้จากวัฒนธรรมและความมั่งคั่งของประเทศ […]

พระธาตุพนม สัญลักษณ์แห่งศรัทธา

พระธาตุพนม กว่า 2,500 ปีแห่งมหาศรัทธาคนสองแผ่นดิน -1- เริ่มต้นเดินทางสู่ พระธาตุพนม – ท่ามกลางความมืดมิด…ดื่นดึก จากจุดเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เมื่อตอนเย็นย่ำ ผ่านถนนมิตรภาพ หนทางอันเปลี่ยวเหงา ช่วงระหว่างขอนแก่น-มุ่งหน้า สู่ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ -นอกจากความมืดทมึนแล้ว สองข้างทางที่มีแต่ทุ่งนา และที่ราบสูงรายล้อมโอบกอด มองเห็นแบบสลัวลาง ด้วยแสงเหลืองรำไรจากพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ที่ค้างฟ้าอยู่ทางด้านซ้ายมือ หน้าปัดนาฬิกา ที่พร่างพรายด้วยลวดลายดิจิทัล บ่งบอกเวลา 23.00 นาฬิกา เมื่อเราเข้าใกล้จังหวัดมุกดาหารรถของเรายังทะยานต่อไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าสู่ จุดหมายปลายทางที่หวังและตั้งใจ นั่นคือคืออำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ใกล้เข้าไป… ใกล้เข้าไปทุกนาที ที่อยากไปให้ถึงแห่งความตั้งใจและศรัทธา ไม่นานนัก… สิ่งที่พวกเรารอคอยก็มาบรรจบพบกัน ด้านซ้ายมือไกลลิบ… สุดถนน สุดสายตา บางสิ่งตั้งตระหง่าน สูงเสียดฟ้า ขาวโพลนเด่นเป็นสง่าน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งเข้าไปใกล้ สีทองอร่ามเรืองรองของลวดลาย ยิ่งทอแสงตระการตา… งามจับหัวใจ เรามาถึงแล้ว ณ องค์พระธาตุพนม ปูชนียสถานที่สำคัญที่สุด แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย และเป็นพระธาตุแห่งมหาศรัทธาของพี่น้องชาว ลาว ที่ศักดิ์สิทธิ์สมคำร่ำลือมานานกว่าสองพันปี -2- […]

นี่คือ 8 วิธีการเดินทาง ที่จะเปลี่ยนไปหลังภาวะโรคระบาด

วิธีการเดินทาง ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เราลองไปดูคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและบล็อกเกอร์เหล่านี้ เนื่องจากผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ ทำให้การเดินทางข้ามพรมแดนนานาชาติกลายเป็นเรื่องซับซ้อน แม้บางประเทศอาจทำความตกลงร่วมกันเรื่องการเปิดพรมแดนทางอากาศยานอยู่บ้าง แต่นักท่องเที่ยวยังไม่สามารถวางแผน วิธีการเดินทาง ได้อย่างสะดวกเหมือนช่วงก่อนการระบาด เรื่อง STEVE BROCK เหตุการณ์เช่นนี้จะกินเวลานานแค่ไหน ยังไม่มีใครทราบ Elizabeth Becker ผู้เขียนหนังสือ Overbooked: The Exploding Business of Travel and Tourism ตั้งข้อสังเกตว่า การระบาดใหญ่ “ทำลายล้าง” อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกมูลค่า 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในชั่วข้ามคืน “ปัจจัยสำคัญของการเดินทางทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การเปิดพรมแดน เปิดสถานที่ท่องเที่ยว การเดินทางท่องเที่ยวแบบไม่ต้องขอวีซ่า เพื่อให้นักเดินทางไม่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อต่ออายุวีซ่า หรืออำนวยความสะดวกให้สามารถต่อวีซ่าได้ในประเทศที่นักเดินทางคนนั้นกำลังพำนักอยู่” เธอกล่าว นั่นหมายความว่าอย่างไรสำหรับอนาคตของการเดินทาง แม้จะมีความไม่แน่นอน แต่ผู้เชี่ยวชาญก็พอมองเห็นความสดใสของการท่องเที่ยวอยู่บ้าง Bruce Poon Tip ผู้เขียน Unlearn: The Year the Earth Stood Still และผู้ก่อตั้งบริษัทท่องเที่ยว […]