นักออกแบบสาวไทยท่องเที่ยวยุโรป 6 ประเทศ ด้วยรถบ้าน หรือ Camper Van

ขับรถบ้านเที่ยว 6 ประเทศ ใน 31 วัน

ขับรถบ้าน DIY ออกเดินทางข้ามชายแดน 6 ประเทศเพื่อสำรวจโลกยาว 31 วัน

เคยลองถามตัวเองกันบ้างไหมคะว่า ชีวิตเราสามารถออกแบบหรือมีอิสระในการใช้ได้สักแค่ไหน? 

กานต์เป็นนักออกแบบคนนึงที่เชื่อว่าเรื่องราวและประสบการณ์ในชีวิตของเราทุกคนสามารถออกแบบได้ หากใครติดตามเฟซบุ๊ก Prasobkarn Design ( https://www.facebook.com/prasobkarn.design/ ) อาจพอทราบว่าล่าสุดกานต์ตัดสินใจออกแบบประสบการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการแปลงร่างรถตู้คันเก่าที่แทบจะไร้ค่าของตัวเอง กลายเป็นรถบ้านคู่ใจ หรือ Camper Van พาออกเดินทางท่องเที่ยวยาวถึง 31 วัน ขับข้ามชายแดนไป 6 ประเทศ

การเดินทางในครั้งนี้ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าสักเท่าไหร่ เพียงแค่ปล่อยให้ร่างกายได้ลองใช้ชีวิตอย่างอิสระในแบบที่อยากใช้อย่างเต็มที่ดูบ้างเท่านั้นเอง เราจึงเลือกรูปแบบการเดินทางในลักษณะ Wild Camping หรือเป็นการเลือกสถานที่จอดรถบ้านเพื่อนอนค้างคืนด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่พึ่งการจอง Camp sites หรือพื้นที่ที่มีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการแคมปิ้งใดๆ ทั้งสิ้น ( Trailer การเดินทาง youtu.be/qOuueMx5cYc )

เริ่มการเดินทางในหน้าร้อนด้วยความหนาวเหน็บ ที่ออสเตรีย

เราเริ่มวันแรกด้วยการเติมน้ำมันเต็มถังและมุ่งหน้าออกจากกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ไปสู่ออสเตรีย ประเทศที่เขาว่ากันว่ามีทะเลสาบและเทือกเขาที่สวยอลังการ เหมาะกับคนรักธรรมชาติที่ชอบพจญภัยเป็นที่สุด เราเตรียมชุดและอุปกรณ์เดินป่ามาพร้อมและตั้งตารอที่จะกระโดดลงรถเพื่อลุยเดินเขาในทันทีที่ไปถึง แต่ออสเตรียกลับต้อนรับเราด้วยพายุลูกใหญ่และฝนที่ตกกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง เราจึงตัดสินใจหยิบเสื้อคลุมกันฝน ออกลุยปีนเขาท่ามกลางพายุและลมหนาวอย่างไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น

แต่ลมหนาวและฝนกลับไม่ค่อยเข้าข้างเราสักเท่าไหร่ เท้าเราเริ่มแข็ง แจ็คเก็คที่เขาโฆษณาว่ากันน้ำก็เอาไม่อยู่ ตัวเราเปียกชุ่ม และร่างกายเริ่มเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 ชั่วโมง จนเกิดความคิดแว๊ปขึ้นมาในหัวว่า “เรามาทำไมวะเนี่ย?” เพราะในตอนนั้นถึงเราจะเหนื่อย หรืออยากนั่งพักสักแค่ไหน เราก็จำเป็นต้องก้าวเท้าเดินต่อไป เพื่อเพิ่มอุณภูมิความอบอุ่นให้ร่างกาย สู้กับอากาศอันหนาวเหน็บบนเทือกเขาเช่นนี้

เราคุยกับตัวเองในใจสักพักนึง จนสามารถเอาชนะใจตัวเอง ฮึดสู้ มองข้ามความทรมาน พร้อมเปิดตาซึมซับความสวยงามที่อยู่รอบตัว เราแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า ต้นไม้ใบหญ้าที่เปียกด้วยน้ำฝน สะท้อนกับแสงแดดอ่อนๆ ส่องแสงแวววาวเป็นประกายวิบวับสวยงามอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งมันก็ทำให้กานต์คิดได้ว่า ทุกอย่างมันมีข้อดีและข้อเสียปะปนกันไป อยู่ที่เราจะเปิดใจมองความสวยงามและรับความสุขในรูปแบบใหม่ได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง ( วิดีโอการเดินทางในออสเตรีย https://youtu.be/03-QE783dBk )

ขับหนีฝน ตามล่าแสงแดดเติมพลังให้กับโซลาเซลล์ ที่สโลวีเนีย

“สโลวีเนีย เอ้ย สโลวาเกีย เอ้ย สโลวีเนีย” เป็นประโยคที่กานต์พูดผิด พูดถูก และพูดติดปากเกือบตลอดเวลา เมื่อเราตัดสินใจหนีฝนมุ่งหน้าสู่ประเทศสโลวีเนีย เพื่อตามล่าแสงแดด ตากเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มจากออสเตรีย พร้อมกับเติมพลังงานให้โซลาเซลล์มาใช้ในรถสักหน่อย

เราถูกต้อนรับด้วยแสงแดดและอากาศร้อนตามที่เราโหยหา จนทำให้กานต์ตกหลุมรักประเทศนี้อย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะด้วยส่วนประกอบของประเทศที่แสนจะลงตัวทั้งจากความเงียบสงบของแม่น้ำ ความสะอาดและเสน่ห์จากตัวเมือง Maribor การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยมของเมืองหลวง Ljubljana เสน่ห์ของมุมทะเลเล็กๆ ในเมือง Piran รวมถึงผู้คนชาวสโลวีเนียที่เป็นมิตรและมีความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก ทำให้ระยะเวลา 4 วัน 4 คืนที่เราเลือกเที่ยวและซึมซับบรรยากาศในประเทศสโลวีเนีย เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ และมีความหมายสามารถสร้างแรงบรรดาลใจให้ชีวิตได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ( วิดีโอการเดินทางในสโลวีเนีย ( Part 1 ) – https://youtu.be/2XQagDrlffY )

 

เมื่อร่างกายต้องการทะเล โครเอเชียก็คือคำตอบ

แต่ความพอดี..อาจไม่มีอยู่จริงในการเดินทางครั้งนี้ เพราะหลังจากที่เราได้เสพย์สุขกับอากาศที่ลงตัวในสโลวีเนียสักพัก หน้าร้อนของจริงก็มาถึง 37 องศา! ตัวเลขนี้เป็นอุณหภูมที่เราไม่คิดว่าจะได้เจอในแถบยุโรปสักเท่าไหร่ ห้องนอนในรถบ้านของเราก็ได้กลายเป็นเตาอบดีดีนี่เอง เราจึงตัดสินใจออกจากสโลวีเนีย เพื่อมุ่งหน้าไปรับลมทะเลกันที่โครเอเชีย ประเทศที่เขาว่ากันว่าเป็นสวรรค์ของคนรักทะเลกันซะเลย

ในครั้งนี้เราท่องเที่ยวและพักผ่อนอยู่ที่โครเอเชียติดต่อกันยาวถึง 13 วัน เพราะเป็นประเทศที่มีแรงดึงดูดที่สูงมาก หัวใจเราเต้นแรงเมื่อได้เหลือบไปเห็นความอลังการของวิวทะเลที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาคดเคี้ยวไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรารู้สึกตัวเองตัวเล็กจิ๋วมาก เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่และความสวยงามของธรรมชาติที่เราเห็นตรงหน้านี้

ตอนนั้นเองเราจึงติดสินใจแวะเที่ยวและนอนพักในโครเอเชียยาวๆ เกือบสองอาทิตย์โดยเริ่มจากการสัมผัสกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และวิวทะเลที่เมือง Porec และ Pula ขับข้ามไปสำรวจเกาะแปลกประหลาดหัวโล้นสีน้ำตาลที่แทบจะไม่มีต้นไม้สักเท่าไหร่ที่มีชื่อว่า Pag ต่อด้วยการไปนั่งฟังเพลงที่มีลมทะเลเป็นศิลปินที่ Sea Organ แห่งแมือง Zadar ขับแวะไปติดเกาะ Murter คุยเล่นกับจักจั่นริมหาดอีกสักสองคืน แล้วค่อยขับข้ามกลับเข้า Spilt เมืองใหญ่ทางตอนใต้ ก่อนที่จะข้ามเขตแดนประเทศบอสเนีย เพื่อมุ่งหน้าไปรับบรรยากาศความคึกคักของตัวเมือง Dubrovnik ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุดในโครเอเชีย

เมื่ออยากเปลี่นบรรยากาศหนีความวุ่นวาย เราก็ขับขึ้นเขาไปนอนริมแม่น้ำคุยกับคนท้องถิ่นในหมู้บ้านเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Blato Na Cetini ก่อนที่จะขับขึ้นเหนือไปอีกเพื่อชมความสวยงามของเมือง Knin กับบรรยากาศการเตรียมตัวเฉลิมฉลองวัน Victory Day และพลาดไม่ได้ที่จะต้องแวะเข้าไปชมความศิวิไลในเมืองหลวง Zagerb ซึ่งเมืองสุดท้ายที่เราแวะเที่ยว ( และนอน ) ในโครเอเชีย

เมื่อฮังการีไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเห็นในหนังเรื่อง The Grand Budapest Hotel

เราขับวนเวียนข้ามโครเอเชียจนมาถึงฮังการี แวะจอดนอนพักที่ทะเลสาบ Balaton ซึ่งเป็นทะเลสาปที่ใหญ่ที่สุดในฮังการีสักหนึ่งคืน ก่อนจะมุ่งหน้าสู่บูดาเปสต์ อีกหนึ่งเมืองที่เขาว่ากันว่าสวยจับใจ

ด้วยความที่เราเคยดูหนังเรื่อง The Grand Budapest Hotel จนติดใจความอลังการของฉากในหนังอยู่หลายตอน เราจึงตั้งตารออยากจะไปชมความงามของสถานที่จริงที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่องนี้สักครั้งหนึ่ง โดยไม่เคยอ่านข้อมูลเชิงลึกเลยว่า ฉากในหนังเรื่องนี้ไม่มีอยู่จริงในเมืองบูดาเปสต์เลยแม้แต่ฉากเดียว เป็นอีกหนึ่งความรู้ใหม่และเป็นเรื่องตลกที่กานต์เพิ่งจะได้รู้เมื่อได้เดินทางมาเยือบูดาเปสต์ในครั้งนี้นี่แหละ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถหาโรงแรมนี้เจอ เราก็ยังได้อิ่มเอมกับความสวยงามอย่างอลังการของตึกรามบ้านช่องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยความที่เราเปิดใจและไม่คาดหวังกับการเดินทางในครั้งนี้ เราจึงไม่รู้สึกผิดหวัง หรือรู้สึกเสียดายอะไรเลย เพราะการเปิดใจในการท่องเที่ยว ทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน กลับกลายเป็นเรื่องที่ดีเสมอ

สวัสดี..สโลวาเกีย

เป็นประโยคที่กานต์ใช้อธิบายถึงความเป็นมิตรและความน่ารักของผู้คนในสโลวาเกีย ถึงแม้ว่าสโลวาเกียเป็นประเทศที่เรามักชอบพูดผิด พูดถูกสลับกับสโลวีเนียตอนแรกๆ แต่หลังจากที่ได้พูดคุยและสัมผัสความน่ารักของคนท้องถิ่นที่นี่ ทำให้เราจำชื่อและภาพของประเทศสโลวาเกียได้แม่นเลยทีเดียว เพราะผู้คนต้อนรับเราด้วยความอบอุ่น สภาพแวดล้อมในประเทศก็มีความน่ารัก มีการจัดการพื้นที่ของตัวเมืองและธรรมชาติได้เข้ากันอย่างลงตัว อย่างเช่นเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Banska Stiavnica ที่เราสามารถเดินจากตัวเมืองไปเล่นน้ำในทะสาปใกล้ๆ ได้ เพียง 10 นาที ส่วนเมืองหลวงอย่าง Bratislava ก็สามารถส่งต่อความสวยงามและความเงียบสงบอย่างอบอุ่นให้เราได้เป็นอย่างดี 

ครั้งแรกในรอบ 29 วัน ที่ได้อาบน้ำในห้องน้ำและหลับสนิทในห้องนอน ที่สาธารณรัฐเช็ก  

และแล้วก็ถึงวันที่เราขับกลับมาถึงประเทศสาธารณรัฐเช็ก เราแวะตระเวนสำรวจแคว้นโมราเวียและนอนในป่าตามหมู่บ้านเล็กๆ นอกเมืองกันก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับสู่กรุงปราก โดยเริ่มจาก Znojmo เมืองเล็กๆที่เขามีดีเรื่องไวน์ ต่อด้วยไปชมความสวยงามของเมือง Telc ที่ Unesco เขายกให้เป็นเมืองของการอนุรักษ์ ก่อนจะเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินป่าพร้อมวิวพาโนรามาที่ U železného sloupku และขับขึ้นไปนอนบนเขาลับเพื่อเติมความสดชื่นด้วยการดื่มน้ำ sparkling water จากธรรมชาติของหุบเขา Těšíkovská kyselka และทิ้งท้ายการเดินทางด้วยการแวะเยี่ยมเพื่อนที่เมือง Lipno nad Vltavou

แต่ใครจะไปคิดว่าการแวะไปหาเพื่อนและนอนค้างกระท่อมเล็กๆ ของเพื่อนที่อยู่กลางป่าแบบนี้ มันกลับทำให้เรารู้สึกพิเศษอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน การนอนและใช้ชีวิตอยู่ในรถบ้านติดต่อกันมา 29 วันก่อนหน้านี้ ทำให้เรารู้สึกว่าห้องนอนในบ้านเพื่อนมันใหญ่เกินความจำเป็นไปมาก ทั้งๆที่เป็นเพียงห้องนอนธรรมดาในกระท่อมหลังเล็กๆ เราตื่นเต้นกับการได้อาบน้ำด้วยฝักบัวในห้องน้ำส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นห้องน้ำธรรมดาที่ไม่ได้หรูหราอะไร และวันนั้นเองที่ทำให้กานต์รู้สึกว่า จริงๆ ชีวิตเราอาจจะไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย เพื่อแลกมาด้วยความสุขสักเท่าไหร่หรอก ความสุขมันหาง่ายมากๆ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง อย่างเช่นวันนี้เพียงแค่ห้องนอนเล็กๆที่ไม่มีแอร์และฟักบัวอาบน้ำในห้องน้ำ กลับทำให้กานต์รู้สึกพิเศษอย่างกับนอนโรงแรมหรูห้าดาวเฉยเลย

เมื่อเราอยากตื่นในทุกๆเช้า มาต้อนรับความสุขที่เกิดขึ้นในทุกๆวัน

การเดินทางครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและมีอิสระมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต กานต์พยายามทิ้งความกลัว เชื่อมั่นในตัวเอง พร้อมเปิดใจมองทุกอย่างที่พบเจอในแต่ละวันด้วยความจริง ทุกๆ เช้าที่เราตื่นนอนเรารู้สึกตื่นเต้น และมีความสุขกับสิ่งธรรมดารอบตัวที่เกิดขึ้น เราได้เห็นสิ่งสวยงามในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถือเป็นพลังชั้นดีที่ทำให้ชีวิตเราขับเคลื่อนได้อย่างมีคุณค่าจากความสุขที่เกิดขึ้นในใจเรานั่นเอง

สุดท้ายนี้ กานต์คิดว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีค่ากว่าความสุขที่เรารู้สึกจากการเดินทางในครั้งนี้ คือการได้แชร์ประสบการณ์เพื่อส่งต่อพลังบวกให้สังคม กานต์จึงติดสินใจเริ่มตัดวิดีโอการเดินทางในครั้งนี้เพื่อเผยแพร่ในช่องยูทูปของตัวเองที่มีชื่อว่า Prasobkarn Design (  shorturl.at/dqrW6 ) และหวังว่าการเล่าต่อประสบการณ์ในครั้งนี้ จะทำให้เพื่อนๆ มองโลกในมุมใหม่ที่สวยงามขึ้นได้นะคะ 

เรื่องและภาพภ่าย : อรกานต์ สายะตานันท์ ( กานต์ )

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

Facebook : Prasobkarn Design – https://www.facebook.com/prasobkarn.design/ 

Youtube : Prasobkarn Design – shorturl.at/dqrW6 

วิดีโอภาพรวมการเดินทาง – youtu.be/qOuueMx5cYc

วิดีโอการเดินทางในออสเตรีย – https://youtu.be/03-QE783dBk

วิดีโอการเดินทางในสโลวีเนีย ( Part 1 ) – https://youtu.be/2XQagDrlffY


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เรื่องแนะนำ

หมู่บ้านแห่งนี้ถูกสร้างจากเปลือกหอย

หมู่บ้านแห่งนี้ถูกสร้างจากเปลือกหอย Fadiouth คือชื่อของหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเกาะนอกชายฝั่งของเซเนกัล ประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ที่นี่มีเอกลักษณ์คือมันเป็นหมู่บ้านที่ถูกสร้างจากเปลือกหอย นอกเหนือจากผืนดินของเกาะที่มีเปลือกหอยเป็นส่วนผสมทับถมกันมานานเป็นล้านปีแล้ว หลากหลายสถานที่ของเกาะแห่งนี้ก็มีเปลือกหอยเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างเช่นกัน สำหรับสถานที่ที่โดดเด่นที่สุดคือสุสานซึ่งบรรดานักท่องเที่ยวผู้มาเยือนสามารถมองเห็นภาพของกำแพงที่ก่อขึ้นจากเปลือกหอย และพื้นทะเลเปลือกหอยที่มีความกว้างออกไปได้ไกลเป็นไมล์ๆ นอกจากนั้นสถานที่นี้ยังเป็นที่เดียวในเซเนกัลที่ร่างของชาวคริสต์และมุสลิมถูกฝังเคียงข้างกัน ประชากรบนเกาะราว 90% นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนที่เหลือนับถือศาสนาอิสลาม ไม่มีใครทราบแน่ชัดถึงประวัติศาสตร์ของเกาะนี้ว่ากลุ่มคนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานแรกคือใคร ปัจจุบันรายได้หลักของชาวบ้านมาจากการทำประมงและการท่องเที่ยว   อ่านเพิ่มเติม ชีวิตบนเกาะซึ่งหนาแน่นที่สุดในโลก

สุดยอดภาพถ่ายที่จะทำให้คุณอยากเที่ยวอียิปต์

ภาพถ่ายที่น่าตื่นตาตื่นใจเหล่านี้ คือข้อพิสูจน์ว่าอดีตอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ยังคงเป็นหมุดหมายของบรรดานักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศไปอีกนาน

การเดินทางสู่ดอยหลวงพะเยา ที่นำมาซึ่งเรื่องราวที่มากกว่าความสวยงาม

ดอยหลวง-ดอยหนอก จังหวัดพะเยา คืนที่เต็มไปด้วยหมอก อดดูดาว กับเรื่องราวศรัทธาของผู้คน ใจไม่อยู่กรุงเทพฯมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ดอยหลวง-ดอยหนอก ลมที่พัดเอาความกดอากาศต่ำเข้ามากรุงเทพฯ ชวนให้เราอยากแบกสำภาระหนักหลายกิโลเมตร ขึ้นภูเขาสักลูก ผมเริ่มจากการที่ไม่เคยเดินป่าเหมือนกับหลาย ๆ คน ในยุคที่การอัพรูปเป็นเหมือนกับการกินอาหารให้ครบมื้อ กินข้าวเพื่อบรรเทาความหิวโหย ส่วนการอัพรูปคาดหวังจะช่วยบรรเทาความอัดอั้นที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของใครของมัน ผมเห็นภาพภูเขาเคล้าหมอก ดงป่าทึบ ต่างถูกอัพโหลดตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นฤดูหนาว ดอยหลวง-ดอยหนอก เราออกเดินทางช่วงหัวค่ำ รถตู้คือยานสี่ล้อที่จะพาไปเจอกับจังหวัดพะเยา ด้วยความเร็วชั่วโมงละ 100 กิโลเมตร คาดว่าจะถึงตลาดสดพะเยาซึ่งเป็นจุดหมายแรกที่อยู่ใกล้กับจุดเริ่มต้นเดินป่า และพวกเราจะได้จับจ่ายวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารทั้งหมด 5 มื้อ ขณะเดียวกันก็ต้องกินมื้อเช้า และจัดหามื้อกลางวันไปพร้อม ๆ กัน ผมได้ “ลาบไก่คั่ว” เมนูท้องถิ่นที่เพิ่งเคยเห็นและจะได้กินเป็นมื้อเที่ยง สำเนียงคนเมืองน่ารัก ๆ พูดชวนให้ลอง ชวนให้ซื้อ ผมมีความกังวลเดียว ก็คือถ้าเก็บไว้กินช่วงบ่าย มันจะเสียไหมครับ พอได้คอนเฟิร์มจากคุณป้าและลูกสาว ผมรีบจ่ายเงินแลกกับลาบไก่คั่วทันที นอกจากข้าวของส่วนตัว รวมถึงน้ำดื่มคนละ 2 ขวดใหญ่แล้ว ในเป้นี้ยังเต็มไปด้วยขนมปังขนาดสองแถวใหญ่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพ็ค น้ำมันพืชขวดใหญ่ แก๊สกระป๋อง และหัวแครอท […]

travel bubble ความหวังของการท่องเที่ยว

travel bubble นโบายการสำหรับการฟื้นฟูกิจการท่องเที่ยวหลังการระบาดของโควิด-19 ทราเวลบับเบิล (Travel Bubble) คืออะไร ผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์เนื่องจากการระบาดโควิด-19 เกิดขึ้นแทบทุกพื้นที่ทั่วโลก หลายประเทศที่เคยมีรายได้จากการท่องเที่ยวจำเป็นต้องหยุดรับนักท่องเที่ยวตามมาตรการของรัฐ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งส่งผลให้ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการ สถานประกอบการหลายแห่งได้ประกาศปิดตัวไปเมื่อช่วงสามเดือนที่ผ่านมา หลายประเทศจึงใช้ออกนโยบายทราเวลบับเบิล เพื่อหวังฟื้นฟูธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทราเวลบับเบิล คือข้อตกลงระหว่างกลุ่มประเทศนั้นๆ ที่จะเปิดพรมแดนให้ประชาชนเดินทางเข้าออกพรมแดนได้โดยไม่ต้องกักตัวใน State quarantine เป็นเวลา 14 วัน ซึ่งหมายความว่า ประเทศคู่พันธมิตรที่อยู่ในข้อตกลงต้องเชื่อใจกันมาก ทั้งเรื่องมาตรการควบคุมโรคที่รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมา การตรวจสอบนักท่องเที่ยวในประเทศต้นทาง และจำนวนผู้ป่วยที่อยู่ในประเทศต้นทาง ดังนั้น “วิธีทราเวลบับเบิลนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อมีการร่วมมือกับประเทศใกล้เคียงที่มีจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ใกล้เคียงกัน และมีวิธีรับมือสถานการณ์โรคระบาดที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน วิธีนี้จะช่วยให้ประชาชนรู้สึก ‘มีอิสระในการเดินทาง’ ในระดับหนึ่ง และเป็นการป้องกันไม่ให้จำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นจากการที่นักท่องเที่ยวจากประเทศนอกกลุ่มเข้ามาแพร่เชื้อต่อ” เพอร์ บล็อกก์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าว ประเทศในแถบยุโรป ได้แก่ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย เป็นกลุ่มประเทศแรกที่ทดลองเปิดพรมแดนด้วยนโยบายทราเวลบับเบิลตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งจากการรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ พบว่า ฟินแลนด์และโปแลนด์อาจเข้าร่วมกลุ่มนี้ด้วยเป็นลำดับถัดไป […]