นักออกแบบสาวไทยท่องเที่ยวยุโรป 6 ประเทศ ด้วยรถบ้าน หรือ Camper Van

ขับรถบ้านเที่ยว 6 ประเทศ ใน 31 วัน

ขับรถบ้าน DIY ออกเดินทางข้ามชายแดน 6 ประเทศเพื่อสำรวจโลกยาว 31 วัน

เคยลองถามตัวเองกันบ้างไหมคะว่า ชีวิตเราสามารถออกแบบหรือมีอิสระในการใช้ได้สักแค่ไหน? 

กานต์เป็นนักออกแบบคนนึงที่เชื่อว่าเรื่องราวและประสบการณ์ในชีวิตของเราทุกคนสามารถออกแบบได้ หากใครติดตามเฟซบุ๊ก Prasobkarn Design ( https://www.facebook.com/prasobkarn.design/ ) อาจพอทราบว่าล่าสุดกานต์ตัดสินใจออกแบบประสบการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการแปลงร่างรถตู้คันเก่าที่แทบจะไร้ค่าของตัวเอง กลายเป็นรถบ้านคู่ใจ หรือ Camper Van พาออกเดินทางท่องเที่ยวยาวถึง 31 วัน ขับข้ามชายแดนไป 6 ประเทศ

การเดินทางในครั้งนี้ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าสักเท่าไหร่ เพียงแค่ปล่อยให้ร่างกายได้ลองใช้ชีวิตอย่างอิสระในแบบที่อยากใช้อย่างเต็มที่ดูบ้างเท่านั้นเอง เราจึงเลือกรูปแบบการเดินทางในลักษณะ Wild Camping หรือเป็นการเลือกสถานที่จอดรถบ้านเพื่อนอนค้างคืนด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่พึ่งการจอง Camp sites หรือพื้นที่ที่มีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการแคมปิ้งใดๆ ทั้งสิ้น ( Trailer การเดินทาง youtu.be/qOuueMx5cYc )

เริ่มการเดินทางในหน้าร้อนด้วยความหนาวเหน็บ ที่ออสเตรีย

เราเริ่มวันแรกด้วยการเติมน้ำมันเต็มถังและมุ่งหน้าออกจากกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ไปสู่ออสเตรีย ประเทศที่เขาว่ากันว่ามีทะเลสาบและเทือกเขาที่สวยอลังการ เหมาะกับคนรักธรรมชาติที่ชอบพจญภัยเป็นที่สุด เราเตรียมชุดและอุปกรณ์เดินป่ามาพร้อมและตั้งตารอที่จะกระโดดลงรถเพื่อลุยเดินเขาในทันทีที่ไปถึง แต่ออสเตรียกลับต้อนรับเราด้วยพายุลูกใหญ่และฝนที่ตกกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง เราจึงตัดสินใจหยิบเสื้อคลุมกันฝน ออกลุยปีนเขาท่ามกลางพายุและลมหนาวอย่างไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น

แต่ลมหนาวและฝนกลับไม่ค่อยเข้าข้างเราสักเท่าไหร่ เท้าเราเริ่มแข็ง แจ็คเก็คที่เขาโฆษณาว่ากันน้ำก็เอาไม่อยู่ ตัวเราเปียกชุ่ม และร่างกายเริ่มเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 ชั่วโมง จนเกิดความคิดแว๊ปขึ้นมาในหัวว่า “เรามาทำไมวะเนี่ย?” เพราะในตอนนั้นถึงเราจะเหนื่อย หรืออยากนั่งพักสักแค่ไหน เราก็จำเป็นต้องก้าวเท้าเดินต่อไป เพื่อเพิ่มอุณภูมิความอบอุ่นให้ร่างกาย สู้กับอากาศอันหนาวเหน็บบนเทือกเขาเช่นนี้

เราคุยกับตัวเองในใจสักพักนึง จนสามารถเอาชนะใจตัวเอง ฮึดสู้ มองข้ามความทรมาน พร้อมเปิดตาซึมซับความสวยงามที่อยู่รอบตัว เราแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า ต้นไม้ใบหญ้าที่เปียกด้วยน้ำฝน สะท้อนกับแสงแดดอ่อนๆ ส่องแสงแวววาวเป็นประกายวิบวับสวยงามอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งมันก็ทำให้กานต์คิดได้ว่า ทุกอย่างมันมีข้อดีและข้อเสียปะปนกันไป อยู่ที่เราจะเปิดใจมองความสวยงามและรับความสุขในรูปแบบใหม่ได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง ( วิดีโอการเดินทางในออสเตรีย https://youtu.be/03-QE783dBk )

ขับหนีฝน ตามล่าแสงแดดเติมพลังให้กับโซลาเซลล์ ที่สโลวีเนีย

“สโลวีเนีย เอ้ย สโลวาเกีย เอ้ย สโลวีเนีย” เป็นประโยคที่กานต์พูดผิด พูดถูก และพูดติดปากเกือบตลอดเวลา เมื่อเราตัดสินใจหนีฝนมุ่งหน้าสู่ประเทศสโลวีเนีย เพื่อตามล่าแสงแดด ตากเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มจากออสเตรีย พร้อมกับเติมพลังงานให้โซลาเซลล์มาใช้ในรถสักหน่อย

เราถูกต้อนรับด้วยแสงแดดและอากาศร้อนตามที่เราโหยหา จนทำให้กานต์ตกหลุมรักประเทศนี้อย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะด้วยส่วนประกอบของประเทศที่แสนจะลงตัวทั้งจากความเงียบสงบของแม่น้ำ ความสะอาดและเสน่ห์จากตัวเมือง Maribor การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยมของเมืองหลวง Ljubljana เสน่ห์ของมุมทะเลเล็กๆ ในเมือง Piran รวมถึงผู้คนชาวสโลวีเนียที่เป็นมิตรและมีความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก ทำให้ระยะเวลา 4 วัน 4 คืนที่เราเลือกเที่ยวและซึมซับบรรยากาศในประเทศสโลวีเนีย เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ และมีความหมายสามารถสร้างแรงบรรดาลใจให้ชีวิตได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ( วิดีโอการเดินทางในสโลวีเนีย ( Part 1 ) – https://youtu.be/2XQagDrlffY )

 

เมื่อร่างกายต้องการทะเล โครเอเชียก็คือคำตอบ

แต่ความพอดี..อาจไม่มีอยู่จริงในการเดินทางครั้งนี้ เพราะหลังจากที่เราได้เสพย์สุขกับอากาศที่ลงตัวในสโลวีเนียสักพัก หน้าร้อนของจริงก็มาถึง 37 องศา! ตัวเลขนี้เป็นอุณหภูมที่เราไม่คิดว่าจะได้เจอในแถบยุโรปสักเท่าไหร่ ห้องนอนในรถบ้านของเราก็ได้กลายเป็นเตาอบดีดีนี่เอง เราจึงตัดสินใจออกจากสโลวีเนีย เพื่อมุ่งหน้าไปรับลมทะเลกันที่โครเอเชีย ประเทศที่เขาว่ากันว่าเป็นสวรรค์ของคนรักทะเลกันซะเลย

ในครั้งนี้เราท่องเที่ยวและพักผ่อนอยู่ที่โครเอเชียติดต่อกันยาวถึง 13 วัน เพราะเป็นประเทศที่มีแรงดึงดูดที่สูงมาก หัวใจเราเต้นแรงเมื่อได้เหลือบไปเห็นความอลังการของวิวทะเลที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาคดเคี้ยวไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรารู้สึกตัวเองตัวเล็กจิ๋วมาก เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่และความสวยงามของธรรมชาติที่เราเห็นตรงหน้านี้

ตอนนั้นเองเราจึงติดสินใจแวะเที่ยวและนอนพักในโครเอเชียยาวๆ เกือบสองอาทิตย์โดยเริ่มจากการสัมผัสกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และวิวทะเลที่เมือง Porec และ Pula ขับข้ามไปสำรวจเกาะแปลกประหลาดหัวโล้นสีน้ำตาลที่แทบจะไม่มีต้นไม้สักเท่าไหร่ที่มีชื่อว่า Pag ต่อด้วยการไปนั่งฟังเพลงที่มีลมทะเลเป็นศิลปินที่ Sea Organ แห่งแมือง Zadar ขับแวะไปติดเกาะ Murter คุยเล่นกับจักจั่นริมหาดอีกสักสองคืน แล้วค่อยขับข้ามกลับเข้า Spilt เมืองใหญ่ทางตอนใต้ ก่อนที่จะข้ามเขตแดนประเทศบอสเนีย เพื่อมุ่งหน้าไปรับบรรยากาศความคึกคักของตัวเมือง Dubrovnik ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุดในโครเอเชีย

เมื่ออยากเปลี่นบรรยากาศหนีความวุ่นวาย เราก็ขับขึ้นเขาไปนอนริมแม่น้ำคุยกับคนท้องถิ่นในหมู้บ้านเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Blato Na Cetini ก่อนที่จะขับขึ้นเหนือไปอีกเพื่อชมความสวยงามของเมือง Knin กับบรรยากาศการเตรียมตัวเฉลิมฉลองวัน Victory Day และพลาดไม่ได้ที่จะต้องแวะเข้าไปชมความศิวิไลในเมืองหลวง Zagerb ซึ่งเมืองสุดท้ายที่เราแวะเที่ยว ( และนอน ) ในโครเอเชีย

เมื่อฮังการีไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเห็นในหนังเรื่อง The Grand Budapest Hotel

เราขับวนเวียนข้ามโครเอเชียจนมาถึงฮังการี แวะจอดนอนพักที่ทะเลสาบ Balaton ซึ่งเป็นทะเลสาปที่ใหญ่ที่สุดในฮังการีสักหนึ่งคืน ก่อนจะมุ่งหน้าสู่บูดาเปสต์ อีกหนึ่งเมืองที่เขาว่ากันว่าสวยจับใจ

ด้วยความที่เราเคยดูหนังเรื่อง The Grand Budapest Hotel จนติดใจความอลังการของฉากในหนังอยู่หลายตอน เราจึงตั้งตารออยากจะไปชมความงามของสถานที่จริงที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่องนี้สักครั้งหนึ่ง โดยไม่เคยอ่านข้อมูลเชิงลึกเลยว่า ฉากในหนังเรื่องนี้ไม่มีอยู่จริงในเมืองบูดาเปสต์เลยแม้แต่ฉากเดียว เป็นอีกหนึ่งความรู้ใหม่และเป็นเรื่องตลกที่กานต์เพิ่งจะได้รู้เมื่อได้เดินทางมาเยือบูดาเปสต์ในครั้งนี้นี่แหละ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถหาโรงแรมนี้เจอ เราก็ยังได้อิ่มเอมกับความสวยงามอย่างอลังการของตึกรามบ้านช่องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยความที่เราเปิดใจและไม่คาดหวังกับการเดินทางในครั้งนี้ เราจึงไม่รู้สึกผิดหวัง หรือรู้สึกเสียดายอะไรเลย เพราะการเปิดใจในการท่องเที่ยว ทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน กลับกลายเป็นเรื่องที่ดีเสมอ

สวัสดี..สโลวาเกีย

เป็นประโยคที่กานต์ใช้อธิบายถึงความเป็นมิตรและความน่ารักของผู้คนในสโลวาเกีย ถึงแม้ว่าสโลวาเกียเป็นประเทศที่เรามักชอบพูดผิด พูดถูกสลับกับสโลวีเนียตอนแรกๆ แต่หลังจากที่ได้พูดคุยและสัมผัสความน่ารักของคนท้องถิ่นที่นี่ ทำให้เราจำชื่อและภาพของประเทศสโลวาเกียได้แม่นเลยทีเดียว เพราะผู้คนต้อนรับเราด้วยความอบอุ่น สภาพแวดล้อมในประเทศก็มีความน่ารัก มีการจัดการพื้นที่ของตัวเมืองและธรรมชาติได้เข้ากันอย่างลงตัว อย่างเช่นเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Banska Stiavnica ที่เราสามารถเดินจากตัวเมืองไปเล่นน้ำในทะสาปใกล้ๆ ได้ เพียง 10 นาที ส่วนเมืองหลวงอย่าง Bratislava ก็สามารถส่งต่อความสวยงามและความเงียบสงบอย่างอบอุ่นให้เราได้เป็นอย่างดี 

ครั้งแรกในรอบ 29 วัน ที่ได้อาบน้ำในห้องน้ำและหลับสนิทในห้องนอน ที่สาธารณรัฐเช็ก  

และแล้วก็ถึงวันที่เราขับกลับมาถึงประเทศสาธารณรัฐเช็ก เราแวะตระเวนสำรวจแคว้นโมราเวียและนอนในป่าตามหมู่บ้านเล็กๆ นอกเมืองกันก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับสู่กรุงปราก โดยเริ่มจาก Znojmo เมืองเล็กๆที่เขามีดีเรื่องไวน์ ต่อด้วยไปชมความสวยงามของเมือง Telc ที่ Unesco เขายกให้เป็นเมืองของการอนุรักษ์ ก่อนจะเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินป่าพร้อมวิวพาโนรามาที่ U železného sloupku และขับขึ้นไปนอนบนเขาลับเพื่อเติมความสดชื่นด้วยการดื่มน้ำ sparkling water จากธรรมชาติของหุบเขา Těšíkovská kyselka และทิ้งท้ายการเดินทางด้วยการแวะเยี่ยมเพื่อนที่เมือง Lipno nad Vltavou

แต่ใครจะไปคิดว่าการแวะไปหาเพื่อนและนอนค้างกระท่อมเล็กๆ ของเพื่อนที่อยู่กลางป่าแบบนี้ มันกลับทำให้เรารู้สึกพิเศษอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน การนอนและใช้ชีวิตอยู่ในรถบ้านติดต่อกันมา 29 วันก่อนหน้านี้ ทำให้เรารู้สึกว่าห้องนอนในบ้านเพื่อนมันใหญ่เกินความจำเป็นไปมาก ทั้งๆที่เป็นเพียงห้องนอนธรรมดาในกระท่อมหลังเล็กๆ เราตื่นเต้นกับการได้อาบน้ำด้วยฝักบัวในห้องน้ำส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นห้องน้ำธรรมดาที่ไม่ได้หรูหราอะไร และวันนั้นเองที่ทำให้กานต์รู้สึกว่า จริงๆ ชีวิตเราอาจจะไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย เพื่อแลกมาด้วยความสุขสักเท่าไหร่หรอก ความสุขมันหาง่ายมากๆ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง อย่างเช่นวันนี้เพียงแค่ห้องนอนเล็กๆที่ไม่มีแอร์และฟักบัวอาบน้ำในห้องน้ำ กลับทำให้กานต์รู้สึกพิเศษอย่างกับนอนโรงแรมหรูห้าดาวเฉยเลย

เมื่อเราอยากตื่นในทุกๆเช้า มาต้อนรับความสุขที่เกิดขึ้นในทุกๆวัน

การเดินทางครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและมีอิสระมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต กานต์พยายามทิ้งความกลัว เชื่อมั่นในตัวเอง พร้อมเปิดใจมองทุกอย่างที่พบเจอในแต่ละวันด้วยความจริง ทุกๆ เช้าที่เราตื่นนอนเรารู้สึกตื่นเต้น และมีความสุขกับสิ่งธรรมดารอบตัวที่เกิดขึ้น เราได้เห็นสิ่งสวยงามในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถือเป็นพลังชั้นดีที่ทำให้ชีวิตเราขับเคลื่อนได้อย่างมีคุณค่าจากความสุขที่เกิดขึ้นในใจเรานั่นเอง

สุดท้ายนี้ กานต์คิดว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีค่ากว่าความสุขที่เรารู้สึกจากการเดินทางในครั้งนี้ คือการได้แชร์ประสบการณ์เพื่อส่งต่อพลังบวกให้สังคม กานต์จึงติดสินใจเริ่มตัดวิดีโอการเดินทางในครั้งนี้เพื่อเผยแพร่ในช่องยูทูปของตัวเองที่มีชื่อว่า Prasobkarn Design (  shorturl.at/dqrW6 ) และหวังว่าการเล่าต่อประสบการณ์ในครั้งนี้ จะทำให้เพื่อนๆ มองโลกในมุมใหม่ที่สวยงามขึ้นได้นะคะ 

เรื่องและภาพภ่าย : อรกานต์ สายะตานันท์ ( กานต์ )

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

Facebook : Prasobkarn Design – https://www.facebook.com/prasobkarn.design/ 

Youtube : Prasobkarn Design – shorturl.at/dqrW6 

วิดีโอภาพรวมการเดินทาง – youtu.be/qOuueMx5cYc

วิดีโอการเดินทางในออสเตรีย – https://youtu.be/03-QE783dBk

วิดีโอการเดินทางในสโลวีเนีย ( Part 1 ) – https://youtu.be/2XQagDrlffY


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เรื่องแนะนำ

เส้นทางกองทัพบนหลังม้าแห่ง ไซบีเรีย

เส้นทางกองทัพบนหลังม้าแห่ง ไซบีเรีย: ไบคาล (Baikal) เกินจุดเยือกแข็ง หนังสือเล่มหนึ่งชื่อเรื่องสะดุดตา ชื่อว่า “The Blue Wolf” a novel of the life of Chinggis Khan.” ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยใช้ชื่อว่า “ตำนานจอมทัพมองโกล” เนื้อหาบอกเล่าประวัติศาสตร์เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ของเตมูจิน หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเจงกิสข่าน ผู้รวบรวมชนเผ่าเร่ร่อนของทุ่งหญ้าแห่ง ไซบีเรีย (Siberia) ให้เป็นหนึ่ง และแม่ทัพที่สามารถรวบรวมอาณานิคมกว้างใหญ่ที่สุดในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ด หลายคนอาจไม่รู้จักเตมูจิน หรืออาจเคยฟังเรื่องเล่า หรือเคยอ่านประวัติเตมูจินแต่ลืมเลือนไปแล้ว ผู้เขียนก็เช่นกัน แต่กลับต้องแปลกใจเมื่อกำลังท่องเที่ยวอยู่ในแคว้นไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย หลายสถานที่ผู้นำเที่ยวท้องถิ่นพูดถึงชื่อเตมูจิน (Temujin) หลายครั้ง จนต้องกลับไปทบทวนเกี่ยวกับประวัติของเตมูจิน แม่ทัพใหญ่แห่งเผ่ามองโกเลีย ผู้กลายมาเป็นเจงกิสข่าน ว่ามีความสำคัญอย่างไรกับแคว้นไซบีเรีย ทั้งๆ ที่เตมูจินเป็นนักรบจากมองโกลและแน่นอนว่าหนึ่งในเส้นทางเดินทัพของเตมูจินคือเส้นทางสายดวงตาสีฟ้าแห่งไซบีเรีย (The blue eyes Siberia) นั่นคือทะเลสาบไบคาลที่กว้างใหญ่หลายร้อยกิโลเมตร กองทัพบนหลังม้าของเจงกิสข่านได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งและน่าหวาดกลัวในยุคที่มองโกลเลียล่าอาณานิคม สำหรับตัวผู้เขียนซึ่งเป็นชาวไทย นึกภาพไม่ออกเลยถึงความน่าเกรงขามของกองทัพมองโกลในยุคนั้น จนกระทั่ง เมื่อทะเลสาบไบคาล (Baikal) ในเมืองอีร์คุตสค์ (Irkutsk) […]

สนามบิน สิบแห่งอันเป็นที่รัก

สนามบิน เปรียบเสมือนประตูเข้าสู่ประเทศของแขกบ้านแขกเมือง อีก 20 ปีข้างหน้า คาดว่าจำนวนผู้โดยสารทั่วโลกที่บริการ สนามบิน จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ท่าอากาศยานนานาชาติทั้งหลายจึงขยายตัวเพื่อรองรับความท้าทายด้วยเทอร์มินัลใหม่เอี่ยม ที่ออกแบบใหม่เพื่อให้เข้ากับศตวรรษที่ 21  สิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง สวนสาธารณะ สวนหย่อม โรงภาพยนต์ สปา กระทั่งลานสเก็ตน้ำแข็ง และสระว่ายน้ำบนหลังคา ถูกสร้างเพื่อกระตุ้นจุดแวะพักเหล่านั้นให้มีชีวิตชีวา “สนามบินในอุดมคติดั้งเดิมคือสถานที่ที่จุดรับส่งอยู่ติดกับถนนลาดยางมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เคอทิส เฟนเทรส สถาปนิกรุ่นเดอะผู้ออกแบบสนามบินมาแล้ว 25 แห่งกล่าว  “แต่สนามบินรุ่นใหม่เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นดังประตูสู่เมืองหรือประเทศ  สนามบินเป็นโอกาสแห่งการแสดงออก” สถาปนิกมักได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิประเทศในท้องถิ่น สนามบินเดนเวอร์ของที่บริษัทของเฟนเทรสออกแบบแสดงถึงฉากหลังที่เป็นภูเขาของเมือง  เช่นเดียวกับที่ลอนแองเจลิส ชายฝั่งทะเลสร้างแรงบันดาลใจให้สถาปนิกออกแบบหลังคาที่ทำให้จินตนาการถึงเกลียวโค้งของคลื่น ออกแบบจากทรงพลับพลาดั้งเดิม ผสานกับรูปทรงหางนกยูง นกประจำชาติของอินเดีย ทำให้ดูงามสง่าและช่วยอำพรางความโกลาหลวุ่นวายของสนามบินที่มีเที่ยวบินขึ้นลงทุกวันกว่า 800 เที่ยวแห่งนี้  แสงไฟจากหลอดแอลอีดีและจากช่องหลังคาเปิดรับแสงซึ่งติดตั้งอย่างชาญฉลาดช่วยลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 23 (ผลการจัดอันดับสนามบินประปี 2018) สำหรับสนามบินอินชอนที่โซล เฟนเทรสใช้เวลาหลายสัปดาห์ถ่ายภาพสถานที่ทางประวัติศาตร์ วัฒนธรรม และตลาดของเมือง เพื่อศึกษาแบบแผนและโครงสร้างดั้งเดิม  เขาออกแบบสนามบินอินชอนให้มีลอนหลังคาสมัยใหม่ตามสไตล์วัดเกาหลี  สวนแบบเกาหลีกับหินแกรนิตและโลหะท้องถิ่นถูกใช้ในพื้นที่ว่าง  ส่วนพื้นสนามบินทำจากไม้ท้องถิ่น เพราะต้องการเชื่อมโยงอาคารให้เข้ากับสถานที่ให้มากที่สุด  สนามบินอินชอนได้คะแนนสูงสุดจากนักเดินทางด้วยการบริการที่ดีเลิศและความหลายหลายทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ เฟนเทรสยังเห็นว่าศิลปะของสนามบินไม่ได้หมายถึงแต่ตัวอาคาร แต่อาหารและดนตรีก็เป็นส่วนหนึ่งของสนามบิน  […]

ภูกระดึง ความงามที่ไม่เคยเลือนหาย

ภูกระดึง ประติมากรรมทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ กับเส้นทางเดินป่าสุดคลาสสิคและความสวยงามของทิวสนตัดกับสีสันบนท้องฟ้าที่เปลี่ยนไปตามเวลาและฤดูกาล เป็นสิ่งที่เหล่านักท่องเที่ยวหัวใจธรรมชาติยกให้เป็นหนึ่งในภูเขาที่ต้องไป แต่ทว่าเหตุการณ์ไฟป่าที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงกังวลไม่น้อยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทั้งผืนป่า สัตว์น้อยใหญ่ และบรรดาเจ้าหน้าที่ร่วมทั้งจิตอาสาที่ร่วมกันดับไฟ แต่ท้ายที่สุดด้วยความร่วมมือร่วมแรงกันอย่างสุดความสามารถก็เป็นผล ทำให้ไฟสงบลงในเวลาต่อมา แน่นอนว่าทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ นอกจากเราจะช่วยส่งกำลังใจไปช่วยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการอนุรักษ์ธรรมชาติก็คือการสร้างความเข้าใจต่อ ภูกระดึง สันฐานภูกระดึง “ภูกระดึง” เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด มีที่ราบบนยอดภูเขาเป็นพื้นที่กว้างประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 8,522 สนามฟุตบอลขนาดมาตราฐาน มีความสูงอยู่ระหว่าง 1,200 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง หรือสูงจากพื้นที่โดยรอบประมาณ 950 เมตร เทียบคร่าวๆก็ประมาณ 3 เท่าของตึกใบหยก-2 ด้วยความสูงระดับนี้จึงทำให้อากาศบนยอดภูเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 26 °C ภูกระดึงขุนเขาแหล่งจินตนาการ มองจากด้านที่ราบหรือด้านข้างภูเขา ภูกระดึงจะมีลักษณะคล้ายกับกระดึงห้อยคอวัว (ภาษาท้องถิ่น แปลว่า กระดิ่ง) สันนิษฐานว่าจากลักษณะรูปร่างดังกล่าวจึงกลายเป็นที่มาของชื่อภูเขาที่ชาวบ้านเรียกขานกัน แต่เมื่อมองจากมุมสูงโดยเฉพาะในภาพถ่ายจากดาวเทียม ภูกระดึงจะมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ยิ่งเน้นย้ำให้ภูกระดึงเป็นสถานที่สุดแสนโรแมนติกสำหรับคู่รัก    บ้างก็มองว่าเป็นรูปใบบอน โดยมีส่วนปลายใบอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และส่วนเว้าด้านในอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะกระแสน้ำ ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของภูเขาลูกนี้ ซึ่งเราจะสามารถมองเห็นทางน้ำไหลจากบนยอดภูสู่พื้นล่างอย่างชัดเจนบนภาพถ่ายจากดาวเทียมผ่านร่องเขาดังกล่าว ภูมินามสู่ความเข้าใจ ตลอดเส้นทางขึ้นสู่ยอดภูกระดึงเราจะเจอกับสาระพัดซำ […]

ไปเที่ยวปราสาทแห่งเทพนิยายที่มีอยู่จริงกัน

สูงขึ้นไปบนเทือกเขาแอลป์ของรัฐบาวาเรีย ในเยอรมนี มีสถานที่แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านในฐานะ ปราสาทแห่งเทพนิยายที่งดงามที่สุดในยุโรป ปราสาทแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า “ปราสาทนอยชวานสไตน์” สร้างขึ้นโดยพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งรัฐบาวาเรีย รายล้อมด้วยธรรมชาติอันงดงาม จะเห็นได้ว่าตัวปราสาทมีหน้าตาเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายนั่นเป็นเพราะว่าผู้ออกแบบไม่ใช่สถาปนิก แต่คือคนออกแบบฉากละคร ซึ่งเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เนื่องจากพระเจ้าลุดวิกที่ 2 ทรงหลงใหลในตำนานพื้นบ้านและเทพนิยายอย่างมาก ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวมากถึง 1.4 ล้านคนมาเยือนปราสาทแห่งนี้ในทุกปี ส่งผลให้ปราสาทนอยชวานสไตน์เป็นปราสาทที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในยุโรป ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ค่ายผู้สร้างอนิเมชั่นของดิสนีย์นำปราสาทแห่งนี้ไปเป็นต้นแบบของโลโก้อีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม : ท่องเที่ยวไปในย่านอันเป็นเอกลักษณ์ของนครเยรูซาเลม, ท่องเที่ยวในประเทศที่อัตราปลดปล่อยคาร์บอนเป็นลบ