นักออกแบบสาวไทยท่องเที่ยวยุโรป 6 ประเทศ ด้วยรถบ้าน หรือ Camper Van

ขับรถบ้านเที่ยว 6 ประเทศ ใน 31 วัน

ขับรถบ้าน DIY ออกเดินทางข้ามชายแดน 6 ประเทศเพื่อสำรวจโลกยาว 31 วัน

เคยลองถามตัวเองกันบ้างไหมคะว่า ชีวิตเราสามารถออกแบบหรือมีอิสระในการใช้ได้สักแค่ไหน? 

กานต์เป็นนักออกแบบคนนึงที่เชื่อว่าเรื่องราวและประสบการณ์ในชีวิตของเราทุกคนสามารถออกแบบได้ หากใครติดตามเฟซบุ๊ก Prasobkarn Design ( https://www.facebook.com/prasobkarn.design/ ) อาจพอทราบว่าล่าสุดกานต์ตัดสินใจออกแบบประสบการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการแปลงร่างรถตู้คันเก่าที่แทบจะไร้ค่าของตัวเอง กลายเป็นรถบ้านคู่ใจ หรือ Camper Van พาออกเดินทางท่องเที่ยวยาวถึง 31 วัน ขับข้ามชายแดนไป 6 ประเทศ

การเดินทางในครั้งนี้ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าสักเท่าไหร่ เพียงแค่ปล่อยให้ร่างกายได้ลองใช้ชีวิตอย่างอิสระในแบบที่อยากใช้อย่างเต็มที่ดูบ้างเท่านั้นเอง เราจึงเลือกรูปแบบการเดินทางในลักษณะ Wild Camping หรือเป็นการเลือกสถานที่จอดรถบ้านเพื่อนอนค้างคืนด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่พึ่งการจอง Camp sites หรือพื้นที่ที่มีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการแคมปิ้งใดๆ ทั้งสิ้น ( Trailer การเดินทาง youtu.be/qOuueMx5cYc )

เริ่มการเดินทางในหน้าร้อนด้วยความหนาวเหน็บ ที่ออสเตรีย

เราเริ่มวันแรกด้วยการเติมน้ำมันเต็มถังและมุ่งหน้าออกจากกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ไปสู่ออสเตรีย ประเทศที่เขาว่ากันว่ามีทะเลสาบและเทือกเขาที่สวยอลังการ เหมาะกับคนรักธรรมชาติที่ชอบพจญภัยเป็นที่สุด เราเตรียมชุดและอุปกรณ์เดินป่ามาพร้อมและตั้งตารอที่จะกระโดดลงรถเพื่อลุยเดินเขาในทันทีที่ไปถึง แต่ออสเตรียกลับต้อนรับเราด้วยพายุลูกใหญ่และฝนที่ตกกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง เราจึงตัดสินใจหยิบเสื้อคลุมกันฝน ออกลุยปีนเขาท่ามกลางพายุและลมหนาวอย่างไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น

แต่ลมหนาวและฝนกลับไม่ค่อยเข้าข้างเราสักเท่าไหร่ เท้าเราเริ่มแข็ง แจ็คเก็คที่เขาโฆษณาว่ากันน้ำก็เอาไม่อยู่ ตัวเราเปียกชุ่ม และร่างกายเริ่มเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 ชั่วโมง จนเกิดความคิดแว๊ปขึ้นมาในหัวว่า “เรามาทำไมวะเนี่ย?” เพราะในตอนนั้นถึงเราจะเหนื่อย หรืออยากนั่งพักสักแค่ไหน เราก็จำเป็นต้องก้าวเท้าเดินต่อไป เพื่อเพิ่มอุณภูมิความอบอุ่นให้ร่างกาย สู้กับอากาศอันหนาวเหน็บบนเทือกเขาเช่นนี้

เราคุยกับตัวเองในใจสักพักนึง จนสามารถเอาชนะใจตัวเอง ฮึดสู้ มองข้ามความทรมาน พร้อมเปิดตาซึมซับความสวยงามที่อยู่รอบตัว เราแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า ต้นไม้ใบหญ้าที่เปียกด้วยน้ำฝน สะท้อนกับแสงแดดอ่อนๆ ส่องแสงแวววาวเป็นประกายวิบวับสวยงามอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งมันก็ทำให้กานต์คิดได้ว่า ทุกอย่างมันมีข้อดีและข้อเสียปะปนกันไป อยู่ที่เราจะเปิดใจมองความสวยงามและรับความสุขในรูปแบบใหม่ได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง ( วิดีโอการเดินทางในออสเตรีย https://youtu.be/03-QE783dBk )

ขับหนีฝน ตามล่าแสงแดดเติมพลังให้กับโซลาเซลล์ ที่สโลวีเนีย

“สโลวีเนีย เอ้ย สโลวาเกีย เอ้ย สโลวีเนีย” เป็นประโยคที่กานต์พูดผิด พูดถูก และพูดติดปากเกือบตลอดเวลา เมื่อเราตัดสินใจหนีฝนมุ่งหน้าสู่ประเทศสโลวีเนีย เพื่อตามล่าแสงแดด ตากเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มจากออสเตรีย พร้อมกับเติมพลังงานให้โซลาเซลล์มาใช้ในรถสักหน่อย

เราถูกต้อนรับด้วยแสงแดดและอากาศร้อนตามที่เราโหยหา จนทำให้กานต์ตกหลุมรักประเทศนี้อย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะด้วยส่วนประกอบของประเทศที่แสนจะลงตัวทั้งจากความเงียบสงบของแม่น้ำ ความสะอาดและเสน่ห์จากตัวเมือง Maribor การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยมของเมืองหลวง Ljubljana เสน่ห์ของมุมทะเลเล็กๆ ในเมือง Piran รวมถึงผู้คนชาวสโลวีเนียที่เป็นมิตรและมีความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก ทำให้ระยะเวลา 4 วัน 4 คืนที่เราเลือกเที่ยวและซึมซับบรรยากาศในประเทศสโลวีเนีย เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ และมีความหมายสามารถสร้างแรงบรรดาลใจให้ชีวิตได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ( วิดีโอการเดินทางในสโลวีเนีย ( Part 1 ) – https://youtu.be/2XQagDrlffY )

 

เมื่อร่างกายต้องการทะเล โครเอเชียก็คือคำตอบ

แต่ความพอดี..อาจไม่มีอยู่จริงในการเดินทางครั้งนี้ เพราะหลังจากที่เราได้เสพย์สุขกับอากาศที่ลงตัวในสโลวีเนียสักพัก หน้าร้อนของจริงก็มาถึง 37 องศา! ตัวเลขนี้เป็นอุณหภูมที่เราไม่คิดว่าจะได้เจอในแถบยุโรปสักเท่าไหร่ ห้องนอนในรถบ้านของเราก็ได้กลายเป็นเตาอบดีดีนี่เอง เราจึงตัดสินใจออกจากสโลวีเนีย เพื่อมุ่งหน้าไปรับลมทะเลกันที่โครเอเชีย ประเทศที่เขาว่ากันว่าเป็นสวรรค์ของคนรักทะเลกันซะเลย

ในครั้งนี้เราท่องเที่ยวและพักผ่อนอยู่ที่โครเอเชียติดต่อกันยาวถึง 13 วัน เพราะเป็นประเทศที่มีแรงดึงดูดที่สูงมาก หัวใจเราเต้นแรงเมื่อได้เหลือบไปเห็นความอลังการของวิวทะเลที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาคดเคี้ยวไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรารู้สึกตัวเองตัวเล็กจิ๋วมาก เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่และความสวยงามของธรรมชาติที่เราเห็นตรงหน้านี้

ตอนนั้นเองเราจึงติดสินใจแวะเที่ยวและนอนพักในโครเอเชียยาวๆ เกือบสองอาทิตย์โดยเริ่มจากการสัมผัสกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และวิวทะเลที่เมือง Porec และ Pula ขับข้ามไปสำรวจเกาะแปลกประหลาดหัวโล้นสีน้ำตาลที่แทบจะไม่มีต้นไม้สักเท่าไหร่ที่มีชื่อว่า Pag ต่อด้วยการไปนั่งฟังเพลงที่มีลมทะเลเป็นศิลปินที่ Sea Organ แห่งแมือง Zadar ขับแวะไปติดเกาะ Murter คุยเล่นกับจักจั่นริมหาดอีกสักสองคืน แล้วค่อยขับข้ามกลับเข้า Spilt เมืองใหญ่ทางตอนใต้ ก่อนที่จะข้ามเขตแดนประเทศบอสเนีย เพื่อมุ่งหน้าไปรับบรรยากาศความคึกคักของตัวเมือง Dubrovnik ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุดในโครเอเชีย

เมื่ออยากเปลี่นบรรยากาศหนีความวุ่นวาย เราก็ขับขึ้นเขาไปนอนริมแม่น้ำคุยกับคนท้องถิ่นในหมู้บ้านเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Blato Na Cetini ก่อนที่จะขับขึ้นเหนือไปอีกเพื่อชมความสวยงามของเมือง Knin กับบรรยากาศการเตรียมตัวเฉลิมฉลองวัน Victory Day และพลาดไม่ได้ที่จะต้องแวะเข้าไปชมความศิวิไลในเมืองหลวง Zagerb ซึ่งเมืองสุดท้ายที่เราแวะเที่ยว ( และนอน ) ในโครเอเชีย

เมื่อฮังการีไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเห็นในหนังเรื่อง The Grand Budapest Hotel

เราขับวนเวียนข้ามโครเอเชียจนมาถึงฮังการี แวะจอดนอนพักที่ทะเลสาบ Balaton ซึ่งเป็นทะเลสาปที่ใหญ่ที่สุดในฮังการีสักหนึ่งคืน ก่อนจะมุ่งหน้าสู่บูดาเปสต์ อีกหนึ่งเมืองที่เขาว่ากันว่าสวยจับใจ

ด้วยความที่เราเคยดูหนังเรื่อง The Grand Budapest Hotel จนติดใจความอลังการของฉากในหนังอยู่หลายตอน เราจึงตั้งตารออยากจะไปชมความงามของสถานที่จริงที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่องนี้สักครั้งหนึ่ง โดยไม่เคยอ่านข้อมูลเชิงลึกเลยว่า ฉากในหนังเรื่องนี้ไม่มีอยู่จริงในเมืองบูดาเปสต์เลยแม้แต่ฉากเดียว เป็นอีกหนึ่งความรู้ใหม่และเป็นเรื่องตลกที่กานต์เพิ่งจะได้รู้เมื่อได้เดินทางมาเยือบูดาเปสต์ในครั้งนี้นี่แหละ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถหาโรงแรมนี้เจอ เราก็ยังได้อิ่มเอมกับความสวยงามอย่างอลังการของตึกรามบ้านช่องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยความที่เราเปิดใจและไม่คาดหวังกับการเดินทางในครั้งนี้ เราจึงไม่รู้สึกผิดหวัง หรือรู้สึกเสียดายอะไรเลย เพราะการเปิดใจในการท่องเที่ยว ทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน กลับกลายเป็นเรื่องที่ดีเสมอ

สวัสดี..สโลวาเกีย

เป็นประโยคที่กานต์ใช้อธิบายถึงความเป็นมิตรและความน่ารักของผู้คนในสโลวาเกีย ถึงแม้ว่าสโลวาเกียเป็นประเทศที่เรามักชอบพูดผิด พูดถูกสลับกับสโลวีเนียตอนแรกๆ แต่หลังจากที่ได้พูดคุยและสัมผัสความน่ารักของคนท้องถิ่นที่นี่ ทำให้เราจำชื่อและภาพของประเทศสโลวาเกียได้แม่นเลยทีเดียว เพราะผู้คนต้อนรับเราด้วยความอบอุ่น สภาพแวดล้อมในประเทศก็มีความน่ารัก มีการจัดการพื้นที่ของตัวเมืองและธรรมชาติได้เข้ากันอย่างลงตัว อย่างเช่นเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Banska Stiavnica ที่เราสามารถเดินจากตัวเมืองไปเล่นน้ำในทะสาปใกล้ๆ ได้ เพียง 10 นาที ส่วนเมืองหลวงอย่าง Bratislava ก็สามารถส่งต่อความสวยงามและความเงียบสงบอย่างอบอุ่นให้เราได้เป็นอย่างดี 

ครั้งแรกในรอบ 29 วัน ที่ได้อาบน้ำในห้องน้ำและหลับสนิทในห้องนอน ที่สาธารณรัฐเช็ก  

และแล้วก็ถึงวันที่เราขับกลับมาถึงประเทศสาธารณรัฐเช็ก เราแวะตระเวนสำรวจแคว้นโมราเวียและนอนในป่าตามหมู่บ้านเล็กๆ นอกเมืองกันก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับสู่กรุงปราก โดยเริ่มจาก Znojmo เมืองเล็กๆที่เขามีดีเรื่องไวน์ ต่อด้วยไปชมความสวยงามของเมือง Telc ที่ Unesco เขายกให้เป็นเมืองของการอนุรักษ์ ก่อนจะเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินป่าพร้อมวิวพาโนรามาที่ U železného sloupku และขับขึ้นไปนอนบนเขาลับเพื่อเติมความสดชื่นด้วยการดื่มน้ำ sparkling water จากธรรมชาติของหุบเขา Těšíkovská kyselka และทิ้งท้ายการเดินทางด้วยการแวะเยี่ยมเพื่อนที่เมือง Lipno nad Vltavou

แต่ใครจะไปคิดว่าการแวะไปหาเพื่อนและนอนค้างกระท่อมเล็กๆ ของเพื่อนที่อยู่กลางป่าแบบนี้ มันกลับทำให้เรารู้สึกพิเศษอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน การนอนและใช้ชีวิตอยู่ในรถบ้านติดต่อกันมา 29 วันก่อนหน้านี้ ทำให้เรารู้สึกว่าห้องนอนในบ้านเพื่อนมันใหญ่เกินความจำเป็นไปมาก ทั้งๆที่เป็นเพียงห้องนอนธรรมดาในกระท่อมหลังเล็กๆ เราตื่นเต้นกับการได้อาบน้ำด้วยฝักบัวในห้องน้ำส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นห้องน้ำธรรมดาที่ไม่ได้หรูหราอะไร และวันนั้นเองที่ทำให้กานต์รู้สึกว่า จริงๆ ชีวิตเราอาจจะไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย เพื่อแลกมาด้วยความสุขสักเท่าไหร่หรอก ความสุขมันหาง่ายมากๆ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง อย่างเช่นวันนี้เพียงแค่ห้องนอนเล็กๆที่ไม่มีแอร์และฟักบัวอาบน้ำในห้องน้ำ กลับทำให้กานต์รู้สึกพิเศษอย่างกับนอนโรงแรมหรูห้าดาวเฉยเลย

เมื่อเราอยากตื่นในทุกๆเช้า มาต้อนรับความสุขที่เกิดขึ้นในทุกๆวัน

การเดินทางครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและมีอิสระมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต กานต์พยายามทิ้งความกลัว เชื่อมั่นในตัวเอง พร้อมเปิดใจมองทุกอย่างที่พบเจอในแต่ละวันด้วยความจริง ทุกๆ เช้าที่เราตื่นนอนเรารู้สึกตื่นเต้น และมีความสุขกับสิ่งธรรมดารอบตัวที่เกิดขึ้น เราได้เห็นสิ่งสวยงามในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถือเป็นพลังชั้นดีที่ทำให้ชีวิตเราขับเคลื่อนได้อย่างมีคุณค่าจากความสุขที่เกิดขึ้นในใจเรานั่นเอง

สุดท้ายนี้ กานต์คิดว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีค่ากว่าความสุขที่เรารู้สึกจากการเดินทางในครั้งนี้ คือการได้แชร์ประสบการณ์เพื่อส่งต่อพลังบวกให้สังคม กานต์จึงติดสินใจเริ่มตัดวิดีโอการเดินทางในครั้งนี้เพื่อเผยแพร่ในช่องยูทูปของตัวเองที่มีชื่อว่า Prasobkarn Design (  shorturl.at/dqrW6 ) และหวังว่าการเล่าต่อประสบการณ์ในครั้งนี้ จะทำให้เพื่อนๆ มองโลกในมุมใหม่ที่สวยงามขึ้นได้นะคะ 

เรื่องและภาพภ่าย : อรกานต์ สายะตานันท์ ( กานต์ )

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

Facebook : Prasobkarn Design – https://www.facebook.com/prasobkarn.design/ 

Youtube : Prasobkarn Design – shorturl.at/dqrW6 

วิดีโอภาพรวมการเดินทาง – youtu.be/qOuueMx5cYc

วิดีโอการเดินทางในออสเตรีย – https://youtu.be/03-QE783dBk

วิดีโอการเดินทางในสโลวีเนีย ( Part 1 ) – https://youtu.be/2XQagDrlffY


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เรื่องแนะนำ

10 สุดยอด ร้านหนังสือ ระดับโลก

ร้านหนังสือ ระดับโลกทั้งสิบแห่งนี้จะปลุกความรักหนังสือในตัวคุณ แอตแลนติส บุ๊คส์ ซานโตรินี ประเทศกรีซ สิบปีก่อน กลุ่มเพื่อนจากหลากหลายประเทศทั่วโลกทั้งไซปรัส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาได้ก่อตั้งร้านหนังสือแห่งนี้ขึ้นมา ปัจจุบัน บ้านหลังงามในเอีย (Oia) ที่แปลงโฉมมาเป็นร้านหนังสือ มีการแสดงมุมมองของผืนน้ำรอบเกาะซานโตรินี ร้านหนังสือแห่งนี้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมมากมาย ทั้งการอ่านหนังสือริมระเบียง เวิร์กช็อปทำปกหนังสือ  รวมถึงเทศกาลอาหารและภาพยนตร์ กาเฟเบรเรียเอลเปนดูโล เม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก ร้านหนังสือขนาดใหญ่อันงดงามแห่งเม็กซิโกซิตี สว่างไสวด้วยโคมไฟประดับประดาดาษดื่น ที่แขวนจากบนเพดาน พื้นที่ภายในเปิดโล่ง ชั้นหนังสือแน่นขนัดไปด้วยหนังสือหลายหมวดหมู่ ทั้งภาษาสเปนและภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งดื่มด่ำกับทำนองเพลงสบายๆ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศภายในร้านแห่งนี้ มันโรส์บุ๊คส์ วิกตอเรีย ประเทศแคนาดา ในปี 1963 ครึ่งทศวรรษก่อนหน้าที่อลิซ มันโร ผู้ก่อตั้งร่วมของร้านหนังสือแห่งนี้จะชนะรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม เธอและสามีได้ตกแต่งอาคารยุคนีโอคลาสสิคและธนาคารเก่าให้มีความโอ่อ่าและสวยงาม โดยร้านหนังสือแห่งนี้อยู่ในโอลด์ทาวน์ เมืองวิกทอเรีย รัฐบริติชโคลัมเบีย  เอลอะเตเนโอกรันสเปลนดิด บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เอลอะเตเนโอเคยเป็นโรงละครและจัดแสดงการแสดงที่ชื่อว่า เดอะกรันสเปลนดิด (The Grand Splendid) โดยร้านหนังสือที่เคยเป็นโรงละครแห่งนี้ยังคงเก็บรักษาเครื่องประดับหรูหรา รวมไปถึงจิตรกรรมฝาผนังเฟรสโก และผ้าม่าน โพเวลส์ซิตี้ออฟบุ๊คส์ […]

เล่นสกี บนทะเลสีขาวในทิวเขาแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

ลมหนาวพัดผ่านผิวหน้า พร้อมกับร่างกายที่เคลื่อนที่อยู่บนหิมะสีขาวโพลน เป็นเหมือนช่วงเวลาที่เหมือนเราได้หลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง และความกังวลใจทั้งหมดมลายหายไปกับสายลม เมื่อลมหนาวมาเยือน คงเป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อย หากเราได้พาตัวเองไปอยู่ในดินแดนเทพนิยาย พื้นดินขาวโพลน อากาศหนาวเหน็บบนภูเขาสูง และป่าสนที่ปกคลุมด้วยหิมะ แวดล้อมไปด้วยความเงียบ พร้อมความสดใสของท้องฟ้า และตัวละครกำลัง เล่นสกี อยู่บนหิมะอย่างมีความสุข ดินแดนที่ว่า ผมหาเจอในประเทศญี่ปุ่นครับ จุดหมายปลายทางที่อยู่ใกล้เมืองไทย และเหมาะกับการเล่นสกีในฤดูหนาว ผมพบว่ามีลานสกีอยู่หลายแห่ง ตั้งแต่ภาคกลางของเกาะฮอนชูจนถึงเหนือสุดของเกาะฮอกไกโด ความละเอียดของเกล็ดหิมะที่ญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่านุ่มมาก แม้เราพลาดถลาล้มลงจากแผ่นสกีก็ไม่เจ็บตัวมาก และด้วยอากาศที่เย็นกำลังพอดีส่งผลให้เกล็ดหิมะด้านบนไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง จึงไม่ลื่นมาก นักสกีจากทั่วโลกต่างหลั่งไหลมาญี่ปุ่นเพื่อการนี้ การเริ่มต้นเล่นสกีที่ญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องยุ่งยากครับ แต่ละแห่งมีครูฝึกสอนชาวญี่ปุ่นคอยแนะนำวิธีการเล่นสกีอย่างถูกต้องและปลอดภัย เด็กๆสามารถเริ่มเล่นได้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบเป็นต้นไป บางแห่งมีครูชาวต่างชาติที่พูดภาษาอังกฤษได้ประจำอยู่ที่ลานสกี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น สถานที่ยอดนิยมสำหรับนักสกีมีหลายแห่ง ทั้งโตเกียว โอซากา และฮอกไกโด สำหรับนักสกีมืออาชีพมักคุ้นเคยกับสถานที่ และรู้จักช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเล่นสกี สำหรับผู้เริ่มต้นหรือคนไม่เคยเล่นสกีมาก่อน สามารถเลือกลานสกีที่มีครูฝึกประจำได้ ในเรื่องอุปกรณ์ โรงแรมที่อยู่ใกล้ลานสกีส่วนใหญ่เตรียมอุปกรณ์ไว้ให้เช่า หรือเราสามารถขึ้นไปเช่าที่ลานสกีได้เลย ราคาค่าเช่าเริ่มต้นที่หลักร้อยบาทต่อวัน นอกจากนี้ยังมีร้านเช่าอุปกรณ์ในเมืองที่พบได้ประปรายซึ่งราคาย่อมเยาลงมา ลานสกีในประเทศญี่ปุ่นมีมากกว่า 500 แห่ง ความสวยงามและความยากง่ายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงเวลา นักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่มักเดินทางไปรวมตัวกันที่ฮอกไกโด แต่ขอแอบบอกว่า ที่นี่นักท่องเที่ยวเยอะมากจนแน่นลานสกี โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวปลายปี ถ้าอยากไปจริงๆ […]

ท่าช้าง … กับเรื่องราวความสำคัญในอดีต

เหตุเกิดที่… ท่าช้าง พระราชศรัทธาหน้าพระลาน อาคารศิลปะนีโอคลาสสิก หลังคาทรงปั้นหยา งามสง่า ณ ท่าน้ำริมฝั่งเจ้าพระยา ไม่ไกลจากพระบรมมหาราชวัง ที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “ท่าช้าง – วังหลวง” ด้วยเคยเป็นท่าที่บรรดาคชบาล หรือคนเลี้ยงช้างทรงในวังหลวง นำช้างมาอาบน้ำ ทว่า ท่าช้างยังเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์สำคัญที่กล่าวได้ว่าเกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใน พ.ศ. 2351 หรือเมื่อ 131 ปีล่วงมาแล้ว คือพระราชพิธีอัญเชิญ “พระศรีศากยมุนี” พระพุทธรูปจากสุโขทัยล่องแพมาขึ้นฝั่งที่ท่าช้าง แล้วจัดขบวนอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดสุทัศนเทพวราราม โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระดำเนินตามขบวนแห่โดยไม่ทรงฉลองพระบาท แม้ในเวลานั้นจะทรงมีพระชนมายุ 72 ชันษาแล้วก็ตาม พระศรีศากยมุนี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย หล่อด้วยโลหะลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 3 วา 1 คืบ สูง 4 วา ถือเป็นพระพุทธรูปใหญ่กว่าพระพุทธรูปหล่อองค์ใด ๆ ในสยามประเทศ เดิมเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย สันนิฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวกับที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ […]