จิ่วไจ้โกว สวรรค์บนดินแดนมังกร สถานที่ธรรมชาติบรรจงแต่งแต้มอย่างวิจิตร

จิ่วไจ้โกว : สวรรค์บนดินแดนมังกร

จิ่วไจ้โกว : สวรรค์บนดินแดนมังกร

นาม จิ่วไจ้โกว นั้นแปลว่า “หุบเขาแห่งหมู่บ้านทั้งเก้า” เพราะที่นี่เคยมีหมู่บ้านอยู่ทั้งหมดเก้าแห่ง ทว่าทุกวันนี้ตัวเลขอื่นๆ กลับมีความสำคัญยิ่งกว่า ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม 80 แห่งที่กระจุกตัวกันอยู่บริเวณปากทางเข้าหุบเขารูปตัววาย (Y) ความยาว 30 กิโลเมตรในเขตเทือกเขาหมิ่นทางตอนกลางของประเทศจีน หรือรถโดยสาร 280 คันที่นำนักท่องเที่ยววันละไม่ต่ำกว่า 18,000 คนไปชมความงดงามตลอดเส้นทางขึ้นเขา ผ่านทะเลสาบสีสันสดสวยราวบุปผาและน้ำตกสายเล็กราวเรียวนิ้ว  (ในวันที่ไร้หมอกหนาทึบปกคลุม นักท่องเที่ยวที่ปรารถนาจะได้ชื่นชมความงามของแดนสวรรค์แห่งนี้สามารถบินตรงจากเฉิงตู นครหลวงและชุมทางสำคัญของมณฑลเสฉวนโดยใช้เวลาเพียง 40 นาที) รถโดยสารจะหยุดให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมความงามของทะเลสาบและสายน้ำกันตามอัธยาศัย ก่อนจะเข้าคิวรอรถโดยสารคันใหม่เพื่อท่องเที่ยวรอบหุบเขาต่อไป

จิ่วไจ้โกว
สระน้ำใสราวกระจกทอประกายอยู่กลางสายหมอก ในตำนานรักเรื่องหนึ่ง เทพเจ้าทิเบตประทานกระจกที่ขัดเงาด้วยเมฆและสายลมแก่เทพธิดา ทว่าพระนางกลับทรงทำตกแตก เกิดเป็นทะเลสาบทั้ง 118 แห่งของจิ่วไจ้โกว

จิ่วไจ้โกว

ธารน้ำแข็งสลักเสลา หุบเขาเจ๋อจาวาและหุบเขารื่อเจ๋อสูงราว 3,000 เมตรที่ทอดตัวมาบรรจบกัน ณ หุบเขาชู่เจิ้งจนกลายเป็นรูปตัวยู (U) เช่นเดียวกับที่พบในอุทยานแห่งชาติโยเซมิตีในสหรัฐฯ หุบเขานี้มีหน้าผาสูงชันเกินกว่าจะปีนเล่น แต่ความสูงเพียงนั้นยังมิอาจบดบังความงามพิสุทธิ์ของทางน้ำเล็กๆเบื้องล่าง ในสมัยดึกดำบรรพ์ ดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบสูงทิเบตแห่งนี้เคยเป็นพื้นทะเลเช่นเดียวกับเทือกเขาร็อกกี หินปูนที่ละลายจึงเจือสีให้ท้องน้ำจนกลายเป็นสีเขียวมรกต หินถล่มที่ขวางกั้นลำธารทำให้เกิดเป็นทะเลสาบน้อยใหญ่ มีตำนานว่าเหล่าเทพีแห่งท้องนภาทรงเผลอทำเครื่องประทินโฉมตกลงในทะเลสาบและมีนางเงือกแหวกว่ายอยู่ในทะเลสาบบางแห่งด้วย บางครั้งตะกอนหินปูนที่ทับถมอยู่ตามก้นทะเลสาบก็จับตัวกันเป็นรูปร่างแปลกตา เช่น มังกรที่กำลังหลับใหล

จิ่วไจ้โกว
ท่วงทำนองเสนาะโสตของสายน้ำล่องลอยอยู่ในอากาศ เมื่อหิมะที่ละลายและสายฝนในฤดูใบไม้ผลิไหลผ่านหุบเขารื่อเจ๋อเป็นชั้นลดหลั่นกินบริเวณกว้าง น้ำตกศรไผ่ที่เห็นนี้สูงประมาณเจ็ดเมตร
จิ่วไจ้โกว
พรรณไม้หยัดยืนต้านสายลมหนาวอยู่บนตอไม้ที่โผล่พ้นน้ำในทะเลสาบแพนด้า ขณะที่พุ่มไม้ซึ่งเปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงยืนต้านสายน้ำของน้ำตกชู่เจิ้ง คนตัดไม้ค้นพบแหล่งซุงชั้นเยี่ยมของภูมิภาคนี้ในทศวรรษ 1960 ภายหลังรัฐบาลจีนก็ตระหนักถึงความสูญเสียที่อาจเกิดตามมา จึงประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์
จิ่วไจ้โกว
อีกโฉมหน้าหนึ่งของแผ่นดินจีนซ่อนอยู่ในอ้อมกอดขุนเขาสูงตระหง่านแห่งมณฑลเสฉวนในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติจิ่วไจ้โกว ณ ที่แห่งนี้ พืชพรรณและสัตว์หายากยังมีแหล่งพักพิง ขณะที่นักท่องเที่ยวหลายล้านคนก็แวะเวียนมาเชยชมธารน้ำใสสีไพลินและมรกต ดินแดนแห่งนี้รอดพ้นจากเงื้อมมือแหล่งอุตสาหกรรมสกปรกที่กลืนกินผืนดินและสรรพชีวิตเบื้องล่าง

ถนนทอดขึ้นจากทางเข้าหุบผาที่ระดับความสูงราว 1,800 เมตร  ก่อนจะถึงทางแยกที่นั่วรื่อหลาง อันเป็นที่ตั้งของบรรดาร้านค้าและร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยว ปลายทางด้านซ้ายไปสิ้นสุดลงที่ทะเลสาบ ส่วนเส้นทางด้านขวาทอดไปบรรจบกับ “ป่าดึกดำบรรพ์” ตามคำบรรยายในแผ่นพับโฆษณา ป่าดึกดำบรรพ์ที่ว่านี้หมายถึงป่าไม้ที่ไม่ถูกพวกทำป่าไม้ตัดโค่นจนเหี้ยนเตียน ก่อนที่รัฐบาลจีนจะมองเห็นโอกาสในการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว เรื่องของเรื่องก็เพราะองค์การยูเนสโกเพิ่งประกาศให้เขตอนุรักษ์ธรรมชาติจิ่วไจ้โกวเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1992 หลังจากมีแนวโน้มว่าจะถูกพวกทำป่าไม้คุกคามจนเสื่อมสภาพ

จิ่วไจ้โกว
เขตอนุรักษ์ธรรมชาติจิ่วไจ้โกวบนชายขอบที่ราบสูงทิเบตพิทักษ์พื้นที่ 720 ตารางกิโลเมตร ที่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เรียกว่า “ป่าเขตอบอุ่นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดในโลก” ไว้

ชาวทิเบตในชุดพื้นเมืองขายของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆและโปสต์การ์ดอยู่ตรงสุดทางแยก ทะเลสาบน้อยใหญ่เรียงรายอยู่ตลอดเส้นทางที่รถโดยสารแล่นผ่าน ตั้งแต่ทะเลสาบระฆังทอง ทะเลสาบหญ้าทะเลสาบหาดมุก ทะเลสาบห้าบุปผาและสระห้าสี ไปจนถึงทะเลสาบทอประกาย ทะเลสาบพยัคฆ์ ทะเลสาบบอนไซ ทะเลสาบหงส์ทะเลสาบแรด ทะเลสาบมังกรคู่ ทะเลสาบอ้อ ทะเลสาบแพนด้าและทะเลสาบกระจก ความงามของหมู่เมฆ ทิวต้นเบิร์ช ต้นหลิวและต้นสน ตลอดจนสีแดงระเรื่อที่ทาบทาขุนเขาและเงื้อมผายามอาทิตย์อุทัยและอัสดง ปรากฏเป็นเงาสะท้อนอยู่บนผิวน้ำราวภาพฝัน แม้ชื่อวิลิศมาหราเหล่านี้จะฟังดูเหมือนคำขวัญโปรโมตการท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้วมีที่มาจากความเชื่อในพุทธศาสนาและศาสนาบอน (ศาสนาดั้งเดิมของชาวทิเบตก่อนหันมานับถือศาสนาพุทธ)

 

จิ่วไจ้โกว
สนไซเปรสเก่าแก่ยืนต้นอยู่กลางดงหิมะเหนืทะเลสาบที่กลายเป็นสีขาวโพลน ณ ระดับความสูง 3,000 เมตรบนเทือกเขาหมิ่น ขณะที่แสงตะวันแห่งคิมหันตฤดูทาบทาสายน้ำของน้ำตกหาดมุกที่สูงเท่ากับตึกสิบชั้น

จิ่วไจ้โกว

จิ่วไจ้โกว
ฟากฟ้าและผืนดินปรากฏอยู่ในเงาสะท้อนบนผิวน้ำของทะเลสาบห้าบุปผา สีระเรื่อที่เห็นเกิดจากแร่ที่ละลายและพรรณไม้น้ำชาวจีนเชื่อว่า ภูมิทัศน์เช่นนี้มีมนตร์สะกด ดังคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีที่ใดใต้หล้าจะเทียบเทียมจิ่วไจ้โกว”
จิ่วไจ้โกว
ทางเดินไม้ บันได และจุดชมวิว เชื่อมโยงเส้นทางรถโดยสารกับสถานที่ท่องเที่ยวชั้นเลิศอย่างน้ำตกหาดมุกเข้าด้วยกัน ในช่วงฤดูท่องเที่ยว จิ่วไจ้โกวล้นหลามไปด้วยผู้มาเยือนหลายพันคนที่แห่มาชมความงามของสรวงสวรรค์บนแดนดิน

หุบเขาน้อยใหญ่นามจิ่วไจ้โกวนี้เต็มไปด้วยทะเลสาบหลากสีสันท่ามกลางแอ่งที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง เดิมทีบริเวณนี้มีแพนด้าชุกชุม ทว่าทุกวันนี้กลับแทบไม่หลงเหลือให้เห็น  พื้นที่แถบนี้ยังเป็นถิ่นอาศัยของลิงจมูกเชิดสีทอง หมูหริ่ง แมวป่าลิงซ์ ชะมด แพนด้าแดงตัวจ้อย และลิงวอก  รัฐบาลจีนประกาศอย่างภาคภูมิว่า  แพนด้าเป็น“สมบัติของชาติ”  แต่ประชากรที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดกลับต้องพลัดถิ่นเพราะการตัดไม้ทำลายป่า ซ้ำร้ายในช่วงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ ป่าไผ่อันเป็นอาหารของมันยังยืนต้นตายหลังออกดอกอีกด้วย  ทุกวันนี้ แพนด้าที่เอนกายเคี้ยวกิ่งไผ่ตุ้ยๆไม่เพียงกลายเป็นสัญลักษณ์น่ารักน่าเอ็นดูในสายตานักอนุรักษ์ทั่วโลก แต่ยังเป็นสื่อแทนความพยายามในการอนุรักษ์ของประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตสุดขีดอย่างจีน

เรื่อง  เอ็ดเวิร์ด โฮกแลนด์

ภาพถ่าย  ไมเคิล ยามาชิตะ

 

อ่านเพิ่มเติม  บ้านดินถู่โหลวแห่งฝูเจี้ยน

 

เรื่องแนะนำ

ท่องโลกไปกับภาพถ่ายแสนงดงาม

สำรวจภูมิทัศน์ตระการตา วัฒนธรรมอันรุ่มรวย และส่ำสัตว์ที่สวยงาม จากโครงการประกวดช่างภาพท่องเที่ยวของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ประจำปี 2017 ภาพถ่ายเหล่านี้คือภาพที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งดึงดูดสายตาเรา และนำพาเราไปยังสถานที่บางแห่งที่น่าสนใจที่สุดในโลก 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15   อ่านเพิ่มเติม : ความงามใต้โลกน้ำแข็ง, ความงามอันพรั่นพรึงแห่งอสุนีบาต, เยือนมัสยิดอันงดงามที่สุดในโลก

เที่ยวค้างคืนบน เกาะร้าง กลางเขื่อนศรีนครินทร์

สองคืนบน เกาะร้าง กับเพื่อนที่รู้ใจ และบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ผมเป็นคนใจง่ายกับธรรมชาติ ใครชวนไปเที่ยวหาธรรมชาติก็มักตกปากรับคำหมด เพราะผมคิดว่าการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง เท่ากับเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้ตัวเอง ทริปล่าสุดนี้เกิดจากการพูดคุยกับเพื่อนรุ่นน้องที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เราชวนกันไปหาเกาะร้างนอนที่เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และพื้นที่เหนือเขื่อนบางส่วนก็อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเกาะที่เราจะไปอยู่กลางทะเลสาบน้ำจืด เป็นสถานที่อนุโลมให้เฉพาะชาวบ้านในละแวกนั้นเข้าถึงได้ แต่นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราต้องทำเรื่องขออนุญาตจากอุทยานฯ ก่อนเข้าพื้นที่ เกาะน้อยใหญ่กลางเขื่อนศรีนครินทร์นั้นเป็นเกาะร้างตามธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านได้อาศัยหลบแดดหลบฝนในยามออกมาหาปลาเลี้ยงชีพ เกาะเหล่านี้จึงค่อนข้างปลอดนักท่องเที่ยว บรรยากาศเงียบสงบเหมาะกับผู้รักธรรมชาติอย่างยิ่ง สามารถมาเที่ยวได้ตลอด ยกเว้นช่วงฤดูฝนที่อาจไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ พวกเรา 8 ชีวิตนัดเจอกันที่แพริมน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง เมื่อเอาสัมภาระลงแพ พร้อมจะออกไปติดเกาะแล้ว เราคุยกับลุงเจ้าของเรือว่าให้ช่วยพาไปนอนที่เกาะไหนก็ได้ที่ไกลจากผู้คน ลุงเจ้าของเรือก็ขับเรือลากแพมุ่งหน้าไปด้านทิศเหนือของเขื่อนทันที เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง น้องในทีมเรียกให้ดูเกาะแห่งหนึ่ง “เหมือนเกาะในการ์ตูนขายหัวเราะเลยเนอะ” ทุกคนเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ว่าแล้วก็ตะโกนบอกให้ลุงขับเรือแวะเกาะขายหัวเราะ (เป็นชื่อที่เราตั้งกันเอง) เราลงไปสำรวจที่เกาะนี้และคิดว่าสามารถพักค้างแรมได้ จึงนัดแนะให้ลุงเจ้าของเรือมารับในอีก 2 วันข้างหน้า บรรยากาศบนเกาะเย็นสบาย มีลมพัดเอื่อยๆทั้งวัน มีร่มไม้ให้พอพักหลบแดด แต่ที่ประทับใจสุดๆก็ตรงที่เกาะนี้เป็นจุดชมวิวดวงอาทิตย์ขึ้นและตกได้งดงามมากๆ ถ้าใครชอบความเงียบสงบ ต้องหาทางมาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ครับ ขอเพียงมีหนังสือสักเล่มกับกาแฟรสชาติดีๆ ทิ้งเวลาไปกับวิวสวยๆ เท่านี้ก็เป็นความสุขอย่างที่สุดแล้วละครับ การเดินทาง ผมใช้รถยนต์ส่วนตัวขับมุ่งหน้าไปยังเขื่อนศรีนครินทร์ ใช้เส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3199 แก่งเสี้ยน – […]

ความสุขบนความเนิบช้าแห่ง ลำน้ำน่าน

35 นักเดินทาง 1 ทีมวิจัยพันธุ์ปลาจากต่างประเทศ 45 กิโลเมตรบน ลำน้ำน่าน “กิ๋นข้าวกั๊บเกลือ ลำเหลือจิ๊นปิ้ง” : ความสุขที่บังเกิดบนความเนิบช้า ระยะทางกว่า 45 กิโลเมตรบน ลำน้ำน่าน ที่ทำให้เราเข้าใกล้กับคำว่า ‘ความสุข’ มากกว่าทุกครั้ง บันทึกการเดินทางที่แม้แต่เราเองก็ไม่เคยคิดว่ามันจะทำให้ทุกอย่างน่าจดจำมากขนาดนี้ เรื่องและภาพถ่าย : วิริทธิพล วิธานเดชสิทธิ์ “บันทึกหน้าแรก” เครื่องจักรสี่ล้อสีเขียวมะกอกพาเรามุ่งหน้าขึ้นเหนือจากเมืองหลวงกว่า 10 ชั่วโมง ก่อนที่เราจะได้ทักทายกับจังหวัดที่ใคร ๆ ก็ต่างหลงใหลตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเยือน เราเดินทางถึงจังหวัดน่านในวันที่สภาพอากาศสดใส ลมเย็นโชยอ่อนพร้อมอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียสต้น ๆ ในตอนเช้า ถึงแม้แดดจะแรงสักเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคเท่าไรนัก พูดรวม ๆ นี่คือปัจจัยที่สมบูรณ์แบบสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งอย่างที่ควรจะเป็น เส้นทางระยะประมาณ 45 กิโลเมตรนี้ มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่อำเภอเวียงสา ซึ่งจะล่องตามลำน้ำโดยใช้เวลา 3 วัน 2 คืนยาวไปจนจบที่แก่งหลวง เรามุ่งหน้าเข้าอำเภอเวียงสากันตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจะค่อย ๆ ช่วยกันขนเรือเพื่อลงเทียบท่าทีละลำสองลำจนครบจำนวน แล้วนักเดินทางกว่า […]

กรุงเวียนนา “นครแห่งศิลปะและดนตรี” ครองแชมป์เมืองน่าอยู่ถึง 10 ปีซ้อน

กรุงเวียนนา ครองแชมป์เมืองน่าอยู่ถึง 10 ปีซ้อน โค่นแชมป์เก่าอย่างเมืองเมลเบิร์น ที่มีสถิติครองแชมป์นานถึง 7 ปี กรุงเวียนนา ได้รับสมญานามว่า “เมืองแห่งศิลปะและดนตรี” และขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแสนโรแมนติกแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งนักแต่งเพลงคลาสสิกอย่าง บีโธเฟ่น, โมสาร์ท, ชูเบอร์ก, บราห์ม หรือ โยฮัน สเตราส์ ศิลปินอมตะแห่งดนตรีคลาสสิกล้วนมาจากเมืองนี้ นอกจากนี้กรุงเวียนนายังถูกยกให้เป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งและมั่นคงทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม รวมถึงการเมือง ในปี 2018 กรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรียยังคงครองแชมป์เมืองน่าอยู่ถึง 10 ปีซ้อน ซึ่งผลการสำรวจและจัดอันดับ “The Global Liveability Report 2018” ของนิตยสาร The Economist Intelligence Unit กรุงเวียนนาได้คะแนนรวมถึงร้อยละ 99.1 ความโดดเด่นและคุณภาพชีวิตที่ดีในกรุงเวียนนา นอกจากดนตรีคลาสสิกและสถาปัตยกรรมอันสวยงามของเมือง กรุงเวียนนายังถือว่าเป็นเมืองเงียบสงบ เพราะชาวออสเตรียนเป็นคนอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบความรุนแรงและความขัดแย้ง ทำให้เป็นเมืองที่มีปัญหาอาชญากรรมต่ำเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในแถบยุโรป ทำให้กลายเป็นเมืองที่โดดเด่นในเรื่องความปลอดภัยของประชากร และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ออสเตรียเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งเห็นได้จากวัฒนธรรมและความมั่งคั่งของประเทศ […]