จิ่วไจ้โกว สวรรค์บนดินแดนมังกร สถานที่ธรรมชาติบรรจงแต่งแต้มอย่างวิจิตร

จิ่วไจ้โกว : สวรรค์บนดินแดนมังกร

จิ่วไจ้โกว : สวรรค์บนดินแดนมังกร

นาม จิ่วไจ้โกว นั้นแปลว่า “หุบเขาแห่งหมู่บ้านทั้งเก้า” เพราะที่นี่เคยมีหมู่บ้านอยู่ทั้งหมดเก้าแห่ง ทว่าทุกวันนี้ตัวเลขอื่นๆ กลับมีความสำคัญยิ่งกว่า ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม 80 แห่งที่กระจุกตัวกันอยู่บริเวณปากทางเข้าหุบเขารูปตัววาย (Y) ความยาว 30 กิโลเมตรในเขตเทือกเขาหมิ่นทางตอนกลางของประเทศจีน หรือรถโดยสาร 280 คันที่นำนักท่องเที่ยววันละไม่ต่ำกว่า 18,000 คนไปชมความงดงามตลอดเส้นทางขึ้นเขา ผ่านทะเลสาบสีสันสดสวยราวบุปผาและน้ำตกสายเล็กราวเรียวนิ้ว  (ในวันที่ไร้หมอกหนาทึบปกคลุม นักท่องเที่ยวที่ปรารถนาจะได้ชื่นชมความงามของแดนสวรรค์แห่งนี้สามารถบินตรงจากเฉิงตู นครหลวงและชุมทางสำคัญของมณฑลเสฉวนโดยใช้เวลาเพียง 40 นาที) รถโดยสารจะหยุดให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมความงามของทะเลสาบและสายน้ำกันตามอัธยาศัย ก่อนจะเข้าคิวรอรถโดยสารคันใหม่เพื่อท่องเที่ยวรอบหุบเขาต่อไป

จิ่วไจ้โกว
สระน้ำใสราวกระจกทอประกายอยู่กลางสายหมอก ในตำนานรักเรื่องหนึ่ง เทพเจ้าทิเบตประทานกระจกที่ขัดเงาด้วยเมฆและสายลมแก่เทพธิดา ทว่าพระนางกลับทรงทำตกแตก เกิดเป็นทะเลสาบทั้ง 118 แห่งของจิ่วไจ้โกว

จิ่วไจ้โกว

ธารน้ำแข็งสลักเสลา หุบเขาเจ๋อจาวาและหุบเขารื่อเจ๋อสูงราว 3,000 เมตรที่ทอดตัวมาบรรจบกัน ณ หุบเขาชู่เจิ้งจนกลายเป็นรูปตัวยู (U) เช่นเดียวกับที่พบในอุทยานแห่งชาติโยเซมิตีในสหรัฐฯ หุบเขานี้มีหน้าผาสูงชันเกินกว่าจะปีนเล่น แต่ความสูงเพียงนั้นยังมิอาจบดบังความงามพิสุทธิ์ของทางน้ำเล็กๆเบื้องล่าง ในสมัยดึกดำบรรพ์ ดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบสูงทิเบตแห่งนี้เคยเป็นพื้นทะเลเช่นเดียวกับเทือกเขาร็อกกี หินปูนที่ละลายจึงเจือสีให้ท้องน้ำจนกลายเป็นสีเขียวมรกต หินถล่มที่ขวางกั้นลำธารทำให้เกิดเป็นทะเลสาบน้อยใหญ่ มีตำนานว่าเหล่าเทพีแห่งท้องนภาทรงเผลอทำเครื่องประทินโฉมตกลงในทะเลสาบและมีนางเงือกแหวกว่ายอยู่ในทะเลสาบบางแห่งด้วย บางครั้งตะกอนหินปูนที่ทับถมอยู่ตามก้นทะเลสาบก็จับตัวกันเป็นรูปร่างแปลกตา เช่น มังกรที่กำลังหลับใหล

จิ่วไจ้โกว
ท่วงทำนองเสนาะโสตของสายน้ำล่องลอยอยู่ในอากาศ เมื่อหิมะที่ละลายและสายฝนในฤดูใบไม้ผลิไหลผ่านหุบเขารื่อเจ๋อเป็นชั้นลดหลั่นกินบริเวณกว้าง น้ำตกศรไผ่ที่เห็นนี้สูงประมาณเจ็ดเมตร
จิ่วไจ้โกว
พรรณไม้หยัดยืนต้านสายลมหนาวอยู่บนตอไม้ที่โผล่พ้นน้ำในทะเลสาบแพนด้า ขณะที่พุ่มไม้ซึ่งเปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงยืนต้านสายน้ำของน้ำตกชู่เจิ้ง คนตัดไม้ค้นพบแหล่งซุงชั้นเยี่ยมของภูมิภาคนี้ในทศวรรษ 1960 ภายหลังรัฐบาลจีนก็ตระหนักถึงความสูญเสียที่อาจเกิดตามมา จึงประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์
จิ่วไจ้โกว
อีกโฉมหน้าหนึ่งของแผ่นดินจีนซ่อนอยู่ในอ้อมกอดขุนเขาสูงตระหง่านแห่งมณฑลเสฉวนในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติจิ่วไจ้โกว ณ ที่แห่งนี้ พืชพรรณและสัตว์หายากยังมีแหล่งพักพิง ขณะที่นักท่องเที่ยวหลายล้านคนก็แวะเวียนมาเชยชมธารน้ำใสสีไพลินและมรกต ดินแดนแห่งนี้รอดพ้นจากเงื้อมมือแหล่งอุตสาหกรรมสกปรกที่กลืนกินผืนดินและสรรพชีวิตเบื้องล่าง

ถนนทอดขึ้นจากทางเข้าหุบผาที่ระดับความสูงราว 1,800 เมตร  ก่อนจะถึงทางแยกที่นั่วรื่อหลาง อันเป็นที่ตั้งของบรรดาร้านค้าและร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยว ปลายทางด้านซ้ายไปสิ้นสุดลงที่ทะเลสาบ ส่วนเส้นทางด้านขวาทอดไปบรรจบกับ “ป่าดึกดำบรรพ์” ตามคำบรรยายในแผ่นพับโฆษณา ป่าดึกดำบรรพ์ที่ว่านี้หมายถึงป่าไม้ที่ไม่ถูกพวกทำป่าไม้ตัดโค่นจนเหี้ยนเตียน ก่อนที่รัฐบาลจีนจะมองเห็นโอกาสในการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว เรื่องของเรื่องก็เพราะองค์การยูเนสโกเพิ่งประกาศให้เขตอนุรักษ์ธรรมชาติจิ่วไจ้โกวเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1992 หลังจากมีแนวโน้มว่าจะถูกพวกทำป่าไม้คุกคามจนเสื่อมสภาพ

จิ่วไจ้โกว
เขตอนุรักษ์ธรรมชาติจิ่วไจ้โกวบนชายขอบที่ราบสูงทิเบตพิทักษ์พื้นที่ 720 ตารางกิโลเมตร ที่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เรียกว่า “ป่าเขตอบอุ่นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดในโลก” ไว้

ชาวทิเบตในชุดพื้นเมืองขายของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆและโปสต์การ์ดอยู่ตรงสุดทางแยก ทะเลสาบน้อยใหญ่เรียงรายอยู่ตลอดเส้นทางที่รถโดยสารแล่นผ่าน ตั้งแต่ทะเลสาบระฆังทอง ทะเลสาบหญ้าทะเลสาบหาดมุก ทะเลสาบห้าบุปผาและสระห้าสี ไปจนถึงทะเลสาบทอประกาย ทะเลสาบพยัคฆ์ ทะเลสาบบอนไซ ทะเลสาบหงส์ทะเลสาบแรด ทะเลสาบมังกรคู่ ทะเลสาบอ้อ ทะเลสาบแพนด้าและทะเลสาบกระจก ความงามของหมู่เมฆ ทิวต้นเบิร์ช ต้นหลิวและต้นสน ตลอดจนสีแดงระเรื่อที่ทาบทาขุนเขาและเงื้อมผายามอาทิตย์อุทัยและอัสดง ปรากฏเป็นเงาสะท้อนอยู่บนผิวน้ำราวภาพฝัน แม้ชื่อวิลิศมาหราเหล่านี้จะฟังดูเหมือนคำขวัญโปรโมตการท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้วมีที่มาจากความเชื่อในพุทธศาสนาและศาสนาบอน (ศาสนาดั้งเดิมของชาวทิเบตก่อนหันมานับถือศาสนาพุทธ)

 

จิ่วไจ้โกว
สนไซเปรสเก่าแก่ยืนต้นอยู่กลางดงหิมะเหนืทะเลสาบที่กลายเป็นสีขาวโพลน ณ ระดับความสูง 3,000 เมตรบนเทือกเขาหมิ่น ขณะที่แสงตะวันแห่งคิมหันตฤดูทาบทาสายน้ำของน้ำตกหาดมุกที่สูงเท่ากับตึกสิบชั้น

จิ่วไจ้โกว

จิ่วไจ้โกว
ฟากฟ้าและผืนดินปรากฏอยู่ในเงาสะท้อนบนผิวน้ำของทะเลสาบห้าบุปผา สีระเรื่อที่เห็นเกิดจากแร่ที่ละลายและพรรณไม้น้ำชาวจีนเชื่อว่า ภูมิทัศน์เช่นนี้มีมนตร์สะกด ดังคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีที่ใดใต้หล้าจะเทียบเทียมจิ่วไจ้โกว”
จิ่วไจ้โกว
ทางเดินไม้ บันได และจุดชมวิว เชื่อมโยงเส้นทางรถโดยสารกับสถานที่ท่องเที่ยวชั้นเลิศอย่างน้ำตกหาดมุกเข้าด้วยกัน ในช่วงฤดูท่องเที่ยว จิ่วไจ้โกวล้นหลามไปด้วยผู้มาเยือนหลายพันคนที่แห่มาชมความงามของสรวงสวรรค์บนแดนดิน

หุบเขาน้อยใหญ่นามจิ่วไจ้โกวนี้เต็มไปด้วยทะเลสาบหลากสีสันท่ามกลางแอ่งที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง เดิมทีบริเวณนี้มีแพนด้าชุกชุม ทว่าทุกวันนี้กลับแทบไม่หลงเหลือให้เห็น  พื้นที่แถบนี้ยังเป็นถิ่นอาศัยของลิงจมูกเชิดสีทอง หมูหริ่ง แมวป่าลิงซ์ ชะมด แพนด้าแดงตัวจ้อย และลิงวอก  รัฐบาลจีนประกาศอย่างภาคภูมิว่า  แพนด้าเป็น“สมบัติของชาติ”  แต่ประชากรที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดกลับต้องพลัดถิ่นเพราะการตัดไม้ทำลายป่า ซ้ำร้ายในช่วงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ ป่าไผ่อันเป็นอาหารของมันยังยืนต้นตายหลังออกดอกอีกด้วย  ทุกวันนี้ แพนด้าที่เอนกายเคี้ยวกิ่งไผ่ตุ้ยๆไม่เพียงกลายเป็นสัญลักษณ์น่ารักน่าเอ็นดูในสายตานักอนุรักษ์ทั่วโลก แต่ยังเป็นสื่อแทนความพยายามในการอนุรักษ์ของประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตสุดขีดอย่างจีน

เรื่อง  เอ็ดเวิร์ด โฮกแลนด์

ภาพถ่าย  ไมเคิล ยามาชิตะ

 

อ่านเพิ่มเติม  บ้านดินถู่โหลวแห่งฝูเจี้ยน

 

เรื่องแนะนำ

สถานที่ยอดเยี่ยมสำหรับเยี่ยมชม ซากุระ ในสหรัฐอเมริกา

นี่คือเวลาและสถานที่สำหรับชมดอก ซากุระ สีชมพูและขาวอันแสนละเอียดอ่อนในสหรัฐฯ ตั้งแต่เริ่มมีการปลูกซากุระในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ทำให้เห็นว่าต้นซากุระปรับตัวตามฤดูกาลในสหรัฐอเมริกา เช่น Yoshino Kwanzan และ Akebono ถือเป็นปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของซากุระสีชมพูและสีขาว ซึ่งจะมีให้เห็นเพียงสองสัปดาห์ในแต่ละปี เมื่อซากุระที่ร่วงโรยลงคลุมพื้นล่างจนดูคล้ายหิมะปกคลุมตามพิ้นที่อุทยานฯ สวนสาธารณะ และเมืองต่างๆ เมื่อช่วงเทศกาลชมซากุระผ่านไป ความหนาวเย็นในฤดูหนาวจะค่อยๆ จางลง เพื่อต้อนรับเข้าสู่ฤดูร้อนอันแสนยาวนาน เทศกาลซากุระนานาชาติในสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นอย่างจริงจังในปี 1935 เพื่อแสดงถึงการให้เกียรติแก่ญี่ปุ่นที่ส่งต้นซากุระมาเป็นของขวัญเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีถึง 3,000 ต้น ในปี 1912 นอกจากนี้ การเฉลิมฉลองในประเพณีชมซากุระของสหรัฐอเมริกายังเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงสันติภาพและมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงต้นกำเนิดของการชมดอกซากุระ หรือที่เรียกว่าฮานามิ คือการเฉลิมฉลองภายใต้ต้นซากุระ เพื่อชมดอกซากุระบานสะพรั่ง โดยญี่ปุ่นได้จัดเทศกาลนี้ขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่แปด ซึ่งซากุระจะบานในระยะเวลาอันแสนสั้น การชมดอกซากุระยังสื่อให้เห็นถึงการอุปมาอุปไมยทางจิตวิญญาณเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ค่า การทำนายช่วงเวลาการผลิบานของดอกซากุระ ภายในหนึ่งสัปดาห์ ซากุระ จะบานสะพรั่งอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน ช่วงระยะเวลาสองวันสุดท้ายของสัปดาห์ซากุระจะค่อยๆ โรยรา การทำความเข้าใจกับการคาดการณ์ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะคุณสามารถเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเข้าร่วมงานเทศกาลชมความงามของธรรมชาติในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ เมืองหลวงอย่างวอชิงตัน ดี.ซี. ซากุระจะผลิบานในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคมและสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน ในนิวอิงแลนด์ ต้นซากุระจะบานสะพรั่งอีกครั้งใน 20 วันต่อมา ในส่วนของรัฐทางตอนใต้ เช่น จอร์เจีย […]

ความงดงามของเทศกาล ดิวาลี เทศกาลแห่งไฟ

ดิวาลี คือหนึ่งในเทศกาลของชาวฮินดูที่เลื่องชื่อ และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยว ในช่วงเวลาแห่งความชุลมุนวุ่นวายนี้ เราต่างก็ต้องการความเชื่อมั่นว่าความดีจะสยบความชั่วร้ายทั้งปวง เทศกาล ดิวาลี เป็นวันหยุดสำคัญของอินเดีย และมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ (ชมภาพความงามของเทศกาลดิวาลีจาก เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก) จุดกำเนิดของเทศกาลมีที่มาแตกต่างกันไปตามตำรา แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เป็นตำนานของพระราม เทพเจ้าองค์หนึ่งของฮินดู ปรากฏในบันทึกเรื่องรามายนะ เป็นเหตุการณ์ที่พระรามทรงยกทัพไปปราบทศกัณฑ์ และทรงได้รับชัยชนะกลับมา ดังความตอนหนึ่งว่า “ในที่สุด พระราม สีดา พระลักษณ์ และเหล่าขุนพลวานร เดินทางถึงกรุงอโยธยาในวันแรม 13 ค่ำ ของเดือนอัศวินันท์ตามปฏิทินจันทรคติฮินดูชนที่เรียกว่า “กฤษณปักษ์” โดยใช้เวลาเกือบ 3 สัปดาห์ ชาวเมืองดีใจสุดขีดต้อนรับเฉลิมฉลองโดยจุดประทัดปึงปังดังสนั่น และจุดเทียนสว่างไสวไปทั้งเมือง” นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงถึงพระลักษมี เทพเจ้าแห่งความร่ำรวย โชคดี และมั่งคั่ง แต่ทุกความแตกต่างของเทสกาลนี้ มีจุดร่วมทางสัญลักษณ์ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ชัยชนะของแสงสว่างเหนือความมืด ความรู้เหนือความเขลา และความดีเหนือความชั่วร้าย เทศกาลดิวาลีจัดขึ้นในช่วงปีใหม่ตามปฏิทินฮินดู คือเดือนแห่งอัศวินันท์ หรือกฤษณปักษ์ (ช่วงปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน) ประชาชนทั่วประเทศอินเดีย (และเนปาล) จะเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี (อีกชื่อหนึ่งคือ ดีปาวาลี […]

แสง สี เสียง ในเกาหลีเหนือ

รัฐบาลเปียงยาง ในเกาหลีเหนือ จัดการแสดงอันน่าตื่นตาโดยมีผู้แสดงหลายพันคน  ช่างภาพเรียนรู้ที่จะมองให้ไกลและลึกกว่าการแสดงนั้น กระทั่งด้วยมาตรฐานของเกาหลีเหนือ โชว์ปิดฉากงานฉลองครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งประเทศเมื่อปี 2018 ต้องถือเป็นการแสดงที่ชวนให้อ้าปากค้าง  นักเรียนนักศึกษาหลายพันคนถือคบเพลิงเดินสวนสนามเป็นระลอกไปรอบๆ จัตุรัสคิมอิลซุงประจำกรุงเปียงยาง ในเกาหลีเหนือ เปลวเพลิงไฟฟ้าบนยอดหอคอยชูเชส่องสว่าง ขณะที่เสียงร้องเพลงของเหล่ายุวชนและเสียงพลุดังก้องไปทั่วลานจัตุรัสอันใหญ่โตมโหฬาร การแสดงที่ใช้คนจำนวนมากเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผมบันทึกภาพในเกาหลีเหนือ ผมถ่ายภาพการแสดงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพราะความน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เพราะทำให้เข้าใจภาพลักษณ์ที่รัฐบาลอยากนำเสนอให้โลกเห็น นั่นคือภาพประเทศในอุดมคติ  ไร้สิ่งรกหูรกตา นำเสนอแต่สิ่งดีๆ สามัคคีปรองดอง และแข็งแกร่ง ชาวเกาหลีเหนือคาดหวังให้ช่างภาพเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อที่มีจุดมุ่งหมาย ไม่ใช่ช่างภาพข่าวที่มีสายตาชอบจับผิด นั่นทำให้การทำงานเป็นช่างภาพข่าวชาวต่างชาติในเกาหลีเหนือเป็นเรื่องท้าทาย ขณะอยู่ที่นั่น ผมมีมัคคุเทศก์ที่รัฐบาลจัดหาให้ตามไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา หน้าที่ของเขาคือคอยอำนวยความสะดวกให้ผมและจับตาดูความเคลื่อนไหวของผม ในการเดินทางครั้งแรกๆ ของผม ดูเหมือนชาวเกาหลีเหนือคาดหวังว่า ช่างภาพจากสหรัฐฯ ที่เป็นประเทศปรปักษ์อย่างผมจะตัดสินพวกเขาอย่างมีอคติ จงใจถ่ายภาพเพื่อทำให้พวกเขาดูเลวร้าย พวกเขาเฝ้ามองสิ่งที่ผมทำชนิดไม่ยอมให้คลาดสายตา  ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะใช้กล้องแบบพลิกแพลงมากขึ้นเพื่อจับภาพช่วงเวลาดิบๆ บ่อยครั้งผมเก็บภาพอย่างเร่งรีบ  โดยถ่ายขณะกล้องอยู่ตรงตำแหน่งสะโพก หรือถ่ายจากหน้าต่างรถบัสหรือรถยนต์ระหว่างทางไป หรือกลับจากงานที่มีกำหนดการล่วงหน้า  ภาพถ่ายที่น่าสนใจที่สุดเป็นเพียงภาพคนธรรมดาสามัญกำลังทำสิ่งธรรมดาสามัญ และการถ่ายภาพแนวแคนดิดนี้ก็ทำให้ผมเปิดหน้าต่างบานเล็กๆ เข้าสู่ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีเหนือได้ในที่สุด ผมเชื่อว่า พอเวลาผ่านไปมัคคุเทศก์ที่ทำงานกับผมเริ่มเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามทำ นั่นคือการให้มุมมองที่ซื่อสัตย์และยุติธรรมแก่ประเทศของพวกเขา  ไม่ว่าจะหยาบกระด้างหรือไร้การปรุงแต่งแค่ไหน ผมกำลังมองหาความเป็นสากล ชีวิตประจำวัน ผู้คนจริงๆ ที่มีชีวิตอยู่จริงๆ และควรค่าแก่การทำความเข้าใจ […]

ความงาม… ใต้โลกน้ำแข็ง ที่น้อยคนได้สัมผัส

การสำรวจชีวิตใต้ทวีปนํ้าแข็งซึ่งแทบไม่เคยมีใครทำมาก่อน เผยให้เห็นโลกหลากสีสันและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ที่ซึ่งเพนกวิน แมวน้ำ และสิ่งมีชีวิตแปลกตาอีกหลายชนิด เจริญงอกงามภายใน ใต้โลกน้ำแข็ง ในตอนเช้า เมื่อเราเดินเท้าจากดูมงดูร์วีล ซึ่งเป็นสถานีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศสบนชายฝั่งอะเดลีในแอนตาร์กติกาตะวันออก มาถึงจุดหมาย เราต้องกะเทาะชั้นนํ้าแข็งบางๆ ที่ก่อตัวขึ้นปิดปากหลุมที่เราเจาะไว้ เมื่อวันก่อน หลุมดังกล่าวเจาะลงไปจนทะลุชั้นแพนํ้าแข็งหนาสามเมตร กว้างพอให้คนคนหนึ่งสอดตัวลงไปได้เท่านั้น และเบื้องล่างคือทะเลเย็นเยียบ เราไม่เคยลองดำนํ้าลงทางปากหลุมแคบขนาดนี้มาก่อน และผมลงไป ใต้โลกน้ำแข็ง เป็นคนแรก ผมแทรกตัวลงไปตามหลุมอย่างทุลักทุเล และเมื่อลงไปสู่ท้องนํ้าเบื้องล่างได้ในที่สุด ผมก็หันกลับไปเห็นภาพที่ชวนให้ขนหัวลุก เมื่อปากหลุมเริ่มปิดตัวลงด้านหลังผม พื้นผิวที่อยู่ใต้นํ้าของนํ้าแข็งทะเลมีลักษณะเป็นนํ้าผสมเกล็ดนํ้าแข็งข้นหนา และการทิ้งตัวลงไปของผมก็ทำให้มันเคลื่อนตัวและไหลไปรวมกันที่ปากหลุม กว่าผมจะสอดแขนข้างหนึ่งเข้าไปในนํ้าแข็งเหลวข้นนี้ได้ มันก็ ไหลมารวมกันจนหนาเกือบหนึ่งเมตรแล้ว ผมคว้าเชือกนิรภัยและดึงตัวเองขึ้นไปทีละเซนติเมตร ในที่สุดมือของใครคนหนึ่งก็คว้ามือผมไว้ แล้วดึงผมขึ้นไปจนพ้นปากหลุม การดำนํ้าวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว แต่นั่นเป็นเพียง หนึ่งในการดำ 32 เที่ยวเท่านั้น ผมมาที่นี่พร้อมแวงซอง มูนีเยร์ ช่างภาพอีกคนหนึ่ง ตามคำเชื้อเชิญของลุก ชักเก นักสร้างภาพยนตร์ซึ่งกำลังถ่ายทำภาคต่อของภาพยนตร์สารคดีที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามเมื่อปี2005 เรื่อง เพนกวิน หัวใจจักรพรรดิ (March of the Penguins) ระหว่างที่ชักเกบันทึกเรื่องราวของเหล่าเพนกวินจักรพรรดิลงบนแผ่นฟิล์ม และมูนีเยร์ถ่ายภาพนิ่งของพวกมัน ทีมของผมจะบันทึกภาพชีวิตใต้นํ้าแข็งทะเลเอาไว้ ในช่วงฤดูหนาว นํ้าแข็งจะแผ่ขยายออกไปในทะเลบริเวณนี้ไกลถึง 100 กิโลเมตร […]