เทศกาล บั้งไฟ เมืองฝรั่ง - National Geographic Thaialnd

เทศกาลบั้งไฟเมืองฝรั่ง

เทศกาลบั้งไฟเมืองฝรั่ง

ความร้อนและฝุ่นดินที่ลอยหมุนวนเหนือพื้นดินแตกระแหงทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐเนวาดา ทำให้สัญญาณใดๆ ของชีวิตดูเหมือนภาพลวงตา ในฤดูใบไม้ร่วง ปี 2016 ช่างภาพ โรเบิร์ต โอเมอร็อด เลี้ยวออกนอกเส้นทางและมุ่งหน้าสู่ก้นทะเลสาบที่แห้งเหือดในทะเลทรายแบล็กร็อกเพื่อชมการปล่อยจรวด ตรงเส้นขอบฟ้า เขาพอจะมองเห็นรถอาร์วี (recreation vehicle: RV) จอดเรียงรายอยู่ลิบๆ ซึ่งเป็นของผู้มาร่วมเทศกาลปล่อยจรวดอันโด่งดัง

นับตั้งแต่ปี 1991 สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติหรือเอฟเอเอ (Federal Aviation Administration: FAA) อนุญาตให้สมาคมผู้ออกแบบและสร้างจรวดทริปโอลี (Tripoli Rocketry Association) ยิงจรวดขึ้นสู่ระดับความสูง 150 กิโลเมตรในงานนี้ นับเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ใครจะสามารถปล่อยจรวดขึ้นสู่ความสูงขนาดนี้ได้อย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย ดังนั้น เทศกาลนี้จึงดึงดูดผู้หลงใหลการออกแบบและสร้างจรวดเป็นงานอดิเรก 100 ถึง 200 รายให้มารวมตัวกันปีละครั้งเพื่อทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง

บั้งไฟ
ผู้เข้าแข่งขันมีจุดมุ่งหมายในการสร้างจรวดเพื่อให้พุ่งทะยานขึ้นไปสูงที่สุด โดยทิ้งเมฆหางเครื่องบินเป็นแนวเส้นตรง

วิศวกรคนหนึ่งติดตั้งกล้องโกโปร (GoPro) บนจรวดของเขา และอวดภาพที่ถ่ายได้จากท้องฟ้าให้โอเมอร็อดดู คนอื่นๆ ก็สร้างสรรค์ไม่แพ้กัน หนึ่งในนั้นมีจรวดรูปร่างคล้ายขวดเครื่องดื่มแบนๆ เสียงจากศูนย์ควบคุมและสั่งการนับถอยหลัง 5 4 3 2 1 จรวดพุ่งทะยานขึ้นไป และตกลงสู่พื้นโลกด้วยร่มที่ติดอยู่ หากไม่เกิดขัดข้องเสียก่อน

โอเมอร็อดสนใจเรื่องนักบินอวกาศและนิยายวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เดินทางออกนอกโลก “เมื่อมีผู้คนจำนวนน้อยนิดที่ได้เดินทางสู่อวกาศ แล้วคนอื่นๆ ที่มีความฝันแบบเดียวกันจะทำอย่างไรเล่า” เขาตั้งคำถาม แล้วเขาก็ได้คำตอบในเทศกาลปล่อยจรวดที่บ้านเกิดในสกอตแลนด์ พวกเขาทำความฝันในการท่องอวกาศกันบนพื้นโลก ไม่นานหลังจากนั้น เขาติดตามกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไปยังพื้นที่จำลองสภาพดาวอังคาร ในรัฐยูทาห์ ติดสอยห้อยตามกลุ่มล่าแสงเหนือไปยังชายฝั่งไอซ์แลนด์ เป้าหมายต่อไป เขาจะไปชมร่องรอยวงกลมบนพื้นที่เพาะปลูกในรัสเซีย และไปเยี่ยมนักบินอวกาศในอเมริกาใต้

เรื่อง นีนา สตรอคลิก

ภาพถ่าย โรเบิร์ต โอเมอร็อด

บั้งไฟ
นับตั้งแต่ปี 1991 ผู้หลงใหลงานอดิเรก นักวิทยาศาสตร์ และนักเรียน เช่น เจก วอร์ชอว์สกี วัย 13 ปีที่ถือจรวดชื่อ “กรีนแมชีน” และลีฟ เจอร์เว็ตสัน วัย 16 ปี พร้อมจรวดชื่อ “ไนกี สกา” มารวมตัวกันในทะเลทรายแบล็กร็อก เพื่อปล่อยจรวดที่พวกเขาออกแบบและสร้างขึ้นเอง
บั้งไฟ
ปีเตอร์ เทอนี ถือจรวดที่ประดิษฐ์โดยลูกชายชื่อ อะเลกซิส ผู้กำลังศึกษาในสาขาวิศวกรรมการบินอวกาศในแคลิฟอร์เนีย

 

อ่านเพิ่มเติม

โฮลี: เทศกาลแห่งสีสันแดนภารตะ

เรื่องแนะนำ

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและ ปาเลสไตน์

การโจมตีทางอากาศด้วยจรวดสู่ฉนวนกาซากว่า 600 ร้อยลูกเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักซึ่งคาดว่า ประชาชนชาว ปาเลสไตน์ เสียชีวิตแล้วอย่างน้อยสองร้อยราย ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่นานนับร้อยปี เพื่อแย่งชิงดินแดนอันศักสิทธิ์ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างความเป็นเจ้าของ จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง ปาเลสไตน์ ย้อนกลับไปในปี 1922 เมื่อจักรวรรดิออตโตมันพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ดินแดนที่พวกเขาเคยครอบครองได้ตกเป็นของอังกฤษ และถูกตั้งชื่อว่า ปาเลสไตน์  พื้นที่แห่งนี้มีนครเยรูซาเล็มที่เป็นเมืองศักสิทธิ์ของคนทั้งสามศาสนาได้แก่ยูดาห์ คริสต์ และอิสลาม อังกฤษที่เคยรับปากชาวยิวว่า หากช่วยพวกเขาชนะสงครามจะมอบดินแดนแห่งนี้ให้ และเมื่อชนะสงคราม อังกฤษได้ทำตามสัญญานั้น และชาวยิวจึงเดินทางอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งพันธสัญญานี้ ท่ามกลางความไม่พอใจของชาวปาเลสไตน์ ที่อาศัยอยู่มาก่อนแล้วในสมัยจักรวรรดิออตโตมันยังคงปกครองอยู่ นี่คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งของคนทั้งสองกลุ่ม ชาวยิวได้อ้างว่านี่คือแผ่นดินของพวกเขา ดินแดนที่พระเจ้าประทานให้ตามพระคัมภีร์ แต่ชาวปาเลสไตน์ที่เป็นชาวอาหรับก็โต้แย้งว่า นี่คือดินแดนของพวกเขาเช่นกัน ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่มานานหลายร้อยปีแล้ว เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการพูดคุย ความรุนแรงจึงเกิดขึ้น ทั้งสองกลุ่มจึงต่อสู้กันมาตลอดหลายสิบปีจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1939) ชาวยิวทั่วยุโรปได้หลบหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์จากนาซีและเดินทางสู่ดินแดนศักสิทธิ์แห่งนี้ การก่อตั้งประเทศอิสราเอล เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองจบลง องค์การสหประชาติ หรือยูเอ็น ถูกตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ และในปี 1947 ยูเอ็นได้มีมติให้แบ่งดินแดนปาเลสไตน์แห่งนี้ออกเป็นสองส่วนคือ หนึ่ง รัฐของชาวยิว และอีกส่วนคือรัฐของชาวอาหรับ อีกทั้งกำหนดด้วยว่า นครเยรูซาเล็มเป็นเมืองที่ไม่ตกอยู่ในความครอบครองใครไม่ว่าจะยิวหรืออาหรับ […]

มีอะไรอยู่ในตู้ยา… และตู้ยาบอกอะไรเราได้บ้าง

มีอะไรอยู่ในตู้ยา... และตู้ยาบอกอะไรเราได้บ้างเมื่อช่างภาพขอให้ผู้คนที่เขาพบเจอเปิดตู้ยาประจำบ้านให้ดูสิ่งที่เห็นอาจไม่ได้มีเพียงแค่หยูกยา

รายากับมังกรตัวสุดท้าย : ดิสนีย์นำเสนอความเป็นอาเซียนในแอนิเมชันอย่างไร

เป็นครั้งแรกที่ดิสนีย์ได้นำเสนอเรื่องราวของตัวละครเจ้าหญิงจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่าน รายา กับมังกรตัวสุดท้าย ทว่า ภาพยนตร์เรื่องสามารถแสดงออกถึงวัฒนธรรมจากภูมิภาคนี้ได้ดีเพียงใด เรื่องราวในดินแดนจินตนาการ การต่อสู้ฝ่าฝันอุปสรรคของตัวละครเอก เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนาในจิตใจ คือสูตรสำเร็จในการเล่าเรื่องของภาพยนตร์จากดิสนีย์หลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน บ่อยครั้งเช่นเดียวกันที่ดินแดนในจินตนาการเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาจากภูมิภาคหรือประเทศที่ใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงอย่าง ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้  (Moana) ที่เชื่อว่านำมาต้นแบบมาจากประเทศแถบหมู่เกาะในเขตโอเชียเนีย มหาสมุทรแปซิฟิก อะลาดิน จากภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือมู่หลาน ที่เชื่อว่าเป็นวีรสตรีต้นแบบจากประเทศจีนยุคโบราณ และหลังจากในรอบ 90 ปี การก่อตั้งสตูดิโอ ดิสนีย์ได้สร้างภาพยนตร์แอนิเมชันที่นำฉากหลังจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง  รายากับมังกรตัวสุดท้าย (Raya and the Last Dragon)  ที่ทางทีมผู้สร้างกล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากการได้เดินทางไปในภูมิภาคดังกล่าว รายากับมังกรตัวสุดท้าย เล่าเรื่องถึงนครสมมติที่ชื่อว่า คูมันตรา ที่ครั้งหนึ่งเป็นนครที่ทั้งมนุษย์และมังกรอยู่ร่วมกันเมื่อ 500 ปีก่อน โดยมังกรเป็นผู้ดูแลและดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์บนโลก จนกระทั่งมีปีศาจที่ชื่อว่า ‘ดรูน’ ที่มีลักษณะคล้ายหมอกควันเข้ามาทำร้ายมนุษย์ ทำให้เผ่าพันธุ์มังกรต้องเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องมนุษย์และโลกใบนี้ไว้ ทิ้งไว้เพียงอัญมณีมังกร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งพลังจากมังกรที่คอยปกปักโลกนี้เอาไว้เบื้องหลัง แต่ตามตำนาน ยังมีมังกรตัวสุดท้ายที่ชื่อว่า ซิซู ที่ยังคงหลับใหลและซ่อนตัวอยู่หลังจากเหตุการณ์เสียสละของเผ่าพันธุ์ครั้งนั้น ทว่าหลังจากนั้น ผู้คนในนครคูมันตราเกิดความขัดแย้งจนต้องแตกตัวเองออกเป็น 5 เผ่าใหญ่ และมีการแย่งชิงอัญมณีดังกล่าวซึ่งถูกเก็บรักษาไว้โดยเจ้าเมืองเบญจา เจ้าเมืองผู้มีความฝันว่าต้องการรวมผู้คนจาก 5 […]