- National Geographic Thailand

ดั่งพันธะสัญญาต่อมหาสมุทรของ Blancpain (บลองแปง) ที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมวันมหาสมุทรโลก หรือ World Oceans Day ในวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของมหาสมุทร และความจำเป็นของมษุษยชาติที่ต้องร่วมมือกันดูแลและปกป้องทรัพยากรทางทะเล ทั้งนี้ Blancpain ได้ประกาศความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ไปจนถึงศึกษา และอนุรักษ์มหาสมุทรผ่านแผนแม่บทที่มีชื่อว่า Blancpain Ocean Commitment หรือ BOC

ดั่งพันธะสัญญาต่อมหาสมุทรของ Blancpain (บลองแปง) ที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมวันมหาสมุทรโลก หรือ World Oceans Day ในวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของมหาสมุทร และความจำเป็นของมษุษยชาติที่ต้องร่วมมือกันดูแลและปกป้องทรัพยากรทางทะเล ทั้งนี้ Blancpain ได้ประกาศความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ไปจนถึงศึกษา และอนุรักษ์มหาสมุทรผ่านแผนแม่บทที่มีชื่อว่า Blancpain Ocean Commitment หรือ BOC

นาฬิการุ่น Blancpain Fifty Fathoms Automatique นาฬิกาดำน้ำระดับมืออาชีพที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นตำนานในปี 1953

Blancpain แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิสที่เก่าแก่ที่สุดในโลกพร้อมประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 287 ปี ผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาด้วยศาสตร์และศิลป์ในการประดิษฐ์ขั้นสูง เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่จุดที่ยังไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน และหนึ่งในนั้นคือผลงานระดับตำนานของ Blancpain ได้แก่ นาฬิกา Fifty Fathoms (ฟิฟตี้ ฟาธอมส์) นาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกของโลก ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์แห่งวงการขึ้นมาตั้งแต่เผยโฉมในปี 1953

“ด้วยประวัติศาสตร์ร่วม 70 ปีกับนาฬิกาดำน้ำรุ่น Fifty Fathoms ทำให้ Blancpain ไม่ได้มีเพียงความหลงใหล แต่เป็นพันธะสัญญาที่เรามีต่อมหาสมุทร” Marc A. Hayek ประธาน และ CEO ของ Blancpain กล่าว

ภาพจากภารกิจ Gombessa IV “700 Shark Into The Dark” ใน French Polynesia ที่ Blancpain ให้การสนับสนุนเพื่อศึกษาพฤติกรรมการล่าเหยื่อของปลาฉลามสีเทาร่วม 700 ตัว

ระหว่างเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ของ Fifty Fathoms ทางแบรนด์ได้ทำงานร่วมกับเหล่านักสำรวจ ช่างภาพ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และนักสิ่งแวดล้อม ผู้อนุรักษ์จักรวาลใต้น้ำอันล้ำค่า จากสายสัมพันธ์อันดีนั้นนำมาสู่การสนับสนุนการอนุรักษ์มหาสมุทรอย่างจริงจังและต่อเนื่องมากว่า 20 ปี

Blancpain ถือเป็นผู้สร้างสรรค์นาฬิกาหรูแบรนด์แรกๆ ที่ริเริ่มกิจกรรมซึ่งแบ่งปันความหลงใหลในการดำน้ำ การสำรวจ การค้นพบความงาม และความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศอันน่าทึ่งของโลกใต้สมุทร ผ่านโครงการสำรวจและอนุรักษ์ท้องทะเลทั่วโลกที่ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่ผู้คนมากมาย

ภาพการทำงานภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่าง Blancpain และ Oceana

Blancpain Ocean Commitment หรือ BOC คือแผนแม่บทที่ Blancpain ก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ รวมไปถึงสนับสนุนภารกิจสำรวจและอนุรักษ์มหาสมุทร ซึ่งทำงานร่วมกับพันธมิตรที่หลากหลายเพื่อผลักดันให้เกิดโครงการต่างๆ ขึ้นทั่วโลก เช่น โครงการสำรวจ The Pristine Seas ร่วมกับ National Geographic โครงการสำรวจ Gombessa ของ Laurent Ballesta ความร่วมมือกับ PADI® หรือสมาคมวิชาชีพครูสอนดำน้ำที่มีเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งตั้งเป้าหมายในการขยายพื้นที่คุ้มครองทางทะเล และการร่วมมือกับ Biopixel Oceans Foundation เพื่อสนับสนุนการวิจัยและนำเสนอนวัตกรรมการอนุรักษ์ทางทะเล เพื่อร่วมกันปกป้อง The Great Barrier Reef อัญมณีล้ำค่าแห่งธรรมชาติ เป็นต้น กิจกรรมสนับสนุนการสำรวจและอนุรักษ์ท้องทะเลมากมายเหล่านี้ ได้สร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และมีส่วนสำคัญในการขยายพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเพิ่มขึ้นทั่วโลกมากกว่า 4 ล้านตารางกิโลเมตร

Laurent Ballesta นักชีววิทยา และนักถ่ายภาพทางทะเล ที่ Blancpain ให้การสนับสนุน

Blancpain มีความเชื่อว่าเราไม่อาจรักในสิ่งที่เราไม่รู้จักได้ และเราก็ไม่อาจปกป้องสิ่งที่เราไม่รักได้ การสำรวจโลกใต้ทะเลจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เราต้องสร้างความตระหนักรู้ให้กว้างออกไป โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาพอันงดงามและเรื่องราวน่าทึ่งจะทำให้ผู้คนหลงรักมหาสมุทร ให้ความเคารพต่อธรรมชาติ และหันมาปกป้องมหาสมุทรในที่สุด

Blancpain ร่วมมือกับ Biopixel Oceans Foundation และ Biopixel ในการสนับสนุนการวิจัยเพื่ออนุรักษ์ The Great Barrier Reef และสร้างการรับรู้สู่สาธารณชนช่วงต้นปี 2022

วันมหาสมุทรโลกจึงถือเป็นวันสำคัญสำหรับ Blancpain และเหล่าผู้รักท้องทะเล เพราะเป็นการย้ำเตือนถึงทุกการกระทำของเราทั้งที่มีผลกระทบและมีส่วนช่วยคงความสมบูรณ์แก่มหาสมุทร รวมถึงโลกใบนี้

รู้จัก Blancpain Ocean Commitment เพิ่มเติมได้ที่ https://www.blancpain-ocean-commitment.com

เรื่องแนะนำ

ใครจะรอด ใครจะไป

เรื่อง เจนนิเฟอร์ เอส. ฮอลแลนด์ ภาพถ่าย โจเอล ซาโทรี สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง นั่นคือความจริงของธรรมชาติ แต่ภูมิอากาศโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จนกระทั่งอาจพลิกโฉมหน้าของผืนดินและท้องทะเล  และส่งผลกระทบต่อสรรพชีวิต “จะมีสิ่งมีชีวิตส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งเสมอที่อยู่รอดและได้ประโยชน์จากสภาพการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อนข้างฉับพลันครับ” ทอมัส เลิฟจอย นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์ประจำมหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน และภาคีสมาชิกของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าวและเสริมว่า “แต่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะตกที่นั่งลำบาก” ถ้าไม่ถึงกับล้มหายตายจากไป อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากก๊าซเรือนกระจกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการนี้เท่านั้น ก่อนจะตามมาด้วยสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว  (รวมถึงภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน) ฤดูผสมพันธุ์และฤดูอพยพที่เปลี่ยนแปลงไป แหล่งอาหารไม่แน่นอน รูปแบบโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และระดับทะเลสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆอีกมากมาย และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลดีกับสิ่งมีชีวิตบางจำพวกเป็นต้นว่าฤดูใบไม้ผลิที่ยาวนานกว่าเดิมส่งผลให้มีอาหาร มากขึ้น สภาพแวดล้อมบางอย่างอาจเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัย  และการอพยพย้ายถิ่นอันเหนื่อยยาก อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ขณะที่การเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็อาจเผชิญกับขีดจำกัดครั้งใหม่และตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปปรากฏเด่นชัดในปัจจุบัน “ไม่มีทางหวนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้วครับ” เจมส์ วัตสัน จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโครงกรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (World Conservation Society) กล่าวและเสริมว่า “ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป” สัตว์ป่าที่เคยใช้ชีวิตอย่างปกติสุขท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างแน่นอนในช่วง 10,000 ปีที่ผ่านมากำลังถูกกดดันและทดสอบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การคาดการณ์ของเราว่า  […]

นักท่องทะเลแห่งมหาสมุทรอินเดีย

ที่มัลดีฟส์ ยังเป็นเรื่องปกติที่พ่อพาลูกออกทะเลไปด้วยกันเพื่อเรียนรู้การจับปลาตั้งแต่ยังเล็ก  ถึงทุกวันนี้ เด็กชายส่วนใหญ่จับปลาเป็นก็จากการถ่ายทอดของคนรุ่นพ่อ

ฉลามแห่งตำนานเรืออัปปาง

เรื่อง เกลนน์ ฮอดเจส ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี ครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่า ฉลามครีบด่างเป็นฉลามในทะเลเปิดที่มีจำนวนมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก หนังสือที่ได้รับการยอมรับชื่อ ธรรมชาติวิทยาของฉลาม (The Natural History of Sharks) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1969 ยังบรรยายว่า  พวกมัน “อาจเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก  คำว่าขนาดใหญ่หมายถึงมีน้ำหนักมากกว่า 45 กิโลกรัม” ฉลามครีบด่างปัจจุบันแทบสูญพันธุ์ไปเพราะการประมงเชิงพาณิชย์และการค้าหูฉลาม ขณะที่วงการวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจพวกมันน้อยอย่างน่าประหลาด ซ้ำร้ายสาธารณชนยังห่วงใยฉลามชนิดนี้น้อยกว่าเสียอีก “เราทำลายล้างฉลามชนิดนี้ทั่วโลกเลยครับ” เดเมียน แชปแมน หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ศึกษาฉลามชนิดนี้ กล่าว “แต่พอผมเอ่ยถึง ‘ฉลามครีบด่าง’ คนจำนวนมากกลับไม่รู้ว่าผมพูดถึงอะไร” ถ้าคุณเคยชมภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส คุณจะรู้จักฉลามครีบด่างอยู่บ้าง มันน่าจะเป็นฉลามชนิดหลักที่โจมตีลูกเรือ ยู.เอส.เอส. อินเดียแนโพลิส หลังจากถูกเรือดำน้ำญี่ปุ่นโจมตีจนอับปางในช่วงท้ายๆของสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างภาพเชิงลบในสายตาคนรุ่นหลังผ่านคำพูดของตัวละครอย่างกัปตันควินต์  ผู้บอกเล่าประสบการณ์การรอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น คำบอกเล่าช่วงท้ายๆสรุปว่า “มีคน 1,100 คนลอยคออยู่ในน้ำ ในจำนวนนี้รอดชีวิตมาได้ 316 คน ที่เหลือตกเป็นเหยื่อฉลาม” อย่างไรก็ดี เรื่องที่ควินต์เล่ามีปัญหาคือ แม้จะมีความถูกต้องตามข้อเท็จจริงอยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับประสบการณ์ของลูกเรือ […]

ภาพนี้ต้องขยาย : งานนี้ต้องไต่เต้า

ภาพโดย มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์ เรือท้องแบนหนึ่งลำ “บรรทุกสินค้าได้หลายตัน” คือข้อความตอนหนึ่งจากสารคดีเรื่องสิงคโปร์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1938 ซึ่งภาพนี้น่าจะถ่ายเพื่อประกอบสารคดีเรื่องดังกล่าว “ทั่วลำน้ำสีคล้ำของแม่น้ำสิงคโปร์ เรือน้อยใหญ่ แล่นเข้าสู่ใจกลางมหานครสมัยใหม่แห่งนี้ เฉกเช่นที่เคยเป็นมา ตั้งแต่ยุคการปฏิวัติอุสาหกรรม” ภาพอาคารฟุลเลอร์ตันซึ่งปัจจุบันเป็นโรงแรมหรูหราที่เห็นอยู่นี้ถ่ายจากท่าเรือคลิฟฟอร์ดในสิงคโปร์ แต่หากขยายภาพไปตรงกลาของขอบถนนจะเห็นลูกเรือคนหนึ่งกำลังปีนขึ้นจากเรือข้ามกำแพงเขื่อนเข้าสู่ย่านใจกลางเมือง