ถ้าไม่ทิ้งขว้าง ก็มีเหลือเฟือ - National Geographic Thailand

ถ้าไม่ทิ้งขว้าง ก็มีเหลือเฟือ

เรื่อง เอลิซาเบท รอยต์
ภาพถ่าย ไบรอัน ฟิงก์

การทิ้งอาหารถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม   ทั่วโลกมีคนต้องทนทุกข์จากความหิวโหยอยู่เกือบ 800 ล้านคน ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติหรือเอฟเอโอระบุว่า  โลกทิ้งอาหารรวมกันถึงปีละ 1,300 ล้านตัน อาหารเหลือทิ้งซึ่งเท่ากับราวหนึ่งในสามของปริมาณที่โลกผลิตได้หายไปไหนกัน  ในประเทศกำลังพัฒนา อาหารปริมาณมากสูญเสียไปหลังการเก็บเกี่ยว เนื่องจากขาดแคลนโรงเก็บผลผลิตและถนนหนทางที่ดี  ตลอดจนไม่ได้ถนอมอาหารด้วยการแช่เย็น ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้ว การทิ้งอาหารเกิดขึ้นในช่วงท้ายๆของห่วงโซ่อุปทาน เมื่อผู้ค้าปลีกสั่งซื้อพืชผลหรือผลิตภัณฑ์อาหารมากเกินไป  และเมื่อผู้บริโภคไม่สนใจอาหารเหลือค้างที่ซุกอยู่ในตู้เย็นหรือโยนอาหารที่เน่าเสียได้ทิ้งไปก่อนหมดอายุ

การทิ้งอาหารยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การผลิตอาหารที่ไม่มีใครกิน ล้วนแล้วแต่ทำให้สิ้นเปลืองน้ำ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ เชื้อเพลิง และผืนดินสำหรับเพาะปลูก ในแต่ละปี การผลิตอาหารที่ไม่มีใครกินใช้น้ำรวมกันทั่วโลกเท่ากับปริมาณน้ำที่ไหลตลอดทั้งปีของแม่น้ำวอลกา ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีปริมาณน้ำมากที่สุดในยุโรป ตัวเลขน่าตระหนกนี้ยังไม่รวมการสูญเสียที่เกิดจากเรือกสวนไร่นา เรือประมง และโรงฆ่าสัตว์ ทริสแทรม สจวร์ต ผู้จัดการขององค์กรฟีดแบ็ก (Feedback) ที่รณรงค์ต่อต้านการทิ้งอาหาร กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง ความสูญเปล่า: เปิดโปงเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับอาหารทั่วโลก (Waste: Uncovering the Global Food Scandal) ว่า ในโลกที่มีทรัพยากรจำกัด ขณะที่จำนวนประชากรคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยสองพันล้านคนเมื่อถึงปี 2050 ความฟุ่มเฟือยเช่นนี้เป็นเรื่องน่ารังเกียจ

ที่งานเลี้ยงในกรุงปารีส เชฟเคี่ยวผักไม่ได้มาตรฐานความสดสวยซึ่งได้มาจากการรวบรวมหรือรับบริจาค ให้เป็นแกงสำหรับเลี้ยงผู้รณรงค์ต่อต้านการทิ้งอาหารให้สูญเปล่า 6,100 คน

ห่างจากกรุงลิมา ประเทศเปรู ไปทางเหนือ 80 กิโลเมตร ในเมืองเกษตรกรรมชื่ออัวราล สจวร์ตนั่งจิบน้ำส้มซะสึมะคั้นสดๆอยู่กับลูอิส การีบัลดี เจ้าของสวนฟุนโดมารีอาลุยซา ซึ่งเป็นสวนส้มแมนดารินขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ สจวร์ตถามว่า คุณส่งออกส้มมากเท่าไร ต้องคัดออกมากน้อยแค่ไหน เพราะอะไร แล้วคุณนำส้มที่คัดออกไปทำอะไร การีบัลดีตอบว่า ผลผลิตของเขาร้อยละ 70 ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปและอเมริกาเหนือ  แต่อีกร้อยละ 30 ไม่ได้ขนาด สี หรือความหวานตามต้องการ หรืออาจมีตำหนิ รอยแผล รอยข่วน ถูกแดดเผา มีเชื้อราหรือแมลงกัดกิน ผลผลิตที่คัดออกส่วนใหญ่ส่งไปขายยังตลาดภายในประเทศ ซึ่งทำรายได้ให้เขาเพียงหนึ่งในสามของราคาผลผลิตส่งออก

มาตรฐานการคัดเกรด ทั้งที่ถูกบีบจากอุตสาหกรรมและจากความสมัครใจของเกษตรกรเอง เป็นสิ่งที่กำหนด ขึ้นมานานแล้ว  เพื่อเป็นภาษาร่วมระหว่างผู้ปลูกกับผู้ซื้อในการประเมินผลผลิตและไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แน่นอนว่าซูเปอร์มาร์เก็ตมีอิสระที่จะกำหนดมาตรฐานของตัวเองเสมอมา แต่ช่วงปีหลังๆมานี้ ผู้ค้าระดับตลาดบนเริ่มบริหารจัดการแผนกพืชผักสดราวกับเป็นการประกวดนางงาม “นี่เป็นเรื่องของคุณภาพและรูปลักษณ์สินค้าล้วนๆครับ” ริก สไตน์ รองประธานฝ่ายอาหารสดของสถาบันการตลาดด้านอาหาร (Food Marketing Institute) บอก “และรูปลักษณ์ที่ดีที่สุดของสินค้าเท่านั้นที่จะจูงใจให้ลูกค้าควักกระเป๋าซื้อ” ส่วนผลผลิตที่ไม่มีผู้ซื้อจะนำไปบริจาคให้โรงอาหารของโบสถ์หรือ องค์กรการกุศล หรือหั่นแล้วนำไปทำอาหารสำเร็จรูปขายในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือขายตามสลัดบาร์  สจวร์ตชื่นชมการรณรงค์ของซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งในสหรัฐฯและสหภาพยุโรปเมื่อไม่นานมานี้ ที่ขายผลผลิต “ไม่สวย” ในราคาถูกลง แต่เขาอยากให้มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบมากกว่า “จะดีกว่ามากครับ ถ้าเพียงแต่ผ่อนคลายมาตรฐานลง” เขาว่า

ในไร่แห่งหนึ่งใกล้เมืองอาปาร์ตาโด ประเทศโคลอมเบีย ทริสแทรม สจวร์ต นักรณรงค์ต่อต้านการทิ้งอาหารให้ สูญเปล่า ตรวจสอบผลกล้วยที่สั้นไป ยาวไป หรือโค้งงอเกินไปสำหรับตลาดยุโรป

ความกังวลของรัฐบาลนานาประเทศว่าจะหาอาหารมาเลี้ยงดูผู้คนกว่าเก้าพันล้านคนเมื่อถึงปี 2050 ได้อย่างไร ทำให้มีหลายเสียงเรียกร้องให้เพิ่มการผลิตอาหารของโลกขึ้นอีกร้อยละ 70 ถึง 100 ทว่าขณะนี้เกษตรกรรมเป็นหนึ่งในตัวการใหญ่ที่สุดที่คุกคามสุขภาวะของโลกอยู่แล้ว โดยดึงน้ำจืดในโลกไปใช้ถึงร้อยละ 70 ทำให้มีการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลกร้อยละ 80 และก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากน้ำมือมนุษย์ร้อยละ 30 ถึง 35 มิหนำซ้ำ ขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หันมานิยมบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งต้องใช้ธัญพืชและทรัพยากรอื่นๆปริมาณมหาศาลเพื่อให้ได้อาหารที่ให้พลังงานค่อนข้างน้อย ความสูญเสียย่อมมีแต่จะรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพื้นที่ป่าให้เป็นไร่นาเพิ่มขึ้น ถ้าเราลดการทิ้งอาหารลงให้มาก เปลี่ยนมากินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมให้น้อยลง ลดการเปลี่ยนพืชอาหารเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ และเพิ่มผลผลิตในพื้นที่ที่มีผลิตภาพ (productivity) ต่ำกว่าที่ควร เราอาจมีอาหารที่ดีต่อสุขภาพสำหรับเลี้ยงดูผู้คนมากกว่าเก้าพันล้านคน โดยไม่ต้องทำลายป่าดิบชื้น ถางทุ่งหญ้า หรือขจัดพื้นที่ชุ่มน้ำเพิ่มขึ้นเลย

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลกซ่อนเร้นของเปรู

เรื่อง เอมมา แมร์ริส ภาพถ่าย ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์ เอลิอัส มาชีปังโก ชูเวรีเรนี คว้าธนูและลูกธนูที่ทำจากไม้ไผ่เหลาแหลมขึ้นมา  เราจะออกล่าลิงในอุทยานแห่งชาติมานูของเปรู ป่าดิบชื้นผืนใหญ่ที่ได้รับการคุ้มครองและพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การล่านี้ถูกกฎหมาย เอลิอัสเป็นชนพื้นเมืองเผ่ามาชีเกงคา เผ่าที่มีประชากรไม่ถึงหนึ่งพันคนซึ่งดำรงชีวิตอยู่ในอุทยาน โดยส่วนใหญ่อยู่ตามริมแม่น้ำมานูและลำน้ำสาขา  ชนพื้นเมืองที่นี่ทุกเผ่ามีสิทธิ์เก็บพืชพรรณและล่าสัตว์ป่ามาใช้ประโยชน์ แต่ห้ามนำทรัพยากรในอุทยานไปขายถ้าไม่ได้รับอนุญาต  และห้ามใช้ปืนล่าสัตว์ พวกเขาเรียกขานกันด้วยชื่อต้น เอลิอัสกับภรรยาปลูกฝ้ายและพืชผลอื่นๆในลานเล็กๆริมแม่น้ำโยมีบาโต ลูกๆของพวกเขาเก็บผลไม้และพืชสมุนไพร เอลิอัสจับปลาตัดไม้ และล่าสัตว์ โดยเฉพาะลิงแมงมุมและลิงขนปุย อันเป็นอาหารโปรดของชาวมาชีเกงคา สรรพสิ่งดำเนินเช่นนี้มาช้านาน แต่ประชากรชนเผ่ามาชีเกงคากำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้นักชีววิทยาที่รักอุทยาน   เริ่มวิตกว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาเริ่มใช้ปืน ฝูงลิงจะอยู่รอดหรือไม่ และหากไม่ได้ลิงเหล่านี้ช่วยแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ระหว่างที่มันตระเวนหากินไปทั่วผืนป่าแล้ว สภาพป่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ขณะที่ป่านอกอุทยานเริ่มแหว่งเว้าขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ การทำเหมือง และการตัดไม้ การปกป้องอุทยานก็ทวีความสำคัญยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับคำถามที่ว่า การมีคนอยู่ในอุทยานส่งผลดีหรือผลเสียต่ออุทยานกันแน่ และการมีอุทยานส่งผลดีต่อชีวิตพวกเขาหรือไม่ เอลิอัสวัย 53 ปี มีผมหยักศกสีดำและสายตาเข้มลึก เขาสวมเสื้อฟุตบอลสีเขียว กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะที่ทำจากยางรถเก่าๆ เราเดินตัดทุ่งเข้าป่า โดยมีทาเลียกับมาร์ติน ลูกสาวและลูกเขยของเขา กับหลานปู่วัยรุ่นอีกคนติดตามไปด้วย […]

หมึกสาย: นักมายากลแปดหนวด

พวกมันคือสัตว์แปลกประหลาดเลือดสีน้ำเงินที่ดูเหมือนมาจากนอกโลก ทว่าแม้ไม่มีกระดูกสันหลัง หมึกสายเฉลียวฉลาดและเคลื่อนไหวคล่องแคล่วอย่างน่าทึ่ง

“ ก่อนหมดสิ้น .. สับขาลาย ”

“         หากไม่เปิดเปลือยจะไม่รู้ว่ามีความงามใดซ่อนอยู่   .. หากไม่สังเกต อาจหลงเข้าใจว่าบุรุษนุ่งเตี่ยว ยืนกลางลำธารใสเย็น .. ” ผมเดินทางมาที่ “อมก๋อย” อำเภอริมสุดด้านใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วย “ความเชื่อ”  จากพื้นราบ สู่เส้นทางคดโค้ง หลายสิบยอดดอย หลายสิบหย่อมชุมชน ของชาวกะเหรี่ยง 2 กลุ่มใหญ่ ที่ตั้งถิ่นฐานมายาวนาน หวังทำความเข้าใจ ใน “คติความเชื่อ” ใน “ราก” ทางความคิด ใน “ศิลปะเฉพาะ” ที่กำลังจะสาบสูญในอีกไม่กี่สิบปี .. ในอดีตทุกชุมชนในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง “บุรุษ” เมื่อย่างเข้าสู่วัยฉกรรจ์ ทุกคนล้วนอยากเป็นส่วนหนึ่ง ในการสืบทอดลวดลายโบราณที่มีแบบแผนคล้ายคลึงจากรุ่นสู่รุ่น หากต้องอดทนต่อความเจ็บปวด ที่อาจต้องแลกด้วยชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในทุกสิบคนจะมีคนเสียชีวิตสองถึงสามคนเสมอ แต่คนส่วนใหญ่ถือว่าคุ้มค่า เป็นความภาคภูมิใจที่จะปรากฏอยู่บนเรือนร่าง และคงอยู่ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต สิ่งนี้คือความงามรูปแบบเฉพาะ ถือเป็นตัวแทนของศิลปะบนเรือนร่างของชายชาวกะเหรี่ยง เราเรียกสิ่งนี้ว่า “หมึกขาลาย” หรือ “การสับขาลาย” คือ การสักจากใต้หัวเข่าขึ้นมาจนถึงบริเวณเอวเหนือสะดือ ขาทั้งสองข้างมีกรอบสี่เหลี่ยมหรือกรอบวงกลมเว้นช่องว่างให้เห็นเนื้อหนังบางส่วน ภายในเป็นภาพสัตว์ต่างๆ หมึกดำทึบที่ใช้ มีส่วนผสมจากดีของสัตว์หลายชนิดผสมร่วมกับว่าน ปัจจุบันความภาคภูมิใจเหล่านี้กลายเป็นเพียงสิ่งตกค้างจากวันเวลา […]

มองใหม่เรื่องเพศสภาพ

ผู้คนรุ่นใหม่กำลังตั้งคำถามถึงการแบ่งเพศสภาพในปัจจุบัน พวกเขาพบว่าเพศเป็นสิ่งที่ลื่นไหลไปมาได้ และไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่สอง