ความตายหาใช่การลาจาก ประเพณีแปลก เก็บศพไว้ในบ้าน

ความตายหาใช่การลาจาก ประเพณีแปลก เก็บศพไว้ในบ้าน

ความตายหาใช่การลาจาก ประเพณีแปลก เก็บศพไว้ในบ้าน

ค่ำคืนวันหนึ่ง เอลิซาเบท รันเต ดึงม่านสีทองให้พ้นจากประตูทางเข้า เราทุกคนก้าวเข้าไปในห้อง เธอกระซิบบอกสามีว่า “พ่อ..พ่อ เรามีแขกจากแดนไกลจ้ะ” ด้านหลังเรา เจมีผู้เป็นลูกชายคนรอง ถือถาดเข้ามาแล้วเดินเงียบกริบเข้าไปหาพ่อ “พ่อครับ นี่ข้าว ปลา และพริกนะครับ” เขาบอก

ขณะที่เราเดินกลับออกมาจากห้องอย่างเงียบๆ เอลิซาเบทพูดเบาๆ ว่า “ตื่นเถอะจ้ะพ่อ ได้เวลามื้อเย็นแล้ว” ฉันเหลียวหลังกลับไป เมื่อได้ยินยอกเก ลูกชายคนโตอธิบายให้ผู้เป็นพ่อฟังว่า “เธอมาขอถ่ายรูปพ่อนะครับ”

นี่เป็นภาพกินใจของครอบครัวที่จะเกิดขึ้น ณ ที่ใดก็ได้บนโลก เว้นเสียแต่ว่า สามีของเอลิซาเบท อดีตเสมียนสำนักทะเบียนสมรสของเมือง เสียชีวิตมาแล้วเกือบสองสัปดาห์แล้ว ภายในบ้านคอนกรีตของครอบครัวผู้เป็นที่นับหน้าถือตาและมั่งคั่งนี้ เปตรุส ซัมเป นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ มีผ้าห่มคลุมร่างจนถึงคาง

ภายในบ้านย่านชานเมืองรันเตปาโอบนที่ราบสูงอันห่างไกลของเกาะซูลาเวซี ประเทศอินโดนีเซีย เปตรุสจะนอนอยู่บนเตียงนี้ไปอีกหลายวัน ภรรยาและลูกๆ จะพูดกับเขาขณะนำอาหารมาให้วันละสี่มื้อ ยอกเกบอกว่า “เราทำอย่างนี้เพราะเรารักและเคารพพ่อมากครับ” การฉีดฟอร์มาลิน (ฟอร์มาลดีไฮด์ผสมน้ำ) หลังคนผู้นั้นเสียชีวิตไม่นานจะช่วยรักษาร่างไม่ให้เน่าเปื่อย ไม่นานศพจะแห้งและคงรูป

ประเพณีเก็บศพไว้ในบ้าน, อินโดนีเซีย
บาร์โตโลเมอุส บุงงา บุตรชาย ยกร่างคริสตีนา บันเน ผู้เป็นแม่ที่เสียชีวิตลงเมื่อปี 2011 ขึ้น ขณะที่เจร์รี ปูตรา บุงงา ผู้เป็นหลานชาย โพสท่าถ่ายภาพ ชาวโตราจันกว่าครึ่งอาศัยอยู่ที่อื่น พิธีศพจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง

สี่วันต่อมา หลังการบรรเลงดนตรีแสดงความเคารพต่อผู้วายชนม์ การประกอบพิธีทางศาสนาคริสต์ และการเลี้ยงอาหารเย็นแขกเหรื่อกว่าร้อยคน  สมาชิกในครอบครัวช่วยกันยกร่างเปตรุสบรรจุในโลง ช่างภาพวิดีโอบันทึกภาพไว้ หลังจากนั้น เปตรุสจะยังอยู่ที่บ้านไปจนกว่าจะถึงพิธีศพในเดือนธันวาคมหรืออีกสี่เดือนข้างหน้า  ภรรยากับลูกๆ จะเรียกเขาว่า โตมากูลา ซึ่งแปลว่าผู้ป่วย จนถึงวันฝัง  “เราเชื่อว่าแม้พ่อจะเป็นโตมากูลา แต่วิญญาณของพ่อยังอยู่ในบ้านครับ” ยอกเกบอก

ชาวโตราจันซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในแถบนี้มองว่า การตายไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เป็นจุดสิ้นสุด และรุนแรงเหมือนทรรศนะของชาวตะวันตก  หากเป็นเพียงอีกก้าวหนึ่งของกระบวนการอันยาวนานและค่อยเป็นค่อยไป จะมีการดูแลผู้เป็นที่รักที่จากไปอยู่ที่บ้านนานหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรืออาจหลายปีหลังเสียชีวิตลง พิธีศพมักเลื่อนออกไปจนกว่าญาติที่อยู่ห่างไกลจะมากันครบ พิธีศพอันยิ่งใหญ่ที่สุดกินเวลานับสัปดาห์ และชักนำชาวโตราจันให้พร้อมใจกันกลับบ้าน  ไม่ว่าพวกเขาจะจากไปอยู่ ณ แห่งหนใดในโลกก็ตาม เมื่อขบวนจักรยานยนต์และรถยนต์นับร้อยคันหรือมากกว่านั้นแล่นผ่ากลางเมืองเพื่อนำศพจากแดนไกลกลับบ้าน การจราจรจะหยุดนิ่ง ณ ที่นี้ความตายยิ่งใหญ่กว่าชีวิต

ใช่ว่าชาวโตราจันจะปฏิเสธการรักษาทางการแพทย์เมื่อตกอยู่ในสภาพหมิ่นเหม่ต่อชีวิต และใช่ว่าพวกเขาจะไม่เศร้าโศกเมื่อสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก แต่แทนที่จะผลักไสความตายออกห่างตัว เกือบทุกคนที่นี่กลับเชื่อว่า ความตายเป็นศูนย์กลางของชีวิต ชาวโตราจันเชื่อว่า คนเราไม่ได้สิ้นชีวิตลงจริงๆ เมื่อตายไป ความผูกพันลึกซึ้งระหว่างกันยังคงอยู่ต่อไปอีกนานหลังจากนั้น  ความตายไม่ได้เป็นการตัดขาด แต่เป็นเพียงความเชื่อมโยงอีกรูปแบบหนึ่ง ชาวโตราจันทางเหนือบางคนยังนำร่างของญาติขึ้นจากหลุมมาเปลี่ยนเสื้อผ้าและผ้าห่อศพให้ใหม่เป็นครั้งคราวด้วยซ้ำไป

การฆ่าควายเซ่นสังเวยในพิธีศพของชาวโตราจา อินโดนีเซีย
ควายในโตราจาเลี้ยงไว้เพื่อเซ่นสังเวย ก่อนจะถึงวันนั้น เด็กชาย (บางทีก็เป็นเด็กหญิง) จะเลี้ยงดูมันด้วยความรักและความภูมิใจไม่ต่างจากที่ปฏิบัติต่อม้าตัวงามหรือรถยนต์ราคาแพง ในพิธีศพ มันจะถูกฆ่าด้วยการสับมีดพร้าลงตรงหลอดเลือดดำใหญ่ที่คอ จำนวนควายที่ถูกฆ่าบ่งบอกถึงฐานะและความนับหน้าถือตาของเจ้าภาพ

ฉันเดินทางอย่างทุลักทุเลมาถึงโตราจา ดินแดนซึ่งปัจจุบันคือจังหวัดโตราจาอูตาราและตานาโตราจา  หลังจากเขียนและพูดถึงความตายในวิถีอเมริกันอยู่หลายปี วิถีที่ว่านี้ยกย่องชื่นชมยารักษาโรค แต่เกรงกลัวความตาย ทั้งยังถือว่าความตายคือความล้มเหลวทางเทคโนโลยีหรือไม่ก็การยอมแพ้ ความคิดเช่นนี้ทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เสียชีวิตตามสถานพยาบาลทั้งๆ ที่ส่วนมากอยากจากไปอย่างสงบที่บ้าน หลังจากเทอเรนซ์ สามีของฉัน เสียชีวิต ฉันจึงเริ่มมองหาทางเลือกอื่นๆ และมาที่นี่เพื่อศึกษาวัฒนธรรมที่สุดโต่ง ทว่าเป็นไปในทางตรงข้าม

การแสวงหาของฉันมีข้อจำกัดอย่างเห็นได้ชัด  พวกเราในตะวันตกคงไม่นำวิถีปฏิบัติอย่างการนำอาหารมาให้ผู้ตาย การเก็บร่างผู้ตายไว้ในบ้าน และการเปิดโลงศพมาใช้ กระนั้น ฉันอดคิดไม่ได้ว่า  จังหวะเวลาที่ค่อยเป็นค่อยไปในการปฏิบัติต่อความตายของชาวโตราจันสอดคล้องกับความทุกข์โศกของคนเรา มากกว่าพิธีกรรมที่รวบรัดกว่าของเราหรือไม่

เรื่อง อะแมนดา เบนเนตต์

ภาพถ่าย ไบรอัน เลห์มานน์

 

อ่านเพิ่มเติม

จากตรุษจีนถึงเช็งเม้ง: แนวคิดชีวิตหลังความตายของชาวจีน

เรื่องแนะนำ

มนตราแห่งนครที่สาบสูญ

เรื่อง ดักลาส เพรสตัน ภาพถ่าย เดฟ โยเดอร์ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปี 2015 เฮลิคอปเตอร์ทหารลำหนึ่งทะยานขึ้นจากลานบินใกล้เมืองกาตากามัส ประเทศฮอนดูรัส บ่ายหน้าไปทางเทือกเขาลามอสกีเตีย เบื้องล่าง เรือกสวนไร่นาค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นลาดเนินสูงชันอาบแสงอาทิตย์ บ้างปกคลุมด้วยป่าดิบชื้น  บ้างถูกแผ้วถางเป็นฟาร์มปศุสัตว์  นักบินมุ่งหน้าไปยังช่องเขาเล็กๆรูปตัววี (V) ฝูงนกยางบินอยู่เบื้องล่าง  ยอดไม้สั่นไหวจากการเคลื่อนไหวของฝูงวานรที่มองไม่เห็นตัว  ที่นี่ไม่มีร่องรอยกิจกรรมใดๆของมนุษย์ นักบินบังคับเครื่องให้โฉบลงด้านข้างก่อนจะลดระดับลง  เป้าหมายคือพื้นที่โล่งริมฝั่งแม่น้ำ ในกลุ่มผู้ที่ก้าวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์มีนักโบราณคดีคนหนึ่งชื่อ คริส ฟิชเชอร์ หุบเขาแห่งนี้อยู่ในภูมิภาคซึ่งเล่าลือกันมาช้านานว่าเป็นที่ตั้งของเมือง “ซิวดัดบลังกา” (Ciudad Blanca) มหานครในตำนานที่สร้างด้วยศิลาสีขาว หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า นครสาบสูญแห่งวานรเทพ  ฟิชเชอร์ไม่เชื่อตำนานเหล่านั้น แต่เชื่อว่าในหุบเขาที่เขาและเพื่อนร่วมงาน เรียกกันง่ายๆว่า ที1 (T1) นี้มีซากปรักนครสาบสูญของจริงซึ่งถูกทิ้งร้างมาอย่างน้อยครึ่งสหัสวรรษ จะว่าไปแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เขาแน่ใจด้วยซ้ำ ในการเดินทางครั้งนี้ ทีมสำรวจใช้เทคนิคที่เรียกว่าไลดาร์ [lidar ย่อมาจาก light detection and ranging หรือการตรวจหาและวัดระยะทางด้วยแสง] เทคนิคนี้ใช้ทำแผนที่นครการากอลของชาวมายาในประเทศเบลีซ ไลดาร์ทำงานด้วยการสะท้อนลำแสงเลเซอร์อินฟราเรดนับแสนๆลำกลับขึ้นมาจากป่าดิบชื้นเบื้องล่าง และบันทึกตำแหน่งของจุดการสะท้อนแสงในแต่ละครั้ง […]

ถ้าไม่ทิ้งขว้าง ก็มีเหลือเฟือ

เรื่อง เอลิซาเบท รอยต์ ภาพถ่าย ไบรอัน ฟิงก์ การทิ้งอาหารถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม   ทั่วโลกมีคนต้องทนทุกข์จากความหิวโหยอยู่เกือบ 800 ล้านคน ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติหรือเอฟเอโอระบุว่า  โลกทิ้งอาหารรวมกันถึงปีละ 1,300 ล้านตัน อาหารเหลือทิ้งซึ่งเท่ากับราวหนึ่งในสามของปริมาณที่โลกผลิตได้หายไปไหนกัน  ในประเทศกำลังพัฒนา อาหารปริมาณมากสูญเสียไปหลังการเก็บเกี่ยว เนื่องจากขาดแคลนโรงเก็บผลผลิตและถนนหนทางที่ดี  ตลอดจนไม่ได้ถนอมอาหารด้วยการแช่เย็น ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้ว การทิ้งอาหารเกิดขึ้นในช่วงท้ายๆของห่วงโซ่อุปทาน เมื่อผู้ค้าปลีกสั่งซื้อพืชผลหรือผลิตภัณฑ์อาหารมากเกินไป  และเมื่อผู้บริโภคไม่สนใจอาหารเหลือค้างที่ซุกอยู่ในตู้เย็นหรือโยนอาหารที่เน่าเสียได้ทิ้งไปก่อนหมดอายุ การทิ้งอาหารยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การผลิตอาหารที่ไม่มีใครกิน ล้วนแล้วแต่ทำให้สิ้นเปลืองน้ำ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ เชื้อเพลิง และผืนดินสำหรับเพาะปลูก ในแต่ละปี การผลิตอาหารที่ไม่มีใครกินใช้น้ำรวมกันทั่วโลกเท่ากับปริมาณน้ำที่ไหลตลอดทั้งปีของแม่น้ำวอลกา ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีปริมาณน้ำมากที่สุดในยุโรป ตัวเลขน่าตระหนกนี้ยังไม่รวมการสูญเสียที่เกิดจากเรือกสวนไร่นา เรือประมง และโรงฆ่าสัตว์ ทริสแทรม สจวร์ต ผู้จัดการขององค์กรฟีดแบ็ก (Feedback) ที่รณรงค์ต่อต้านการทิ้งอาหาร กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง ความสูญเปล่า: เปิดโปงเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับอาหารทั่วโลก (Waste: Uncovering the Global Food Scandal) ว่า ในโลกที่มีทรัพยากรจำกัด ขณะที่จำนวนประชากรคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยสองพันล้านคนเมื่อถึงปี 2050 […]

ว่ายน้ำกับเหล่าพยัคฆ์

เรื่อง เกลนน์ ฮอดเจส ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี ผมชมภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส (Jaws) ตั้งแต่เริ่มฉายในช่วงฤดูร้อนของปี 1975  ตอนนั้นผมอายุเก้าขวบ และยังจำได้ว่าผู้ชมทั้งโรงส่งเสียงเฮดังลั่นเมื่อโบรดีฆ่าฉลามยักษ์ได้ในที่สุด  ผมรักภาพยนตร์เรื่องนี้มาก และคืนนั้นผมฝันว่าฉลามว่ายน้ำขึ้นมาจากโถส้วม แล้วไล่ตามผมไปตามโถงทางเดิน ประสบการณ์ของผมคล้ายกับของคนทั่วไปในสหรัฐฯ และทั่วโลก  เรารักภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส และเราหวาดกลัวฉลาม  ผมโตมากับน้ำที่บ้านของปู่ย่าบนชายฝั่งรัฐคอนเนตทิคัต และแม้ว่าผมจะยังว่ายน้ำต่อ ผมมักหวั่นใจอยู่เสมอว่า อาจถูกฉลามลากขาลงน้ำไปได้ทุกเมื่อ  แม้ว่าตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมาจะมีคนถูกฉลามกัดที่ชายฝั่งคอนเนตทิคัตเพียงสองครั้งแต่ข้อเท็จจริงย่อมไม่สำคัญเท่าความรู้สึก ดังนั้น เมื่อได้รับมอบหมายให้เขียนบทความชิ้นนี้ ผมจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่เคยอยากทำมาก่อน นั่นคือการว่ายน้ำกับฉลาม  ผมจะเรียนดำน้ำแบบสกูบา แล้วจะไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในหมู่เกาะบาฮามาสซึ่งมีชื่อว่า หาดไทเกอร์ (Tiger Beach – หาดฉลามเสือ)  ผมจะดำน้ำกับฉลามเสือซึ่งเป็นเจ้าของสถิติทำร้ายมนุษย์มากกว่าฉลามชนิดอื่นใด เว้นแต่ฉลามขาว  นี่จะเป็นการดำน้ำครั้งแรกของผมหลังได้รับใบอนุญาต ซึ่งหมายความว่า เป็นการดำน้ำครั้งแรกนอกสระว่ายน้ำหรือหนองน้ำในแมริแลนด์  และไม่มีกรงป้องกันอันตรายเสียด้วย แต่ผมแค่อยากลบล้างความเชื่อผิดๆของใครต่อใคร  คนที่รู้จักฉลามอย่างใกล้ชิดมักกลัวพวกมันน้อยที่สุด และไม่มีใครเข้าใกล้ฉลามไปมากกว่านักดำน้ำอีกแล้ว นักดำน้ำซึ่งทำงานที่หาดไทเกอร์พูดถึงฉลามเสือที่นั่นด้วยความรักใคร่ ในลักษณะเดียวกับที่คนพูดถึงลูกๆหรือสัตว์เลี้ยง พวกเขาตั้งชื่อเล่นให้มันและคุยจ้อถึงพฤติกรรมแปลกๆของพวกมัน แต่การลบล้างความเชื่อผิดๆทำได้ยาก เพราะความเป็นจริงไม่ได้มีเพียงขาวกับดำ ก่อนหน้าที่ผมจะลงดำน้ำเป็นครั้งแรกที่หาดไทเกอร์เพียงวันเดียว มีรายงานข่าวว่า […]

งานศิลป์จากสวนหลังบ้าน

เรื่อง เจมส์ เอสทริน ภาพถ่าย โจชัว ไวต์ ตอนที่โจชัว ไวต์ เติบโตขึ้นทางใต้ของรัฐอินดีแอนา  เขามักใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงนอนเฝ้าดูมดและแมลงเต่าทองตัวน้อยในสนามหลังบ้าน  เขาเผชิญหน้ากับสัตว์โลกตัวจิ๋วเหล่านี้ด้วยความอัศจรรย์ใจและพยายามทำความเข้าใจความลี้ลับแห่งโลกธรรมชาติ  ไวต์เก็บรวบรวมการค้นพบทางกีฏวิทยาไว้ในขวดโหล ถ้วยโฟม หรือไม่ก็ในสองมือ ไวต์เติบใหญ่เป็นศิลปิน เขาเพิ่งย้ายไปตั้งรกรากอยู่ในรัฐนอร์ทแคโรไลนาที่ซึ่งเขายังคงใช้เวลาทำกิจกรรมโปรดในวัยเด็ก นั่นคือการเดินเล่นในละแวกบ้านและคอยสังเกตโลกรอบตัว  ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ  ตอนนี้เขา “จับ” สัตว์โลกตัวจิ๋วที่พบด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ ความหลงใหลในโลกธรรมชาติของเขาถ่ายทอดผ่านโครงการ “สำรวจหลังบ้านอเมริกันผ่านภาพถ่าย” (A Photographic Survey of the American Backyard) ภาพถ่ายสีซีเปียและรูปแบบการจัดวางเลย์เอาต์ละม้ายคล้ายคลึงกับการจัดทำระเบียนชนิดพันธุ์ทางวิทยาศาสตร์สมัยศตวรรษที่สิบเก้าซึ่งเป็นภาพวาดด้วยมือ ไวต์บันทึกภาพพันธุ์พืชและสัตว์ที่พบเห็นได้ดาษดื่นในชีวิตประจำวัน แต่แทบไม่เคยมีใครมองเห็นคุณค่า “คุณไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสถานที่แปลกๆ เพื่อให้ได้ภาพที่น่าสนใจ” เขาบอกและเสริมว่า “ความสวยงามอยู่รอบตัวเราตลอดเวลาครับ” ไวต์เชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยนึกถึงสิ่งแวดล้อมเราอาศัยอยู่   “หรือความเป็นไปของโลกที่อยู่ใต้เท้าเรา” ภาพถ่ายที่เขาแบ่งปันผ่านช่องทางต่างๆ  เรียกร้องอย่างอ่อนโยนให้เราหันมาสนใจสรรพชีวิตที่มักถูกมองว่าเป็นพวกก่อความรำคาญหรือไม่ก็เป็นศัตรูพืช ทว่าในหลายแง่มุมพวกมันกลับมีสำคัญอย่างยิ่งในฐานะรากฐานของระบบนิเวศทางกายภาพ