จนถึงหยดสุดท้าย - National Geographic Thailand

จนถึงหยดสุดท้าย

เรื่อง ลอรา ปาร์กเกอร์
ภาพถ่าย แรนดี โอลสัน

“โอ๊ะ” บราวนี วิลสัน ร้องเสียงหลงเมื่อเทปวัดระยะทางที่ฉันกำลังหย่อนลงไปในบ่อบาดาลกลางทุ่งหญ้าแพรรี ของรัฐแคนซัสหลุดมือหายวับไปในความลึกเบื้องล่าง

บ่อที่กว้างพอจะตกลงไปได้นี้สูบน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำโอกัลลาลา (Ogallala Aquifer) แอ่งน้ำจืดใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตสมัยใหม่ในหลายรัฐอันแห้งแล้งทางตอนกลางของสหรัฐฯ เรามาที่นี่เพื่อตรวจสอบสภาพชั้นหินอุ้มน้ำมาตรวัดแตะน้ำที่ระดับ 60 เมตร ต่ำกว่าปีที่แล้ว 30 เซนติเมตร ระดับที่ลดลงนี้บ่งชี้ว่าน้ำใกล้แห้งขอดเต็มที “บ่อนี้มีน้ำไม่พอสำหรับการชลประทานตลอดฤดูร้อนนี้แล้วครับ” วิลสันว่า

วิลสันเป็นผู้จัดการฝ่ายข้อมูลน้ำของหน่วยสำรวจทางธรณีวิทยาของรัฐแคนซัส และเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่มุ่งหน้ามายังภาคตะวันตกของแคนซัสทุกฤดูหนาวเพื่อเก็บข้อมูลว่า  ชั้นหินอุ้มน้ำแห่งนี้แห้งเหือดไปรวดเร็วเพียงใด น้ำใต้ดิน เบื้องล่างสะสมตัวอยู่ในชั้นหินที่มีรูพรุนมาราว 15,000 ปี หรือก่อนสิ้นสมัยน้ำแข็งครั้งสุดท้าย  ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำโอกัลลาลาถูกสูบขึ้นมาในอัตราเร็วเกินกว่าน้ำฝนและหิมะที่ละลายจะซึมลงไปทดแทนได้ทัน สาเหตุหลักเป็นเพราะเครื่องจักรกลชลประทานแบบที่อยู่ใกล้ๆนั่นเอง  ในบางพื้นที่ทางตะวันตกของแคนซัสชั้นหินอุ้มน้ำ ลดลงกว่าร้อยละ 60  ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว  และในบางพื้นที่ชั้นหินอุ้มน้ำก็แห้งไปแล้ว  ขณะนี้การลดลงเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่ว่าปีนั้นจะมีน้ำมากหรือน้อย  เช่น เมื่อปี 2015 ฝนตกหนักกว่าปกติถึงร้อยละ 50-100   ทว่าระดับน้ำในบ่อยังลดลงอีก

การนั่ง “รถถัง” หรือแท็งก์พลาสติกใส่น้ำเลี้ยงปศุสัตว์ ล่องไปตามแม่น้ำแคละมัสสายตื้นๆทางตอนกลางของรัฐเนแบรสกา คือแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว ปริมาณน้ำสองในสามของชั้นหินอุ้มน้ำโอกัลลาลาอยู่ใต้รัฐนี้ จึงมีน้ำใต้ดิน หล่อเลี้ยงน้ำพุ ลำธาร และแม่น้ำนับไม่ถ้วนไม่ขาดสาย

ฉันติดสอยห้อยตามวิลสันมาจนเกือบสิ้นสุดการเดินทางไกล 8,000 กิโลเมตรตามแนวเขตของโอกัลลาลา ซึ่งทอดยาวจากเซาท์ดาโคตาถึงเทกซัส  ฉันขับรถผ่านพื้นที่การเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดภูมิภาคหนึ่งและเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าอย่างน้อย 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปลูกข้าวสาลี ข้าวโพด และเลี้ยงวัวเนื้อเกือบหนึ่งในห้าของทั้งประเทศ  เวลานี้คนที่นี่กำลังเผชิญกับการตัดสินใจอันยากเย็น กล่าวคือ เกษตรกรอาจลดการใช้น้ำเพื่อยืดอายุชั้นหินอุ้มน้ำ หรือดำเนินชีวิตไปบนหนทางเดิมซึ่งทอดสู่จุดจบที่มองเห็นอยู่รำไร บางคนไม่อยากมองสถานการณ์นี้ ในแง่ลบเกินไป แต่ถ้าไม่หยุดสูบน้ำและชั้นหินอุ้มน้ำแห้งเหือดไปจริงๆ ตลาดอาหารทั่วโลกจะได้รับผลกระทบใหญ่หลวงวิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆนี้จะค่อยๆเผยให้เห็นในช่วงหลายสิบปีข้างหน้า ซึ่งโลกต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 เพื่อเลี้ยงปากท้องประชากรกว่าเก้าพันล้านคนในช่วงกลางศตวรรษ

การลดระดับของชั้นหินอุ้มน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อระดับน้ำใต้ดินในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลางลดลงอย่างรวดเร็ว ชั้นหินอุ้มน้ำเหล่านี้ รวมถึงทางใต้ของโอกัลลาลา ยากจะฟื้นตัวได้  เมื่อไรน้ำหมด อาจต้องใช้เวลาหลายพันปีจึงมีน้ำเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

ตะกอนที่ก่อตัวเป็นชั้นหินอุ้มน้ำโอกัลลาลาหลุดล่อนมาจากเทือกเขาร็อกกี ทำให้เกิดหินกรวดซึ่งนำไปใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง หินกรวดที่กองอยู่ใกล้เมืองสเลตัน รัฐเทกซัส กินพื้นที่ถึง 37.5 ไร่

จุดหมายของวิลสันพาเราออกจากพรมแดนโคโลราโดไปทางตะวันออก 30 กิโลเมตร ผู้ใช้น้ำจากโอกัลลาลาหรือที่เรียกกันว่าชั้นหินอุ้มน้ำไฮเพลนส์มักใช้คำว่า “หนา” หรือ “บาง” เวลาพูดถึงชั้นน้ำ ซึ่งก็คือคำอธิบายลักษณะของชั้นหินอุ้มน้ำเองด้วย  โอกัลลาลาเป็นเสมือนฟองน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ที่ประกอบด้วยหิน ทรายแป้ง ทราย และดิน น้ำทั้งหมดแทรกอยู่ในซอกพรุนของฟองน้ำ วิลสันอธิบายว่า ถ้าม้วนผิวดินด้านบนออกเหมือนพรม ฟองน้ำข้างใต้จะดูคล้ายถาดไข่ว่างเปล่าที่ประกอบด้วยยอดเขาและหุบเขาความลึกแตกต่างกันไป  ในบางพื้นที่ทางตะวันตกของเนแบรสกาซึ่งโอกัลลาลายังมีน้ำเหลือเฟือ ฟองน้ำอาจแผ่ขยายขึ้นไปถึง 300 เมตรจากผิวดิน นั่นหมายความว่าชั้นหินอุ้มน้ำดังกล่าว มีน้ำเป็นชั้น “หนา” ส่วนทางตะวันตกของแคนซัสที่เราอยู่ ชั้นหินอุ้มน้ำมีลักษณะลุ่มๆดอนๆจนทำให้ในบางพื้นที่ชั้นน้ำ “บาง” มักอยู่ห่างจากชั้นน้ำ “หนา” เพียงไม่กี่กิโลเมตร

ขณะมุ่งหน้าลงใต้ ฉันรู้สึกถอดใจขึ้นมา วลีที่ว่า “สูญสิ้นแบบมีการจัดการ” (managed depletion) กลายเป็นส่วนหนึ่งของคำศัพท์ประจำท้องถิ่นไปแล้ว ไม่ว่าแวะที่ไหน ฉันเป็นต้องถามใครต่อใครว่าจะเกิดอะไรขึ้นและจะทำอะไรได้บ้าง หลายคนกังวลว่าน้ำจะแห้งก่อนถึงคนรุ่นต่อไป แต่ไม่มีใครมองเห็นทางออกที่จะไม่ก่อผลกระทบทางการเงินหรือที่แย่กว่านั้นคือการล้มละลาย หลายคนบอกว่าจะปล่อยให้น้ำในบ่อเป็นผู้ตัดสิน ผู้จัดการน้ำคนหนึ่งบอกว่า เกษตรกรบางคน “คิดว่าน้ำเป็นของตัวเองและจะสูบขึ้นมาเท่าไรก็ได้จนกว่าจะหมด” ฟาร์มโคเนื้อซึ่งเป็นธุรกิจมูลค่าสูงจะยืนหยัดต่อไปได้ แต่ข้าวโพดต้องย้ายไปยังรัฐที่มีฝนชุกกว่า  ความหวังอยู่ที่เทคโนโลยี  เกษตรกรบางรายอวดแอปพลิเคชันในไอโฟนที่ตรวจสอบการใช้น้ำได้แม่นยำถึงขั้นนำน้ำซึ่งมีอยู่เพียงหนึ่งในสี่เซนติเมตรไปใช้รดพืชผลได้ให้ฉันดู

ขณะที่พายุยามค่ำทำให้ท้องฟ้าใกล้เมืองวูดริเวอร์ รัฐเนแบรสกา สว่างเรืองรอง นกกระเรียนราว 413,000 ตัวก็บินมา หากินในท้องน้ำตื้นๆของแม่น้ำแพลตต์ ซึ่งรับน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำโอกัลลาลา

เพื่อแก้ปัญหารายได้ลดลงเมื่อบ่อแห้ง เกษตรกรบางส่วนหันไปพึ่งแหล่งทรัพยากรหมุนเวียนแท้จริงเพียงอย่างเดียวในไฮเพลนส์  นั่นคือลม ฉันขับรถผ่านพื้นที่ซึ่งติดตั้งกังหันลมใหม่ๆไว้เป็นบริเวณกว้าง นอกเมืองฟรีโอนา รัฐเทกซัส เวสลีย์ บาร์เน็ตต์ ให้บริษัทพลังงานเช่าสิทธิการใช้ลมในอัตราราวปีละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อกังหันลมหนึ่งตัว “ถึงอย่างไรเราก็ไม่มีน้ำจะทำอะไรได้อีกแล้ว สำหรับบางคน ลมคือเครื่องช่วยชีวิตครับ” เขาบอก

พื้นที่บางส่วนของโอกัลลาลาอาจยังมีน้ำไปอีกอย่างน้อย 100 ปี แต่ใจกลางชั้นหินอุ้มน้ำแห่งนี้คือจุดที่เสี่ยงต่อการแห้งเหือดมากที่สุด เขตอันตรายนี้พาดขวางภูมิภาคเทกซัสแพนแฮนเดิลหรือพื้นที่รูปด้ามกระทะตอนเหนือสุดของรัฐเทกซัส พื้นที่ดังกล่าวก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการแห้งเหือดถาวรแล้ว

การลดลงของชั้นหินอุ้มน้ำจะดำเนินควบคู่ไปกับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าจะทำให้ฤดูร้อนยาวนานขึ้น  เช่นเดียวกับภัยแล้งที่เกิดถี่ขึ้นและกินเวลานานมากขึ้น

เรื่องแนะนำ

สายน้ำสายเลือด

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์ ภาพถ่าย ปาสกาล แมตร์ เรือลำใหญ่ล่องไปภายใต้ผืนฟ้าระยิบระยับด้วยแสงดาว แหวกฝ่าท้องน้ำซึ่งบางช่วงแผ่ไพศาลราวมหาสมุทร บางช่วงเล็กแคบแทบไม่ต่างจากลำธารตื้นๆ  เรือลำนี้แบกภาระหนักหน่วงอย่างน่าหวาดเสียว มันทำหน้าที่ขับดันเรือท้องแบนสามลำข้างหน้าด้วยเครื่องยนต์ที่ออกแบบให้รับน้ำหนักได้ราว 750 ตัน แต่ระวางสินค้าที่บรรทุกมา ตั้งแต่เหล็กเส้น กระสอบปูนซีเมนต์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ กลับมีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 900 ตัน หลังคาที่ใช้ผ้าใบและผืนผ้าขึงต่อๆกันพะเยิบพะยาบอยู่เหนือเรือท้องแบนทั้งสามลำ ข้างใต้มีผู้โดยสารเบียดเสียดกันอยู่ร่วม 600 ชีวิต ผู้โดยสารจำนวนมากเป็นผู้พำนักอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งหวังจะได้ทำงานเก็บเกี่ยวข้าวโพดและถั่วลิสง ผู้หญิงสองสามคนนำเตาถ่านขนาดเล็กมาเสนอขายบริการทำอาหาร ขณะที่ผู้หญิงคนอื่นๆเสนอขายเรือนร่าง ทุกคนล้วนต้องทำสิ่งที่จำเป็น บนเรือมีเสียงร้องเพลง เสียงทะเลาะเบาะแว้ง และเสียงสวดมนต์ เป้าหมายของเราอยู่ที่พยายามทำความเข้าใจตัวแปรหรือปัจจัยคงที่ข้อหนึ่งในประวัติศาสตร์อันระส่ำระสายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แม่น้ำอันยิ่งใหญ่สายนี้ยังพอจะหยิบยื่นหนทางใหม่ๆให้ชาติที่รุมเร้าด้วยปัญหาความยากจนและการฉ้อราษฎร์บังหลวงมาช้านานแห่งนี้ได้หรือไม่ หรือแม่น้ำคองโกจะเป็นอีกจักรวาลหรือโลกที่อยู่อย่างเอกเทศ แม่น้ำคองโกร้อยรัดเก้าประเทศในทวีปแอฟริกาเข้าด้วยกันตลอดเส้นทางการไหลราว 4,700 กิโลเมตรสู่มหาสมุทรแอตแลนติก แต่ตัวตนของแม่น้ำสายนี้กลับผูกร้อยอยู่กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (หรืออดีตประเทศซาอีร์) ชนิดไม่อาจแยกขาดจากกัน “แม่น้ำคองโกคือกระดูกสันหลังของประเทศเราครับ ถ้าไม่มีกระดูกสันหลัง คนเราก็ยืนไม่ได้” อีซีดอร์ อึนเดย์เวล อี อึนเซียม อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกินชาซา กล่าว ความที่ไม่มีหน่วยงานบริหารจัดการอย่างจริงจังทำให้แม่น้ำคองโกเป็นเหมือนผู้สร้างความเสมอภาคชั้นยอดของชาติ แต่ก็ส่งผลให้คุณค่าของแม่น้ำในฐานะแหล่งทรัพยากรลดลงมากไปด้วย หากคำนึงถึงศักยภาพมหาศาลด้านการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและการเกษตรบนพื้นที่ลุ่มน้ำกว้างใหญ่ถึง 3,900,000 ตารางกิโลเมตร ทั้งทวีปแอฟริกาจะเป็นหนี้บุญคุณแม่น้ำคองโก […]

นักท่องทะเลแห่งมหาสมุทรอินเดีย

ที่มัลดีฟส์ ยังเป็นเรื่องปกติที่พ่อพาลูกออกทะเลไปด้วยกันเพื่อเรียนรู้การจับปลาตั้งแต่ยังเล็ก  ถึงทุกวันนี้ เด็กชายส่วนใหญ่จับปลาเป็นก็จากการถ่ายทอดของคนรุ่นพ่อ

ศิลปะนามธรรม เผยความงามบนร่างอสูร

เรื่องและภาพถ่าย ไมเคิล ดี. เคิร์น คนส่วนใหญ่เกลียดกลัวสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์จำพวกแมง (สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกสัตว์ขาปล้อง) ต่างๆ  เป็นความกลัวเก่าแก่แทบจะเรียกได้ว่าดึกดำบรรพ์ มนุษย์วิวัฒน์ขึ้นโดยเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงสัตว์เหล่านี้ซึ่ง ในหลายกรณีก็นับว่ามีเหตุผลดี แต่นั่นย่อมหมายความว่า พวกเราส่วนใหญ่มักขาดประสบการณ์ในการเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดและชื่นชมความงามของพวกมันด้วย สัตว์เหล่านี้บางชนิดต้องการความช่วยเหลือจากเรา สิ่งที่ผมพยายามทำคือ ช่วยให้ผู้คนมองเห็นความงามในร่างอสูรด้วยการนำศิลปะนามธรรมมาลอกความกลัวและอคติจากจิตใจ ผมเริ่มจากการถ่ายภาพเหมือนของพวกมัน จากนั้นจึงรื้อและลดทอนรายละเอียดต่างๆให้เหลือเพียงองค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่สีสัน เส้นสาย ลวดลาย และพื้นผิว องค์ประกอบเอกเทศเหล่านี้คือพื้นฐานของภาพใหม่ที่ผมปรับแต่งขึ้นด้วยเทคนิคต่างๆ ในโปรแกรมโฟโต้ชอป ผลงานที่ได้คือภาพเหมือนจริงเป็นคู่ๆ โดยด้านหนึ่งเป็นภาพจริง ส่วนอีกด้านเป็นภาพ แนวนามธรรม ผมเริ่มทำภาพชุดนี้เกือบจะเรียกได้ว่าอย่างไม่ตั้งใจ ผมแค่ต้องการออกแบบโลโก้หัวจดหมายเพื่อใช้สำหรับธุรกิจถ่ายภาพของตัวเอง แต่ความที่ผมรักสัตว์เลื้อยคลาน ผมเลยถ่ายภาพกิ้งก่าอีกัวนา ผมคิดว่าดวงตาข้างหนึ่งของมันน่าจะสวยสะดุดตาพอที่จะใช้เป็นภาพเดี่ยวๆสำหรับหัวจดหมายได้  แต่ปรากฎว่าขนาดกลับไม่พอดีกับหัวจดหมาย  ผมจึงทำภาพสะท้อนขึ้นอีกภาพที่ด้านบน  ภาพที่ได้ทั้งสวยงามและเหนือจริง  ไม่เหมือนสิ่งใดในธรรมชาติ  ทั้งๆที่ภาพนี้มีที่มาจากของจริงในธรรมชาติแท้ๆ ภาพแต่ละภาพที่ผมสร้างขึ้นล้วนแตกต่างกัน เพราะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว บางภาพใช้เพียงการคร็อปหรือตัดทอนภาพบางส่วนออกแล้วทำภาพสะท้อนขึ้น  ขณะที่บางภาพใช้เทคนิคหลายอย่างประกอบกัน  และบางภาพก็ออกมาไม่สวยเอาเสียเลย แต่สำหรับผม  การเดินทางนั้นมีคุณค่าพอๆกับจุดหมายปลายทาง  ผมมีความสุขที่เห็นภาพเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละน้อยจากการทำซ้ำแต่ละครั้ง  ผมจึงเป็นทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้สังเกตการณ์กระบวนการทำงานและผลลัพธ์ที่ได้ในเวลาเดียวกัน ในงานแสดงภาพ  ผมชอบที่จะแสดงภาพเชิงนามธรรมก่อน เมื่อผู้ชมมองภาพครั้งแรก ผมคิดว่าพวกเขามีความรู้สึกขัดแย้งลึกๆระหว่างความงามของภาพกับความกลัวที่มีต่อสัตว์ซึ่งเป็นที่มาของภาพ แต่เมื่อพวกเขาตระหนักว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพ พวกเขาจะเริ่มขยับเข้ามาใกล้ และศึกษารายละเอียดต่างๆ […]

ภาพนี้ต้องขยาย : เวหา

  ภาพโดย : แพทริเซีย เอดมันด์ส เมืองใหญ่หลายแห่งมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ทิวแถวของตึกระฟ้า ด้านหน้าอาคารรูปสี่เหลี่ยม และดาดฟ้ารูปเรขาคณิต แล้วอะไรเล่าที่บอกเป็นนัยว่าภาพถ่ายซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อปี 1951 นี้เป็นภาพของมหานครนิวยอร์ก ตรงกลางภาพคือหอส่งสัญญาณโทรทัศน์บนยอดตึกเอ็มไพร์สเตต และตรงกลางของหอคือช่างเหล็กชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่าโมฮอว์ก ในช่วงปลายทศวรรษ 1880 บริษัทสร้างสะพานสัญชาติแคนาดาจ้างชนเผ่าโมฮอว์กหลายคน ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตสงวนกาห์นาวาเกใกล้เมืองมอนทรีออลของประเทศแคนาดา ให้ทำงานในโครงการก่อสร้าง สมาชิกของชนเผ่านี้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าไม่กลัวความสูงและ “แคล่วคล่องราวกับแพะ” ตามคำเปรียบเปรยของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของบริษัท ชื่อเสียงอันลือลั่นนี้ทำให้มีผู้เสนองานในสหรัฐฯให้ทำมากขึ้น ทุกวันนี้ ชนเผ่าโมฮอว์กยังคงเดินทางจากแคนาดามาทำงานเป็น “ช่างเหล็กบนที่สูง” ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ช่างเหล็กชาวโมฮอว์กหลายต่อหลายรุ่นทำงานหนักบนตึกระฟ้าและโครงการสร้างสะพานเกือบทุกแห่งในมหานครนิวยอร์ก การทรงตัวอย่างมั่นคงบนคานเหล็ก ณ ความสูงชวนวิงเวียนเช่นนี้ทำให้พวกเขาได้รับการขนานนามด้วยความนับถือว่า “นักท่องเวหา”