ฉลามแห่งตำนานเรืออัปปาง - National Geographic Thailand

ฉลามแห่งตำนานเรืออัปปาง

เรื่อง เกลนน์ ฮอดเจส
ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี

ครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่า ฉลามครีบด่างเป็นฉลามในทะเลเปิดที่มีจำนวนมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก หนังสือที่ได้รับการยอมรับชื่อ ธรรมชาติวิทยาของฉลาม (The Natural History of Sharks) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1969 ยังบรรยายว่า  พวกมัน “อาจเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก  คำว่าขนาดใหญ่หมายถึงมีน้ำหนักมากกว่า 45 กิโลกรัม” ฉลามครีบด่างปัจจุบันแทบสูญพันธุ์ไปเพราะการประมงเชิงพาณิชย์และการค้าหูฉลาม ขณะที่วงการวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจพวกมันน้อยอย่างน่าประหลาด ซ้ำร้ายสาธารณชนยังห่วงใยฉลามชนิดนี้น้อยกว่าเสียอีก

“เราทำลายล้างฉลามชนิดนี้ทั่วโลกเลยครับ” เดเมียน แชปแมน หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ศึกษาฉลามชนิดนี้ กล่าว “แต่พอผมเอ่ยถึง ‘ฉลามครีบด่าง’ คนจำนวนมากกลับไม่รู้ว่าผมพูดถึงอะไร”

ถ้าคุณเคยชมภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส คุณจะรู้จักฉลามครีบด่างอยู่บ้าง มันน่าจะเป็นฉลามชนิดหลักที่โจมตีลูกเรือ ยู.เอส.เอส. อินเดียแนโพลิส หลังจากถูกเรือดำน้ำญี่ปุ่นโจมตีจนอับปางในช่วงท้ายๆของสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างภาพเชิงลบในสายตาคนรุ่นหลังผ่านคำพูดของตัวละครอย่างกัปตันควินต์  ผู้บอกเล่าประสบการณ์การรอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น คำบอกเล่าช่วงท้ายๆสรุปว่า “มีคน 1,100 คนลอยคออยู่ในน้ำ ในจำนวนนี้รอดชีวิตมาได้ 316 คน ที่เหลือตกเป็นเหยื่อฉลาม”

ฉลามครีบด่างที่มีแถบระบุอัตลักษณ์และอุปกรณ์ติดตามตัวผ่านดาวเทียมว่ายน้ำใกล้เกาะแคต ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท้ายๆที่ยังพบเห็นฉลามชนิดนี้ ก่อนจะมีการศึกษาด้วยการติดแถบติดตาม นักวิทยาศาสตร์แทบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับฉลามชนิดนี้

อย่างไรก็ดี เรื่องที่ควินต์เล่ามีปัญหาคือ แม้จะมีความถูกต้องตามข้อเท็จจริงอยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับประสบการณ์ของลูกเรือ เพราะเรื่องจริงมีอยู่ว่า ลูกเรือ อินเดียแนโพลิส จากจำนวนเกือบ 1,200 คน มีอยู่ราว 900 คนที่กระโดดลงน้ำทั้งเป็น ก่อนที่ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตอย่างทนทุกข์ทรมานในช่วงห้าวันต่อมา สุดท้ายแล้วมีผู้รอดชีวิตเพียง 317 คนเท่านั้น ในน้ำมีฉลามจำนวนมาก และพวกมันก็เข้าโจมตีอย่างน่าสยดสยอง

แต่เมื่อผมถาม คลีทัส ลีโบว์ วัย 92 ปี ลูกเรือ อินเดียแนโพลิส ชาวเท็กซัสผู้มีน้ำเสียงนุ่มนวลว่า ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของเขาขณะลอยคออยู่ในน้ำคืออะไร เขาตอบก่อนที่ผมจะถามจบด้วยซ้ำว่า “ความกระหายครับ ผมยอมแลกทุกอย่างกับน้ำสักแก้วเลยละ” แล้วฉลามล่ะ “คุณจะเห็นมันป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆเป็นบางครั้ง แต่พวกมันไม่ยุ่งกับเราหรอก” ไลล์ อูเมนฮอฟเฟอร์ วัย 92 บอกผม “คุณต้องตื่นตัวเมื่อมีฉลามอยู่ใกล้ๆ ถ้าพวกมันเข้ามาใกล้เกินไป คุณก็ถีบมันออกไป  แต่ผมว่าผมไม่ได้กลัวมันเสียทีเดียวหรอกครับ เรายังมีปัญหาอื่นๆอีกถมเถไป”

ครีบอกลักษณะคล้ายปีกเอื้อให้ฉลามครีบด่างร่อนหาเหยื่อไปในมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง เมื่อพบสิ่งที่อาจกินได้ มันจะเข้าไปตรวจสอบอย่างไม่ลดละ

การเข้าใจเรื่องให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการสร้างภาพว่าฉลามครีบด่างเป็นนักฆ่าตะกละตะกรามจนดูเหมือนชนิดพันธุ์ที่ไม่ควรค่าแก่การอนุรักษ์อาจก่อให้เกิดความเสียหายตามมา  บนบก เป็นที่เข้าใจกันดีแล้วว่าผลกระทบจากการกำจัดสัตว์นักล่าหลักๆทำให้เกิดหายนะทางนิเวศวิทยา การสูญพันธุ์ของฉลามครีบด่างจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้างต่อระบบนิเวศมหาสมุทร ซึ่งเคยมีสัตว์เหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมาก  เราไม่มีทางรู้ได้เลย  ทุกวันนี้ งานวิจัยเกี่ยวกับฉลามมีน้อยมาก  แม้แต่การพยายามทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้พวกมันลดจำนวนลงก็ไม่ต่างจากการพยายามต่อภาพปริศนาที่ชิ้นส่วนจำนวนมากสูญหายไป ส่วนเรื่องที่ว่าการลดจำนวนของฉลามชนิดนี้ส่งผลกระทบต่อสัตว์ชนิดอื่นอย่างไรนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง  และถ้าเราเข้าใจผิดคิดว่าฉลามเหล่านี้เป็นสัตว์ร้าย ก็ย่อมไม่ใส่ใจที่จะค้นหาชิ้นส่วนเหล่านั้นอย่างเร่งด่วน

ฉลามครีบด่างยาวสองเมตรครึ่งถึงสี่เมตรเมื่อโตเต็มวัย   มีขนาดใหญ่พอจะก่ออันตรายได้อย่างแน่นอน อีกทั้งพวกมันยังเป็นฉลามใจกล้าบ้าบิ่นและไม่ย่อท้อ  ท้องทะเลเปิดเปรียบเสมือนทะเลทรายในเชิงนิเวศวิทยา ฉลามครีบด่างปรับตัวให้ใช้พลังงานน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการสำรวจไปทั่วท้องทะเล และใช้เวลานานที่สุดเท่าที่จำเป็นในการตรวจสอบสิ่งที่อาจกินเป็นอาหารได้  พวกมันจึงร่อนไปในท้องน้ำด้วยครีบอกเหมือนปีกยาวๆ เมื่อพบสิ่งที่อาจเป็นแหล่งอาหาร เช่น กะลาสีที่ลอยคออยู่รอบเรืออับปาง ซากวาฬ และฝูงปลาทูน่าพวกมันจะพุ่งเข้าไปสำรวจดู  หากคุณเป็นอาหารชนิดเดียวในบริเวณนั้น ฉลามครีบด่างจะกลายเป็นฉลามแสนอันตรายขึ้นมาทันที แต่ถ้าไม่ใช่ พวกมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรนัก

อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของฉลามครีบด่างมีเกร็ดน่าสนใจที่สุดอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรืออับปางหรือนักดำน้ำแต่อย่างใด ในช่วงทศวรรษ 1950 นักวิจัยการประมงในอ่าวเม็กซิโกต้องประหลาดใจเมื่อผ่าท้องฉลามครีบด่างแล้วพบปลาทูน่าขนาด 2.5 และ 4.5 กิโลกรัมอยู่ภายใน เพราะฉลามครีบด่างว่ายน้ำได้ไม่เร็วพอจะไล่ล่าปลาทูน่าขนาดเล็ก อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาเห็นฉลามครีบด่างฝูงใหญ่ว่ายน้ำอ้าปากฝ่าฝูงปลาทูน่าอยู่บนผิวน้ำ “ฉลามครีบด่างไม่ได้พยายามไล่ตามหรืองับปลาทูน่าหลายร้อยตัวหรอก” นักวิจัยรายงาน “มันแค่รอจังหวะที่ปลาทูน่าบังเอิญว่ายน้ำหรือกระโดดเข้ามาในปากเอง”

ปัจจุบัน ฉลามครีบด่างสองตัวก็จัดว่ามีมากแล้ว แต่เมื่อ 50 ปีก่อน เราพบเห็นฉลาดชนิดนี้ได้นับร้อยตัว แม้ว่าคำเล่าลือเรื่องพฤติกรรมกินคนของพวกมันจะถูกขยายความเกินจริง แต่พวกมันก็เคยมีชื่อฉาวโฉ่เรื่องกลุ้มรุมผู้รอดชีวิตจากเรืออับปาง

แน่ล่ะ ปัจจุบันไม่น่าจะมีใครได้เห็นพฤติกรรมเช่นนั้นอีก และที่ขัดแย้งอยู่ในตัวก็คือ นักวิจัยผู้บันทึกเรื่องน่าตื่นเต้นนี้กลับช่วยปูทางสู่จุดจบของพวกมันเสียเอง  “นักวิจัยไปที่นั่นเพื่อดูว่าจะพัฒนาการประมงพาณิชย์ประเภทใดขึ้นในน่านน้ำของสหรัฐฯได้บ้าง” จูเลีย บอม นักนิเวศวิทยาทางทะเลผู้เปรียบเทียบข้อมูลในช่วงทศวรรษ 1950 กับข้อมูลการจับปลาด้วยเบ็ดราวที่ได้มาเมื่อไม่นานมานี้เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงประชากรฉลามครีบด่างในอ่าวเม็กซิโก บอก “พวกเขาวางเบ็ดราวไว้จับปลาทูน่าและฉลามก็แสนจะชุกชุม” พอฉลามกินปลาทูน่าที่ติดเบ็ดจึงติดเบ็ดเสียเอง “พวกเขาไม่รู้ว่าจะพัฒนาการประมงปลาทูน่าเชิงพาณิชย์ได้ไหม เพราะมีฉลามอยู่มากมายเหลือเกิน”

ชาวประมงคิดหาทางออกได้สองวิธี คือ ยิงฉลามก่อนที่พวกมันจะกินปลาทูน่าติดเบ็ด และวางเบ็ดราวแยกต่างหากสำหรับจับฉลาม  เพราะพวกเขาตระหนักดีว่าครีบฉลามมีมูลค่า เมื่อความไม่แยแสฉลามมารวมกับความต้องการซุปหูฉลามที่เพิ่มขึ้นในเอเชีย ประชากรฉลามทั่วโลกจึงถูกทำลายล้างในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา และส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อฉลามครีบด่าง งานวิจัยของบอมนำไปสู่ข้อสรุปเมื่อปี 2004 ว่า ประชากรฉลามครีบด่างในอ่าวเม็กซิโกลดลงถึงร้อยละ 99 และแม้งานวิจัยของเธอจะถูกติติง แต่งานวิจัยอื่นๆก็พบว่าฉลามครีบด่างในมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบเช่นกัน

พอถึงปี 2010 ก็เป็นที่ชัดเจนว่า ฉลามครีบด่างตกที่นั่งลำบากจนองค์กรประมงนานาชาติขนาดใหญ่ห้าองค์กรผู้กำกับดูแลการจับปลาฉนากและปลาทูน่า สั่งห้ามเรือเก็บฉลามครีบด่างที่จับได้ไว้ นับเป็นฉลามชนิดเดียวในขณะนั้นที่ได้รับความคุ้มครองเช่นนี้ ต่อมาเมื่อปี 2013 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) ก็ออกข้อกำหนดซึ่งลดปริมาณการค้าครีบฉลามถูกกฎหมายลงอย่างมาก

คำถามคือ การคุ้มครองนี้น้อยเกินไปและสายเกินไปหรือไม่ ประชากรปลากระดูกแข็งจำนวนมากฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังถูกจับมากเกินขนาด เพราะพวกมันวางไข่ได้ตั้งแต่ช่วงต้นของวงจรชีวิตและวางไข่ครั้งละหลายพันฟอง แต่ฉลามส่วนใหญ่ถึงวัยเจริญพันธุ์ช้าและตกลูกครอกเล็กๆทุกหนึ่งหรือสองปี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ฉลามเสี่ยงต่อการทำประมงเกินขนาดและสูญพันธุ์ได้ง่าย  และในกรณีของฉลามครีบด่าง “เรายังไม่รู้ว่าพวกมันตกลูกทุกปีหรือทุกสองปีด้วยซ้ำไป” เอ็ดด์ บรุกส์ นักชีววิทยาทางทะเล บอก “คุณจะเริ่มต้นอนุรักษ์สัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งได้อย่างไร ถ้าคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของมันน้อยเหลือเกิน”

เรื่องแนะนำ

อาณาจักรของอิสตรี

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย แคโรลิน คลุพเพิล ผืนป่าเขียวขจีทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ติดกับพรมแดนบังกลาเทศ คือที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆซึ่งมีระเบียบทางสังคมไม่เหมือนใคร ชนพื้นเมืองเผ่ากะสิราว 500 คนในหมู่บ้านมูลินนงยังคงสืบสานประเพณีการสืบทอดทางแม่ซึ่งมีมาแต่โบราณ  ณ ชุมชนแห่งนี้  ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง เงินทอง ทรัพย์สิน หรืออำนาจ ล้วนตกทอดจากแม่สู่ลูกสาว พูดอีกนัยหนึ่งคือเพศหญิงคือผู้เป็นใหญ่นั่นเอง แคโรลิน คลุพเพิลช่างภาพจากเบอร์ลินใช้เวลาเก้าเดือนในช่วงสองปีพำนักอยู่กับครอบครัวชาวกะสิครอบครัวแล้วครอบครัวเล่าในหมู่บ้านที่ “สงบสุขและสะอาดอย่างไม่น่าเชื่อ” เธอได้พบกับวัฒนธรรมที่ลูกสาวคนสุดท้อง (เรียกว่า คัดดูห์) เป็นผู้รับมรดก สามีย้ายเข้าไปอยู่บ้านภรรยา และลูกๆใช้นามสกุลผู้เป็นแม่ เด็กผู้หญิงเข้าเรียนที่โรงเรียนในหมู่บ้านจนโตเป็นสาว แต่บางคนก็ย้ายไปเรียนต่อในเมืองหลวงของรัฐเมื่ออายุได้สิบเอ็ดหรือสิบสองปีหลังจากนั้นจึงเข้าเรียนในวิทยาลัยหรือกลับคืนสู่มูลินนงเพื่อดูแลพ่อแม่ พวกเธอจะแต่งงานกับใครก็ได้ที่พวกเธอเลือก การหย่าร้างหรือเลือกใช้ชีวิตโสดไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย แต่การไม่มีลูกสาวอาจเป็นปัญหาใหญ่ เพราะมีเพียงลูกสาวเท่านั้นที่จะสืบทอดตระกูลต่อไปได้ ครอบครัวที่ไม่มีลูกสาวจึงได้ชื่อว่า เอียป-ดูห์ หรือ “สูญพันธุ์” วาเลนตินา แพคินไทน์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นฮิลล์ กล่าวและเสริมว่า ธรรมเนียมนี้มีมา “แต่โบราณ” แล้ว โดยอาจเป็นสมัยที่ชาวกะสิมีหลายคู่หลายคน จึงยากจะระบุได้ว่าใครเป็นพ่อของลูกที่เกิดมา หรืออาจเป็นครั้งที่บรรพบุรุษฝ่ายชายต้องออกไปทำศึกจึงไม่อาจดูแลเครือญาติหรือครอบครัวได้ ทุกวันนี้ ผู้ชายเป็นผู้นำในสภาหมู่บ้านมูลินนง แต่แทบไม่ได้ครอบครองทรัพย์สิน คลุพเพิลกล่าวว่า บางคนซึ่งไม่พอใจกับสถานะพลเมืองชั้นสองของตนถึงกับเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศด้วยซ้ำไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว […]

กู้มรดกแดนน้ำแข็ง

เรื่อง เอ. อาร์. วิลเลียมส์ ภาพถ่าย เอริกา ลาร์เซน แหล่งโบราณคดีนูนัลเลก (Nunalleq) บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอะแลสกาเก็บรักษาช่วงเวลาแห่งหายนะ โดยแช่แข็งเอาไว้ในกาลเวลา ผืนดินโคลนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเกลื่อนกล่นไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ประจำวันซึ่งชนพื้นเมืองเผ่ายูปิก (Yupik) เคยใช้ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ในสภาพเดิม ขณะเกิดการบุกโจมตีอย่างดุเดือดเมื่อเกือบสี่ศตวรรษมาแล้ว รอบอาณาบริเวณของสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วยดินและหญ้าหรือบ้านดิน (sod house) ขนาดใหญ่ ปรากฏร่องรอยของไฟที่จุดรมผู้อยู่อาศัยราว 50 คนให้ออกมา คนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่เมื่อไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ ตกปลา หรือเก็บพืชผลดูเหมือนไม่มีใครรอดชีวิต โครงกระดูกของผู้หญิง เด็ก และคนชราพบอยู่รวมกัน ทุกคนคว่ำหน้าอยู่ในโคลน บ่งบอกว่าคงถูก จับและสังหาร โศกนาฏกรรมจากอดีตอันไกลโพ้นกลายเป็นคุณูปการต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังเช่นที่มักเกิดกับแวดวงโบราณคดี ที่นูนัลเลก นักโบราณคดีขุดพบศิลปวัตถุกว่า 2,500 ชิ้นในสภาพที่ไม่บุบสลาย ตั้งแต่เครื่องใช้ในการกินไปจนถึงข้าวของชิ้นพิเศษอย่างหน้ากากไม้ที่ใช้ในพิธีกรรม เข็มสักทำจากงาช้าง และเข็มขัดที่ร้อยจากฟันของกวางคาริบู สิ่งของเหล่านี้ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างดีจนน่าแปลกใจ จากการถูกแช่แข็งอยู่ในพื้นดินมาตั้งแต่ราวปี 1660 เศษตะกร้าและเสื่อยังคงรักษาลวดลายสานอันละเอียดลออไว้ได้ และเมื่อแหวกมัดหญ้าเปื้อนโคลนออก คุณจะเห็นใบหญ้าเรียวสีเขียวสดถูกเก็บรักษาไว้ข้างใน “หญ้าพวกนี้ตัดมาตั้งแต่สมัยเชกสเปียร์ยังมีชีวิตเชียวนะครับ” ริก คเนกต์ หัวหน้านักโบราณคดี พูดอย่างตื่นเต้น คเนกต์ทำงานประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ เขามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายล้างที่นูนัลเลกกับนิทานเก่าแก่ซึ่งชาวยูปิกในปัจจุบันยังจำกันได้ มุขปาฐะเป็นขนบที่เก็บรักษาความทรงจำของช่วงเวลาที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า […]

สลาลมเที่ยงคืน

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย ออสการ์ เอนันเดอร จะทำอย่างไรให้ภูเขาเปล่งแสงเรืองรอง  หิมะทอประกายกลางแสงไฟหลากสีสัน แล้วเล่นสกียามค่ำคืนสู่ยอดสูงละลานตาในอีกระดับ อย่างแรกที่คุณต้องทำคือ  เสาะหาที่ลาดชันซึ่งยังคงความเป็นธรรมชาติบนผาสูงในผืนป่าอันห่างไกลของรัฐบริติชโคลัมเบียและอะแลสกา จากนั้นก็หาวิธีขนเครื่องไม้เครื่องมือหนัก 5,000 กิโลกรัม ได้แก่ หลอดไฟขนาด 4,000 วัตต์ใหญ่เท่าเครื่องซักผ้า พร้อมเครื่องปั่นไฟเพื่อจ่ายไฟฟ้า นั่งร้าน สายไฟและเคเบิล  ขึ้นไปบนยอดเขาสูงกว่า 2,000 เมตร จากนั้นใช้เวลาอีกหลายเดือนไปกับการคำนวณกำลังไฟฟ้าและความกว้างของลำแสงไฟ   รวมถึงน้ำหนักสิ่งของ ปริมาณเชื้อเพลิงที่ต้องใช้  ระยะทาง และลักษณะภูมิประเทศ  อีกทั้งจ้างช่างคุมไฟและช่างเทคนิคฝีมือดี  แล้วเกณฑ์นักกีฬาระดับหัวแถวมาสักกลุ่ม  จับสวมชุดติดหลอดไฟและใส่แบตเตอรี่ไว้ในกระเป๋า คาดแผงหลอดไฟแอลอีดีไว้บนหลัง  เปิดกล้อง แล้วหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นิก แวกกอนเนอร์และหุ้นส่วนจากสวีตกราสส์โปรดักชันส์ทำในฤดูใบไม้ผลิปี 2014 เมื่องานถ่ายโฆษณาทำให้พวกเขามีเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อสร้างฝันที่รอมานานให้เป็นจริง  นั่นคือถ่ายทำการเล่นสกียามค่ำคืนบนภูเขาลูกมหึมา   พวกเขาพร้อมแล้วที่จะทำความฝันให้เป็นจริงโดยได้ช่างภาพสกีชาวสวีเดน ออสการ์ เอนานเดอร์ เป็นมือถ่ายภาพนิ่งระหว่างการถ่ายทำ “ผมไม่ได้พูดเกินไปหรอกถ้าจะบอกว่างานนี้กดดันสุดๆ” แวกกอนเนอร์บอก  “หลายสิ่งหลายอย่างอาจเกิดผิดพลาดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ” แล้วเรื่องผิดพลาดบางเรื่องก็เกิดขึ้นจริง ๆ  หลังถ่ายทำในอะแลสกาไปได้ 11 วัน  ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว แต่สายพ่วงที่สำคัญช่วงหนึ่งกลับหายไป แวกกอนเนอร์ต้องเกลี้ยกล่อมนักบินเฮลิคอปเตอร์ให้บินไกลถึง […]

แร้ง: วายร้ายแสนดี

ในความคิดของใครหลายคนแร้งอาจดูน่ารังเกียจ แต่รู้หรือไม่ว่าแร้งแทบไม่ฆ่าสัตว์อื่นเลย พวกมันมีหน้าที่สำคัญในทางนิเวศวิทยาคือการกำจัดซาก นอกจากนั้นพวกมันยังจับคู่แบบผัวเดียวเมียเดียว ช่วยกันเลี้ยงลูก และพักผ่อนอาบน้ำกันเป็นฝูงใหญ่...ใช่ว่าจะสกปรกอย่างที่คุณคิด