ฉลามแห่งตำนานเรืออัปปาง - National Geographic Thailand

ฉลามแห่งตำนานเรืออัปปาง

เรื่อง เกลนน์ ฮอดเจส
ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี

ครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่า ฉลามครีบด่างเป็นฉลามในทะเลเปิดที่มีจำนวนมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก หนังสือที่ได้รับการยอมรับชื่อ ธรรมชาติวิทยาของฉลาม (The Natural History of Sharks) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1969 ยังบรรยายว่า  พวกมัน “อาจเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก  คำว่าขนาดใหญ่หมายถึงมีน้ำหนักมากกว่า 45 กิโลกรัม” ฉลามครีบด่างปัจจุบันแทบสูญพันธุ์ไปเพราะการประมงเชิงพาณิชย์และการค้าหูฉลาม ขณะที่วงการวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจพวกมันน้อยอย่างน่าประหลาด ซ้ำร้ายสาธารณชนยังห่วงใยฉลามชนิดนี้น้อยกว่าเสียอีก

“เราทำลายล้างฉลามชนิดนี้ทั่วโลกเลยครับ” เดเมียน แชปแมน หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ศึกษาฉลามชนิดนี้ กล่าว “แต่พอผมเอ่ยถึง ‘ฉลามครีบด่าง’ คนจำนวนมากกลับไม่รู้ว่าผมพูดถึงอะไร”

ถ้าคุณเคยชมภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส คุณจะรู้จักฉลามครีบด่างอยู่บ้าง มันน่าจะเป็นฉลามชนิดหลักที่โจมตีลูกเรือ ยู.เอส.เอส. อินเดียแนโพลิส หลังจากถูกเรือดำน้ำญี่ปุ่นโจมตีจนอับปางในช่วงท้ายๆของสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างภาพเชิงลบในสายตาคนรุ่นหลังผ่านคำพูดของตัวละครอย่างกัปตันควินต์  ผู้บอกเล่าประสบการณ์การรอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น คำบอกเล่าช่วงท้ายๆสรุปว่า “มีคน 1,100 คนลอยคออยู่ในน้ำ ในจำนวนนี้รอดชีวิตมาได้ 316 คน ที่เหลือตกเป็นเหยื่อฉลาม”

ฉลามครีบด่างที่มีแถบระบุอัตลักษณ์และอุปกรณ์ติดตามตัวผ่านดาวเทียมว่ายน้ำใกล้เกาะแคต ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท้ายๆที่ยังพบเห็นฉลามชนิดนี้ ก่อนจะมีการศึกษาด้วยการติดแถบติดตาม นักวิทยาศาสตร์แทบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับฉลามชนิดนี้

อย่างไรก็ดี เรื่องที่ควินต์เล่ามีปัญหาคือ แม้จะมีความถูกต้องตามข้อเท็จจริงอยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับประสบการณ์ของลูกเรือ เพราะเรื่องจริงมีอยู่ว่า ลูกเรือ อินเดียแนโพลิส จากจำนวนเกือบ 1,200 คน มีอยู่ราว 900 คนที่กระโดดลงน้ำทั้งเป็น ก่อนที่ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตอย่างทนทุกข์ทรมานในช่วงห้าวันต่อมา สุดท้ายแล้วมีผู้รอดชีวิตเพียง 317 คนเท่านั้น ในน้ำมีฉลามจำนวนมาก และพวกมันก็เข้าโจมตีอย่างน่าสยดสยอง

แต่เมื่อผมถาม คลีทัส ลีโบว์ วัย 92 ปี ลูกเรือ อินเดียแนโพลิส ชาวเท็กซัสผู้มีน้ำเสียงนุ่มนวลว่า ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของเขาขณะลอยคออยู่ในน้ำคืออะไร เขาตอบก่อนที่ผมจะถามจบด้วยซ้ำว่า “ความกระหายครับ ผมยอมแลกทุกอย่างกับน้ำสักแก้วเลยละ” แล้วฉลามล่ะ “คุณจะเห็นมันป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆเป็นบางครั้ง แต่พวกมันไม่ยุ่งกับเราหรอก” ไลล์ อูเมนฮอฟเฟอร์ วัย 92 บอกผม “คุณต้องตื่นตัวเมื่อมีฉลามอยู่ใกล้ๆ ถ้าพวกมันเข้ามาใกล้เกินไป คุณก็ถีบมันออกไป  แต่ผมว่าผมไม่ได้กลัวมันเสียทีเดียวหรอกครับ เรายังมีปัญหาอื่นๆอีกถมเถไป”

ครีบอกลักษณะคล้ายปีกเอื้อให้ฉลามครีบด่างร่อนหาเหยื่อไปในมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง เมื่อพบสิ่งที่อาจกินได้ มันจะเข้าไปตรวจสอบอย่างไม่ลดละ

การเข้าใจเรื่องให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการสร้างภาพว่าฉลามครีบด่างเป็นนักฆ่าตะกละตะกรามจนดูเหมือนชนิดพันธุ์ที่ไม่ควรค่าแก่การอนุรักษ์อาจก่อให้เกิดความเสียหายตามมา  บนบก เป็นที่เข้าใจกันดีแล้วว่าผลกระทบจากการกำจัดสัตว์นักล่าหลักๆทำให้เกิดหายนะทางนิเวศวิทยา การสูญพันธุ์ของฉลามครีบด่างจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้างต่อระบบนิเวศมหาสมุทร ซึ่งเคยมีสัตว์เหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมาก  เราไม่มีทางรู้ได้เลย  ทุกวันนี้ งานวิจัยเกี่ยวกับฉลามมีน้อยมาก  แม้แต่การพยายามทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้พวกมันลดจำนวนลงก็ไม่ต่างจากการพยายามต่อภาพปริศนาที่ชิ้นส่วนจำนวนมากสูญหายไป ส่วนเรื่องที่ว่าการลดจำนวนของฉลามชนิดนี้ส่งผลกระทบต่อสัตว์ชนิดอื่นอย่างไรนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง  และถ้าเราเข้าใจผิดคิดว่าฉลามเหล่านี้เป็นสัตว์ร้าย ก็ย่อมไม่ใส่ใจที่จะค้นหาชิ้นส่วนเหล่านั้นอย่างเร่งด่วน

ฉลามครีบด่างยาวสองเมตรครึ่งถึงสี่เมตรเมื่อโตเต็มวัย   มีขนาดใหญ่พอจะก่ออันตรายได้อย่างแน่นอน อีกทั้งพวกมันยังเป็นฉลามใจกล้าบ้าบิ่นและไม่ย่อท้อ  ท้องทะเลเปิดเปรียบเสมือนทะเลทรายในเชิงนิเวศวิทยา ฉลามครีบด่างปรับตัวให้ใช้พลังงานน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการสำรวจไปทั่วท้องทะเล และใช้เวลานานที่สุดเท่าที่จำเป็นในการตรวจสอบสิ่งที่อาจกินเป็นอาหารได้  พวกมันจึงร่อนไปในท้องน้ำด้วยครีบอกเหมือนปีกยาวๆ เมื่อพบสิ่งที่อาจเป็นแหล่งอาหาร เช่น กะลาสีที่ลอยคออยู่รอบเรืออับปาง ซากวาฬ และฝูงปลาทูน่าพวกมันจะพุ่งเข้าไปสำรวจดู  หากคุณเป็นอาหารชนิดเดียวในบริเวณนั้น ฉลามครีบด่างจะกลายเป็นฉลามแสนอันตรายขึ้นมาทันที แต่ถ้าไม่ใช่ พวกมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรนัก

อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของฉลามครีบด่างมีเกร็ดน่าสนใจที่สุดอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรืออับปางหรือนักดำน้ำแต่อย่างใด ในช่วงทศวรรษ 1950 นักวิจัยการประมงในอ่าวเม็กซิโกต้องประหลาดใจเมื่อผ่าท้องฉลามครีบด่างแล้วพบปลาทูน่าขนาด 2.5 และ 4.5 กิโลกรัมอยู่ภายใน เพราะฉลามครีบด่างว่ายน้ำได้ไม่เร็วพอจะไล่ล่าปลาทูน่าขนาดเล็ก อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาเห็นฉลามครีบด่างฝูงใหญ่ว่ายน้ำอ้าปากฝ่าฝูงปลาทูน่าอยู่บนผิวน้ำ “ฉลามครีบด่างไม่ได้พยายามไล่ตามหรืองับปลาทูน่าหลายร้อยตัวหรอก” นักวิจัยรายงาน “มันแค่รอจังหวะที่ปลาทูน่าบังเอิญว่ายน้ำหรือกระโดดเข้ามาในปากเอง”

ปัจจุบัน ฉลามครีบด่างสองตัวก็จัดว่ามีมากแล้ว แต่เมื่อ 50 ปีก่อน เราพบเห็นฉลาดชนิดนี้ได้นับร้อยตัว แม้ว่าคำเล่าลือเรื่องพฤติกรรมกินคนของพวกมันจะถูกขยายความเกินจริง แต่พวกมันก็เคยมีชื่อฉาวโฉ่เรื่องกลุ้มรุมผู้รอดชีวิตจากเรืออับปาง

แน่ล่ะ ปัจจุบันไม่น่าจะมีใครได้เห็นพฤติกรรมเช่นนั้นอีก และที่ขัดแย้งอยู่ในตัวก็คือ นักวิจัยผู้บันทึกเรื่องน่าตื่นเต้นนี้กลับช่วยปูทางสู่จุดจบของพวกมันเสียเอง  “นักวิจัยไปที่นั่นเพื่อดูว่าจะพัฒนาการประมงพาณิชย์ประเภทใดขึ้นในน่านน้ำของสหรัฐฯได้บ้าง” จูเลีย บอม นักนิเวศวิทยาทางทะเลผู้เปรียบเทียบข้อมูลในช่วงทศวรรษ 1950 กับข้อมูลการจับปลาด้วยเบ็ดราวที่ได้มาเมื่อไม่นานมานี้เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงประชากรฉลามครีบด่างในอ่าวเม็กซิโก บอก “พวกเขาวางเบ็ดราวไว้จับปลาทูน่าและฉลามก็แสนจะชุกชุม” พอฉลามกินปลาทูน่าที่ติดเบ็ดจึงติดเบ็ดเสียเอง “พวกเขาไม่รู้ว่าจะพัฒนาการประมงปลาทูน่าเชิงพาณิชย์ได้ไหม เพราะมีฉลามอยู่มากมายเหลือเกิน”

ชาวประมงคิดหาทางออกได้สองวิธี คือ ยิงฉลามก่อนที่พวกมันจะกินปลาทูน่าติดเบ็ด และวางเบ็ดราวแยกต่างหากสำหรับจับฉลาม  เพราะพวกเขาตระหนักดีว่าครีบฉลามมีมูลค่า เมื่อความไม่แยแสฉลามมารวมกับความต้องการซุปหูฉลามที่เพิ่มขึ้นในเอเชีย ประชากรฉลามทั่วโลกจึงถูกทำลายล้างในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา และส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อฉลามครีบด่าง งานวิจัยของบอมนำไปสู่ข้อสรุปเมื่อปี 2004 ว่า ประชากรฉลามครีบด่างในอ่าวเม็กซิโกลดลงถึงร้อยละ 99 และแม้งานวิจัยของเธอจะถูกติติง แต่งานวิจัยอื่นๆก็พบว่าฉลามครีบด่างในมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบเช่นกัน

พอถึงปี 2010 ก็เป็นที่ชัดเจนว่า ฉลามครีบด่างตกที่นั่งลำบากจนองค์กรประมงนานาชาติขนาดใหญ่ห้าองค์กรผู้กำกับดูแลการจับปลาฉนากและปลาทูน่า สั่งห้ามเรือเก็บฉลามครีบด่างที่จับได้ไว้ นับเป็นฉลามชนิดเดียวในขณะนั้นที่ได้รับความคุ้มครองเช่นนี้ ต่อมาเมื่อปี 2013 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) ก็ออกข้อกำหนดซึ่งลดปริมาณการค้าครีบฉลามถูกกฎหมายลงอย่างมาก

คำถามคือ การคุ้มครองนี้น้อยเกินไปและสายเกินไปหรือไม่ ประชากรปลากระดูกแข็งจำนวนมากฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังถูกจับมากเกินขนาด เพราะพวกมันวางไข่ได้ตั้งแต่ช่วงต้นของวงจรชีวิตและวางไข่ครั้งละหลายพันฟอง แต่ฉลามส่วนใหญ่ถึงวัยเจริญพันธุ์ช้าและตกลูกครอกเล็กๆทุกหนึ่งหรือสองปี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ฉลามเสี่ยงต่อการทำประมงเกินขนาดและสูญพันธุ์ได้ง่าย  และในกรณีของฉลามครีบด่าง “เรายังไม่รู้ว่าพวกมันตกลูกทุกปีหรือทุกสองปีด้วยซ้ำไป” เอ็ดด์ บรุกส์ นักชีววิทยาทางทะเล บอก “คุณจะเริ่มต้นอนุรักษ์สัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งได้อย่างไร ถ้าคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของมันน้อยเหลือเกิน”

เรื่องแนะนำ

ภาพนี้ต้องขยาย : จุดจบของทีมสำรวจ

ภาพ เฮอร์เบิร์ต จี. พอนติง, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE แม้ว่าพวกเขาจะปักธงชาติสหราชอาณาจักร (ซ้ายสุด) หลังมาถึงขั้วโลกใต้เมื่อเดือนมกราคม ปี 1912 แต่สมาชิกใน คณะสำรวจภูมิภาคแอนตาร์กติกของโรเบิร์ต ฟอลคอน สกอต ก็พบธงชาตินอร์เวย์โบกสะบัดอยู่ที่นั่นแล้ว  คณะสำรวจภายใต้การนำของโรอัลด์ อามุนด์เซน คู่แข่งของสกอต มาถึงขั้วโลกใต้ก่อนหน้านั้นเพียงเดือนเศษ  ทว่าเอดเวิร์ด วิลสัน, สกอต, เอดการ์ เอแวนส์, ลอว์เรนซ์ โอตส์ และเฮนรี เบาเวอร์ส (จากซ้ายไปขวา) ยังคงบันทึกความสำเร็จของพวกเขาด้วยภาพถ่ายภาพนี้  การมองผ่านแว่นขยายเผยให้เห็นว่า  พวกเขาบันทึกภาพนี้ได้อย่างไร  นั่นคือสายลั่นชัตเตอร์ที่อยู่ในมือของวิลสัน ภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพถ่ายท้ายๆ ของพวกเขา  ไม่มีใครในภาพรอดชีวิตกลับถึงบ้านเลยสักคน ภายในหนึ่งเดือนหลังถ่ายภาพนี้ เอแวนส์ก็เสียชีวิต  หนึ่งเดือนต่อมา โอตส์ซึ่งถูกความเย็นกัดก็ออกจากทีมและไม่มีใครเห็นเขาอีก ร่างที่ถูกแช่แข็งของคนที่เหลือถูกพบอยู่ในเต็นท์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1912  พร้อมกับฟิล์มเนกาทิฟของภาพนี้ — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์

ถึงคราวนิติวิทยาศาสตร์ถูกสอบสวน

เรื่อง เวโรนีก กรีนวูด ถ่ายภาพ แม็กซ์ อกีเลรา-เฮลล์เวก เช้าวันที่ 23 พฤศจิกายน ปี 2009 นักปั่นจักรยานใกล้เมืองเลกชาร์ลส์ รัฐลุยเซียนา พบร่างหญิงสาวคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นใกล้ถนนในชนบท ใบหน้าของเธอถูกทุบตีจนเละ แต่รอยสักที่ไม่เหมือนใครทำให้ตำรวจระบุได้ว่า  เธอคือเซียรา บูซิการ์ด วัย 19 ปี นักสืบจากสำนักงานนายอำเภอที่มีนายอำเภอโทนี แมนคูโซ เป็นหัวหน้า ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในชั่วโมงสุดท้ายของเธอทันที คนกลุ่มสุดท้ายที่พบเห็นบูซิการ์ดขณะยังมีชีวิตให้เธอยืมใช้โทรศัพท์ หมายเลขที่เธอกดหาให้เงื่อนงำแก่ตำรวจ คนที่ทำร้ายบูซิการ์ดทิ้งเบาะแสที่เป็นประโยชน์ไว้เช่นกัน นักสืบได้ตัวอย่างดีเอ็นเอที่ชัดเจนจากเนื้อเยื่อที่ติดอยู่ในซอกเล็บของเธอระหว่างการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการเปรียบเทียบและจับคู่ดีเอ็นเอเพื่อหาตัวฆาตกรให้ได้ หมายเลขโทรศัพท์ที่เธอกดนำตำรวจไปถึงตัวคนงานต่างด้าวผิดกฎหมายชาวเม็กซิกัน “เราจึงขอหมายศาลเพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอด้วยการป้าย หาล่ามมาช่วยสื่อสาร และประสานงานกับหน่วยตรวจคนเข้าเมือง” แมนคูโซเล่า แต่ไม่มีดีเอ็นเอของชาวเม็กซิกันคนใดตรงกับตัวอย่างที่ได้จากสถานที่เกิดเหตุเลย อีกทั้งตัวอย่างที่ได้มายังไม่ตรงกับดีเอ็นเอในฐานข้อมูลของเอฟบีไอที่เรียกว่าโคดิสหรือระบบดัชนีดีเอ็นเอแบบรวม (Combined DNA Index System: CODIS) ไม่ว่าจะของอาชญากร บุคคลสาบสูญ หรือผู้ต้องหา ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2015 มอนิกา ควอล หัวหน้านักวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำงานให้สำนักงานนายอำเภอ ได้ยินมาว่ามีวิธีการใหม่ในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้จากตัวอย่างดีเอ็นเอ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ดีเอ็นเอของผู้ต้องสงสัย หรือการจับคู่กับดีเอ็นเอในฐานข้อมูล […]

เบื้องหลังการสร้างแบบจำลองเรือไวกิ้งในแผนที่พิเศษ “ไวกิ้ง” ฉบับเดือนมีนาคม 2560

โปรเจ็คนี้ใช้เวลานานแค่ไหน ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาประมาณสองเดือนครึ่ง โดยใช้ทำงานกันทั้งวันและในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย ตอนนั้นเฟร์นันโดยังมีงานอื่นอีกสองชิ้น แต่เขาก็ไม่อาจตอบปฏิเสธนี้ได้ (รวมทั้งยังรับทำภาพปกอีกด้วย) ถึงแม้ว่าเขาจะมีเวลาในการทำงานไม่มากก็ตาม นี่ไม่ใช่งานแรกเกี่ยวกับชาวไวกิ้งของเฟร์นันโดใช่ไหม เขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ไวกิ้งเลยละครับ แถมยังมีหนังสือเกี่ยวกับไวกิ้งเป็นตั้งก่อนหน้าจะเข้ามาทำงานกับ NGM เสียด้วยซ้ำ เฟร์นันโดเคยสร้างเรือจำลองไวกิ้งยาว 1 เมตรขึ้นมาลำหนึ่งตอนยังอยู่บ้านพ่อแม่ที่สเปนและมีอายุ 23 ปี ต่อมา เมื่อสามปีก่อน เขาได้ไปเที่ยวพักผ่อนกับภรรยาในเดนมาร์ก และหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อหาพิพิธภันฑ์ที่ดีที่สุดใกล้โคเปนเฮเกน เขาพบว่ามีพิพิธภันฑ์เรือไวกิ้งที่รอสกิลด์และอยากไปที่นั่นมาก พอถามภรรยาว่าอยากไปด้วยกันไหม เธอตอบว่า “ก็ไม่เชิงค่ะ…” แต่เธอก็ไปกับเขา เขาจำได้ว่านั่งรถทัวร์ไปถึงรอสกิลด์ในวันที่มีอากาศหนาวเย็นและขมุกขมัวไปด้วยหมอกในฤดูหนาว ทั้งคู่ใช้เวลาชมเรืออยู่ถึงสี่ชั่วโมงเต็ม แต่เขาไม่รู้ตัวหรอกว่า อีกสองสามปีต่อมาจะได้กลับมาเยือนรอสกิลด์อีกครั้งในฐานะหนึ่งในทีมงานของ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขั้นตอนในการสร้างภาพเรือจำลองในแผนที่พิเศษไวกิ้ง เฟร์นันโดมีภาพอยู่ในหัวแล้วเกี่ยวกับฉากที่ว่า ชาวไวกิ้งล่องเรืออย่างไรและนำเรือเทียบท่าอย่างไร จากนั้นก็วาดภาพฉากเหล่านั้นขึ้นมา เขาเริ่มลงมือทำงานชิ้นนี้โดยใช้เวลา 2-3 วันแรกไปกับการตะลุยอ่านทุกอย่างเกี่ยวกับไวกิ้งเท่าที่หาได้ เมื่อได้ข้อมูลมาจำนวนหนึ่งแล้ว เขาก็เข้าใจว่า หัวใจสำคัญของการขยายอิทธิพลของชาวไวกิ้งอยู่ที่เรือของนั่นเอง เขาจึงตั้งใจวาดให้เรือเป็นพระเอก ในแผนที่ด้านที่เป็นรูปเรือ เขาได้ลองออกแบบเรือมาหลายแบบ แบบหนึ่งมีภาพร่างของเรือหกลำ อีกแบบเจาะไปที่เรือลำเดียว หลังจากหารือกับ Creative Director แล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจกันว่า ภาพที่สื่อเรื่องราวได้ดีที่สุดควรจะเป็นภาพที่เจาะให้เห็นรายละเอียดของเรือลำเดียว แต่ควรจะเลือกลำไหนล่ะ เฟร์นันโดเลือกเรือ […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.