ชมภาพถ่ายใต้น้ำที่ชนะการประกวดจากทั่วโลก - National Geographic Thailand

ชมภาพถ่ายใต้น้ำที่ชนะการประกวดจากทั่วโลก

เรื่อง ซาราห์ กิบเบนส์

ภาพถ่ายในระยะประชิดของหมึกสายที่กำลังแหวกว่ายผ่านน่านน้ำตื้น ๆ ถูกถ่ายทอดโดย Grabriel Barathieu นักถ่ายภาพผู้คว้ารางวัลช่างภาพใต้น้ำยอดเยี่ยมแห่งปี จากภาพชื่อ “Dancing Octopus” ภาพของเขาบันทึกได้ที่ชายฝั่งแห่งหนึ่งบนเกาะมายอต ในมหาสทุรอินเดีย

“วิธีการเคลื่อนที่ของมันดูช่างแตกต่างจากนักล่าชนิดที่หากินบนบกมากเลยครับ” Alex Mustard คณะกรรมการติดสิน กล่าว “นี่มันสามารถเป็นสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นจากดาวอื่นได้เลย”

หลุมยุบ Kukulkan ตั้งอยู่บนคาบสมุทรยูคาตัน ในเม็กซิโก เป็นหนึ่งในแนวหลุมยุบ Chac Mool เมื่อแสงอาทิตย์ส่องผ่านน้ำสีทะมึนด้านล่างจะทำให้เกิดการกระเจิงแสงเป็นเส้นตรง ผมเคลื่อนตัวเข้าไปอยู่ภายในถ้ำใต้น้ำและสอดส่องสายตาหาจุดสมมาตรระหว่างลำแสงและโขดหิน ผมรอจังหวะที่ผู้ช่วยของผมเคลื่อนที่ผ่านลำแสงเพื่อให้องค์ประกอบของภาพสมบูรณ์ การเดินทางในฐานะช่างภาพใต้น้ำของผม ทำให้ผมมีโอกาสได้พบภาพอันน่าอัศจรรย์มากมาย ผมรู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติที่ภาพนี้ได้รับรางวัล” – Nick Blake

Barathieu ต้องใช้ความอดทนสูงมากในการถ่ายภาพออกมาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา “ผมต้องรอจนถึงช่วงน้ำลงของฤดูใบไม้ผลิ เมื่อระดับน้ำทะเลมีความลึกเพียง 30 เซนติเมตร เพื่อจะให้ตัวของหมึกสายอาบไล้ไปด้วยแสงที่ทะลุผ่านผิวน้ำ ผมเข้าใกล้มันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมเลือกใช้เลนส์มุมกว้างเพื่อถ่ายภาพชุดนี้ จึงทำให้เจ้าหมึกสายดูมีขนาดใหญ่ขึ้น

“ภาพปลาแมงป่องชนิดหนึ่งถูกพบที่จุดดำน้ำ Sereya ในหมู่เกาะบาหลี ผมออกดำน้ำกับไกด์ของผม ผู้ซึ่งเป็นเหมือนจมูกของผม ผมพยายามจะถ่ายภาพปลาแมงป่องให้ได้แสงส่องผ่านมาอีกด้านหนึ่งและให้พ้นหลังเป็นสีดำ ผมกดชัตเตอร์ประมาณ 30 – 40 ภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่ใช่ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยากมากในที่ที่แสงแดดส่องถึงและมีความลึกเพียง 12 เมตร ผมใช้ไฟฉายใต้น้ำสองดวงเพื่อถ่ายภาพครั้งนี้ ดวงหนึ่งเพื่อทำให้เกิดแสงจากฝั่งตรงข้ามของปลา และอีกดวงติดอยู่กับหน้ากากดำน้ำของผม ผมขอบคุณที่การถ่ายภาพปลาแมงป่องสีม่วงตัวหนึ่งเมื่อวันก่อนหน้าล้มเหลว ทำให้ผมรู้ว่าเวลาที่มีตอนนี้ผมต้องทำอะไร” John Parker

ในปีนี้ มีภาพส่งเข้าประกวดกว่า 4,500 ภาพ จาก 67 ประเทศทั่วโลก การแข่งขันจัดขึ้นโดย UPY ลอนดอน ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการผู้มีประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพใต้น้ำในสาขานั้น ๆ โดยในปีนี้คณะกรรมการประกอบด้วย Martin Edge, Alex Mustard, and Peter Rowlands ซึ่งเป็นผู้ที่ถ่ายภาพประกอบสารคดีในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก การประกวดครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้สมาคมช่างภาพใต้น้ำชาวอังกฤษ ดังนั้น จึงมีรางวัลพิเศษที่มอบให้เฉพาะช่างภาพชาวอังกฤษด้วย

“เมื่อปี 1944 ปืนต้านอากาศยานยิงเครื่องบิน USAAF G-17G ตกพุ่งชนกับพื้นดินระหว่างการปฏิบัติภารกิจทิ้งระเบิดที่เมืองวิส ประเทศโครเอเชีย ทำให้ผู้ช่วยนักบิน Earnst Vienneau เสียชีวิต ซากอับปางนี้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซากเครื่องบินจมลึกอยู่ก้นทะเลราว 72 เมตร ผมมีโอกาสเพียงครั้งเดียวในการเข้าไปเก็บภาพในพื้นที่ ผมจึงทำการสรุปให้คู่หูนักดำน้ำของผมรับทราบถึงสิ่งที่ผมมองหา ผมต้องการแสดงภาพให้เห็นขนาดจริงของเครื่องบินลำนี้ ผมจึงเลือกใช้แสงธรรมชาติ และทำการปรับสมดุลสีของภาพในภายหลัง” Steve Jones

ช่างภาพ Nick Blake เป็นผู้คว้ารางวัลนี้ไปครองด้วยภาพ “Out of the Blue” เป็นภาพที่บันทึกได้จากแนวหลุมยุบ Chac Mool ในเม็กซิโกชื่อ ภายในหลุมนี้ เขาเห็นลำแสงจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านลงมาที่ผิวน้ำแล้วเกิดการกระเจิงแสงภายในมวลน้ำสีดำมืดก่อนเกิดการสะท้อนกลับ

Blake กล่าวถึงการทำงานของเขาว่า “นักถ่ายภาพใต้น้ำสามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งสามมิติ ดังนั้นผมจึงสามารถปรับมุมมองในการถ่ายภาพเพื่อให้เกิดภาพที่สมมาตรระหว่างแสงอาทิตย์กับก้อนหินได้”

“ในบรรดาหมู่เกาะทั้งหลายของเม็กซิโก มีเกาะแห่งหนึ่งเป็นบ้านของสิงโตทะเล ผมไปที่นั่นเพื่อจะได้ภาพของเหล่าสิงโตทะเลกำลังล่าปลาซาร์ดีน แต่โชคไม่ดีเพราะฝูงปลาซาร์ดีนไม่ผ่านเข้ามาในน่านน้ำแถบนี้ แต่ผมกลับพบเจอสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่นภาพนี้ สิงโตทะเลวัยเยาว์กำลังเล่นกับดาวทะเล พวกมันคาบดาวทะเลขึ้นมาแล้วปล่อย และคาบกลับขึ้นมาอีก ผมใช้เวลาอยู่ใต้น้ำ 4 ชั่วโมง ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้พวกมันทีละนิด และด้วยความเคารพ ในที่สุดผมก็ถ่ายภาพนี้ได้” Francis Pérez

“ผมหลงรักแสงที่สาดส่องอยู่ภายในหลุมครับ” Martin Edge หนึ่งในคณะกรรมการ กล่าว “การจัดวางองค์ประกอบภาพเต็มไปด้วยแสงอาทิตย์ ดังนั้นผู้ชมจึงไม่สามารถละสายตาจากภาพไปได้เลย”

ช่างภาพจากประเทศอื่นได้ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดในสาขาอื่น ๆ ได้แก่ ภาพมุมกว้าง ภาพมาโคร ภาพซากอับปาง ภาพแนวพฤติกรรม ภาพบุคคล ภาพจากกล้องคอมแพคท์ และภาพมุมกว้างเฉพาะช่างภาพชาวอังกฤษ ภาพที่ชนะเลิศการแข่งขันได้ถ่ายทอดมุมมองออกมาอย่างหลากหลายตั้งแต่ภาพถ่ายระยะประชิดของแม่วาฬพร้อมลูกน้อย ไปจนถึงซากปรักหักพังของเครื่องบินที่จมทะเลตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

เรื่องแนะนำ

ใช้ชีวิต แบบทวนกระแส

  เรื่อง เคนเนดี วอร์น ภาพถ่าย คาดีร์ ฟาน โลเฮอเซน เวลาเช่นนี้เรียกว่า อีติงกาโร (itingaaro) หรือฟ้าสางยามอรุณ เกาะเพิ่งจะตื่นจากหลับใหล ผู้คนลอยคออาบน้ำในลากูนอย่างง่วงงุน บ้างวักน้ำล้างหน้า บ้างดำผุดดำว่าย ระดับน้ำขึ้นเต็มที่ เลยลากูนออกไป มหาสมุทรทอดไกลจนจรดขอบฟ้ามาราวา คาราวา ตาราวา “ทะเล ท้องฟ้า แผ่นดิน” คือเทพเจ้าโบราณสามองค์ของผู้คนในประเทศคิริบาตีหรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ชาวอี-คิริบาตี แต่เทพทั้งสามกำลังเสียสมดุล พระแม่มหาสมุทรหาได้เป็นศูนย์กลางแห่งการโอบอุ้มและดลบันดาลทุกสิ่งอย่างที่พวกเขาเคยรู้จักมาตลอด พระนางกำลังเผยพระพักตร์ที่แตกต่างออกไป เป็นโฉมหน้าอันน่าพรั่นพรึงของระดับน้ำที่รุกล้ำกลืนกินและคลื่นที่โหมซัดกระหน่ำ ทุกวันนี้ ชาวอี-คิริบาตีอยู่กับความเป็นจริงของมาราวาที่เพิ่มระดับขึ้น นี่คือช่วงเวลาของ บิบิตากิน คานวน โบง หรือ “ความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศที่ยาวนานหลายวัน” วลีในภาษาคิริบาตีที่หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ชาวเกาะอยู่กันอย่างหวาดหวั่นและไม่มั่นใจกับวลีนี้ จะไม่ให้หวาดหวั่นได้อย่างไรเล่า ในเมื่อโลกพร่ำบอกพวกเขาว่า ประเทศเกาะซึ่งมีพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างบ้านของพวกเขาจะจมน้ำในไม่ช้า บรรดาผู้นำของพวกเขายังบอกเองว่า คิริบาตีซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 33 เกาะ ท่ามกลางความกว้างใหญ่ไพศาลของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางนี้เป็น “หนึ่งในประเทศซึ่งเปราะบางที่สุดในบรรดาพื้นที่เปราะบางทั้งหลาย” พวกเขาทำนายด้วยว่า เกาะปะการังวงแหวนหรืออะทอลล์ (atoll) ตาระวาซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไปภายในหนึ่งชั่วอายุคน แต่ชาวอี-คิริบาตีจำนวนมากไม่ยอมรับว่า บ้านเกิดของตนกำลังกลายเป็น “ประเทศเกาะที่รอวันอันตรธาน” และพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยอมรับชะตากรรม   พวกเขาไม่คิดว่าตนเองเป็น […]

ภาพนี้ต้องขยาย : รวมพล คนรักชาติ

ภาพโดย BROWN BROTHERS/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ฝูงชนมารวมตัวกันเพื่อชม “ธงชาติผืนใหญ่ที่สุด” โบกสะบัดเหนือไทมส์สแควร์ในมหานครนิวยอร์ก แม้ภาพนี้น่าจะถ่ายในช่วงฤดูร้อนปี 1913  แต่กว่าที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จะได้รับภาพก็ล่วงเข้าเดือนมิถุนายน ปี 1918 พอถึงตอนนั้น นิตยสารก็ได้อุทิศเนื้อหาทั้งฉบับของเดือนตุลาคม ปี 1917 ให้กับเรื่องธงชาติไปแล้ว  “ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ที่ธงชาติจะเป็นที่ต้องการมากเช่นนี้” คำบรรยายภาพภาพหนึ่งในฉบับดังกล่าวเขียนไว้ “ไม่ใช่เพียงแค่ธงชาติสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธงชาติของประเทศต่างๆในยุโรปซึ่งสหรัฐฯ ได้ร่วมเป็นพันธมิตร เพื่อขจัดระบอบอัตตาธิปไตยให้หมดไปจากโลก” — มาร์กาเร็ต จี.  แซ็กโควิตซ์

ภาพนี้ต้องขยาย : สูงใหญ่มีชัยไปกว่าครึ่ง

ภาพโดย U.S. FOREST SERVICE/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ในภาพถ่ายเมื่อปี 1924 ภาพนี้   นั่งร้านบนยอดไม้ทำให้คนเฝ้าระวังไฟป่าที่ถือธงอยู่มองเห็นภาพมุมกว้างในป่าสงวนแห่งชาติเมานต์แชสตา รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาปีนขึ้นไปสูงขนาดนั้นได้อย่างไร แชริล โอ๊กส์ จากสมาคมประวัติศาสตร์ป่าไม้ ตั้งข้อสังเกต “ต้นไม้ต้นนี้อยู่ใกล้กับสถานีเพาะชำต้นไม้ และอาจมีโลหะให้ใช้ทำบันไดได้” การตรวจพบไฟป่าแต่เนิ่นๆ มากกว่าการดับไฟ กลายเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ  สำหรับกรมป่าไม้สหรัฐฯ หลังจากเพลิงเผาผลาญพื้นที่ราว 10,000 ตารางกิโลเมตรในรัฐไอดาโฮ  มอนแทนา และวอชิงตัน เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1910 ภัยพิบัติครั้งนั้นยังคงเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์  

ภาพนี้ต้องขยาย : โลกบนเส้นด้าย

ภาพโดย เดนนิส ดิมิก ตอนที่นักบินอวกาศถ่ายภาพที่ทุกวันนี้กลายเป็นภาพโด่งดัง นี่คือภาพที่ปรากฎตรงหน้าพวกเขา ฉากหน้าคือบางส่วนของพื้นผิวดวงจันทร์และโลกที่เห็นเพียงด้านเดียว เมื่อภาพเหล่านั้นได้รับการตีพิมพ์ มีการเอียงบางภาพเพื่อให้ดูเหมือน “โลกขึ้น” (Earthrise) อยู่เหนือขอบฟ้าของดวงจันทร์ “บ้าน” ของเราจากห้วงอวกาศ มุมมองของเราต่างหากที่เปลี่ยนไปตลอดกาล ภาพโลกภาพแรกๆเหล่านั้น ดังเช่นภาพจากภารกิจอพอลโล 11 ที่บันทึกได้เมื่อปี 1969 ภาพนี้ก่อให้เกิดความตื่นตัวและแรงบันดาลใจในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมโลกตลอดหลายสิบปีหลังจากนั้น นักบินอวกาศ ดาวเทียม และนักวิทยาศาสตร์ช่วยให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดาวเคราะห์ของเราเพิ่มพูนขึ้น ผ่านภาพถ่ายที่เผยรายละเอียดและข้อมูลมากมายจากการสังเกตการณ์ ในแต่ละวัน เราได้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับชั้นบรรยากาศ น้ำและผืนแผ่นดินโลก ตลอดจนผลกระทบของเราที่มีต่อโลก สุขภาพของดาวเคราะห์สีฟ้าดวงเล็กๆ กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย แล้วเราจะอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ทำอะไรได้บ้าง