INSPIRING TALK : MEET THE MASTERS ถอดรหัสภูมิปัญญา พัฒนางานชุมชน

INSPIRING TALK : MEET THE MASTERS ถอดรหัสภูมิปัญญา พัฒนางานชุมชน

สรุปบทเรียนจาก INSPIRING TALK : MEET THE MASTERS 

แม้การพัฒนาชุมชนจะไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะแต่ละพื้นที่ล้วนมีต้นทุนทรัพยากรและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ถึงเช่นนั้นประสบการณ์จากผู้ลงมือทำและประสบความสำเร็จมาก่อนถือเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่

ในกิจกรรม ShowBhumi Orientation Week ที่จัดขึ้นเมื่อ 7-16 มิถุนายนที่ผ่านมา เซสชั่นที่น่าสนใจและไม่ต่างอะไรจากการสรุปบทเรียนการทำงานชุมชน คือช่วง INSPIRING TALK : MEET THE MASTERS ซึ่งถอดบทเรียนนักทำงานชุมชนไว้อย่างน่าสนใจ และสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

 บรรจง พรหมวิเศษ ปราชญ์ชาวบ้านเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน ต.ดงขี้เหล็ก จ.ปราจีนบุรี

ใช้ข้อมูลจริงสู้ความยากจน บทเรียนจากการพัฒนาชุมชนด้วยแผนบันได 7 ขั้น

Master ท่านแรกในเซสชั่นนี้ คือ ลุงจง-บรรจง พรมวิเศษ คนจริงที่ผ่านงานชุมชนมามากกว่า 30 ปี และเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง “ดงขี้เหล็กโมเดล” จ.ปราจีนบุรี ชุมชนเข็มแข็ง ที่โดดเด่นเรื่องการสร้างและขยายกลุ่มออมทรัพย์ชุมชน เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน

จุดเริ่มต้น ตำบลดงขี้เหล็ก ก็ไม่ต่างจากชุมชนอื่นที่สมาชิกดำรงชีพด้วยภาคเกษตรกรรม ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำจากการไร้แนวทางบริหารจัดการ ทั้งผลผลิตที่ไม่แน่นอนยังส่งผลให้สมาชิกต้องมีหนี้สิน กู้ยืมหนี้นอกระบบ กระทั่งชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างแหล่งทุนภายในชุมชน ดูแลสมาชิกให้มีสวัสดิการและหลักประกันในชีวิต ภายใต้ระเบียบปฏิบัติที่ชุมชนร่วมกันกำหนดขึ้น

การทำงานชุมชนต้องมีวิสัยทัศน์ ไม่ใช่ทำไปวันๆ การมีวิสัยทัศน์คือการมีเป้าหมาย รู้ว่าเราจะทำเรื่องอะไร ทำไปทำไม ที่ดงขี้เหล็กเรามีวิสัยทัศน์ร่วมกันว่า ทำให้เป็นชุมชนที่น่าอยู่ คนมีคุณธรรม และพัฒนาความเป็นเลิศด้านการเกษตร การท่องเที่ยว นั่นหมายความว่า เราต้องมีแนวทางทำเกษตรที่ดี มีน้ำใช้เพียงพอ ลดอันตรายจากสารพิษ เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม

เมื่อสมาชิกเห็นความสำคัญของการออมเงินแล้ว ชุมชนได้รวมตัวกันเชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน หน่วยงานรัฐ เพื่อช่วยชาวบ้านที่ประสบปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เช่น  เมื่อชาวบ้านประสบปัญหาที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัยกำลังจะหลุดมือจากการจำนองกับธนาคาร กองทุนและ สถาบันการเงินจะนำเงินไปไถ่ถอนแทน และรับจำนองที่ดินไว้กับกลุ่มในเงื่อนไขที่สมาชิกสามารถผ่อนชำระได้ พร้อมอัตราดอกเบี้ยต่ำ 

ขณะเดียวกันกองทุนยังเน้นการพัฒนาคน พัฒนาอาชีพของสมาชิก ส่งเสริมสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ เช่น การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ และการปลูกพืชสมุนไพร โดยเฉพาะพืชสมุนไพรที่มีการเชื่อมโยงกับตลาด เพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน 

แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือความเอาจริงเอาจัง ซึ่งลุงจง บอกว่า การทำงานต้องมีแผน และเขานิยามว่าคือ แผนการทำงานแบบบันได 7 ขั้นในการทำงานชุมชน ประกอบด้วย

  1. การรวมกลุ่มหาเพื่อน: อย่าลืมว่าการทำงานชุมชนทำเพียงคนเดียวไม่ได้ เราต้องพยายามหาแนวร่วม หาคนที่มีจุดมุ่งหมายหรือความต้องการเดียวกัน
  2. ประชุมสร้างความเข้าใจ: คือการสื่อสารให้คนเข้าร่วม ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องมีข้อมูลจริง (Fact) ที่เรียกว่าข้อมูลชุมชน หรือแผนที่ชุมชน เพื่อให้คนที่เห็นต่างยอมรับร่วมกัน
  3. การลงพื้นที่สำรวจข้อมูล: คือการบันทึกความเปลี่ยนแปลง ความเป็นจริงให้ได้ข้อมูลที่เกิดประโยชน์กับชุมชนมากที่สุด
  4. อบรมผู้จัดเก็บข้อมูล: พัฒนาสมาชิกอยู่เสมอ
  5. จัดทำข้อมูลหมู่บ้าน: สำรวจข้อมูลในแต่ล่ะพื้นที่ ตามบริบทชุมชน แม้จะอยู่อำเภอเดียวกันแต่ข้อมูลในระดับหน่วยย่อยอาจแตกต่างกัน
  6. สรุปข้อมูลตำบล
  7. วางแผนแก้ไขปัญหา / ทำแผนพัฒนาตำบลร่วมกัน

ลุงจง อธิบายโดยยกตัวอย่างสถาบันกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านขอนขว้างว่า  ความสำเร็จของกลุ่มออมทรัพย์ไม่ได้มองที่เงิน แต่มองที่เป้าหมาย ความร่วมมือของชุมชน และมีความโปร่งใส มีสัจจะ เงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ไม่ใช่เงินในสิ่งที่ไม่ใช่เป้าหมาย หากทำสิ่งนี้ได้คนในชุมชนเชื่อมั่นและอยากจะต่อยอดความรู้อื่นๆ อย่าง การบริหารเงิน การทำบัญชี การแก้หนี้ และการวางแผนอาชีพ

ขณะที่เรื่องของแหล่งน้ำ เพราะตำบลดงขี้เหล็กเป็นพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน ขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก ชุมชนจึงร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำ และทำระบบเขื่อนใต้ดินเพื่อกักเก็บน้ำ ส่งผลให้ชาวบ้านสามารถทำเกษตรได้มั่นคงขึ้น ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ และสมุนไพร จนกลายเป็นแหล่งผลิตสำคัญ มีรายได้ต่อเนื่องทุกวัน ไม่ต้องรอรายได้ปีละครั้งเหมือนในอดีต


สุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

Master ท่านที่สองคือ คุณสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ในการประสานงานและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริทั่วประเทศ การบรรยายในครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดคลังขุมทรัพย์ทางปัญญาจากประสบการณ์การทำงานจริง เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นว่า “ศาสตร์พระราชา” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือจำกัดอยู่แค่ภาคการเกษตรดั้งเดิม แต่คือเครื่องมืออันทรงพลังในการสร้างความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเอง และยกระดับมูลค่าสิ่งของในท้องถิ่นให้ก้าวไกลไปถึงระดับโลก 

ประเทศไทยมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค รวมแล้วกว่า 5,000 โครงการ ซึ่งเลขาธิการ กปร. นิยามไว้อย่างลึกซึ้งว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่จำนวนโครงการ แต่คือ “5,000 กว่าองค์ความรู้” เนื่องจากในแต่ละพื้นที่ต่างมีบริบท มี “ภูมิสังคม” (ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต) ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

หน้าที่หลักของสำนักงาน กปร. คือการบริหารจัดการ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” 6 แห่งทั่วประเทศ และศูนย์สาขาอีกมากมาย เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบในการทดลอง วิจัย และนำสิ่งที่ดีที่สุดมา “โชว์ภูมิ” ให้คนในท้องถิ่นได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ เพื่อนำไปปรับใช้แก้ปัญหาความยากจนในชีวิตจริง 

“คำว่า โชว์ภูมิ ก็คือสิ่งที่ไม่ต่างจากที่พระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริไว้เลย นั่นคือเรื่องของ ‘ภูมิสังคม’ บ้านเรามีอะไรดี มีภูมิอะไรเด่น จงเอาออกมาโชว์ให้คนเห็น” 

แก่นความคิดและกระบวนการทำงาน: ลำดับขั้นการพัฒนาและพลังของคนรุ่นใหม่

หัวใจสำคัญในการทำงานพัฒนาของสำนักงาน กปร. ยึดหลักการทรงงาน 27 ข้อ (เช่น การเข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา, การระเบิดจากข้างใน, ปลูกป่าในใจคน) และมีลำดับขั้นในการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนตามแนวพระราชดำริ: 

  1. เริ่มที่ “น้ำ”: น้ำคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตและการทำกิน 
  2. ต่อด้วย “ดิน”: เมื่อมีน้ำแล้ว จึงมาพัฒนาปรับปรุงดินให้ดี 
  3. เลือก “พืช/สัตว์” ที่เหมาะสม: ดูว่าสภาพดินและภูมิสังคมแบบนั้นเหมาะกับการทำอะไร หากทำไม่ได้ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นที่ตอบโจทย์ 
  4. มุ่งสู่ “ความมั่นคงทางอาหาร” (Food Security): สร้างรากฐานให้ชุมชนมีกินมีใช้ ไม่ขาดแคลน ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ระดับโลกอย่างช่วงโควิด-19 มาได้ 

นอกจากนี้ สำนักงาน กปร. ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “คนรุ่นใหม่” ผ่านโครงการสร้างเครือข่ายอย่าง RDPB Camp ซึ่งตอนนี้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 16 แล้ว เป็นการนำคนเจเนอเรชันใหม่กลับไปค้นหาและเชื่อมต่อกับปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้เฒ่าผู้แก่ในภูมิลำเนา เกิดเป็นพื้นที่แห่งความร่วมมือร่วมใจ และทำให้เด็กเจนใหม่สามารถสร้างอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคงในบ้านเกิดของตนเองโดยไม่ต้องหลั่งไหลเข้าสู่เมืองใหญ่ 

เปลี่ยนของเชยในท้องถิ่น สู่สินค้าพรีเมียมระดับสากล

เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่แค่การปลูกทุกอย่างที่กิน แต่คือการเดินทางสายกลางที่รู้จักต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมีระบบ สำนักงาน กปร. ได้เข้าไปช่วยยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจนได้รับการรับรองจาก อย. แล้วกว่า 165 รายการ และกำลังพัฒนาต่อยอดอีกร่วม 200 รายการ ตัวอย่างความสำเร็จที่น่าทึ่ง ได้แก่: 

  • เห็ดโคนในน้ำเกลือ (หนองอึ่ง จ.ยโสธร): สินค้าที่แม้รูปลักษณ์ภายนอก (Packaging) อาจจะดูเรียบง่ายหรือเชยในสายตาใครหลายคน แต่ด้วยคุณภาพที่ยอดเยี่ยมและมาตรฐานที่ชัดเจน ทำให้สามารถขึ้นห้างสรรพสินค้าชั้นนำถึง 13 แห่ง และส่งออกไปขายสร้างรายได้จากคนไทยในต่างประเทศได้สำเร็จ 
  • การเปลี่ยนขยะให้เป็นทอง (Zero Waste ที่ จ.จันทบุรี): นำ “สาหร่าย” ที่ถูกทิ้งอย่างไร้ค่า มาวิจัยและทอผสมกับเส้นใยผ้า ตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับพรีเมียมที่ส่งไปโชว์ศักยภาพไกลถึงประเทศสิงคโปร์ 
  • กาแฟและน้ำผึ้งใต้ร่มป่า (ห้วยฮ่องไคร้): ส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งโกนและการปลูกกาแฟร่วมกับป่าไม้ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้สูงและช่วยกันดูแลลาดตระเวนป้องกันไฟป่า นอกจากนี้ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจาก “น้ำผึ้งชันโรง” และกาแฟชันโรงที่ส่งออกแล็บฝรั่งเศส รวมถึงสามารถขาย “คาร์บอนเครดิต” ได้เป็นแห่งแรกๆ อีกด้วย 
  • นวัตกรรมจาก “หญ้าแฝก”: ต่อยอดสารสกัดจากรากหญ้าแฝกที่มีคุณสมบัติแอนตี้ไบโอติกส์ผ่านงานวิจัยร่วมกับมูลนิธิทันตนวัตกรรม จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกรายแรกของโลก เช่น น้ำยาบ้วนปาก ยาสีฟัน และเม้าส์สเปรย์ ภายใต้แบรนด์ใหม่ “ภูมิพัฒน์” เพื่อแจกจ่ายและดูแลสุขภาพของประชาชน 

คำเดื่อง ภาษี ประธานเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน 

ขับเคลื่อนบุรีรัมย์เมืองน่าอยู่

ท่านที่สามคือ ลุงคำเดื่อง ภาษี ประธานเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ บรรยายว่า  หากชุมชนไม่มีฐานทรัพยากร เราก็ต้องวิ่งตามกลไกตลาดที่เขาเป็นแชมป์กำหนดกติกา หนทางเดียวที่จะชนะคือต้องเลิกชกในเกมของเขา แล้วกลับมาสร้าง “รังของชีวิต” ใหม่ การคืนสิทธิในทรัพยากรให้กลับมาอยู่ในมือเราเองคือยุทธศาสตร์ที่แท้จริง มันอาจต้องเสียเวลาฟื้นฟูแผ่นดินบ้าง แต่นั่นคือการยอมเจ็บเพื่อจบ ไม่ใช่เจ็บเรื้อรังไปตลอดชีวิต

 “อาณาจักรเขียวหมื่นปี” 250 ไร่ของผม ผมไม่ได้ทำงานหนักเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะผมสร้างระบบให้ธรรมชาติทำงานแทน เห็ดจะงอก นกจะมาขยายพันธุ์ไม้ หิ่งห้อยและกบเขียดจะกลับมาเป็นฟันเฟือง ธรรมชาติทำงาน “ไม่หยุดไม่หย่อน ไม่หลับไม่นอน” ในขณะที่เราพักผ่อน นี่คือการเปลี่ยนจากสิ่งที่ “หยุดทำไม่ได้” (เกษตรเคมี) มาเป็น “ธรรมชาติทำแทนได้”

ลุงคำเดื่อง บอกว่า  ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในรูปของตัวเลขในบัญชี แต่มันซ่อนอยู่ในศักยภาพของการขยายตัวตามธรรมชาติ ผมกล้ายืนยันว่า “ไผ่เพียงต้นเดียว หากปล่อยให้ขยายหน่อขยายพันธุ์ไปจนสุดทาง มูลค่าของมันสามารถซื้อประเทศอเมริกาบวกกับรัสเซียรวมกันยังได้” เพราะมันคือทรัพยากรที่งอกเงยไม่รู้จบ

ความมั่งคั่งต้องสร้างตามลำดับ: “ได้กินและสุขภาพ – ได้เพื่อนและสังคม – ได้เงินและเศรษฐกิจ” ถ้าทำย้อนศรคุณจะเสียทุกอย่าง แต่ถ้าทำตามนี้ คุณจะได้ครบทุกประการ

การเกิดมาหนึ่งชาติแล้วได้ทิ้งทรัพยากรไว้ให้โลก คือการไม่เสียชาติเกิด จงกลับไปสำรวจ “ดาวดวงใหม่” ในมือคุณ และเริ่มสร้างมันเสียแต่วันนี้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องพูดคำว่า “เสียดาย” ในวันสุดท้ายของชีวิต สำหรับใครที่ต้องการดิ่งลึกสู่ปัญญาแห่งดินและวิถีเกษตรประณีต จงออกเดินทางสืบเสาะค้นหาความรู้ผ่านเครือข่ายปราชญ์ในช่องทางที่ท่านเข้าถึงได้ เพื่อสร้างอาณาจักรของท่านให้มั่นคงถาวรตลอดไป

  • ขัดทุนคือกำไรของโลก: การที่เราลงแรงปลูกต้นไม้ คืนเห็ด คืนปลาสู่ธรรมชาติ แม้เราจะเสียเวลาและแรงงาน (ขาดทุน) แต่นั่นคือการสร้างกำไรให้โลก และเป็นการ “ใช้หนี้แผ่นดิน”
  • เลิกหลงกล “คาร์บอนเครดิต”: อย่าไปบ้าจี้ตามกระแสคาร์บอนเครดิตที่เขากำลังปั่นกัน มันคือเรื่องของคนที่ไม่อยากจ่ายเงินกับพวกหน้าม้าที่อยากขายกติกาเปล่าๆ ต้นไม้เรามีคาร์บอนในตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องไปรอขายใคร เราใช้ประโยชน์จากมันเองได้จริงกว่า
  • ทรัพยากรเลี้ยงลูก: คนสมัยก่อนลูก 10 คนเลี้ยงรอด เพราะเขาใช้ “ทรัพยากร” เลี้ยง ไม่ได้ใช้เงินเลี้ยง ถ้าคุณมีป่า มีปลา มีไม้สัก ต่อให้มีลูก 100 คน คุณก็สร้างบ้านให้ลูกได้ 100 หลัง นี่คือความมั่งคั่งที่เงินทำไม่ได้

หัวใจปราชญ์ “รู้-รัก-จบ”: ยุทธศาสตร์สู่ความขี้เกียจอย่างยั่งยืน

การออกแบบชีวิตให้ “จบ” หลักการ 3 ข้อนี้คือเข็มทิศ:

  1. ทำในสิ่งที่ “รู้”: อย่าเดา โลกทั้งโลกจะเดาก็ปล่อยเขาไป แต่เราต้องทำในสิ่งที่มั่นใจ 100% เหมือนปลูกไผ่ ถ้ามันไม่ตายมันต้องออกหน่อ นี่คือความรู้ที่ไม่ต้องเดา
  2. ทำในสิ่งที่ “รัก”: ถ้าไม่รักมันจะทรมาน แต่ถ้ารัก งานจะกลายเป็นการพักผ่อน และเราจะทำเพื่อส่งต่อให้ลูกหลานด้วยความเต็มใจ
  3. ทำในสิ่งที่ “จบ” (นิพพานแห่งการทำงาน): งานอะไรที่ไม่จบอย่าไปทำ งานเกษตรเคมีทำยังไงก็ไม่จบต้องทำทุกปี แต่งานปลูกต้นไม้ใหญ่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ที่เหลือให้ธรรมชาติจัดการแทน

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิสกุล

เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

ม.ล.ดิศปนัดดา  คืออีกหนึ่งบุคคลที่ได้ให้เกียรติมาแบ่งปันประสบการณ์ และมุมมองในด้านการทำงานพัฒนาชุมชน การบริหารจัดการภายในองค์กร ตลอดจนการวางแผนธุรกิจเพื่อสังคม ด้วยชุดข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากกับน้อง ๆ นักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ สำหรับการนำไปประยุกต์หรือปรับใช้ในการดำเนินกิจการในอนาคต 

โดยเฉพาะประเด็นด้านการดำเนินกิจการด้วยความรู้ควบคู่กับ Passion ภาวะความเป็นผู้นำและการตัดสินใจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย  และการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“ผู้ประกอบกิจการหลายคนเริ่มต้นจาก passion เต็มร้อย มีความมุ่งมั่น แล้วนำความมุ่งมั่นนี้มาเป็นตัวขับเคลื่อน แต่พอทำไปสักพักจะเริ่มรู้แล้วว่ามันเหมือนเราเอาหัวโขกกำแพง เพราะเครื่องมือเราไม่ครบ หมายความว่า passion อย่างเดียวมันส่งเราไปได้แค่ส่วนหนึ่ง แต่ธุรกิจมันต้องมีสิ่งอื่นประกอบด้วย นั่นคือทักษะ ความรู้ ต้องมีความเข้าใจหลักของการทำบัญชี และการบริหารจัดการเรื่องการเงิน”

“อย่างที่สองที่ อย่าให้ passion ทำให้เราทำทุกอย่างตามใจ เราต้องทำของที่คนอยากใช้คนเขาถึงจะซื้อ ต้องลดอัตตาของเราลงมา เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ หากคิดว่าเหลาแผนธุรกิจยังไม่คมพอ ต้องกลับมาทบทวนและเข้าใจฐานลูกค้าในตลาดของตัวเองให้ดี”

“อย่างที่สาม เรื่องบทบาทของผู้นำและการบริหารจัดการคนมีความสำคัญมาก ต้องวางระบบ ให้ทีมงานได้พัฒนาความคิด ส่วนผู้นำต้องมองเห็นทุกอย่าง และไม่ควรทำเองทุกอย่าง แต่ควรต้องทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้” 

“ในเรื่องการทำงานกับชุมชน การรับฟังเสียงของคนในชุมชน การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่าคิดว่าเราอยู่คนเดียว หรือว่าเราทำงานคนเดียวได้ เพราะการทำงานจริง ๆ เราอาจไม่ได้มีความรู้ทุกเรื่อง ดังนั้นจะต้องมีเครือข่าย อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือเป็นปราชญ์ในชุมชน หรือเป็นข้าราชการในพื้นที่คือจุดเริ่มต้น เราก็ต้องพยายามที่จะสร้างเครือข่ายของเราให้กว้างขึ้น”

“เส้นทางของการเป็นผู้ประกอบการ การเป็นนักพัฒนา การเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคม หรือการเป็นผู้ประกอบกิจการ ไม่มีความจําเป็นจะต้องประกอบกิจการในวันนี้เท่านั้น สิ่งที่สำคัญสำหรับทุกคน คือต้องหาประสบการณ์ หาโอกาสให้เยอะ เมื่อถึงวันที่เราต้องลุกขึ้นมาทำอะไรด้วยตัวเองแล้ว เราจะตัดสินใจได้ถูกต้อง สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องกล้าตัดสินใจ คนส่วนใหญ่มักกลัวการตัดสินใจผิด กลัวพลาด สิ่งที่อยากจะบอกคือ เราต้องกล้าที่จะตัดสินใจ และต้องมาด้วยวิธีการในการหาข้อมูลครบถ้วน”

การรู้จริง การลงมือทําจริง การเข้าใจจริง มันมีความสําคัญกับความน่าเชื่อถือในเชิงธุรกิจ และมีผลกระทบโดยตรงกับประสบการณ์ และช่วยเรื่องการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต


พระเมธีวชิโรดม  ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย

พระเมธีวชิโรดม บรรยายเรื่องการปลูกป่าในใจคน สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน บทเรียนจากการพัฒนาชุมชนด้วย “หลัก 3 ประการ” และ “ดัชนีชี้วัด 3 ข้อ”

พระเมธีวชิโรดม พระนักคิด นักเขียน และนักพัฒนาผู้พลิกฟื้นสวนลำไยร้างเสื่อมโทรมให้กลายเป็น “ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน” ที่ร่มรื่น เป็นแหล่งเรียน สร้างคน สร้างอาชีพ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนในชุมชนอย่างยั่งยืน

จุดเริ่มต้นของไร่เชิญตะวัน พื้นที่เดิมมีเพียงดิน หญ้า และหิน เป็นสวนลำไยเสื่อมโทรมที่เวลาฝนตกจะมีกลิ่นยาฆ่าแมลงระเหยออกมา แต่ด้วยวิสัยทัศน์ และการทำงานที่ไม่ใช้อุดมคตินำทาง  ท่าน ว. ได้ศึกษา และลงพื้นร่วมกับเจ้าหน้าที่ และนักวิจัย  จนเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงว่าป่าเชียงรายกำลังถูกบุกรุก และแปรสภาพเป็นเกษตรเชิงเดี่ยวมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ซึ่งส่งผลถึงระบบนิเวศ และเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรง

จากบทเรียน “จดหมายจากนกยูง” ที่สัตว์ป่าต้องหนีลงมาหากินในบ้านคนเพราะป่าเสื่อมโทรม ท่าน ว. จึงได้ริเริ่ม โครงการฟื้นฟูป่าชุมชน และชวนชาวบ้านจัดพิธี “บวชป่า” นำผ้าเหลืองไปผูกต้นไม้ใหญ่เพื่อสร้างความยำเกรง และรักษาสิ่งแวดล้อมโดยใช้ความเชื่อ และความศรัทธา จนพื้นที่เสื่อมโทรมในอดีต กลายเป็นผืนป่าเขียวชะอุ่มในปัจจุบัน โดยหัวใจสำคัญของการทำงานพัฒนาชุมชนตามแนวทางของ ท่าน ว. ถูกถอดบทเรียนออกมาเป็นหลักการ 3 ประการ

หัวใจนักพัฒนากับหลัก 3 ประการสู่ความสำเร็จ

  1. เจตนาดี : ตั้งเจตนาให้เป็นกุศล หวังประโยชน์สุขเพื่อส่วนรวม และกระบวนการที่ยั่งยืนที่ ไม่ใช่ทำเพียงแค่เป็นงานอีเวนต์ชั่วครั้งชั่วคราว
  2. มีความรู้ที่ดี : การทำเพื่อส่วนรวมมีเพียงแค่เจตนาดียังไม่พอ จำเป็นต้องหาความรู้ในเรื่องที่ต้องพัฒนา ก่อนพัฒนา ต้องวิจัยก่อนวิจารณ์ และทำการบ้านกับสภาพพื้นที่จริง เช่น การนำทฤษฎีการปลูกป่าแบบเลียนแบบธรรมชาติ (ทฤษฎีมิยาวากิ) มาทดลองปลูกจนป่าเติบโตแดดส่องไม่ถึงพื้นภายในเวลาเพียง 2 ปี
  1. มีความรู้และเครือข่ายที่ดี : การทำงานคนเดียวไม่มีทางสำเร็จ  เราไม่จำเป็นต้องทำตัวเก่งไปเสียทุกอย่างควรมีเครือข่าย และมีทีมซัพพอร์ตที่ดี เพื่อคอยอุปถัมภ์ค้ำชู และปรึกษาหารือร่วมกันในช่วงเวลาที่เจออุปสรรค

การสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง : โรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์

ท่าน ว. ย้ำว่า ตราบใดที่ชาวบ้านท้องไม่อิ่ม ทำไม่อุ่น เขาก็ไม่พร้อมจะรับฟังธรรมะ” จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริการเรียนรู้แบบ Learning by doing ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตั้งโรงเรียนสอนอาชีพฟรีในวัด เรียกว่า “มหาวิทยาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ (โรงเรียนชาวนา)” เปิดรับสมัครโดยใช้คุณสมบัติเดียวคือ “ความเป็นมนุษย์” มีการเชิญวิทยากรระดับประเทศและผู้เชี่ยวชาญผ่าน Connection มาร่วมสอนมากกว่า 40 อาชีพ ตั้งแต่การทำนาอินทรีย์, เลี้ยงไส้เดือน, คัดแยกขยะ, ไปจนถึงวิชา Branding การตลาดดิจิทัล และการทำ TikTok เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวให้ชาวบ้านขายสินค้าสู่ตลาดระดับโลกได้จริง โดยแนวทางการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ มีดัชนีชี้วัดความสำเร็จ 3 ข้อ คือ

  1. อยู่รอด : ชาวบ้านต้องได้ทักษะและได้อาชีพจริง สามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายรับ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดภายนอกทั้งหมด
  2. อยู่ได้ : สามารถทำมาหากิน เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้จริงอย่างต่อเนื่อง มีรายรับเข้ามาและมีรายจ่ายที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  3. อยู่ดี : พัฒนาตนเองจนสามารถยกระดับเป็นวิทยากร เดินสายขยายความรู้ และกลายเป็น “ครูของแผ่นดิน” ส่งต่อความรู้ที่ตัวเองได้รับมา เพื่อช่วยให้คนอื่นรอดต่อไป

นอกจากนี้ ท่าน ว. ยังได้ฝากแนวคิดเรื่อง “ปราชญ์ในบ้าน” นั่นคือ พ่อ แม่ ปู่ย่าตายาย ซึ่งเป็นปราชญ์ในชีวิตจริงที่คอยมอบบทเรียนชีวิตที่ล้ำค่า ทั้งเรื่องระเบียบวินัย  การทำงานให้ดี และความจนที่สอนให้เราเป็นคนลุกขึ้นสู้ รู้จักตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต เพื่อให้เราใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีความหมายและทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างเต็มที่


ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย

ถอดรหัสหัวใจหลักการทรงงานเพื่อชุมชน

ปิดท้ายในเซสชั่นนี้ ในวันที่ 14 มิถุนายนด้วยเนื้อหาจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี และประธานคณะกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ผู้รับใช้สังคมและทำงานชุมชนมายาวนาน Master ท่านที่ 6 ใน Orientation Week ของโครงการโชว์ภูมิ ได้กล่าวปาฐกถาสร้างแรงบันดาลใจแก่นักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ถึงรากฐานของการทำงานเพื่อชุมชนและสังคมไทย รวมถึงหลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่สามารถปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

สำนึกความเป็นไทยและความสามัคคี

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม  กล่าวว่า หากเรามองถึงความเป็นไทยที่แท้ ไม่ได้มีแค่คนไทยที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนเผ่าไทเชื่อมกันมาอยู่ในภูมิภาคตั้งแต่ประเทศจีน ไทย ลาว เวียดนาม เมียนมาร์ อินเดีย มาถึงยุคไทที่รับเอาศาสนาพุทธ และปัจจุบันที่รับค่านิยมตะวันตกเข้ามา เรายังคงเห็นความเป็นในเผ่าต่าง ๆ เช่น ไทจ้วง ไททรงดำ เป็นต้น ที่นอกจากภาษาพูดจะยังคงคล้ายกันแล้ว สิ่งที่เหมือนกันก็คือความสามัคคี ความเป็นพี่น้อง ความมีน้ำใจ มีอะไรต้องช่วยเหลือกัน เมื่อเราเข้าใจความเป็นไทยโดยพื้นฐานแล้ว สิ่งที่มีงดงามและมีคุณค่านี้จะเป็นฐานของการทำงานที่แข็งแรง

นอกจากนี้ เราต้องเข้าใจโครงสร้างสังคมที่มีตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับเมือง ในระดับครอบครัว ชาวไทยล้วนให้ความสำคัญกับครอบครัว ถ้าเราดูในระดับชุมชน โดยเฉพาะชุมชนชาวไทย จะเลือกตั้งถิ่นฐานในที่ราบลุ่ม เพื่อการทำกสิกรรม ต้องมีน้ำเพื่อให้ทำเกษตรได้ดี และต้องมีเนิน เพื่อให้รองรับช่วงหน้าน้ำหลาก ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในฐานความคิดสู่โคกหนองนาโมเดล เกษตรทฤษฎีใหม่นั่นเอง

ทำงานชุมชน ทำอย่างไร และทำให้ดีได้อย่างไร

ย้อนไปถึงพระปฐมบรมราชโอกงการของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” คือการที่พระองค์ทรงบอกกับเราว่าท่านจะเป็นกษัตริย์อย่างไร และจะเป็นกษัตริย์ที่ดีได้อย่างไร ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษมบอกว่าเราสามารถใช้วิธีคิดนี้ในการถามตัวเองว่า เราจะทำงานชุมชนอย่างไร และทำให้ดีได้อย่างไร ท่านว่าไม่มีคำตอบสำเร็จรูป เพราะแต่ละชุมชนนั้นต่างก็มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของตัวเอง ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบนภูมิศาสตร์ ภูมิสังคมที่สร้างประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต อันแตกต่างกันนี้อย่างมาก

หลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม ได้เล่าถึงหลักการทรงงานที่สามารถนำไปปฏิบัติตามได้จริงด้วย 19 หลักการคือ

  1. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้รู้จริง เนื่องจากชาวบ้านอาจไม่มีกำลังที่จะล้มแล้วลุกได้หลายครั้ง ทรงศึกษาทั้งข้อมูลเบื้องต้น จากเอกสาร จากนักวิชาการ จากคนในพื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง
  2. ระเบิดจากข้างใน เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชน ทั้งความรู้ ประสบการณ์ การดูงาน และอื่นๆ ที่จะทำให้ศักยภาพของเขาระเบิดจากภายในด้วยตัวเอง
  3. ทำตามลำดับขั้น ต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดของเขา ว่าแต่ละชุมชนอะไรคือสิ่งจำเป็นที่สุด สาธารณูปโภคพื้นฐาน ความเป็นอยู่ หรือการประกอบอาชีพ แล้วค่อยต่อยอดต่อไป
  4. คำนึงถึงภูมิสังคม การพัฒนาใดๆ ต้องให้ความสำคัญกับความแตกต่างของภูมิประเทศและสังคมวิทยาของบริเวณนั้น
  5. องค์รวม ต้องมองทุกอย่างแบบครบวงจร รวมไปถึงผลที่จะตามมาเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาได้อย่างเชื่อมโยง
  6. ไม่ติดตำรา การพัฒนาตามแนวพระราชดำริต้องมีความยืดหยุ่น ยืนอยู่บนพื้นฐานของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสังคมวิทยาของชุมชนที่แตกต่างกัน โดยไม่ยึดติดกับหลักวิชาการที่ไม่สอดคล้องกับชุมชนนั้น
  7. ประหยัด – เรียบง่าย – ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่เรียบง่าย และการวางตัวทำงานกับชุมชน เราต้องเรียบง่ายยิ่งกว่าชาวบ้าน
  8. ทำให้ง่าย ต้องทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน
  1. การมีส่วนร่วม เพื่อความสำเร็จที่สมบูรณ์ จะต้องรู้จักฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น รับฟังอย่างฉลาด ด้วยการระดมสติปัญญาและประสบการณ์อันหลากหลาย
  2. ประโยชน์ส่วนรวม ถ้าส่วนรวมดี เราก็ได้ด้วย เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม
  3. บริการจุดเดียว ทรงให้ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เป็นต้นแบบในการบริหารจุดเดียว อีกทั้งหน่วยราชการต่าง ๆ ก็มาทำงานและให้บริการประชาชนได้ในที่เดียว 
  4. ปลูกป่าในใจคน ธรรมชาติคือสิ่งที่ทรงให้ความสำคัญมาตลอด การฟื้นฟูทรัพยากรจึงต้องปลูกสำนึกให้คนรักป่าเสียก่อน
  5. ขาดทุนคือกำไร พระองค์ทรงเลือกการเสียสละเพื่อให้เป็นกำไรของชาติ การทำงานชุมชนนั้นคือการให้ที่ดูเหมือนจะขาดทุน แต่เป็นการกระทำที่มีผลเป็นกำไรคือความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้คน
  6. การพึ่งตนเอง การทำงานชุมชนคือการช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเบื้องต้น จนเขาแข็งแรงสามารถพึ่งพาตนเองได้ นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด
  7. ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน แม้จะมีความรู้น้อย แต่ก็สามารถทำประโยชน์ให้สังคมได้มากกว่าผู้ที่ไม่มีความสุจริต
  8. รู้ รัก สามัคคี การจะลงมือทำต้อง “รู้” เสียก่อน และ “รัก” ที่จะเห็นคุณค่า เมื่อถึงขั้นตอนการปฏิบัติ เราไม่สามารถทำได้คนเดียว ต้อง “สามัคคี” ร่วมมือร่วมใจให้เกิดพลัง
  9. ทำงานอย่างมีความสุข การทำงานชุมชน แม้จะยากลำบาก แต่เมื่อเราได้ช่วยเหลือประชาชน สร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น จะเกิดมีความสุขเสมอ

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม ปิดท้ายด้วยการพูดถึงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางการดำรงอยู่ด้วยความพอประมาณ ความมีเหตุผล ซึ่งหากปฏิบัติตามหลักการนี้แล้วจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลง เมื่อเจอการเปลี่ยนแปลงหรือวิกฤติแล้ว แม้ได้รับผลกระทบก็จะลดความเสียหายให้น้อยลง หลังการเปลี่ยนแปลงก็จะฟื้นตัวได้ ภูมิคุ้มกันนี้ครอบคลุมถึง 4 ด้าน ตั้งแต่ด้านวัตถุ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวัฒนธรรม ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร ไปถึงระดับประเทศ

ปรัชญานี้เหมือนการเตรียมตัวเองด้วยความรู้ ความอดทน ความมีสติปัญญา นำไปสู่การตัดสินใจที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำงานชุมชน

ทั้งหมดคือบทเรียนจาก INSPIRING TALK : MEET THE MASTERS ซึ่งถอดบทเรียนเพื่อนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่

ติดตามรายละเอียดโครงการ Facebook : ShowBhumi

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 085-0709259 หรือ Line OA: @ShowBhumi


อ่านเพิ่มเติม : “เมื่อคนไม่ทิ้งบ้าน ย่านก็ไม่ร้าง” ความหวังเล็กๆ ที่พยายามรักษาคนและย่าน “ตลาดน้อย” ไว้ด้วยกัน

Recommend