สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สุดแปลกคือสัตว์ลำดับที่ 8,000 ของโครงการโฟโต้อาร์ก

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสุดแปลกคือสัตว์ลำดับที่ 8,000 ของโฟโต้อาร์ก

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สุดแปลกคือสัตว์ลำดับที่ 8,000 ของโฟโต้อาร์ก

มองในแวบแรกมันดูเหมือนกับบรรดา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทั่วๆ ไป แต่เจ้าสัตว์จากเทือกเขาพิเรนิส ในตะวันตกเฉียงใต้ของยุโรปนี้ไม่ใช่หนู ลองมองดูจมูกของมันให้ดี แตกต่างจากหนูทั่วไป เจ้าสัตว์ตัวนี้มีจมูกยื่นยาวออกมาเพื่อช่วยให้มันหายใจได้ขณะว่ายน้ำ ซึ่งคุณจะพบเห็นมันได้ตามแหล่งน้ำของคาบสมุทรไอบีเรียและบางส่วนของยุโรปตะวันตก

มันมีชื่อเรียกว่า Desman (Desmanini) และมันพิเศษตรงที่มันคือสัตว์ตัวที่ 8,000 ในโครงการ โฟโต้อาร์ก ของโจเอล ซาร์โทรี ช่างภาพผู้ใช้เวลาหลายปีในการตามเก็บภาพถ่ายของของสิ่งมีชีวิตอย่างน้อย 12,000 สายพันธุ์บนโลก ก่อนที่พวกมันจะสูญพันธุ์ไป

ซาร์โทรีเริ่มต้นโครงการนี้เมื่อ 13 ปีก่อน ไอเดียนี้พาเขาเดินทางไปมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เพื่อพบกับสัตว์นานาชนิดทั้งในสวนสัตว์และอควาเรียม โดยผลงานของเขานั้นคงเอกลักษณ์ที่ฉากหลังสีขาวและดำตลอด เพื่อขับให้สัตว์แต่ละตัวโดดเด่นขึ้นมา ซึ่งบรรดานายแบบและนางแบบนั้นมีหลายตัวทีเดียวที่กำลังมีสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์

เช่นเดียวกับสถานะของ desman ในเทือกเขาพิเรนัส พวกมันกำลังเผชิญกับความเสี่ยงเช่นกัน ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจำนวนประชากรของ desman ลดลงถึง 60% จากมลพิษในแหล่งน้ำตลอดจนการรุกรานถิ่นที่อยู่อาศัย รายงานจาก สหภาพนานาชาติเพือการอนุรักษ์ธรรมชาติ องค์กรที่ทำหน้าที่สำรวจสายพันธุ์สัตว์ที่กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์

“เสือไม่ได้สำคัญไปกว่าด้วงเสือ ในขณะเดียวกันหนูเองก็สำคัญพอๆ กับหมีขั้วโลก” ซาร์โทรีกล่าวไว้ในปี 2016 หลังถ่ายภาพสัตว์ครบ 6,000 ตัว “ผมหวังว่างานของผมจะสร้างความตระหนักถึงวิกฤติการสูญพันธุ์ที่กำลังเกิดขึ้น รวมไปถึงแสดงให้เห็นว่าเรายังมีเวลาพอที่จะปกป้องพวกมัน”

(ทำความรู้จักกับสัตว์สุดแปลกจากยุคโบราณ มันคือ เทอโรซอร์)

สำหรับ desman พวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ขุดโพรงเป็นที่อยู่อาศัย และดำน้ำหาอาหารกินตามแหล่งน้ำในธรรมชาติ โดยมีขนพิเศษที่เคลือบน้ำมัน เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดไม่เกิน 50 เซนติเมตร และออกลูกครั้งละประมาณ 2 – 5 ตัว

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้มีถิ่นอาศัยในคาบสมุทรไอบีเรียและยุโรปตะวันตก
ภาพถ่ายโดย Joel Sartore

 

*โครงการโฟโต้อาร์กของ โจเอล ซาร์โทรี ที่มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมภาพถ่ายของสายพันธุ์สัตว์บนโลกนี้ให้ได้มากที่สุดนั้น โหด มันส์ ฮา แค่ไหน ชมกันได้จากตัวอย่างในคลิปวิดีโอนี้

 

 

อ่านเพิ่มเติม

ตัวสุดท้ายอาจสายเกินไป : ชมภาพถ่ายสัตว์ก่อนสูญพันธุ์

เรื่องแนะนำ

ค้างคาวแฝดตัวติดกันถูกพบในป่าของบราซิล

เรื่อง เชียนา มอนทานารี ในบางครั้งสองหัวก็ไม่ได้ดีกว่าหัวเดียวเสมอไป ค้างคาวฝาแฝดตัวติดกันนี้ทั้งสองเป็นเพศผู้ ถูกพบใต้ต้นมะม่วง ภายในป่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล เมื่อปี 2001 ผู้ที่พบมันเล่าว่าเจ้าค้างคาวตัวนี้เสียชีวิตแล้วในตอนนั้น เขาจึงบริจาคมันให้กับมหาวิทยาลัยรีโอเดจาเนโรเพื่อทำการศึกษา และเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผลการศึกษาได้ถูกเผยแพร่โดย Marcelo Nogueira “เราเชื่อว่าแม่ของค้างคาวแฝดตัวนี้ห้อยตัวอยู่บนต้นไม้ ในตอนที่ให้กำเนิดลูกทั้งสอง” Nogueira อธิบาย น่าประหลาดใจที่ตัวอย่างของค้างคาวตัวติดกันที่ถูกพบนี้ นับเป็นตัวอย่างที่ 3 แล้ว แต่ปรากฏการณ์เกิดฝาแฝดตัวติดกันในสัตว์ยังคงนับเป็นเรื่องหาได้ยาก เมื่อเทียบกับในมนุษย์ เนื่องจากมีสัตว์จำนวนน้อยที่จะรอดชีวิต ในมนุษย์การเกิดกรณีของแฝดตัวติดกันมีความเสี่ยงถึง 80% ต่อชีวิต ส่วนในสัตว์เมื่อปราศจากความช่วยเหลือทางการแพทย์แล้วอัตราความเสี่ยงจึงสูงกว่านี้ ในสหรัฐอเมริกา ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของฝาแฝดตัวติดกัน พบว่าสามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จำนวน 1 ใน 200,000 คน ด้านนักวิจัยเชื่อว่า ลูกแฝดค้างคาวคู่นี้เป็นค้างคาวที่เพิ่งเกิดใหม่ โดยดูจากลักษณะทางกายภาพ พวกเขาสันนิษฐานว่าพวกมันอาจตายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ หรือตายขณะคลอด จากรกที่ยังคงติดอยู่กับตัวพวกมัน ผลเอ็กซเรย์แสดงให้เห็นว่า พวกมันมีคอและหัวแยกออกจากกัน แต่ใช้กระดูกสันหลังร่วมกัน ร่างกายของทั้งคู่มีขนาดๆ เท่ากัน และแต่ละตัวมีหัวใจของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ นอกเหนือจากเป็นเรื่องแปลกประหลาดแล้ว Nogueria อธิบายว่า การศึกษาพวกมันจะช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาของตัวอ่อนค้างคาวมากขึ้น “พวกเราหวังว่ากรณีนี้จะช่วยให้เราเข้าใจพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์ค้างคาวมากขึ้น […]

เหตุใดผีเสื้อจักรพรรดิจึงอพยพไกลกว่า 4,800 กิโลเมตร

เหตุใด ผีเสื้อจักรพรรดิ จึงอพยพไกลกว่า 4,800 กิโลเมตร ทุกฤดูใบไม้ร่วง บรรดา ผีเสื้อจักรพรรดิ หลายล้านตัวจะเดินทางออกจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาสถานที่ที่มันเติบโตมาในช่วงฤดูร้อน เพื่อมุ่งหน้าลงสู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเม็กซิโก รวมเป็นระยะทาง 3,000 ไมล์ หรือกว่า 4,800 กิโลเมตร แตกต่างจากนกและวิลเดอร์บีสต์ แม้ว่าจะเป็นการอพยพครั้งใหญ่เหมือนกัน เพราะผีเสื้อเหล่านี้จะไม่หวนกลับมายังถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? และพวกมันรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปที่ไหน?   กระบวนการย้ายถิ่นของผีเสื้อจักรพรรดิเป็นอย่างไร? เมื่อแต่ละวันสั้นลงและอุณหภูมิเริ่มลด ผีเสื้อจักรพรรดิจะเริ่มมองหาสถานที่ใหม่ที่พวกมันจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างปลอดภัยตลอดฤดูหนาว สำหรับผีเสื้อจักรพรรดิแล้ว พื้นที่ดังกล่าวคือเทือกเขาทางตอนกลางของเม็กซิโก สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นสน Oyamel จำนวนมากที่ซึ่งผีเสื้อจักรพรรดินับล้านๆ ตัวจะเบียดเสียดกันเกาะตามกิ่งก้านสาขาของมัน ต้นสนพวกนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Sacred Firs พวกมันปกป้องแมลงเอาไว้ รายงานจาก Pablo Jaramillo-Lopez นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเม็กซิโก “ต้นไม้เหล่านี้เปรียบเสมือนผ้าห่มสำหรับบรรดาผีเสื้อ ช่วยควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป” เขากล่าว หลังจากรอให้ฤดูหนาวผ่านพ้นไป แมลงเหล่านี้จะมุ่งหน้าไปยังทางทิศเหนือ ไปในที่ที่อบอุ่นกว่าเช่นในรัฐเทกซัส พวกมันจะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่บนต้นไม้ที่มียางเหนียว ไม่กี่วันต่อมาไข่เหล่านี้จะฟักออกมาเป็นหนอนที่ประกอบด้วยลวดลายสีดำขาวและทอง พวกมันจะกัดกินใบไม้ก่อนที่จะเติบโตเป็นผีเสื้อในอนาคต เมื่อถึงจุดนี้ วงจรชีวิตของผีเสื้อก็จะวนกลับมาเป็นแบบเดิมอีกครั้ง ผีเสื้อตัวเต็มวัยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังทิศเหนือต่ออีกหลายไมล์ ก่อนที่จะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่อีกครั้ง ดังนั้นแล้วอาจต้องใช้ผีเสื้อ 4 […]

คืนชีพแรดขนจากยุคน้ำแข็ง

คืนชีพ แรดขน จากยุคน้ำแข็ง แรดขน ตัวนี้มีชื่อเรียกว่า ซาช่า ทีมนักวิทยาศาสตร์รัสเซียเองยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเมื่อ 10,000 ปีก่อน เจ้าซากดึกดำบรรพ์นี้เป็นตัวผู้หรือตัวเมีย แต่ชื่อของมันก็ถูกเรียกติดปากไปแล้ว แตกต่างจากช้างแมมอธที่อาศัยอยู่ในยุคน้ำแข็ง ซากของแรดขนไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพบเจอ ช่วงเวลาการวิวัฒนาการของมันก็ยังไม่แน่ชัด รวมไปถึงวิถีชีวิตของมันตลอดจนอาหารและอายุขัย ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ยังคงคลุมเครือ   คืนชีพให้ซาช่า ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสาขาบรรพชีวินวิทยา, สถาบันวิทยาศาสตร์รัสเซียและสถาบันวิทยาศาสตร์รัฐซาฮา ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ร่วมกันคืนชีพให้แก่ซาซ่า ซากชิ้นส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ของมันเก่าจนกลายเป็นสีเทา เมื่อตอนที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ไปค้นพบเข้า พวกเขาต้องประหลาดใจที่ในเวลาต่อมาพบว่าสีขนจริงของแรดขนสายพันธุ์นี้เป็นสีน้ำตาลบลอนด์อ่อน ผลการวิเคราะห์ฟันของมันพบว่า เจ้าสัตว์ตัวนี้ตายลงเมื่อมีอายุได้ประมาณ 7 เดือน ความที่ว่ามันยังเป็นลูกสัตว์อยู่นั้น สร้างความประหลาดใจให้แก่บรรดานักวิทยาศาสตร์ ข้อมูลจากวารสาร Siberian Times ซาช่ามีความยาวประมาณ 5 ฟุต สูง 2 ฟุตครึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นแรดขนาดใหญ่ เนื่องจากแรดในปัจจุบันกว่าจะมีขนาดเท่านี้ได้ก็ต้องรอให้มีอายุถึง 18 เดือน (ไม่ใช่แค่น้ำแข็งเท่านั้นที่รักษาร่างของสิ่งมีชีวิตไว้ได้ อำพันเองก็เช่นกัน) Olga Potapova เป็นนักวิทยาศาสตร์จากเขตสำรวจซากดึกดำบรรพ์ Mammoth Site of Hot Springs […]