แมงมุมบางตัวก็เลี้ยงลูกด้วยนมได้เหมือนกันนะ - National Geographic Thailand

แมงมุมบางตัวก็เลี้ยงลูกด้วยนมได้เหมือนกันนะ

ถึงจะเหมือนมาก แต่เจ้านี้ไม่ใช่มดหรอกนะ มันคือ แมงมุมกระโดด ตัวเต็มวัยเพศเมีย Toxeus magnus
ภาพถ่ายโดย Rui-Chang Quan

ถึงแม้ว่าการให้น้ำนมและการดูแลลูกโดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า แต่สัตว์บางชนิดอย่าง แมงมุมกระโดด ก็มีพฤติกรรมอย่างเดียวกัน

สัตว์เช่น ม้าลาย ค้างคาว หมี วาฬ เสือ และมนุษย์ต่างก็เลี้ยงดูลูกๆ ที่เพิ่งเกิดด้วยน้ำนมซึ่งเป็นคุณสมบัติที่บ่งบอกถึงการเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตามงานวิจัยที่ได้มีการเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ในวารสาร Science ค้นพบว่า “แมงมุมกระโดด” สัตว์ประจำถิ่นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Toxeus magnus เลี้ยงดูลูกๆ ของมันด้วยของเหลวที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่หลั่งออกมาจากร่างกายของมันเอง ของเหลวนี้ประกอบไปด้วยสารละลายของน้ำตาล ไขมัน และโปรตีน ดังนั้นเหล่านักวิจัยที่นำโดยนักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ Rui-Chang Quan จากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน จึงเรียกของเหลวนี้ว่า ‘นม’

บางทีสิ่งที่น่าตกใจที่สุดเลยก็คือการที่นักวิจัยค้นพบว่าลูกแมงมุมจะดูดนมจากแม่ไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะถึงช่วงโตเต็มวัยแล้วก็ตาม “มันแปลกมากเลยครับ” Jonathan Pruitt นักนิเวศวิทยาด้านวิวัฒนาการ จากมหาวิทยาลัย McMaster ประเทศแคนาดา กล่าว “ข้อเท็จจริงที่ว่าระยะการดูแลลูกถูกยืดออกไปจนกระทั่งลูกแมงมุมตัวเมียโตเต็มวัยนั้นค่อนข้างน่าตกใจ”

ผลเชิงวิวัฒนาการที่เกิดจากพฤติกรรมนี้ก็เป็นที่น่าตกใจเช่นเดียวกัน

แมงมุมกระโดด
สามารถพบเห็นเหล่าลูกแมงมุมอายุ 3 วันใต้ท้องของตัวแม่ได้ที่รังในห้องทดลอง
ภาพถ่ายโดย Rui-Chang Quan

 

การเลี้ยงดูที่ดี

ความคิดเรื่องน้ำนมแมงมุม ถึงจะฟังดูแปลก แต่มันก็สอดคล้องอย่างมีเหตุผลกับสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วในเรื่องการดูแลลูกของแมงมุม

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่รักสันโดษ แต่มีแมงมุมหลายชนิดเลยที่ดูแลลูกๆของมัน “แมงมุมเพศเมียจะปกป้องรังห่อหุ้มไข่และไม่กินอะไรเลยในขณะที่ทำแบบนั้น” Pruitt ผู้ที่ศึกษาพฤติกรรมเชิงสังคมของแมงมุมได้กล่าว “แมงมุมบางตัวจะเปิดห่อหุ้มไข่และให้ลูกๆ ขึ้นขี่บนหลังไปรอบๆ คล้ายตอนเราเล่นชี่ม้าส่งเมือง”

ตัวเมียอื่นๆ จะทำกระทั่งสำรอกอาหารที่ถูกย่อยก่อนแล้วให้ลูกๆ กินเหมือนที่นกทำ Pruitt เสริมอีกว่า แม่แมงมุมบางตัวถึงขนาดย่อยบางส่วนของร่างกายตัวเองเพื่อให้ลูกๆ ได้ดื่มกิน

แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้พบเห็นว่าแมงมุมเลี้ยงดูลูกของมันด้วยของเหลวคล้ายนม

แมงมุมกระโดด
แมงมุมเพศเมียชนิด Toxeus magnus กำลังเตรียมรังอยู่ในป่า
ภาพถ่ายโดย Rui-Chang Quan

 

มีนมด้วยเหรอ?

“ถ้าความหมายโดยกว้างของนมคือสารประกอบที่ให้สารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายลูกๆ แล้วล่ะก็ มันก็ถือว่าเป็นนม” Amy Skibiel  นักสรีรวิทยาด้านการหลั่งน้ำนมจากมหาวิทยาลัยไอดาโฮยืนยัน

“มันก็ไม่ไช่เรื่องที่น่าแปลกในนัก ถ้าคิดถึงเรื่องสัตว์ไม่เลี้ยงลูกด้วยนมที่ผลิตของเหลวคล้ายนมได้” Skibiel กล่าว นกบางชนิด เช่น นกพิราบ นกเขา นกฟลามิงโก และ เพนกวิน ต่างก็ผลิตสารประกอบที่มีต้นกำเนิดมาจากเซลล์เยื่อบุที่เรียกว่า “นมจากกระเพาะพัก หรือ crop milk” เป็นอาหารให้กับลูกของพวกมัน แมลงสาบเองก็เป็นที่รู้จักเรื่องการหลั่งของเหลวคล้ายนมที่พวกมันใช้ในการหล่อเลี้ยงตัวอ่อนที่กำลัง

ถึงแม้ว่า ในกรณีของแมงมุมชนิด Toxeus magnus Quan และทีมของเขาจะชี้ว่าพฤติกรรมของแมงมุมชนิดนี้มีความคล้ายกับการให้นมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า ลูกแมงมุมที่เพิ่งออกจากไข่นั้นต้องพึ่งพานมเพียงอย่างเดียวเพื่อได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนในช่วง 20 วันแรกหลังจากเกิด

ในการทดลองหนึ่ง นักวิจัยลองปิดอวัยวะส่วนที่เรียกว่า epigastric furrow ที่ใช้ในการวางไข่และขับนมของแม่แมงมุม ปรากฏว่าตัวอ่อนทั้งหมดตายภายในเวลา 11 วันแรกหลังเกิดมา

(เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทดลองการเลี้ยงลูกด้วยนมของแมงมุม Toxeus magnus ได้ที่วิดีโอด้านล่าง)

 

การดูแลช่วงวัยเจริญพันธุ์

แม้หลังจากที่ตัวอ่อนนั้นโตพอที่จะหาอาหารได้เอง นักวิจัยค้นพบว่าแมงมุมวัยเยาว์เหล่านี้ยังคงใช้ประโยชน์จากน้ำนมของแม่ต่อไปอีกประมาณ 20 วัน และเฉพาะตัวเมียเท่านั้นที่ได้รับการดูแลต่อหลังจากถึงช่วงวัยเจริญพันธุ์

ในระยะเจริญพันธุ์และโตเต็มวัย การไม่ได้รับนมอีกเป็นการบังคับให้แมงมุมใช้เวลาออกหาอาหารมากขึ้นชี้ให้เห็นว่านมนั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญต่อการมีชีวิตรอดอีกต่อไป ถึงอย่างนั้น นักวิจัยยังคงสงสัยว่า เมื่ออยู่ในป่า พฤติกกรรมการให้นมยังคงส่งผลดีต่อการรอดชีวิต เพราะ การหาอาหารนอกรังจะเพิ่มความเสี่ยงในการถูกล่าให้สูงขึ้น

แต่ ในขณะที่นมอาจจะเป็นสิ่งสำคัญในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ ของชีวิต มันก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้พวกมันมีชีวิตรอด ปรากฎว่าการดูแลจากแม่และการเลี้ยงลูกด้วยนมนั้นทำงานด้วยกันเพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกๆ มีโอกาสอยู่รอดในระยะยาว ในการทดลองที่แม่แมงมุมถูกปล่อยให้อยู่ในรังแต่ไม่ปล่อยให้ดูแลลูกๆ หลังจากผ่านไป 20 วัน ลูกแมงมุมจะมีปรสิตน้อยกว่าลูกแมงมุมในรังที่แม่ถูกเอาไปตั้งแต่ต้น

ในจำนวนลูกแมงมุม 187 ตัว จาก 19 รังที่นักวิจัยสังเกต ผลปรากฏว่า อัตราการมีชีวิตรอดของลูกแมงมุมที่ได้รับทั้งการดูแลจากแม่และจากนมมีค่าสูงถึงร้อยละ 70 ขณะที่การนำตัวแม่ออกไปจะลดอัตราการมีชีวิตรอดลงถึงประมาณร้อยละ 50

แมงมุมจิ๋วกินเหยื่อที่ใหญ่กว่ามันถึง 3 เท่า

 

นมที่ล้นออก

เนื่องจากแม่แมงมุมก็สะสมหยาดน้ำนมไว้ในตัวรังเองด้วย ชี้ให้เห็นว่านมอาจจะมีหน้าที่อื่นที่มากกว่าการให้คุณค่าทางโภชนาการ “มันยังมีคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบอีกมากที่อาจช่วยให้เราระบุได้ว่ามันมีความคล้ายคลึงกับการให้นมในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรึเปล่า” สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นมอาจไม่ได้วิวัฒน์มาเพื่อการให้สารอาหารตั้งแต่ต้น แต่อาจเป็นวิธีที่แม่ใช้ในกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของลูกแรกเกิดโดยการจัดเตรียมแอนตี้บอดี้หรือไม่ก็ช่วยในการคงความชุ่มชื้นของไข่เหมือนที่ตุ่นปากเป็ดทำ

ในขณะที่วิวัฒนาการของของเหลวคล้ายน้ำนมนอกวงศ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะยังหายาก แต่ดูเหมือนว่านี้จะไม่ใช่แมงมุมชนิดเดียวที่สามารถทำแบบนี้ได้ “ยิ่งผมคิดถึงเรื่องนี้ ผมก็ยิ่งคิดว่ามันน่าจะมีโอกาสที่เกิดอะไรแบบนี้ในหลายๆที่” Pruitt กล่าว “จากแมงมุมกว่า 50,000 สายพันธุ์ที่มีอยู่ คุณพนันได้เลยว่าสายพันธุ์นี้ไม่ใช่สายพันธุ์เดียวที่ทำได้อย่างแน่นอน”

 


อ่านเพิ่มเติม

 

บรรพบรุษโบราณของแมงมุมมีหาง

เรื่องแนะนำ

จีนวางแผนสร้างอุทยานแห่งชาติแพนด้า ขนาด 2.7 หมื่นตารางกิโลเมตร

แพนด้ายักษ์ตัวหนึ่งกับลูก แพนด้า ของเธอกำลังสำรวจบริเวณรอบๆ ตัว ภาพถ่ายโดย AMI VITALE, NAT GEO IMAGE COLLECTION อุทยานแห่งนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยของ แพนด้า หมี และสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ แต่ก็ยังมีอุปสรรคอื่นๆ ที่ต้องแก้ไข แผ่นดินไหวขนาด 8.0 แมกนิจูด ที่ถล่มมณฑลเสฉวน ประเทศจีนเมื่อ 11 ปีแล้ว ถือเป็นภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ รวมไปถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของแพนด้ายักษ์ ซึ่งส่วนหนึ่งคือศูนย์แพนด้า Woolong ซึ่งเป็นศูนย์แพนด้าที่มีบทบาทในเรื่องการขยายพันธุ์ของแพนด้า และมีแพนด้าจำนวนมากที่ต้องตายไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น และในตอนนี้ ทุกสายตากำลังจับต้องไปที่โครงการสร้างอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ ของรัฐบาลจีน แผนการสร้างอุทยานแห่งชาติแพนด้ายักษ์ ซึ่งมีกำหนดสรุปแผนก่อสร้างในฤดูใบไม้ร่วง ปี 2019 มีพื้นที่ประมาณ 27,132 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นจำนวนเกือบสามเท่าของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานจะอยู่ที่มณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของแพนด้าร้อยละ 80 ของประเทศ ภายในศูนย์ฯ นี้จะรวบรวมแพนด้าจากพื้นที่สงวนจากที่อื่นๆ รวมไปถึงพืชและสัตว์ที่อยู่ในภาวะถูกคุกคามที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ด้วยเช่นกัน จากการสำรวจประชากรแพนด้าในปี 2015 มีแพนด้าอยู่ในพื้นที่ป่าอยู่ 1,864 ตัว (ไม่รวมลูกแพนด้า) ซึ่งเพิ่มจาก 1,200 […]

ตำนานแห่งอะโซโลตล์ผู้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ตำนานแห่งอะโซโลตล์ผู้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อะโซโลตล์ (Axolotl หรือแอกโซลอเทิล ภาษาสเปนออกเสียงว่า อะโฮโลตล์) ซึ่งเป็นซาลาแมนเดอร์หรือหมาน้ำชนิดหนึ่ง เป็นสัตว์ที่คนชื่นชอบ เพราะนอกจากหน้าตาที่ดูแปลกและน่ารักแล้ว มันยังงอกอวัยวะส่วนไหนก็ได้ขึ้นมาใหม่ แต่ปัจจุบันสัตว์ชนิดนี้กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ชนพื้นเมืองและชาวบ้านในเม็กซิโกจึงกำลังพยายามปกป้องพวกมันไว้ให้ได้มากที่สุด ตำนานอัซเต็กเล่าว่า ในครั้งบรรพกาล เหล่าทวยเทพมารวมตัวกันอยู่รอบกองไฟ โดยจะต้องมีผู้ยอมสละชีพเพื่อสร้างดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ขึ้นมาให้กับโลกมนุษย์ เทพหลายองค์กระโดดเข้าสู่กองไฟเพื่อเป็นเชื้อให้เกิดธาตุใหม่ๆขึ้นมา แต่เทพโซโลตล์ (Xolotl) ผู้เป็นฝาแฝดของเทพเควตซัลโคตล์ (Quetzalcoatl – เทพแห่งลมและสติปัญญา มีร่างเป็นมังกร หรือ Feathered Serpent) ไม่ยอมสละชีพ ทำให้เทพเควตซัลโคตล์โกรธา จึงสั่งให้จับแฝดของตนมายัญพลี เทพโซโลตล์แปลงร่างเป็นสัตว์หลากหลายเพื่อหลบหนี และเมื่อไปถึงทะเลสาบโซชีมิลโก (ในกรุงเม็กซิโกซิตี) ก็แปลงกายเป็น “อะโซโลตล์” และกระโจนหนีลงไปในน้ำ เทพเควตซัลโคตล์จึงไว้ชีวิตผู้เป็นแฝด แต่ก็สาปให้เทพโซโลตล์ต้องอยู่ในความมืดไปชั่วนิรันดร์ในฐานะปีศาจน้ำที่มีชื่อว่า อะโซโลตล์ เฟร์นันโด อารานา นักชีววิทยาของ Center of Biological and Aquatic Research of Cuemanco (CIBAC) เล่าว่า Ambystoma mexicanum เป็นสัตว์ประจำถิ่นที่พบได้ในเฉพาะปากแม่น้ำเม็กซิโกเท่านั้น […]

กระรอกน้อยติดล้อ

กระรอกน้อยติดล้อ นับเป็นการเดินทางอันแสนยาวนานกว่าเจ้ากระรอกน้อยผู้มีสองขาและอีกสองล้อจะได้ชีวิตใหม่คืนมา ที่จังหวัดบาตมัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี Rüzgar Alkan วัย 19 ปีบังเอิญไปพบมันเข้า โดยที่ขาหน้าทั้งสองข้างของกระรอกตัวนี้ติดอยู่ในกับดักสัตว์ Alkan พาตัวมันส่งสัตวแพทย์ในเมือง แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงเกินไป ดังนั้น Alkan จึงส่งต่อกระรอกต่อให้กับ Tayfun Demir ซึ่งเปิดศูนย์ดูแลกระรอกในนครอิสตันบูล ห่างออกไป 700 ไมล์ ณ ที่นั่น ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกจากมหาวิทยาลัย Istanbul Aydın ร่วมกับนักกายภาพบำบัดช่วยกันเยียวยาเจ้ากระรอกน้อย หลังการผ่าตัดสองครั้ง ครั้งละหกชั่วโมงเพื่อรักษาบาดแผล ในที่สุดทีมงานได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่จะช่วยให้กระรอกสามารถใช้ชีวิตได้เกือบเหมือนเดิม มันเป็นล้อเลื่อนที่ใช้แทนขาหน้าซึ่งช่วยให้มันสามารถวิ่งได้อีกครั้ง   อ่านเพิ่มเติม วีลแชร์เพื่อคอร์กี้พิการ