กีฬาน่าสนใจในเอเชียนเกมส์ 2018 - National Geographic Thailand

กีฬาน่าสนใจในเอเชียนเกมส์ 2018

กีฬาน่าสนใจใน เอเชียนเกมส์2018

การแข่งขัน เอเชียนเกมส์2018 หรือชื่อทางการ กีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 18 ในปีนี้จัดขึ้นที่กรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา มีโปรแกรมการแข่งขันมากมายยาวไปจนถึงวันที่ 2 กันยายน

นอกเหนือจากกีฬาที่เรารู้จักกันดีอย่างตะกร้อ, มวย หรือยกน้ำหนักแล้ว มาปีนี้อินโดนีเซียเพิ่มกีฬาใหม่ๆ เข้ามาในตารางการแข่งขัน ตอบสนองความหลากหลายทางวัฒนธรรมในฐานะทวีปที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และประกอบด้วยผู้คนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากที่สุดเช่นกัน หลายกีฬาเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วในการแข่งขันอื่น แต่บางกีฬาก็เป็นข้อมูลที่เราไม่เคยทราบมาก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมใหม่ๆ จะมีอะไรบ้างไปชมกัน

 

1.ปันจักสีลัต (Pencak Silat)

ปันจักสีลัตคือ ศิลปะการต่อสู้ในวัฒนธรรมของชาวอินโดนีเซีย ทั้งยังเป็นที่นิยมเล่นอย่างแพร่หลายในคาบสมุทรมลายู ตั้งแต่ภาคใต้ของไทยไปจนถึงมาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, บรูไน และสิงคโปร์ มีตำนานเล่าขานกันจากเกาะสุมาตราว่าการต่อสู้ลักษณะนี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงคนหนึ่งเห็นการต่อสู้กันของเสือและเหยี่ยว จึงนำมาใช้รับมือกับคนเมา…อย่างไรก็ดีแต่ละภูมิภาคก็มีตำนานการเกิดปันจักสีลัตที่ต่างกันไป ในบางจังหวัดของอินโดนีเซียเอง นอกจากเป็นกีฬาแล้ว ปันจักสีลัต ถือเป็นวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้านที่ใช้โชว์ในงานแต่งงาน ตลอดจนวันหยุดสำคัญอีกด้วย

เอเชียนเกมส์ 2018
ภาพการแข่งขันปันจักสีลัต ในเอเชียนเกมส์ 2018
ภาพถ่ายโดย Bay Ismoyo, AFP

ในการแข่งขัน นักกีฬาจะหันหน้าเข้าหากันใช้เพียงมือเปล่าเข้าต่อสู้ซึ่งเป็นกระบวนท่าเข้าชุดที่ต้องทำตามลำดับอย่างต่อเนื่อง แต่ท่าที่ใช้นั้นต้องไม่ซ้ำกันจึงจะได้คะแนน นอกจากนั้นยังมีเทคนิคการหลบหลีก การปัดป้อง ทำให้คู่ต่อสู้ล้ม หรือพลิกจากที่ล้มกลับมามีชัย เรียกได้ว่าเป็นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวอย่างสวยงามกีฬาหนึ่ง

 

2.บาสเกตบอล 3×3

จากกีฬาตามท้องถนนที่ใช้พื้นที่น้อยสู่การแข่งขันในระดับโลก ครั้งแรกที่เอเชียนเกมส์จัดการแข่งขันบาสเกตบอลแบบแบบ 3×3 แตกต่างจากบาสเกตบอลแบบทั่วไป กีฬาชนิดนี้มีแป้นบาสเพียงแค่ฝั่งเดียวเท่านั้น และนักกีฬาแค่ละทีมก็ถูกลดจำนวนเหลือเพียงทีมละ 3 คน ผู้เล่นสามารถเล่นอย่างไรก็ได้ตามกติกาในเขตสนาม ทีมใดทำได้ 21 คะแนนก่อนก็เป็นฝ่ายชนะไป

 

3.แซมโบ (Sambo)

แซมโบ ในภาษารัสเซียมีความหมายว่า การป้องกันตัวโดยไม่ใช่อาวุธ เดิมเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ถูกพัฒนาและคิดค้นขึ้นโดยสหภาพโซเวียตหลังการปฏิวัติในปี 1917 เพื่อให้กองทัพแดงใช้ฝึกฝนทหาร ต่อมากลายมาเป็นกีฬามวยปล้ำที่ได้รับความนิยมในมองโกเลีย, จอร์เจีย, อุซเบกิสถาน และอาเซอร์ไบจาน แซมโบคือส่วนผสมของยูโด, มวยปล้ำ และยิวยิตสู โดยเน้นไปที่การทุ่มคู่ต่อสู้เป็นหลัก จึงจะได้คะแนน

เอเชียนเกมส์2018
แซมโบมีความหมายว่าการป้องกันตัวโดยไม่ใช้อาวุธ กีฬามวยปล้ำจากโซเวียตนี้ผู้เล่นต้องพยายามทุ่มคู่ต่อสู้ลงกับพื้นให้ได้
ภาพถ่ายโดย Adek Berry, AFP

 

4.คูราช (Kurash)

กีฬาพื้นบ้านจากอุซเบกิสถาน คล้ายคลึงกับแซมโบ แต่การทุ่มอีกฝ่ายลงพื้นนั้นต้องทำภายในเวลาที่กำหนด จึงจะได้คะแนน คำว่าคูราช เป็น ภาษาอุซเบกิสถาน หมายถึง “การไปให้ถึงจุดหมายอย่างสมเหตุสมผลหรือวิธีที่ยุติธรรม” ทั้งยังเชื่อว่าการฝึกฝนคูราชนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังเป็นการฝึกฝนจิตใจอีกด้วย ทุกวันนี้หากเดินทางไปยังอุซเบกิสถานสามารถพบเห็นการละเล่นคูราชได้ง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันหยุดเฉลิมฉลอง

เอเชียนเกมส์2018
ภาพการแข่งขัน Kurash Asian Championship เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประเทศอินเดีย
ภาพถ่ายโดย vruttaonline.wordpress.com

 

5.เรือมังกร (Dragon Boating)

ประเพณีการแข่งขันเรือมังกร หรือเรือยาวย้อนกลับไปได้ไกลถึงเมื่อ 2,000 ปีก่อน โดยมีจุดกำเนิดในภูมิภาคทางตอนใต้ของจีน ก่อนจะกลายมาเป็นกีฬาในเวลาต่อมา โดยกุญแจสำคัญของชัยชนะอยู่ที่ความสามัคคีของฝีพายทุกคนบนเรือ

และล่าสุดในการแข่งขันเรือมังกรหญิง 200 เมตร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ณ เมืองปาเลมบัง บนเกาะสุมาตรา มีไฮไลท์น่าสนใจคือ ทีมรวมชาติเกาหลี ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของนักกีฬาเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ สามารถคว้าเหรียญทองแดงมาครองได้สำเร็จ แม้จะไม่เคยฝึกซ้อมร่วมกันมาก่อนก็ตาม

 

6.บริดจ์ (Bridge)

บริดจ์ถือเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 บริดจ์ก็ถูกรวมอยู่ในตารางการแข่งขันด้วยเช่นกัน อุปกรณ์คือไพ่ และ bidding box นักกีฬาจะเล่นเป็นทีมทีมละ 2 คน ทั้งนี้บริดจ์เป็นกีฬาที่มีวิธีการเล่น และกฎกติกาซับซ้อน ทั้งยังต้องใช้สมาธิ ประกอบกับการวางแผนอย่างมากเพื่อให้ได้ชัยชนะ

ภาพการแข่งขันกีฬาบริดจ์ใน European Bridge League
ภาพถ่ายโดย theconversation.com

 

7.กาบัดดี้ (Kabaddi)

คล้ายคลึงกับการละเล่นตี่จับในบ้านเรา กาบัดดี้เป็นการละเล่นที่มีประวัติยาวนานในอินเดีย เชื่อกันว่าเกิดขึ้นพร้อมๆ กับศาสตร์โยคะเมื่อ 4,000 ปีก่อน กติกาคือผู้เล่นจะแบ่งทีมเป็นสองทีม หนึ่งในทีมจะบุกเข้าไปในแดนของฝ่ายตรงข้ามเพื่อแตะตัว โดยจะต้องเปล่งเสียงคำว่า “กาบัดดี้” ในลมหายใจเดียว และจะต้องรีบกลับไปแตะเส้นกลางสนามให้ทัน มิฉะนั้นอีกฝ่ายจะได้คะแนนไป

เอเชียนเกมส์2018
นักกีฬากาบัดดี้พยายามหนีจากวงล้อมของนักกีฬาอินเดีย ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 17 ประเทศเกาหลีใต้
ภาพถ่ายโดย India Today

ทั้งนี้กาบัดดี้ถือเป็นกีฬายอดนิยมอย่างหนึ่ง เนื่องจากใช้อุปกรณ์และค่าใช้จ่ายน้อย ปัจุบันมีสหพันธ์กาบัดดี้สมัครเล่นแห่งเอเชีย จัดตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 1978 โดยประเทศอินเดีย, เนปาล, บังคลาเทศ, ปากีสถาน และศรีลังกา เพื่อให้กีฬานี้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

 

8.วูซู (Wushu)

ศิลปะการต่อสู้แบบชาวจีนโบราณ หรือที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อการรำมวยจีน คำว่าวูซู มีความหมายว่า วิทยายุทธ ประกอบด้วยศาสตร์การป้องกันตัวและต่อสู้แบบมือเปล่า ไปจนถึงการใช้อาวุธ เช่นทวน หรือไม้พลอง ในการแข่งขันจะแบ่งกลุ่มนักกีฬาเป็นกลุ่มตามน้ำหนัก ส่วนรูปแบบการแข่งขันนั้นมีทั้งรูปแบบการต่อสู้ ที่ใช้ระบบแพ้คัดออก กับรูปแบบยุทธลีลา ที่ตัดสินชัยชนะจากท่วงทาและลีลาที่สวยงาม

 

9.พาราไกลดิ้ง (Paragliding)

เอเชียนเกมส์ปีนี้ไม่ได้แข่งกันแค่บนบกหรือในน้ำ แต่รวมไปถึงกลางอากาศด้วย! พาราไกลดิ้ง หรือที่เรียกกันว่ากีฬาร่มร่อน เป็นกีฬาเอ็กซตรีมที่มีมานานแล้ว แต่เพิ่งได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อุปกรณ์คือร่มขนาดใหญ่ที่ใช้ลอยและพยุงตัวของนักกีฬาไปบนอากาศ โดยการแข่งขันจะแบ่งไปตามประเภท เช่น ประเภทลงเป้าหมายแม่นยำ หรือประเภทเดินทางไกล เป็นต้น

ภาพการเล่นพาราไกลดิ้ง กีฬาเอ็กซตรีมที่กลายมาเป็นหนึ่งในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2018
ภาพถ่ายโดย scmp.com

 

10.eSports

ย่อมาจากคำว่า electronic sports หมายถึงการแข่งขันวิดีโอเกมประเภทบุคคลหรือทีม โดยในเอเชียนเกมส์ 2018 การแข่งขันกีฬา eSports จัดเป็นกีฬาสาธิตที่ไม่มีเหรียญและเงินรางวัลมอบให้ เพื่อเตรียมบรรจุลงไปในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ปี 2022 ในอนาคต

สำหรับ eSports ในเอเชียนเกมส์ที่กรุงจาการ์ตา จัดการแข่งขันทั้งหมด 6 เกม ในจำนวนนี้มีสองเกมที่เป็นการแข่งขันแบบทีม ได้แก่ Arena of Valor และ League of Legends (ใช้เวลาการแข่งขันราว 3 วัน) โดยนักกีฬาจากประเทศไทยเองก็เข้าร่วมการแข่งขันด้วยเช่นกัน

 

อ่านเพิ่มเติม

เทคโนโลยีช่วยผลักดันขีดจำกัดของมนุษย์อย่างไร?

 

แหล่งข้อมูล

Pencak silat and eSports: a guide to the most fascinating 2018 Asian Games events

Overlooked by Olympics, Asian Games offer platform to alternative disciplines

TEN THRILLING SPORTS TO BE COMPETED FIRST TIME IN ASIAN GAMES 2018

Kurash, bridge and sambo: 10 unusual Asian Games sports

เรื่องแนะนำ

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

ปราสาทชูริ: มรดกโลกแห่งญี่ปุ่นที่สูญไปในกองเพลิง

(ซ้าย) ปราสาทชูริ มรดกโลกโลกประจำจังหวัดโอกินาวะ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อครั้งยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ (ขวา) ภาพขณะที่ปราสาทชูริถูกเผาไหม้ไปกับกองเพลิง ขอบคุณภาพจาก Author 663 highland ใน https://commons.wikimedia.org/ และ twitter สำนักข่าว NHK https://twitter.com/nhk_news/status/1189650841931853825 ญี่ปุ่นต้องพบความสูญเสียทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่เมื่อปราสาทชูริ สัญลักษณ์แห่งโอกินาวะ มอดไหม้ไปกับกองเพลิง ปราสาทแห่งนี้ยังเป็นประจักษ์พยานความสัมพันธ์ของสยามกับอาณาจักรรีวกีว อาณาจักรโบราณแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วย ในค่ำคืนวันที่ 30 ตุลาคม (เช้าวันที่ 31) ปี 2019 ญี่ปุ่นได้สูญเสียปราสาทชูริ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในมรดกโลกอันน่าภาคภูมิใจของพวกเขาไปกับกองเพลิง รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า “ปราสาทชูริ” สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดโอกินาวะ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของญี่ปุ่น เกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่ช่วงเวลา 02:40 น. โดยมีสัญญาณเตือนเพลิงไหม้จากบริเวณโถงของปราสาท เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมกำลังนับร้อยคนเพื่อควบคุมเพลิง ก่อนที่ไฟจะสงบลงเมื่อราว 04:00 น. แต่ก็ดูจะสายเกินไป เพราะไฟได้ทำลายโครงสร้างปราสาทที่ทำจากไม้ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีไปทั้งหมด ในตอนเช้า ภาพข่าวปราสาทชูริที่ปรากฏในสื่อเป็นเพียงแค่ซากของปราสาทที่มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน ไฟไหม้ปราสาทชูริในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสูญเสียของคนญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นมรดกของชาวโลกไปด้วยเช่นเดียวกัน (ชมวิดีโอขณะที่ปราสาทชูริกำลังมอดไหม้จากสำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นได้ที่นี่) สัญลักษณ์แห่งอาณาจักรรีวกีวในประวัติศาสตร์ สู่ความภาคภูมิใจของคนโอกินาวะ เมื่อครั้งที่ปราสาทชูริยังคงตั้งตระหง่าน นี่คือสถานที่อันเป็นสัญลักษณ์และความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดโอกินาวะ […]

ทำไมต้องบูลลี่? แท้จริงแล้วผู้ชอบกลั่นแกล้งคือคนอ่อนแอ

จากการทดลองในหนู นักวิทยาศาสตร์พบพฤติกรรมกลั่นแกล้งรังแกสัมพันธ์กับกลไกการให้รางวัลในสมอง ด้านนักจิตวิทยาเสริมว่าความเจ็บป่วยทางจิต และครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์คือหนึ่งปัจจัยสำคัญ

พบกับชายผู้ใช้ชีวิตกับไฮยีน่า

คนทั่วไปจะเลี่ยงการเข้าใกล้กับไฮยีน่า แต่ไม่ใช่ผู้คนจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ในเอธิโอเปีย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์สี่ขาเหล่านี้ถูกปลูกฝังมาแล้วอย่างยาวนาน