เผยวงการ ร่างทรง ในมุมมองที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ - National Geographic

เผยวงการร่างทรงในมุมมองที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

เผยวงการร่างทรงในมุมมองที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

หลายคนอาจจะเคยเห็นข่าวตามโทรทัศน์หรือสื่อต่างๆ ที่นำเสนอกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งอ้างว่า ตนเป็น ร่างทรง ของเทพต่างๆ และกลายเป็นประเด็นสังคมในเวลาต่อมา เนื่องจากมีทั้งคนที่เชื่อและคนไม่เชื่อ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ความเจริญด้านเทคโนโลยีช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันง่ายขึ้น ร่างทรงเหล่านี้จึงใช้สื่อโซเชียลต่างๆ แพร่กระจายความเชื่อของตนอย่างกว้างขวาง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่าร่างทรงเหล่านี้อาจเป็นภัยสังคมในโลกออนไลน์และเข้าข่ายเป็นโฆษณาชวนเชื่อหลอกหลวงประชาชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองจริงหรือไม่?

บทความนี้นำเสนอร่างทรงในมุมมองด้านอื่นๆ นอกเหนือจากความศรัทธา รวมถึงศึกษาว่าร่างทรงเกิดขึ้นจากอะไร และยังคงอยู่ในสังคมไทยได้อย่างไร นอกจากนี้ยังศึกษาในมุมมองทางพุทธศาสนา และวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจปรากฏการณ์ร่างทรงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมให้มากยิ่งขึ้น

ร่างทรงกับสังคมไทย

การเข้าทรง เป็นความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ มีรากเหง้าก่อเกิดขึ้นมาพร้อมกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณของมนุษย์ สำหรับสังคมไทยการทรงเจ้าเริ่มปรากฏเป็นหลักฐานเมื่อไหร่ไม่ชัดเจน แต่การทรงเจ้าถูกปลูกฝังไปพร้อมกับความเชื่อของไทยโบราณ ซึ่งในสังคมไทยโบราณนั้นมีการนับถือผีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพลังเหนือธรรมชาติ พลังจากบรรพบุรุษ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ความเชื่อแบบนี้อยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และการทรงเจ้านั้นก็ยังถูกปลูกฝังไปพร้อมกับหลักธรรมคำสอนของศาสนาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาสนาฮินดู ที่นับถือเทพเจ้ามากมายจนหล่อหลอมเกิดเป็นวัฒนธรรมร่างทรงขึ้นมา

การทรงเจ้าและร่างทรงนั้นมีมานานแล้ว ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๔ บันทึกไว้ว่ามีการลงโทษคนทรงเจ้า เพราะว่าคนเหล่านี้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย รวมถึงปล่อยข่าวลือก่อนเกิดเหตุไฟไหม้อยู่เสมอ เพื่อเป็นการข่มขู่ให้ราษฎรหวาดกลัวไม่กล้าเอาเยี่ยงอย่าง อีกทั้งคนกลุ่มนี้ยังอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยคดีลอบวางเพลิง ดังคำกล่าวที่ว่า “เมื่อกลัวจะมิสมคำดังว่า ก็คิดอ่านการทุจริตทิ้งไฟประกอบเหตุ”

ร่างทรง
ในประวัติศาสตร์ สังคมวัฒนธรรมไทยโบราณมีการนับถือผีมาก่อน     https://horoscope.thaiza.com/content/111360/

ในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังดำเนินนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศพัฒนาไปสู่ ยุค 4.0 ทำให้สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น อัตราการแข่งขันในหน้าที่การงานและการศึกษาสูงขึ้น หลายหน่วยงานนำเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์เข้ามาใช้กันมากขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่กำลังซบเซา ทำให้ผู้ประกอบการหลายแห่งต้องลดต้นทุนการผลิตลง ส่งผลให้เกิดการ “เลิกจ้างงาน” หรือ “ปลดพนักงานออก”

สาเหตุเหล่านี้ส่งผลให้คนไทยเกิดความวิตกกังวล มีอาการตึงเครียด และในบางรายคิดสั้นฆ่าตัวตาย ไปจนถึงก่อปัญหาอาชญากรรมขึ้น เมื่อหาทางออกไม่ได้ บรรดาผู้ที่ประสบปัญหาจากเศรษฐกิจต้องการที่พึ่งทางใจ และแน่นอนว่าหลายคนส่วนใหญ่เลือกไปพึ่งพาขอความช่วยเหลือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณเป็นอันดับแรก โดยอาจจะไปปรึกษาหมอดูหรือไปหาร่างทรง จากการสำรวจอาชีพหมอดู และอาชีพร่างทรงแล้ว พบว่าจะมีการให้บริการหลักๆ สองประเภทคือ การตรวจดวงชะตา และ การสะเดาะห์เคราะห์

ทว่าบางสำนัก อาชีพร่างทรงยังรับรักษาโรคและแก้ไขปัญหาอื่นๆ แก่ผู้รับบริการ เช่น การแก้ไสยผีเข้า หรือการเรียกเทพเจ้าต่างๆ มาประทับร่างให้ดู และยิ่งในปัจจุบันไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงร่างทรงได้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก และกลุ่มไลน์ที่เป็นแหล่งรวมตัวของสาวกร่างทรงเพื่อพูดคุยกันหรือกระจายข่าวสาร หรือแม้แต่การประกอบพิธีกรรมต่างๆ ก็สามารถทำได้ผ่านทางเฟซบุ๊คไลฟ์หรือทวิตเตอร์

อะไรที่ทำให้อาชีพร่างทรงประสบความสำเร็จ

สาเหตุหลักที่อาชีพร่างทรงประสบความสำเร็จ คือ การเข้าใจโครงสร้างทางสังคมและเข้าใจถึงปัญหานั้นๆ คุณลักษณะนี้ทำให้ผู้อ้างว่าตนเป็นร่างทรงสามารถทำนายความตึงเครียดในแต่ละสถานการณ์ที่มีลักษณะเฉพาะได้ เช่น ปัญหาความรักหรือปัญหาครอบครัว ส่วนใหญ่กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นวัยรุ่นถึงวัยกลางคน มักมาพบร่างทรงด้วยอความคิดตัดพ้อน้อยใจในชีวิต โทษตัวเองรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า

เมื่อให้บริการ ร่างทรงจะแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าพวกเขาสามารถรู้เห็นได้อย่างอัศจรรย์ก่อนเป็นอย่างแรก และใช้ไหวพริบพูดในสิ่งที่ลูกค้าปรารถนาจะได้ยิน ประกอบกับการนำเสนอได้สมบทบาท เช่นอ้างว่าองค์เทพมาขอประทับร่าง ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อและยินดีที่จะปฏิบัติตามในสิ่งที่ร่างทรงสั่ง ซึ่งได้แก่การจัดพิธีกรรมเพื่อบรรเทาเคราะห์ร้ายหรือความทุกข์นั้น และแน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายตามมา

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ ความอ่อนแอทางจิตใจของผู้รับบริการเอง ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เลือกแก้ปัญหาด้วยการพึ่งพาร่างทรงมักไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ จึงจำเป็นต้องมองหาที่พึ่ง กลุ่มคนเหล่านี้ถูกร่างทรงชักจูงได้ง่ายมาก ประกอบกับร่างทรงเองเข้าใจถึงปัญหา มีจิตวิทยาในการพูด และแสดงตนให้มีลักษณะน่าเกรงขามเหมือนเทพ และยิ่งจัดสำนักร่างทรงให้มีความศักดิ์สิทธิ์ ดูมีมนต์ขลัง จึงไม่ยากที่จะก่อศรัทธาให้เกิดขึ้นในใจของผู้เข้ามารับบริการ

ทว่ายังมีร่างทรงอีกประเภทที่มักสำแดงเดชแสดงปาฏิหาริย์ ทั้งการวิ่งลุยไฟ หรือการใช้เหล็กแหลมทิ่มแทงตามร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ทำ ความสำเร็จของร่างทรงเหล่านี้อาศัยเพียงความใจกล้าและวินัยหมั่นฝึกฝน ยกตัวอย่างเช่น การเดินลุยไฟนั้น หลักการง่ายๆ คือระหว่างลุยไฟจะต้องวิ่งให้เร็ว ห้ามยืนอยู่เฉยๆ หรือการแทงเหล็กแหลมสามง่ามเข้าท้อง เพียงกะระยะให้เหล็กแหลมตรงกลาง แทงเข้าไปบริเวณซิปกางเกง ส่วนเหล็กแหลมด้านข้างซ้ายขวาจะอยู่ที่บริเวณเอว จากนั้นก็เล่นละครแกล้งทำเป็นล้มกลิ้งล้มหงายก็เพียงพอ

ร่างทรง
ภาพของคนทรงที่ทิ่มแทงร่างกายตนเอง เพื่อรับเคราะห์แทนประชาชนที่เข้าร่วมงานประเพณีถือศีลกินเจ https://m.mgronline.com/south/detail/9580000116317

เมื่อผู้รับบริการปฏิบัติตามสิ่งที่ร่างทรงบอก พวกเขาจะรู้สึกวิตกกังวลน้อยลง รู้สึกดีขึ้นเอง ตลอดจนพบว่าปัญหาที่มีได้ถูกบรรเทาลงไปโดยไม่สามารถพิสูจน์ได้ ลูกค้าเหล่านี้จึงเกิดความเชื่อและศรัทธาในร่างทรงแบบสนิทใจ ต่อมาพวกเขาอาจจะสมัครใจเป็นร่างทรงเสียเอง หรือบอกคนอื่นต่อๆ ไปให้เข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักเพื่อถ่ายทอดความเชื่อนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผนวกกับเศรษฐกิจที่ซบเซา ผู้คนที่มีรายได้น้อยลงจึงเลือกพึ่งร่างทรงมากกว่าที่จะไปพบจิตแพทย์ เพราะว่าการไปพบร่างทรงนั้นจะมีการเก็บค่าครูในราคาไม่สูง หรือบางแห่งก็ไม่มีการเก็บค่าครูเลย แต่ในทางกลับกันการพบจิตแพทย์นั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

ร่างทรงเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธหรือ?

สังคมไทยเป็นสังคมพุทธศาสนา คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธและยึดตามหลักธรรมคำสอนที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดา และไม่ยอมรับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาสนาพุทธเชื่อเรื่องความมีเหตุมีผล ซึ่งคล้ายคลึงกับหลักวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันองค์ความรู้พัฒนาไปอย่างมาก จนสามารถพิสูจน์บางความเชื่อได้แล้วว่าไม่เป็นความจริง เช่น ความเชื่อโบราณที่ว่าฟ้าแลบฟ้าร้องเกิดจากนางเมขลาล่อแก้ว โดยมีรามสูรย์ขว้างขวานเข้าใส่ แต่จริงๆ แล้วฟ้าแลบฟ้าร้องเกิดจากประจุลบในเมฆก้อนหนึ่งวิ่งเข้าหาประจุบวกของเมฆอีกก้อน

ท่าน ว.วชิรเมธี เคยกล่าวไว้ว่าพุทธศาสนาเป็นไปในทิศทางเดียวกับวิทยาศาสตร์ เริ่มจากเจ้าชายสิทธัตถะได้สังเกตเห็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ เกิด เเก่ เจ็บ ตาย เเล้วเกิดคำถามต่อมาว่าทำไม เช่นเดียวกับไอเเซค นิวตัน ที่เห็นลูกแอปเปิลหล่น เเล้วตั้งคำถามว่าทำไมแอปเปิลจึงไม่ลอยสู่ท้องฟ้า เเต่กลับหล่นลงสู่พื้นดินเสมอ ทั้งวิทยาศาสตร์เเละศาสนาพุทธมีจุดร่วมตรงที่ใช้ทักษะทางปัญญาต่างๆ มาอธิบายสิ่งรอบตัว จึงทำให้รู้เห็นความจริงต่างๆ ในธรรมชาติได้มากขึ้น แต่ต่างกันตรงที่พุทธศาสนาจะนำความจริงเหล่านี้มาใช้เป็นหลักธรรมในการดับทุกข์

นอกจากนี้พุทธศาสนายังสอนให้บุคคลยึดหลักการปฏิบัติด้วยตนเองมากกว่าพึ่งพาสิ่งเหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เชื้อเชิญให้เทพต่างๆ ลงมาประทับเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา หากใช้หลักธรรม อริยสัจสี่ ในการวิเคราะห์สาเหตุแห่งทุกข์ ตลอดจนคิดหาวิธีดับทุกข์ด้วยตนเองอย่างเป็นเหตุเป็นผลต่างหาก

ร่างทรงในมุมมองจิตวิทยา

พฤติกรรมผีเข้าทรงในมุมมองทางสุขภาพจิตถือว่าบุคคลนั้นๆ มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรง แต่ยังไม่ถือว่าวิกลจริต จัดเป็น อาการฮิสทีเรียประเภท ดิสโซซิเอดีฟ (Dissociative) ซึ่งมีการระบุจากเว็บไซต์ชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศไทยว่า อาการทางประสาทชนิดนี้เป็นบุคลิกภาพชนิดหนึ่งของคนที่มีความเครียดและความกดดันสูงมาก ในขณะเดียวกันก็โหยหาความรักและเรียกร้องความสนใจ ดังนั้นจิตจึงสั่งการให้เปลี่ยนบุคลิกของตัวเองจากคนปกติธรรมดาคนหนึ่งไปเป็นอีกคนหนึ่ง หรือมีความเชื่อว่ามีผีหรือเทพเข้ามาสิงสู่ร่างกาย จากนั้นพวกเขาจะแสดงอารมณ์ ท่าทาง และการพูดเกินจริง เพื่อสะกดจิตตัวเองให้เชื่อในสิ่งที่ทำ พร้อมโน้มน้าวให้คนอื่นๆ เชื่อตามด้วย ซึ่งบางครั้งผู้เข้ารับบริการที่มีจิตใจอ่อนแอ อาจเกิดภาวะถูกสะกดจิตเป็นรายบุคคลหรือเป็นหมู่ได้ ดังกรณีฟังสวดภาณยักษ์ ซึ่งใช้พิธีกรรมและเสียงช่วยเร้าอารมณ์ อาการเหล่านี้มีขึ้นเพื่อคลายความทุกข์หรือความเครียดของบุคคลนั้นๆ เอง เรียกได้ว่าเป็นกลไกทำงานของจิตเพื่อช่วยให้ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป

ร่างทรง
ผู้ที่จิตอ่อน หรือมีอาการทางจิต ควรจะไปปรึกษาจิตเเพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง   http://www.hydrohealth.co.th/th/

ทั้งนี้ผู้ป่วยทางจิตควรพิจารณาตนเองอย่างมีเหตุมีผลว่าทำไมตนถึงป่วยหรือมีความทุกข์มาจากสาเหตุใด รวมทั้งควรพยายามคิดไตร่ตรองหาวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เข้ามา หรือปรึกษาคนใกล้ตัวที่เชื่อถือได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการไปปรึกษากับจิตแพทย์เพื่อรับการบำบัดตลอดจนการรักษาอย่างถูกต้อง

การทรงเจ้าเข้าผีได้หยั่งลึกลงในพื้นฐานประเพณี ความเชื่อ เเละศาสนาของคนไทยมาตั้งเเต่โบราณกาลจนก่อกำเนิดเป็นวัฒนธรรมร่างทรงดังที่เราเห็นในปัจจุบัน ทว่าในโลกปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำลังพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับความเชื่อเรื่องร่างทรงอย่างสิ้นเชิง เมื่อเป็นเช่นนี้การทรงเจ้า เเละบรรดาร่างทรงเหล่านี้จะยังสามารถอยู่คู่กับสังคมไทยไปได้อีกนานเเค่ไหน?…นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ

เรื่อง พีรชัช โตสัมพันธ์มงคล

 

แหล่งข้อมูล

งานวิทยานิพนธ์ กระบวนการเข้าสู่การเป็นร่างทรง : กรณีศึกษาร่างทรง ในเขต อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ของ รตพร ปัทมเจริญ พ.ศ. 2543

ทรงเจ้า-ข่าวลือ : เรื่องต้องห้ามในคดีไฟไหม้สมัยรัชกาลที่ ๕

หลักธรรมคำสอนของท่าน ว วชิรเมธี เรื่อง หลักธรรมพุทธศาสนา กับวิทยาศาสตร์

 

อ่านเพิ่มเติม

นัต: พลังศรัทธาของมวลชน

เรื่องแนะนำ

กล้าร่วมไหม? เทศกาลกลิ้งชีสในอังกฤษ

กล้าร่วมไหม? เทศกาลกลิ้งชีสในอังกฤษ อันที่จริงมันเป็นเทศกาลที่ตลกมากในฐานะคนดู แต่หากคุณเป็นคนแข่งแล้วล่ะก็ ไม่ขอรับประกันความปลอดภัย ที่เนินเขาคูเปอร์ บริเวณชานเมืองใกล้ๆ กับเมืองกลูเชสเตอร์ในประเทศอังกฤษ ในหนึ่งวันของช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมีผู้คนมากมายเข้าร่วมเทศกาล “กลิ้งชีส” กติกาก็เรียบง่ายสมชื่อ คือจะมีการกลิ้งชีสก้อนกลมโต (Double Gloucester Cheese) ลงมาจากบนเนินเขาด้วยความเร็วประมาณ 70 ไมล์ต่อชั่วโมง ผู้แข่งขันจะต้องวิ่งตามลงมาเก็บก้อนชีส ตลอดเวลาที่ผ่านมาเทศกาลกลิ้งชีสที่เนินเขาคูเปอร์นี้ดึงดูดความสนใจผู้คนทั่วโลกให้มาดูหรือเข้าร่วมการแข่งขันการกลิ้งชีสที่เสี่ยงอันตรายนี้ด้วย ในเทศกาลกลิ้งชีสในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คริส แอนเดอร์สัน หรือ “เจ้าแห่งเนินเขาคูเปอร์” ได้สร้างสถิติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำได้ ด้วยการวิ่งลงมาเก็บก้อนชีสได้รวมทั้งหมด 22 ก้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่การแข่งขันกลิ้งชีสครั้งนี้ดำเนินไปจนจบวันได้โดยไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลย เพราะว่าในปีก่อนๆ มีผู้แข่งขันกลิ้งชีสได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ตลอด ยกตัวอย่างเช่น โฟล เออร์ลี่ ผู้ชนะการแข่งขันการกลิ้งชีสประจำปี 2018 ประเภทหญิงได้รับบาดเจ็บไหล่เคลื่อน ทั้งนี้เทศกาลการกลิ้งชีสไม่ได้รับการสนับสนุนให้มีการจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ยังคงมีการจัดการแข่งขันต่อไปตามกระแสความสนใจของผู้คนทั่วโลก   อ่านเพิ่มเติม โฮลี: เทศกาลแห่งสีสันแดนภารตะ

พระราชพิธี บรมราชาภิเษก สองรัชกาล

เป็นเวลาถึง 69 ปีแล้วนับจากปีพุทธศักราช 2493 ที่พระราชพิธี บรมราชาภิเษก ครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในแผ่นดินสยาม นับเป็นเรื่องมหาปีติสำหรับพสกนิกรชาวไทยอีกครั้ง เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นระหว่างวันที่  4-6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 ก่อนจะถึงวันแห่งประวัติศาสตร์นั้น เราขอย้อนอดีตนำภาพถ่ายหาดูยากของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสองรัชกาล ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มาฝากกัน 

ความงามที่เปลี่ยนแปลงไปของชนเผ่าอะปาตานี

หากคุณผู้อ่านเกิดเป็นผู้หญิงใน ชนเผ่าอะปาตานี ที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านในรัฐอรุณาจัลประเทศ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียถ้าคุณอยากเป็นคนสวย คุณต้องเจาะจมูก เจาะหู สวมใส่ดุมขนาดใหญ่ ตลอดจนสักที่ใบหน้า เพราะวัฒนธรรมเหล่านี้คือความงามในสายตาของชาวอะปาตานี แต่หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตลอดระยะเวลาช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันผู้คนในหมู่บ้านปฏิเสธการเจาะ บ้างก็ไปศัลยกรรมลบรอยสักที่ใบหน้าออก พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าสมัยใหม่แทนที่จะสวมเสื้อผ้าที่ทอมือขึ้นเองตามวัฒนธรรมของหมู่บ้าน เสียงจาก  Bullo Dith หญิงชราประจำหมู่บ้าน Ziro จะบอกเล่าให้คุณผู้อ่านฟังว่าตัวเธอรู้สึกอย่างไรบ้างกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายโบราณเผยความสวยงามของเจ้าสาวจากทั่วโลก, เบื้องหลังการตามหาหญิงสาวชาวอัฟกานิสถาน เจ้าของดวงตาอันเปี่ยมมนตร์สะกด

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]