เผยวงการ ร่างทรง ในมุมมองที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ - National Geographic

เผยวงการร่างทรงในมุมมองที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

เผยวงการร่างทรงในมุมมองที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

หลายคนอาจจะเคยเห็นข่าวตามโทรทัศน์หรือสื่อต่างๆ ที่นำเสนอกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งอ้างว่า ตนเป็น ร่างทรง ของเทพต่างๆ และกลายเป็นประเด็นสังคมในเวลาต่อมา เนื่องจากมีทั้งคนที่เชื่อและคนไม่เชื่อ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ความเจริญด้านเทคโนโลยีช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันง่ายขึ้น ร่างทรงเหล่านี้จึงใช้สื่อโซเชียลต่างๆ แพร่กระจายความเชื่อของตนอย่างกว้างขวาง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่าร่างทรงเหล่านี้อาจเป็นภัยสังคมในโลกออนไลน์และเข้าข่ายเป็นโฆษณาชวนเชื่อหลอกหลวงประชาชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองจริงหรือไม่?

บทความนี้นำเสนอร่างทรงในมุมมองด้านอื่นๆ นอกเหนือจากความศรัทธา รวมถึงศึกษาว่าร่างทรงเกิดขึ้นจากอะไร และยังคงอยู่ในสังคมไทยได้อย่างไร นอกจากนี้ยังศึกษาในมุมมองทางพุทธศาสนา และวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจปรากฏการณ์ร่างทรงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมให้มากยิ่งขึ้น

ร่างทรงกับสังคมไทย

การเข้าทรง เป็นความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ มีรากเหง้าก่อเกิดขึ้นมาพร้อมกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณของมนุษย์ สำหรับสังคมไทยการทรงเจ้าเริ่มปรากฏเป็นหลักฐานเมื่อไหร่ไม่ชัดเจน แต่การทรงเจ้าถูกปลูกฝังไปพร้อมกับความเชื่อของไทยโบราณ ซึ่งในสังคมไทยโบราณนั้นมีการนับถือผีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพลังเหนือธรรมชาติ พลังจากบรรพบุรุษ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ความเชื่อแบบนี้อยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และการทรงเจ้านั้นก็ยังถูกปลูกฝังไปพร้อมกับหลักธรรมคำสอนของศาสนาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาสนาฮินดู ที่นับถือเทพเจ้ามากมายจนหล่อหลอมเกิดเป็นวัฒนธรรมร่างทรงขึ้นมา

การทรงเจ้าและร่างทรงนั้นมีมานานแล้ว ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๔ บันทึกไว้ว่ามีการลงโทษคนทรงเจ้า เพราะว่าคนเหล่านี้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย รวมถึงปล่อยข่าวลือก่อนเกิดเหตุไฟไหม้อยู่เสมอ เพื่อเป็นการข่มขู่ให้ราษฎรหวาดกลัวไม่กล้าเอาเยี่ยงอย่าง อีกทั้งคนกลุ่มนี้ยังอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยคดีลอบวางเพลิง ดังคำกล่าวที่ว่า “เมื่อกลัวจะมิสมคำดังว่า ก็คิดอ่านการทุจริตทิ้งไฟประกอบเหตุ”

ร่างทรง
ในประวัติศาสตร์ สังคมวัฒนธรรมไทยโบราณมีการนับถือผีมาก่อน     https://horoscope.thaiza.com/content/111360/

ในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังดำเนินนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศพัฒนาไปสู่ ยุค 4.0 ทำให้สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น อัตราการแข่งขันในหน้าที่การงานและการศึกษาสูงขึ้น หลายหน่วยงานนำเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์เข้ามาใช้กันมากขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่กำลังซบเซา ทำให้ผู้ประกอบการหลายแห่งต้องลดต้นทุนการผลิตลง ส่งผลให้เกิดการ “เลิกจ้างงาน” หรือ “ปลดพนักงานออก”

สาเหตุเหล่านี้ส่งผลให้คนไทยเกิดความวิตกกังวล มีอาการตึงเครียด และในบางรายคิดสั้นฆ่าตัวตาย ไปจนถึงก่อปัญหาอาชญากรรมขึ้น เมื่อหาทางออกไม่ได้ บรรดาผู้ที่ประสบปัญหาจากเศรษฐกิจต้องการที่พึ่งทางใจ และแน่นอนว่าหลายคนส่วนใหญ่เลือกไปพึ่งพาขอความช่วยเหลือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณเป็นอันดับแรก โดยอาจจะไปปรึกษาหมอดูหรือไปหาร่างทรง จากการสำรวจอาชีพหมอดู และอาชีพร่างทรงแล้ว พบว่าจะมีการให้บริการหลักๆ สองประเภทคือ การตรวจดวงชะตา และ การสะเดาะห์เคราะห์

ทว่าบางสำนัก อาชีพร่างทรงยังรับรักษาโรคและแก้ไขปัญหาอื่นๆ แก่ผู้รับบริการ เช่น การแก้ไสยผีเข้า หรือการเรียกเทพเจ้าต่างๆ มาประทับร่างให้ดู และยิ่งในปัจจุบันไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงร่างทรงได้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก และกลุ่มไลน์ที่เป็นแหล่งรวมตัวของสาวกร่างทรงเพื่อพูดคุยกันหรือกระจายข่าวสาร หรือแม้แต่การประกอบพิธีกรรมต่างๆ ก็สามารถทำได้ผ่านทางเฟซบุ๊คไลฟ์หรือทวิตเตอร์

อะไรที่ทำให้อาชีพร่างทรงประสบความสำเร็จ

สาเหตุหลักที่อาชีพร่างทรงประสบความสำเร็จ คือ การเข้าใจโครงสร้างทางสังคมและเข้าใจถึงปัญหานั้นๆ คุณลักษณะนี้ทำให้ผู้อ้างว่าตนเป็นร่างทรงสามารถทำนายความตึงเครียดในแต่ละสถานการณ์ที่มีลักษณะเฉพาะได้ เช่น ปัญหาความรักหรือปัญหาครอบครัว ส่วนใหญ่กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นวัยรุ่นถึงวัยกลางคน มักมาพบร่างทรงด้วยอความคิดตัดพ้อน้อยใจในชีวิต โทษตัวเองรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า

เมื่อให้บริการ ร่างทรงจะแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าพวกเขาสามารถรู้เห็นได้อย่างอัศจรรย์ก่อนเป็นอย่างแรก และใช้ไหวพริบพูดในสิ่งที่ลูกค้าปรารถนาจะได้ยิน ประกอบกับการนำเสนอได้สมบทบาท เช่นอ้างว่าองค์เทพมาขอประทับร่าง ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อและยินดีที่จะปฏิบัติตามในสิ่งที่ร่างทรงสั่ง ซึ่งได้แก่การจัดพิธีกรรมเพื่อบรรเทาเคราะห์ร้ายหรือความทุกข์นั้น และแน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายตามมา

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ ความอ่อนแอทางจิตใจของผู้รับบริการเอง ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เลือกแก้ปัญหาด้วยการพึ่งพาร่างทรงมักไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ จึงจำเป็นต้องมองหาที่พึ่ง กลุ่มคนเหล่านี้ถูกร่างทรงชักจูงได้ง่ายมาก ประกอบกับร่างทรงเองเข้าใจถึงปัญหา มีจิตวิทยาในการพูด และแสดงตนให้มีลักษณะน่าเกรงขามเหมือนเทพ และยิ่งจัดสำนักร่างทรงให้มีความศักดิ์สิทธิ์ ดูมีมนต์ขลัง จึงไม่ยากที่จะก่อศรัทธาให้เกิดขึ้นในใจของผู้เข้ามารับบริการ

ทว่ายังมีร่างทรงอีกประเภทที่มักสำแดงเดชแสดงปาฏิหาริย์ ทั้งการวิ่งลุยไฟ หรือการใช้เหล็กแหลมทิ่มแทงตามร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ทำ ความสำเร็จของร่างทรงเหล่านี้อาศัยเพียงความใจกล้าและวินัยหมั่นฝึกฝน ยกตัวอย่างเช่น การเดินลุยไฟนั้น หลักการง่ายๆ คือระหว่างลุยไฟจะต้องวิ่งให้เร็ว ห้ามยืนอยู่เฉยๆ หรือการแทงเหล็กแหลมสามง่ามเข้าท้อง เพียงกะระยะให้เหล็กแหลมตรงกลาง แทงเข้าไปบริเวณซิปกางเกง ส่วนเหล็กแหลมด้านข้างซ้ายขวาจะอยู่ที่บริเวณเอว จากนั้นก็เล่นละครแกล้งทำเป็นล้มกลิ้งล้มหงายก็เพียงพอ

ร่างทรง
ภาพของคนทรงที่ทิ่มแทงร่างกายตนเอง เพื่อรับเคราะห์แทนประชาชนที่เข้าร่วมงานประเพณีถือศีลกินเจ https://m.mgronline.com/south/detail/9580000116317

เมื่อผู้รับบริการปฏิบัติตามสิ่งที่ร่างทรงบอก พวกเขาจะรู้สึกวิตกกังวลน้อยลง รู้สึกดีขึ้นเอง ตลอดจนพบว่าปัญหาที่มีได้ถูกบรรเทาลงไปโดยไม่สามารถพิสูจน์ได้ ลูกค้าเหล่านี้จึงเกิดความเชื่อและศรัทธาในร่างทรงแบบสนิทใจ ต่อมาพวกเขาอาจจะสมัครใจเป็นร่างทรงเสียเอง หรือบอกคนอื่นต่อๆ ไปให้เข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักเพื่อถ่ายทอดความเชื่อนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผนวกกับเศรษฐกิจที่ซบเซา ผู้คนที่มีรายได้น้อยลงจึงเลือกพึ่งร่างทรงมากกว่าที่จะไปพบจิตแพทย์ เพราะว่าการไปพบร่างทรงนั้นจะมีการเก็บค่าครูในราคาไม่สูง หรือบางแห่งก็ไม่มีการเก็บค่าครูเลย แต่ในทางกลับกันการพบจิตแพทย์นั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

ร่างทรงเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธหรือ?

สังคมไทยเป็นสังคมพุทธศาสนา คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธและยึดตามหลักธรรมคำสอนที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดา และไม่ยอมรับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาสนาพุทธเชื่อเรื่องความมีเหตุมีผล ซึ่งคล้ายคลึงกับหลักวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันองค์ความรู้พัฒนาไปอย่างมาก จนสามารถพิสูจน์บางความเชื่อได้แล้วว่าไม่เป็นความจริง เช่น ความเชื่อโบราณที่ว่าฟ้าแลบฟ้าร้องเกิดจากนางเมขลาล่อแก้ว โดยมีรามสูรย์ขว้างขวานเข้าใส่ แต่จริงๆ แล้วฟ้าแลบฟ้าร้องเกิดจากประจุลบในเมฆก้อนหนึ่งวิ่งเข้าหาประจุบวกของเมฆอีกก้อน

ท่าน ว.วชิรเมธี เคยกล่าวไว้ว่าพุทธศาสนาเป็นไปในทิศทางเดียวกับวิทยาศาสตร์ เริ่มจากเจ้าชายสิทธัตถะได้สังเกตเห็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ เกิด เเก่ เจ็บ ตาย เเล้วเกิดคำถามต่อมาว่าทำไม เช่นเดียวกับไอเเซค นิวตัน ที่เห็นลูกแอปเปิลหล่น เเล้วตั้งคำถามว่าทำไมแอปเปิลจึงไม่ลอยสู่ท้องฟ้า เเต่กลับหล่นลงสู่พื้นดินเสมอ ทั้งวิทยาศาสตร์เเละศาสนาพุทธมีจุดร่วมตรงที่ใช้ทักษะทางปัญญาต่างๆ มาอธิบายสิ่งรอบตัว จึงทำให้รู้เห็นความจริงต่างๆ ในธรรมชาติได้มากขึ้น แต่ต่างกันตรงที่พุทธศาสนาจะนำความจริงเหล่านี้มาใช้เป็นหลักธรรมในการดับทุกข์

นอกจากนี้พุทธศาสนายังสอนให้บุคคลยึดหลักการปฏิบัติด้วยตนเองมากกว่าพึ่งพาสิ่งเหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เชื้อเชิญให้เทพต่างๆ ลงมาประทับเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา หากใช้หลักธรรม อริยสัจสี่ ในการวิเคราะห์สาเหตุแห่งทุกข์ ตลอดจนคิดหาวิธีดับทุกข์ด้วยตนเองอย่างเป็นเหตุเป็นผลต่างหาก

ร่างทรงในมุมมองจิตวิทยา

พฤติกรรมผีเข้าทรงในมุมมองทางสุขภาพจิตถือว่าบุคคลนั้นๆ มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรง แต่ยังไม่ถือว่าวิกลจริต จัดเป็น อาการฮิสทีเรียประเภท ดิสโซซิเอดีฟ (Dissociative) ซึ่งมีการระบุจากเว็บไซต์ชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศไทยว่า อาการทางประสาทชนิดนี้เป็นบุคลิกภาพชนิดหนึ่งของคนที่มีความเครียดและความกดดันสูงมาก ในขณะเดียวกันก็โหยหาความรักและเรียกร้องความสนใจ ดังนั้นจิตจึงสั่งการให้เปลี่ยนบุคลิกของตัวเองจากคนปกติธรรมดาคนหนึ่งไปเป็นอีกคนหนึ่ง หรือมีความเชื่อว่ามีผีหรือเทพเข้ามาสิงสู่ร่างกาย จากนั้นพวกเขาจะแสดงอารมณ์ ท่าทาง และการพูดเกินจริง เพื่อสะกดจิตตัวเองให้เชื่อในสิ่งที่ทำ พร้อมโน้มน้าวให้คนอื่นๆ เชื่อตามด้วย ซึ่งบางครั้งผู้เข้ารับบริการที่มีจิตใจอ่อนแอ อาจเกิดภาวะถูกสะกดจิตเป็นรายบุคคลหรือเป็นหมู่ได้ ดังกรณีฟังสวดภาณยักษ์ ซึ่งใช้พิธีกรรมและเสียงช่วยเร้าอารมณ์ อาการเหล่านี้มีขึ้นเพื่อคลายความทุกข์หรือความเครียดของบุคคลนั้นๆ เอง เรียกได้ว่าเป็นกลไกทำงานของจิตเพื่อช่วยให้ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป

ร่างทรง
ผู้ที่จิตอ่อน หรือมีอาการทางจิต ควรจะไปปรึกษาจิตเเพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง   http://www.hydrohealth.co.th/th/

ทั้งนี้ผู้ป่วยทางจิตควรพิจารณาตนเองอย่างมีเหตุมีผลว่าทำไมตนถึงป่วยหรือมีความทุกข์มาจากสาเหตุใด รวมทั้งควรพยายามคิดไตร่ตรองหาวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เข้ามา หรือปรึกษาคนใกล้ตัวที่เชื่อถือได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการไปปรึกษากับจิตแพทย์เพื่อรับการบำบัดตลอดจนการรักษาอย่างถูกต้อง

การทรงเจ้าเข้าผีได้หยั่งลึกลงในพื้นฐานประเพณี ความเชื่อ เเละศาสนาของคนไทยมาตั้งเเต่โบราณกาลจนก่อกำเนิดเป็นวัฒนธรรมร่างทรงดังที่เราเห็นในปัจจุบัน ทว่าในโลกปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำลังพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับความเชื่อเรื่องร่างทรงอย่างสิ้นเชิง เมื่อเป็นเช่นนี้การทรงเจ้า เเละบรรดาร่างทรงเหล่านี้จะยังสามารถอยู่คู่กับสังคมไทยไปได้อีกนานเเค่ไหน?…นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ

เรื่อง พีรชัช โตสัมพันธ์มงคล

 

แหล่งข้อมูล

งานวิทยานิพนธ์ กระบวนการเข้าสู่การเป็นร่างทรง : กรณีศึกษาร่างทรง ในเขต อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ของ รตพร ปัทมเจริญ พ.ศ. 2543

ทรงเจ้า-ข่าวลือ : เรื่องต้องห้ามในคดีไฟไหม้สมัยรัชกาลที่ ๕

หลักธรรมคำสอนของท่าน ว วชิรเมธี เรื่อง หลักธรรมพุทธศาสนา กับวิทยาศาสตร์

 

อ่านเพิ่มเติม

นัต: พลังศรัทธาของมวลชน

เรื่องแนะนำ

เนยโฮมเมดที่มีอายุครึ่งศตวรรษ

“เนยโฮมเมด”ที่มีอายุครึ่งศตวรรษ Baqar Taihan กำลังขุดบางอย่างที่กินได้ออกมาจากใต้ดิน ในเมืองกาเนช ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมเชิงเทือกเขาหิมาลัยทางตอนเหนือของปากีสถาน Taihan กำลังขุดเอาบางสิ่งที่มีค่าไม่ต่างจากทองคำ มันคือเนยโฮมเมดที่ทำมาจากนมของวัวและจามรี ห่อหุ้มด้วยเปลือกไม้เบิร์ช และบรรจุใส่กล่องฝังไว้ยังใต้ดินของจัตุรัสกลางเมืองเป็นเวลานานหลายปี โดยที่เนยบางก้อนนั้นมีอายุมากกว่า Taihan เองที่อยู่ในวัยกลางคนเสียอีก “ปู่ย่าของเราฝังเนยเหล่านี้นานเป็นร้อยปี” Taihan นักกิจกรรมท้องถิ่นและนักประวัติศาสตร์มือสมัครเล่นของชุมชนกล่าว “ทุกวันนี้เนยที่เก่าแก่ที่สุดที่ผมรู้จักมีอายุประมาณ 40 – 50 ปี” (วัฒนธรรมอาหารเก่าแก่ไม่ได้รวมถึงแค่กระบวนการหมักเท่านั้น มาชมวิธีการปรุงซุปแบบคนโบราณ) Maltash คือชื่อเรียกของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่ทำจากนมสัตว์ อาหารขึ้นชื่อของชาวฮันซา ที่อาศัยอยู่ในเมืองกาเนช สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแยกตัวเป็นอิสระจากปากีสถานในปี 1974 เนย Maltash จะได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีหลายปีใต้พื้นดินบนที่ราบสูง ภูมิภาคแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของเกษตรกรผู้เสี้ยงสัตว์และปลูกเอพริคอตมานานหลายร้อยปี พวกเขานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ และยังคงรักษาวัฒนธรรมเก่าแก่ไว้ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำไวน์หรือองค์ความรู้เชมัน (คนทรงเจ้าที่มีความสามารถติดต่อกับวิญญาณได้) แตกต่างจากอาหารที่อุดมไปด้วยเครื่องเทศรสจัดจ้านเหมือนชาวเอเชียใต้ อาหารของพวกเขารสชาติเบาและประกอบด้วยธัญพืชเสียเป็นส่วนใหญ่ ผักที่ปรุงเกือบสุก ผลไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม ที่ว่ากันว่าอาหารเหล่านี้ช่วยให้ชาวฮันซามีอายุยืนยาว “เนยที่ผลิตจากหุบเขานี้ เป็นเนยที่มีกลิ่นแรงที่สุด” ข้อเขียนจาก E.F. Knight เจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษ จากยุคล่าอาณานิคม ผู้มีประสบการณ์กับอาหารท้องถิ่นนี้ในปี 1892 “ยิ่งเก็บไว้นานมากเท่าไหร่ เนยก็จะยิ่งมีรสชาติดีมากเท่านั้น พวกเขาฝังเนยไว้ใต้ดิน […]

นักล่าน้ำผึ้ง คนสุดท้าย

เมาลิ ธัน ห้อยต่องแต่งอยู่กลางเวหาสูง 90 เมตรบนบันไดเชือกไม้ไผ่ พลางสำรวจผาหินแกรนิตช่วงที่เขาต้องปีนเพื่อไปยังจุดหมาย นั่นคือรังผึ้งหลวงหิมาลัยใต้หินแกรนิตที่ยื่นออกมา ผึ้งเหล่านี้คอยเฝ้ารักษาน้ำผึ้งเมา (mad honey) ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนสารก่อประสาทหลอน และขายในตลาดมืดเอเชียได้ราคากิโลกรัมละ 30 ถึง 40 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวหกเท่าของราคาน้ำผึ้งทั่วไปที่ขายในท้องตลาดเนปาล สำหรับเมาลิแล้ว การเก็บน้ำผึ้งเป็นเพียงวิธีเดียวในการหาเงินซึ่งเขาจำเป็นต้องใช้ซื้อหาอาหารและสิ่งของจำเป็นบางอย่างที่ทำเองไม่ได้ ซึ่งรวมถึงเกลือและน้ำมันประกอบอาหาร แต่ไม่ว่าเงินจะสำคัญสำหรับเขาและคนอื่นๆในหมู่บ้านของเขาที่อยู่ไกลออกไปเบื้องล่างมากเพียงใดก็ตาม เมาลิคิดว่าถึงเวลาที่จะเลิกทำงานนี้แล้ว ด้วยวัย 57 ปี เขาแก่เกินกว่าจะเสี่ยงกับการเก็บน้ำผึ้งตามฤดูกาลที่อันตรายนี้ หลายศตวรรษมาแล้วที่ชาวกูลุงอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก เพราะบ้านของพวกเขาอยู่ท่ามกลางป่าทึบภายในโกรกธารลึกซึ่งเกิดจากฝีมือสลักเสลาของแม่น้ำหองคู แม้เมานต์เอเวอเรสต์จะอยู่ห่างออกไปทางเหนือเพียงหุบเขาเดียวจากบริเวณเชิงเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ ทว่าที่นี่ก็ยังคงโดดเดี่ยวและห่างไกล ทว่าในแต่ละปีโลกภายนอกคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที มีถนนดินสายหนึ่งที่ย่นเวลาเดินเท้ามาสู่หมู่บ้านสัททีของเมาลิ ได้ภายในสองวัน และกำลังเริ่มทำเส้นทางเดินป่าของนักท่องเที่ยวซึ่งจะเข้าไปลึกถึงตอนบนของหุบเขา เส้นทางนี้จะเชื่อมหมู่บ้านสัททีและหมู่บ้านข้างเคียงอื่นๆกับเส้นทางเดินป่ายอดนิยม สี่สิบสองปีมาแล้วนับตั้งแต่เมาลิฝันเห็นสิ่งที่นำเขามาสู่เส้นทางสายนี้ ตอนนั้นเขาอายุ 15 ปี เป็นคืนหลังจากที่เขาช่วยพ่อเก็บรวงผึ้งครั้งแรก “ผมเห็นผู้หญิงสวยสองคนครับ” เขาเล่า “ทันใดนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองติดอยู่ในใยแมงมุมข้างหน้าผาแห่งหนึ่ง ผมพยายามดิ้นให้หลุด ตอนที่เห็นลิงสีขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่งอยู่ข้างบน มันหย่อนหางลงมา หญิงสองคนนั้นช่วยผมคว้าหางไว้ได้ ลิงดึงผมขึ้นไป แล้วผมก็หลุดออกมาครับ” เหล่าผู้อาวุโสซึ่งหนึ่งในนั้นคือพ่อของเขาเองบอกเขาว่า ลิงนั้นคือรังเกมิ วิญญาณที่คอยเฝ้าปกปักฝูงผึ้งและลิง บางครั้งก็เป็นพลังงานอันกราดเกรี้ยวที่สิงสถิตอยู่ตามสถานที่อันตรายต่างๆซึ่งน้อยคนจะกล้าย่างกรายเข้าไป พวกผู้อาวุโสพูดให้เขาเชื่อมั่นว่า เขาได้รับการรับรองแล้วว่าจะปีนป่ายหน้าผาไปได้อย่างปลอดภัย […]

ไปเที่ยวเกาหลีเหนือกัน! พักในโรงแรมสุดหรูพร้อมเล่นสกีหิมะ

เจมี่ บาร์โรว์ (Jamie Barrow) นักเล่นสโนว์บอร์ดชาวสหราชอาณาจักร อาสาเป็นไกด์พาคุณผู้อ่านเดินทางท่องเที่ยวไปยังมหานครที่ลึกลับที่สุด กรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ มาชมกันว่าชีวิตของชาวเกาหลีเหนือภายใต้ระบอบการปกครองของ คิม จองอึน ผู้นำประเทศ จะเป็นอย่างไร จากนั้นเดินทางขึ้นเหนือไปยังภูเขา Masikryong เข้าพักในรีสอร์ทสุดหรู ใครจะเชื่อว่าประเทศนี้มีสกีหิมะให้บริการแก่นักท่องเที่ยวด้วย!   อ่านเพิ่มเติม : สุดยอดภาพถ่ายท่องเที่ยวแห่งปี 2017, 5 แหล่งผจญภัยตามสไตล์ Game of Thrones

สุดยอดภาพถ่ายยามค่ำคืนอันสว่างไสว

แต่ละสถานที่ดูแตกต่างกันในเวลากลางคืน ทันทีที่อาทิตย์อัสดง สิ่งมหัศจรรย์ที่ซ่อนตัวไว้ในเวลากลางวันก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นแสงสีของเมืองที่จอแจหรือดวงดาราเหนือภูมิทัศน์อันห่างไกล ก็มักจะมีภาพใหม่ๆให้สำรวจเสมอ ช่างภาพมุ่งหน้าออกไปในยามค่ำคืนเพื่อมองดูสถานที่เดิมจากมุมมองที่ต่างออกไป   อ่านเพิ่มเติม : เหินฟ้าาา! ชมสุดยอดภาพถ่ายการกระโดดของเหล่าสรรพสัตว์, โลกของคาวบอยเป็นอย่างไร? ชมภาพเก่าอายุเกือบ 100 ปี

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.