ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช กับการปฏิบัติธรรมอันเบิกบาน - National Geographic Thailand

ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช กับการปฏิบัติธรรมอันเบิกบาน

ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช กับการปฏิบัติธรรมอันเบิกบาน

ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นธรรมาจารย์ทิเบตรุ่นใหม่ที่สามารถเชื่อมโยงพุทธธรรมอันเก่าแก่ของทิเบตกับโลกสมัยใหม่ได้เป็นอย่างน่ามหัศจรรย์  ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช สนใจวิทยาศาสตร์ จักรวาลวิทยา ฟิสิกส์ และได้พบปะพูดคุยกับศึกษาเล่าเรียนกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  ในหนังสือ The Joy of Living: Unlocking the Secret & Science of Happiness (ชีวิตที่เบิกบาน ไขรหัสสู่ศาสตร์แห่งความสุข เขียนร่วมกับ อีริค สแวนสัน แปลโดย พินทุสร ติวุตานนท์) ที่เชื่อมโยงประสาทวิทยากับพุทธธรรมและการปฏิบัติสมาธิเข้าด้วยกัน ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่ปี 2008  ยองเก มิงยูร์ ริมโปเชกล่าวว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการอธิบายพุทธธรรมให้คนตะวันตกเข้าใจ ตามความสนใจของท่าน

ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช
ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช เกิดเมื่อปี 1975 เป็นที่รู้จักในหมู่นักปฏิบัติธรรมชาวตะวันตกและเอเชีย ได้รับการระบุตัวอย่างเป็นทางการโดยองค์กรรมาปะว่าเป็น ยองเก มิงยูร์ ริมโปเชที่เจ็ด ผู้เป็นเลิศทางกรรมฐานแห่งศตวรรษที่ 17 กลับชาติมาเกิด ภาพ: Tergar

 

ทำไมในหนังสือและคำสอนของท่านจึงมุ่งให้คนรู้จักสภาวะภายในของจิตใจตัวเองเป็นสำคัญ?

การปฏิบัติสมาธิภาวนาคือการพยายามทำความคุ้นเคยกับจิตใจของเราเอง  เรามีคุณภาพพื้นฐานหลายประการ เช่น การมีสติระลึกรู้ (awareness) ความเมตตากรุณา ปัญญา ความสามารถและทักษะต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในตัวเรา  แต่ปัญหาคือเราไม่รู้จักและเห็นคุณค่า เราไม่ตระหนักถึงสิ่งเหล่านั้น  นักวิทยาศาสตร์บอกว่าถ้าเรามีคุณสมบัติในตัวสักสิบอย่าง เก้าในสิบเป็นคุณสมบัติด้านบวก  โดยทั่วไปเรามักเห็นแต่ด้านลบเพียงอย่างเดียว และขยายด้านลบนั้นให้ใหญ่ขึ้น จนมองไม่เห็นสิ่งดีอีกเก้าอย่างในตัวเรา  การปฏิบัติสมาธิภาวนา ในทางหนึ่งเป็นการเป็นการฝึกเพื่อมีสติ แต่อีกทางหนึ่งคือพยายามรู้จักสิ่งที่เราเป็น และสำรวจคุณภาพพื้นฐานต่างๆ ของเราเอง

เมื่อเราเริ่มต้นปฏิบัติสมาธิ  แรกสุดเราจะรู้สึกว่าเห็นความคิดมากมาย และคิดว่าเราคิดมากกว่าที่เคยเป็น แต่ที่จริงมันเป็นสัญญาณที่ดี  เมื่อแม่น้ำขุ่น คุณจะมองไม่เห็นปลาในแม่น้ำ  ถ้าแม่น้ำใสและสงบ คุณจะสามารถมองเห็นปลามากมายในแม่น้ำ  พวกมันมาจากไหนกัน  ที่จริง ก่อนหน้าการปฏิบัติสักหนึ่งเดือน ก็มีปลาอยู่แล้ว แต่เพราะน้ำขุ่น คุณจึงมองไม่เห็น  โดยทั่วไปจิตใจของเราก็ขุ่น มีความคิดมากมาย แต่เรามองไม่เห็นมัน  เรากลายเป็นสิ่งเดียวกับอารมณ์ เป็นสิ่งเดียวกับความเครียด กับความเกลียด กับความรู้สึกไม่มีความสุข  แต่เมื่อคุณฝึกฝนสติระลึกรู้  จิตใจก็เริ่มสงบและใสจนมองเห็นความคิดมากมายได้  แต่ในการที่จะมองเห็นความคิด แรกสุดคุณต้องมองลมหายใจก่อน แล้วจึงเห็นความคิดเหล่านั้น  ความคิดไม่มีความหมายอะไร ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่ดีหรือไม่ดี  คุณแค่สนใจมัน มองมัน  ถ้าคุณมองเห็นความคิด คุณจะไม่ถูกควบคุมโดยความคิด

เหมือนคุณมองเห็นแม่น้ำ ก็แปลว่าคุณออกมาจากแม่น้ำแล้ว  ถ้าคุณตกลงไปในแม่น้ำและถูกพัดพาไป คุณจะมองไม่เห็นแม่น้ำ  ส่วนใหญ่เรามักอยู่ในแม่น้ำ กลายเป็นสิ่งเดียวกับความคิดและอารมณ์  เราจึงมองไม่เห็นมัน   ตอนนี้เมื่อคุณมองดูความคิด มันก็เหมือนมองดูลมหายใจเข้าออกที่มาแล้วก็ไป มาแล้วไป ความคิดก็มาแล้วไปเหมือนกัน  คุณไม่จำเป็นต้องหยุดควมคิด เหมือนที่คุณดูลมหายใจแล้วไม่ได้หยุดหายใจ

ตอนฉันเป็นเด็ก ฉันเป็นโรคตื่นตระหนก (panic) ตอนแรกสุดฉันไม่ได้ฝึกปฏิบัติกับความตื่นตระหนก เพราะความตื่นตระหนกจะขยายใหญ่ขึ้น  ฉันฝึกปฏิบัติกับความโกรธก่อน สำหรับฉัน ความโกรธไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่เหมือนกับอาการตื่นตระหนก  ฉันเฝ้ามองลมหายใจและเฝ้ามองความโกรธ และฉันเห็นว่าความโกรธขึ้นมาจากท้องแล้วแผ่ออกไป ความรู้สึก ภาพต่างๆ และเสียงก็ตามมา  ความโกรธกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย คือความรู้สึก ภาพ เสียง และความเชื่อด้วย  โดยทั่วไปเราเห็นความโกรธเป็นชิ้นเดียว แข็งแกร่ง เหมือนเป็นก้อนหินที่กลิ้งทับคุณ  แต่เมื่อคุณมองไปที่ความโกรธ  ความโกรธก็แตกเป็นเสี่ยงๆ  มันเหมือนครีมโกนหนวดที่ดูเป็นก้อนๆ แต่ข้างในเต็มไปด้วยฟอง มันว่างเปล่า

คุณมองเห็นแม่น้ำ ก็แปลว่าคุณออกมาจากแม่น้ำแล้ว  ถ้าคุณตกลงไปในแม่น้ำและถูกพัดพาไป คุณจะมองไม่เห็นแม่น้ำ  ส่วนใหญ่เรามักอยู่ในแม่น้ำ กลายเป็นสิ่งเดียวกับความคิดและอารมณ์

จากนั้นคุณค่อยกลับไปฝึกมองความตื่นตระหนก แต่มันยาก เมื่อความตื่นตระหนกขยายใหญ่ขึ้น ก็หยุดเสีย  เปลี่ยนความสนใจไปที่ลมหายใจ หรือฟังเสียง หรือมองดูสิ่งอื่น  คุณควรเปลี่ยนเทคนิคการปฏิบัติสมาธิ ไม่ใช่แค่ฝึกดูลมหายใจ  เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคุณจะเบื่อ อึดอัด และปวดหัวได้

คุณต้องปฏิบัติทุกวัน วันละนิด  ถ้าหากปฏิบัติมากๆ ทีเดียว ก็จะเลิกทำภายในหนึ่งหรือสองเดือน  การปฏิบัติธรรมก็เหมือนการออกกำลังกาย  ทำไปวันละนิด แล้วจะได้รับผลมากมายในที่สุด  คุณควรมีวิธีปฏิบัติสมาธิภาวนาสักสองสามวิธี ด้วยลมหายใจ เสียง สิ่งของ ความรู้สึกทางกาย ความรู้สึก ความคิด  เมื่อใดที่คุณเกิดติดขัดขึ้นมา คุณก็เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง  เทคนิคเหล่านี้ช่วยส่งเสริมกันและกัน

ในที่สุดแล้วการมีสติระลึกรู้ก็เป็นเหมือนท้องฟ้า  ความคิด อารมณ์ เป็นเหมือนเมฆ  ความรู้สึกหดหู่ เศร้าซึม ไม่มีความสุข หรือตื่นตระหนก เป็นเมฆ  เมฆมาแล้วก็ไป  มาแล้วไป  มันไม่รบกวนความว่าง ต่อให้ท้องฟ้ามีเมฆเต็มไปหมดก็ตาม  ท้องฟ้าไม่ได้เปลี่ยนด้วยก้อนเมฆ ต่อให้มีมลภาวะ แก่นของท้องฟ้าก็ไม่เปลี่ยนแปลง  การมีสติระลึกรู้อยู่ที่นั่นเสมอ  เมื่อคุณระลึกรู้  ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรืออารมณ์แบบใด  ความคิดจะดีหรือเลว ปล่อยให้มันผ่านมาและผ่านไป

ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช
ภาพ: Tergar

 

สำหรับคนที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อนเลย ท่านจะแนะนำให้ปฏิบัติสมาธิอย่างไรเป็นอันดับแรกสุด?

ถ้าไม่เคยปฏิบัติสมาธิมาก่อนเลย ให้ฝึกรับรู้ถึงความซาบซึ้งใจและความสำนึกคุณ (appreciation and gratitude)  เขียนถึงสิ่งที่คุณซาบซึ้งเกี่ยวกับชีวิตรอบตัวคุณ เกี่ยวกับโลก วันละห้าอย่าง ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก เราก็ยังมีชีวิตอยู่ ช่างเป็นสิ่งประเสริฐและมหัศจรรย์  หรือแม้แต่การล้างจาน ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน  เขียนถึงสิ่งที่คุณซาบซึ้งวันละห้าข้อ เมื่อผ่านไปหนึ่งเดือน คุณจะมีความสุขมากกว่าแต่ก่อน และจะมองเห็นสิ่งดีๆอีกมากมาย

ถ้าคุณมีนาฬิกา และคุณสมบัติของนาฬิกาคือการบอกเวลา  ถ้าคุณมีนาฬิกาและไม่รู้จักนาฬิกาของตัวเอง นาฬิกาไม่อาจบอกเวลากับคุณได้และไม่มีประโยชน์  แต่ถ้าคุณรู้จัก นาฬิกาก็บอกเวลาได้  ก็เหมือนอย่างนั้น [เรามี] คุณสมบัติที่ดีทั้งหมดอยู่ในตัวเรา แต่เราไม่เห็นมัน  เมื่อใดที่คุณมองเห็น คุณจะคิดว่าได้คุณสมบัตินั้นมาใหม่ หรือพัฒนาคุณสมบัติใหม่ขึ้นมา แต่ที่จริงมันอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว และเรามองไม่เห็น  เรามีสิ่งดีมากมายในตัวและกลายเป็นของธรรมดา ส่วนคุณสมบัติด้านลบกลายเป็นสิ่งพิเศษ ก็เหมือนกับข่าวร้ายในโทรทัศน์  ทำไม เมื่อมีข่าวร้ายขึ้นมา คนจะดูทีวี แต่ถ้าทีวีเสนอแต่ข่าวดีๆ คนก็บอกว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอนอยู่แล้ว  ข่าวดีกลายเป็นเรื่องธรรมดา  ข่าวร้ายเป็นเรื่องหายาก ผู้คนจึงสนใจ

คุณสมบัติที่ดีทั้งหมดอยู่ในตัวเรา แต่เราไม่เห็นมัน  เมื่อใดที่คุณมองเห็น คุณจะคิดว่าได้คุณสมบัตินั้นมาใหม่ หรือพัฒนาคุณสมบัติใหม่ขึ้นมา แต่ที่จริงมันอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว

 

ในเมืองไทยมีการปฏิบัติธรรมหลากหลายรูปแบบ ท่านคิดว่าเราควรการเลือกเทคนิคการฝึกสมาธิสำหรับเราแต่ละคนอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดอันเป็นแก่นของการปฏิบัติสมาธิก็คือการมีสติระลึกรู้  สติระลึกรู้หมายถึงการรู้ รู้ว่าคุณกำลังคิด รู้สึก เห็น ได้ยิน นั่นเป็นสิ่งสำคัญของการปฏิบัติธรรม  ลมหายใจช่วยให้เราระลึกรู้  การรับรู้ทางร่างกาย ร่างกายช่วยให้เราระลึกรู้  ความรู้สึกก็ช่วยให้เราระลึกรู้  ไม่ว่าส่วนใดของร่างกายก็ช่วยให้มีสติระลึกรู้ได้  สิ่งสำคัญคือการมีสติระลึกรู้ จะเป็นอะไรก็ไม่สำคัญ  ในที่สุดแล้ว คุณก็สามารถใช้ทุกอย่างเกื้อกูลการปฏิบัติสมาธิได้ตราบเท่าที่คุณมีสติระลึกรู้  คุณต้องมีสติระลึกรู้ก่อนเป็นอันดับแรก

เหตุสำคัญของความทุกข์คือความอยาก (craving) การยึดติด (attachment) และการผลักไส (aversion)  เมื่อคุณตื่นตระหนก คุณมองดูความตื่นตระหนก ไม่ผลักไสมัน หรือหยุดความตื่นตระหนกนั้น  ถ้าคุณพยายามจะหยุดมัน ความตื่นตระหนกจะใหญ่ขึ้น  เหมือนกับถ้าคุณบอกว่าจะไม่คิดถึงต้มยำกุ้ง คุณจะคิดถึงมันมากขึ้น  คุณจึงไม่จำเป็นต้องห้ามความคิดของคุณ มันเป็นไปไม่ได้ แต่คุณก็ไม่ต้องติดตามมัน  การเผลอตามความคิดไปก็แปลว่าคุณไม่ได้ระลึกรู้  คุณหายเข้าไปกับความคิดนั้น คุณอยู่ในแม่น้ำ

มีสองวิธีที่จะปฏิบัติสมาธิ  อย่างแรกคือการปฏิบัติสมาธิตามรูปแบบ (formal meditation) คุณนั่งลงบนเบาะ หลังตรง ปิดมือถือ ไม่รับโทรศัพท์ ไม่ดูโทรทัศน์ ไม่สื่อสาร ใช้เวลาทั้งหมดอุทิศกับการปฏิบัติ ซึ่งทุกวันคุณควรให้เวลากับการปฏิบัติธรรมแบบนี้ อาจจะห้านาทีหรือหนึ่งชั่วโมง ลองดูว่าจะทำได้มากแค่ไหน  แต่ตอนแรกอย่าปฏิบัตินานเกินไป เพราะคุณอาจทำได้ไม่ต่อเนื่อง คุณจะรู้สึกเบื่อและเลิกทำ  ดังนั้นการปฏิบัติสมาธิเพียงเล็กน้อยทุกๆ วันจะมีประโยชน์ในที่สุด  คุณจำเป็นต้องสร้างนิสัยใหม่ ซึ่งใช้เวลาหนึ่งเดือน  หลังจากหนึ่งเดือนก็จะง่ายขึ้น  ในสัปดาห์แรกยังง่ายอยู่ พอสัปดาห์ที่สองก็เริ่มเว้น วันนี้ฉันจะดูทีวี พรุ่งนี้ค่อยปฏิบัติ อย่าปล่อยให้เป็นเช่นนั้น จงปฏิบัติต่อไป เพราะมันแค่ห้านาทีเท่านั้น  พอสัปดาห์ที่สามก็จะดีขึ้น  ถ้าทำถึงสัปดาห์ที่สี่ก็ดีมาก  หลังจากนั้นก็จะง่ายขึ้น

การปฏิบัติสมาธิแบบทำเล่นๆ คุณทำได้ทุกที่ ในออฟฟิศขณะที่คุณทำงาน  คุณอาจดูลมหายใจสักสองสามครั้ง แล้วค่อยกลับไปทำงานอีก

ส่วนการปฏิบัติสมาธิแบบทำเล่นๆ (informal meditation) คุณทำได้ทุกที่ ในออฟฟิศขณะที่คุณทำงาน  คุณอาจดูลมหายใจสักสองสามครั้ง แล้วค่อยกลับไปทำงานอีก และดูลมหายใจอีกครั้งสักหนึ่งหรือสองลมหายใจ ในรถไฟ รถยนต์ ขณะรับประทานอาหาร ทักทายคนอื่น ก็ตามดูลมหายใจได้  ถ้าหากคุณลืม ก็แค่กลับมาตามลมหายใจอีกครั้ง ลืมอีก ก็กลับมาอีก  ทำสั้นๆ แต่หลายๆ ครั้ง  ทำสั้นๆ หมายถึงหายใจสักครั้งหรือสองครั้ง  เหมือนหยดน้ำในภาชนะใบใหญ่  หยดแรก หยดที่สอง แล้วในที่สุด ภาชนะก็มีน้ำเต็ม การปฏิบัติธรรมก็เป็นเช่นนั้น  ทำสั้นๆ แต่บ่อยๆ จะเพิ่มคุณประโยชน์ของการปฏิบัติธรรม

ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช
ภาพ: Tergar

 

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราปฏิบัติแล้วถูกทาง

สัญญาณของการปฏิบัติสมาธิถูกทางคือคุณจะใจดีขึ้น เมตตากรุณามากขึ้น อารมณ์ด้านลบลดลง จิตใจที่คิดถึงแต่ตัวเอง หรือคิดร้ายจะลดลง และจะมีสันติสุขมากขึ้น  แต่มีบางอย่างที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม อย่างแรกคือการพยายามหยุดอารมณ์และความคิด มันเป็นไปไม่ได้  การปิดกั้นเช่นนั้นเป็นความผิดพลาด อย่างที่สองคือ คนจำนวนมากคิดว่าการปฏิบัติธรรมคือการนั่งลงและพยายามจะมีสันติสุข  อย่ามองหาความรู้สึกพิเศษใดๆ ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น  การพยายามหยุดยั้งความคิดเป็นการผลักไส ความพยายามมองหาสภาวะพิเศษทางจิตเป็นความอยาก  เพียงแต่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติด้วยการระลึกรู้  ถ้าเป็นอย่างนั้น จะไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคสำหรับการปฏิบัติสมาธิ

 

ทำไมการปฏิบัติภาวนาถึงความเมตตากรุณาจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับท่าน

แรกสุด การปฏิบัติสมาธิแบบที่เราเรียกว่า “สมถะ” อย่างที่เราให้ความสนใจกับลมหายใจและพยายามเชื่อมกับความระลึกรู้ เป็นการปฏิบัติธรรมที่ทำให้ใจยืดหยุ่นและทำงานได้  ขั้นที่สองคือการปฏิบัติสมาธิถึงความเมตตากรุณา  เหมือนที่เราชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์แล้ว เรารู้ว่าจะใช้โทรศัพท์อย่างไรก็ด้วยการปฏิบัติสมาธิเมตตาภาวนา เราจะใช้จิตของเราในทิศทางที่ถูกและเกิดประโยชน์มากขึ้น ต่อคนอื่นในสังคมและทุกคน

ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช
ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช ถือเป็นพระทิเบตอายุน้อยที่สุดที่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติแบบ “ปลีกวิเวก” คนเดียวเป็นเวลาสามปี ขณะอายุ 13 ปี และอายุ 27 ปี ท่านเป็น 1 ใน 8 ผู้ปฏิบัติธรรมที่เข้าร่วมการทดลองทางประสาทวิทยาที่ห้องปฏิบัติการไวส์แมน วิสคอนซิน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสมองระหว่างปฏิบัติสมาธิ

 

การปฏิบัติธรรมในระดับบุคคลจะขยายประโยชน์สู่สังคมวงกว้างและโลกที่กำลังประสบปัญหามากมายได้อย่างไร

เรากำลังอยู่ในศตวรรษที่ 21 ปัญหาส่วนมากมาจากความคิดของเรา เป็นสิ่งที่ฉันเรียกว่า “จิตลิง” (monkey mind – จิตที่ซุกซนวุ่นวายเหมือนลิง)  เราทุกคนต่างก็มีลิงบ้าที่ควบคุมพฤติกรรมของเรา ทำให้เกิดสงคราม ความไม่ลงรอย และปัญหามากมาย และคนจำนวนมากไม่มีความสุข หดหู่ ตื่นตระหนก สูญเสียคุณค่าในตนเอง  วัตถุไม่อาจช่วยได้ ต่อให้คุณมีเงินมากเพียงใด คุณจะมีความสุขเพียงชั่วครู่ แล้วก็กลับมาสู่ความทุกข์อีก  ต่อให้คุณถูกล็อตเตอรีได้เงิน 80-90 เหรียญสหรัฐฯ คุณก็มีความสุขอยู่เพียงสองปี หลังจากนั้นก็จะกลับมาสู่จุดเดิม  ชื่อเสียง อำนาจ ไม่ได้เปลี่ยนพื้นฐานของจิตใจเรา  สิ่งที่เปลี่ยนคือการปฏิบัติสมาธิต่างหาก  สิ่งสำคัญก็คือเมื่อคุณรู้ว่าจะทำงานกับจิตใจของตนเองอย่างไร ก็จะช่วยเปลี่ยนนิสัย พฤติกรรม และความสัมพันธ์ได้ และโลกก็จะดีกว่าที่เป็นอยู่

 

ชื่อเสียง อำนาจ ไม่ได้เปลี่ยนพื้นฐานของจิตใจเรา  สิ่งที่เปลี่ยนคือการปฏิบัติสมาธิต่างหาก  สิ่งสำคัญก็คือเมื่อคุณรู้ว่าจะทำงานกับจิตใจของตนเองอย่างไร ก็จะช่วยเปลี่ยนนิสัย พฤติกรรม และความสัมพันธ์ได้ และโลกก็จะดีกว่าที่เป็นอยู่

 

ทำไมท่านจึงเลือกใช้ศัพท์ธรรมดาในการสอนพระธรรมอันเก่าแก่จากสายทิเบต

ในทิเบตเรามีการสอนหลากหลายแบบ  การสอนให้ผู้คงแก่เรียน สอนภิกษุและภิกษุณี สอนคนที่มีครอบครัว การสอนผู้สูงอายุ และการสอนจากประสบการณ์ (experiential practice)  ฉันสอนด้วยประสบการณ์และจากชีวิตประจำวัน ไม่ต้องใช้คำศัพท์ยากแบบผู้คงแก่เรียนหรือทฤษฎี

 

ท่านทิ้งทุกอย่างและออกธุดงค์โดยไม่นำสิ่งใดติดตัวไปและไม่บอกใครเลยนานเป็นเวลา 4 ปี ทำไมการออกธุดงค์จึงสำคัญ และในขณะที่ท่านกำลังจะตายระหว่างการธุดงค์ ท่านพบอะไร

บางครั้งเรายึดติดและมีความอยาก ดังนั้นถ้าเราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและไปยังที่ห่างไกล มันจะช่วยให้เราปล่อยวางความยึดติด นั่นเป็นการปฏิบัติอย่างหนึ่ง

ตอนนั้นฉันอาหารเป็นพิษ ท้องเสียและอาเจียนต่อกันนาน 4-5 วัน ท้ายที่สุดร่างกายเป็นอัมพาต ขยับไม่ได้ ความรู้สึกทั้งหมดหายไป  ฉันจึงปฏิบัติสมาธิมีสติระลึกรู้ และสติก็ชัดเจนกระจ่างขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้นฉันจึงอยู่ในสมาธิระลึกรู้ราวสองสามชั่วโมงแล้วจึงกลับมา [เป็นปกติ] ได้  ฉันจึงเชื่อในการมีสติระลึกรู้  ในพุทธศาสนาทิเบตเรามีการปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวตาย  แก่นของการปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวขณะกำลังจะตายนั้นคือการตั้งมั่นในสติระลึกรู้  ถ้าหากคุณตั้งมั่นเช่นนั้นได้ สติที่ระลึกรู้จะคงอยู่ ซึ่งฉันประสบมาในขณะที่ความรู้สึกทั้งหมดกำลังเลือนลางไป

 

ได้ยินมาว่าท่านทะไลลามะฝึกปฏิบัติการเข้าสู่ความตายทุกคืนก่อนนอน ท่านทำเช่นนั้นด้วยไหมคะ

(พยักหน้า) พระทิเบตบางรูปฝึกฝนการเข้าสู่ความตายขณะกำลังจะนอน

……………………………………….

สัมภาษณ์โดย นิรมล มูนจินดา, โกวิทย์ ผดุงเรืองกิจ และ ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก

ขอขอบคุณ คุณวรนุช ชูเรืองสุข สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา James และ Eva Chan แห่ง Tergar Asia และ Tergar Hongkong

 

อ่านเพิ่มเติม

๖๐ ปี พระไพศาล วิสาโล

เรื่องแนะนำ

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

บามียัน พระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่ในอัฟกานิสถาน-ที่ถูกทำลายไปจนสิ้น

20 ปีหลังจากการทำลาย บามียัน พระพุทธรูปโบราณ สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือโพรงบนผนังอันว่างเปล่าและความทรงจำ ความพยายามในครั้งที่หนึ่ง สอง และสาม ของ Pascal Maitre ในการไปเยือนพระพุทธรูปขนาดยักษ์ที่แกะสลักบนไหล่เขาของหุบเขาบามียันในอัฟกานิสถานนั้นกลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ ในปี 1996 ช่างภาพชาวฝรั่งเศสคนนี้อยู่กรุงคาบูลเพื่อมาทำงานที่ได้รับมอบหมายกับนิตยสาร L’express แม้การเดินทางจากกรุงคาบูลไปเมือง บามียัน มีระยะทางเพียง 200 กิโลเมตร แต่ในทุกเช้า เขาได้รับการปฏิเสธจากคนขับรถทุกครั้ง แม้เขาจะเพิ่มค่าจ้างให้ก็ตาม ในตลอดเส้นทาง จะมีกองกำลังติดอาวุธประจำจุดตรวจระหว่างทาง และรถขับเคลื่อนสี่ล้อนั้นเป็นที่หมายตามากเป็นพิเศษ และรถที่พยายามผ่านทางไปมักถูกยึด Pascal ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อน จนในที่สุด เขาสามารถเดินทางผ่านจุดตรวจโดยรถประจำทางของเมืองที่เขาเช่ามาซึ่งเต็มไปด้วยผู้โดยสาร และนั่งท่ามกลางพวกเขาในชุดเสื้อคลุมและกางเกงในแบบอัฟกานิสถาน ที่ชื่อว่า Perahan Tunban แต่บามียันนั้นเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าความเสี่ยง พระพุทธหินคู่นี้เริ่มสร้างขึ้นในศตววรษที่ 6 องค์หนึ่งมีความสูง 38 เมตร ส่วนอีกองค์หนึ่งมีความสูง 55 เมตร ตั้งตระหง่านท่ามกลางทิวทัศน์หุบเขา แม้จะผ่านทั้งยุคสมัย การถูกละเลย และช่วงสงคราม บามียันก็ยังคงดำรงอยู่อย่างโดดเด่นในพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดพักอันคึกคักในเส้นทางสายไหมและศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา พื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกแห่งนี้ได้ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักโบราณคดีจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่ประเทศนี้อยู่ภาวะที่สั่นคลอนเกินกว่าจะรักษาพระพุทธรูปเหล่านี้ไว้ แม้ก่อนหน้า Maitre ได้เดินทางไปอัฟกานิสถานอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่เคยไปยังบามียัน […]

เชน ที่เห็น ไม่เป็นอย่างที่คิด

ศาสนา เชน ในอินเดีย 1.ศาสนา เชน (Jainism) ในความรับรู้ของผม คือศาสนาหนึ่งที่อุบัติขึ้นบนโลกในเวลาไล่เลี่ยกับศาสนาพุทธ และยังมีบทบัญญัติกับคำสอน ใกล้เคียงกับศาสนาพุทธมากๆ ยิ่งไปกว่านั้น คือความรับรู้ว่านักบวชนิกายหนึ่งของศาสนานี้ เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติและการนุ่งห่มแบบดั้งเดิมอย่างที่สุด คือการไม่นุ่งอะไรเลย เวลาไปไหนก็มีเพียงรองเท้าคีบกับกาน้ำในมือเดินโทงๆ ไปเท่านั้น แต่วันหนึ่ง เมื่อผมมีโอกาสสัญจรไปในหลายเมืองของแคว้นราชสถาน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ได้เห็นวัดของศาสนาเชนหลายแห่ง ความรับรู้เกี่ยวกับศาสนานี้ก็เปลี่ยนไป เพราะแต่ละวัดนั้นช่างโอฬารตระการตา และเกือบทั้งหมดจะตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง ไม่ว่าจะเป็นที่นครทอง-ไจยซัลเมียร์ นครคราม-จ๊อดเปอร์ หรือโยธปุระ และนครหลากสี อย่างบิคาเนอร์ ฯลฯ เชนสถานล้วนโออ่าเทียบเคียง หรือบางแห่งอาจจะใหญ่กว่าเทวสถานฮินดูของประชากรส่วนใหญ่ในเมืองนั้นๆ เสียอีก ในขณะที่เสียเวลาเปล่า ถ้าจะมองหาโบสถ์ วิหารในศาสนาพุทธ “…อย่าลืมสิว่าคุณกำลังอยู่ในแคว้นที่เปรียบได้ดั่ง “เมกกะ” หรือศูนย์กลางของศาสนาเชนในอินเดีย หรือกล่าวได้ว่าในโลกใบนี้….” มัคคุเทศก์ชาวอินเดียที่ถือฮินดูเป็นสรณะ เอ่ยขึ้น ครั้นเห็นแววตาฉงนของผม เขาจึงสำทับขึ้นอีกว่า “…เพราะแคว้นราชสถานนั้น ถึงแม้จะเป็นแคว้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอินเดีย แต่พื้นที่ถึงเกือบร้อยละ 80 เป็นทะเลทราย ซึ่งหมายถึงทะเลทรายธาร์ หรือ Great Indian Desert ที่กว้างใหญ่กว่า 2 […]