มองความหวังฉากสุดท้ายในเมืองย่างกุ้ง ในห้วงรัฐประหารเมียนมา

ไม่มีประสบการณ์การฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์ครั้งใดที่ผมได้บังเอิญเจอแล้วอาจเทียบได้กับการรัฐประหารเลย – พอล ซาโลเพ็ก นักสำรวจของเนชั่นเนล จีโอกราฟฟิก

(พอล ซาโลเพ็ก – นักสำรวจเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก กำลังดำเนินโปรเจกต์ Out of Eden Walk เดินเท้ารอบโลกตามเส้นทางการอพยพของบรรพบุรุษมนุษยชาติ ราว 38,000 กิโลเมตรมาตั้งแต่ปี 2013 นี่เป็นบทความสุดท้ายก่อนที่เขาจะออกจากเมียนมา

อ่านบทความก่อนหน้านี้ในเรื่องของประเทศเมียนมาได้ที่  เดินเท้าในเมืองย่างกุ้ง ที่กลายเป็นสนามรบจากการต้านรัฐประหารของชาวเมือง  และ สถานการณ์อันยากลำบากในมัณฑะเลย์, เมียนมา ช่วงไวรัสโคโรนา และการช่วยเหลือกันของชาวเมือง)

นครย่างกุ้ง, เมียนมา – ในบ่ายวันหนึ่งก่อนที่ผมจะออกจากเมียนมา ผมไปร่ำลาครอบครัวของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ในย่านชนชั้นกลางในเมืองย่างกุ้ง เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ พวกเขามีอาชีพทางด้านการศึกษา ศิลปินหนุ่มสาว นักศึกษามหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ พวกเขาต่างต่อต้านคณะเผด็จการทหารทำลายประชาธิปไตยในเมียนมา ผมพบกับพวกเขาในวงกาแฟแห่งนี้ กำลังฝึกวิธีการใช้ลูกศรและคันธนูอย่างเงียบๆ

“นี่เป็นขั้นต่อไป คือการป้องกันตัวเองครับ” นักกิจกรรมประชาธิปไตยร่างเล็กคนหนึ่งกล่าว เขามีมือในแบบคนเมืองและมีหมุดเจาะจมูก และเสริมว่า“ทุกคนกำลังมีอารมณ์ร้อนแรงในเรื่องนี้ ไม่มีใคร ไม่มีใครออกมาอย่างไม่ได้รับบาดเจ็บเลยครับ”

ผมออกเดินเท้าไปทั่วโลกเป็นระยะทางราว 38,000 กิโลเมตร ตามเส้นทางเดินเท้าอพยพของบรรพบุรุษ ผมเดินผ่านแหล่งสงครามระหว่างชนเผ่าในเอธิโอเปีย ถูกยิงโดยกองกำลังอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ การถูกซุ่มโจมตีในตุรกีตะวันออก การเดินทางที่ถูกขัดจังหวะโดยกลุ่มตาลีบานในอัฟกานิสถาน แต่ไม่มีประสบการณ์การฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์ครั้งใดที่ผมได้บังเอิญเจอแล้วเทียบเคียงได้กับการรัฐประหารในย่างกุ้งเลย

คณะรัฐประการได้ยึดอำนาจที่ทำให้ชาวเมือง 5.4 ล้านคน ต้องตกตะลึง

รัฐประหารเมียนมา
ผู้ประท้วงรวมตัวกันที่ใจกลางเมืองย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2021 เพื่อแสดงการต่อต้านการรัฐประหารเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ PHOTOGRAPH BY YE AUNG THU, AFP/GETTY

เมียนมาเคยเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปมาเป็นเวลากว่าครึ่งทศวรรษจากการปกครองของรัฐบาลทหารอันโหดร้าย มีการประนีประนอมกับรัฐบาลพลเรือนของนางอองซานซูจี เธออดทนกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชนกลุ่มน้อยโรฮิงยา แต่ผู้คนกลับตื่นตกใจเมื่อ ตัดมาดอว์ (Tatmadaw) หรือกองทัพเมียนมาได้จับกุมตัวเธอในช่วงเช้าของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ อุดมคติกลายเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญไปเสียแล้ว

กระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยทุกคุกคามโดยบรรดานายพลที่ยังคงยึดติดกับอภิสิทธิ์เก่าๆ การแบ่งปันความรำรวยจากโรงงานเบียร์ คาราวานอภิสิทธิ์ชน การแทรกซึมเข้าไปในรัฐสภา สืบเนื่องมาจากการแช่แข็งระบบอำนาจนิยมในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ส่งทหารออกไปตัดสายเคเบิลคอมพิวเตอร์ในศูนย์ข้อมูล ซึ่งพวกเขามองว่าอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนที่สำคัญ

ผมอยู่ที่นั่นเพราะไปต่อวีซ่า

(เชิญชมวิดีโอ คนขายดอกไม้: ชีวิตที่ดำเนินไปท่ามกลางการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในเมืองย่างกุ้ง)

แต่ละวันผ่านไป ผมเฝ้ามองกระแสการต่อต้านจากคนเมียนมาที่หลั่งไหลออกมาตามท้องถนน เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่พวกเขาดูหมิ่นกองทัพผ่านการเดินขบวนประท้วง เด็กๆ แห่ไปกันที่เขตจราจรอันคับคั่งในเขตเมืองเพื่อเทกระสอบหัวหอมตามสี่แยกต่างๆ พยาบาล นักผจญเพลิง และแม้กระทั่งคนขับรถส่งอาหารต่างหยุดงานเพื่อออกมาเดินขบวนประท้วง บ่อยครั้งที่ผู้หญิงเป็นแนวหน้าในการเดินขบวนประท้วง บรรดานางงามที่อยู่ในห้องจัดเลี้ยงก็ตะโกนร้องต่อต้านกองทัพ พนักงานออฟฟิศคนหนึ่งซึ่งผมรู้จัก ซึ่งเป็นคุณแม่วัยกลางคน ได้เต้นรำบนภาพถ่ายของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหาร ซึ่งแปะอยู่บนทางเดิน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า เหยื่อรายแรกที่ถูกยิงคือผู้หญิงอายุเพียง 19 ปี

จนทุกวันนี้ กองกำลังรักษาความปลอดภัยในเมียนมาได้สังหารประชาชนของตัวเองไปแล้ว 800 ราย ซึ่งรวมไปถึงเด็กๆ มีการซ้อมผู้ต้องหาทางการเมืองจนตาย และกักขังนักข่าวมากมาย

“หากชาวโลกไม่ยื่นเข้าช่วย เราอาจจะตาย” โปรดิวเซอร์วิดีโอคนหนึ่งผู้ที่เข้าต่อต้านตำรวจโดยมีเพียงจานดาวเทียมเก่าๆ คนหนึ่งกล่าวและเสริมว่า “หากองค์การสหประชาชาติไม่ช่วยพวกเรา มันอาจกลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้”

ตำรวจทาสีทับข้อความเรียกร้องประชาธิปไตยบนกำแพงในเมืองย่างกุ้ง PHOTOGRAPH BY PAUL SALOPEK

เขาภูมิใจที่การเคลื่อนไหวทางประชาธิปไตยในย่างกุ้งมีการจัดการขยะของตัวเอง วิธีที่ชาวเมืองแจกจ่ายน้ำดื่มกับอาหารให้กับผู้ประท้วง การที่ผู้ประท้วงหนุ่มสาวไม่สยบยอมต่อความรุนแรง เขาไม่เชื่อผม เมื่อผมบอกเขาว่าจะไม่มีใครมาช่วยเหลือพวกเขา

ผมตัดสินใจออกมาจากเมียนมา

ระยะทางราว 320 กิโลเมตรในป่าลึกบนเขาที่แบ่งแยกเมืองมัณฑะเลย์ เมืองหลวงเก่าของพม่า ที่ผมหยุดพักจากการเดิน ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ผมจะเดินเท้าไปยังชายแดนประเทศจีน การเดินเท้าในขณะนี้ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป บรรยากาศในเมียนมาขณะนี้อาจปะทุกลายเป็นสงครามกลางเมืองอันโหดเหี้ยม เป็นสิ่งที่ย่ำแย่ที่จำต้องละทิ้งมิตรสหายในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ผมต้องทำ เป็นครั้งแรกในระยะทางเกือบ 18,000 กิโลเมตรที่ผมต้องเดินทางแบบก้าวกระโดดทางอากาศเพื่อสานต่อการเดินทางของผมที่ประเทศจีน

คุณสามารถเดินออกมาจากหลายสิ่งในชีวิตได้ แต่ไม่ใช่ความเศร้าและความละลายใจในตัวเอง

รัฐประหารเมียนมา
ผู้ประท้วงรวมตัวกันที่ใจกลางเมืองย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2021 เพื่อแสดงการต่อต้านการรัฐประหารเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ PHOTOGRAPH BY YE AUNG THU, AFP/GETTY

ในขณะเดียวกัน บรรดาสื่อก็ได้ขยับสปอตไลท์ความสนใจออกมาแล้ว ซึ่งมันเป็นเช่นนั้นเสมอ
แต่ผมก็ยังสงสัยว่าไรจะเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมทางผู้ชาญฉลาดจากชนเผ่าชิน (ชนกลุ่มน้อยชนกลุ่มหนึ่งในเมียนมา) คุณครูผู้ซึ่งเดินเท้าร่วมกับผมไปยังทุ่งข้าวในรัฐสะกาย ซึ่งในขณะนี้พวกเขากำลังจับปืนไรเฟิลที่ทำขึ้นเองในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร ซึ่งกองทหารก็ได้ทุ่มสรรพกำลังไปที่พวกเขาเช่นกัน

หรืออะไรจะเกิดขึ้นกับพนักงานเสิร์ฟในโรงแรมที่ผมรู้จักซึ่งเข้าไปช่วยคัดแยกผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บหลังเลิกงาน (“ผมภูมิใจในตัวเขามาก” ผู้จัดการโรงแรมกล่าว) หรือเพื่อนชาวมุสลิมที่ขับรถมาส่งผมที่สนามบินในตอนเช้า

ฝูงนกออกบินขึ้นในท้องฟ้าสีเหลือง ร้านรวงต่างๆ ในย่างกุ้งต่างปิดประตู ขบวนรถบรรทุกของทหารซึ่งเต็มไปด้วยกองทหารต่างกระจายไปรอบเมือง ผมมองไปที่ทหารในช่วงที่เราขับรถผ่าน และในขณะเดียวกัน เพื่อนของผมก็พูดขึ้นในเรื่องของการย้ายออกจากเมียนมา หรืออาจหนีออกไปจากเมียนมา เขาพูดด้วยเสียงแผ่วเบาราวพูดกับตัวเอง

เรื่อง พอล ซาโลเพ็ก


อ่านเพิ่มเติม “ฉันทำสิ่งนี้เพื่อประชาธิปไตย” – เสียงจากผู้ประท้วงในเมียนมา

ผู้ประท้วงในเมียนมา

เรื่องแนะนำ

เด็กๆ ของฮูรา กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกที

ในวันที่คนมัลดีฟส์ถือว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่ตนมีอยู่จำกัด   “เราสอนเด็กๆ ตั้งแต่อายุสามขวบแล้วว่า ความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อมของเกาะเราเป็นอย่างไรค่ะ” อมินาท ริชฟา หัวหน้าครูโรงเรียนประถมบนเกาะฮูรา เขตอะทอลล์คาฟูของมัลดีฟส์ เอ่ย  เธอสวมชุดดำสีเดียวกับฮิญาบคลุมใบหน้าทั้งหมด เหลือไว้เพียงช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เราเห็นเธอแค่ดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้น  น้ำเสียงของเธอกระตือรือร้นมีพลัง และยากจะเดาอายุ  อาจจะ 30 ต้นๆ หรือมากกว่านั้น “แต่เพราะอายุเท่านั้นยังเป็นวัยเล่นอยู่  เราจึงให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการเล่นค่ะ” อาจารย์ริชฟาพูดราวกับรู้ทันเราคิด  เด็กๆ บนเกาะฮูราเรียนรู้เรื่องความเปราะบางของบ้านเกิดของตัวเองจากความจริงที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ในวันที่คนมัลดีฟส์ถือว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่ตนมีอยู่จำกัด ฮูรา (Huraa, Hoora) เป็นเกาะที่กว้างเพียง 300 เมตร ยาว 850 เมตร มีชะตากรรมเหมือนเกาะอื่นๆ ของมัลดีฟส์ ประเทศที่ได้ชื่อว่าแบนราบที่สุดในโลก ซึ่งเสี่ยงจมอยู่ใต้ระดับทะเลที่สูงขึ้นทุกที อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอย่างเร็วภายในปี 2085 น้ำจะท่วมทุกเกาะของมัลดีฟส์ อย่างช้าคือปี 2100 ในระดับประเทศ รัฐบาลมัลดีฟส์วางแผนแก้ปัญหาด้วยเทคนิคทางวิศวกรรม เช่น การสร้างกำแพงล้อมรอบเมืองหลวงมาเล่ ถมทะเลเพื่อยกระดับแผ่นดิน ป้องกันน้ำใต้ดินและเพิ่มการเก็บกักน้ำฝน รวมทั้งเตรียมอพยพประชาชนไปยังถิ่นอื่น ในระดับเกาะอย่างที่ฮูรา ซึ่งอยู่ห่างจากมาเล่เพียงครึ่งชั่วโมง […]

สถานที่รับทำ มัมมี่ – เพราะคนตายนั้นเป็นเงินเป็นทอง

สถานประกอบพิธีศพและเตรียมศพทำ มัมมี่ แห่งหนึ่งที่ขุดพบใกล้กับกรุงไคโร มีนักบวชเป็นผู้ประกอบการที่ช่ำชอง โดยเสนอขายแพ็กเกจพิธีฝังศพหลากหลายแบบให้ลูกค้าเลือกตามงบประมาณที่มี เดือนกรกฎาคม ปี 2018 ทีมนักโบราณคดีขุดพบสถานประกอบพิธีศพและเตรียมศพทำ มัมมี่ ของอียิปต์โบราณ ลึกลงไปใต้ผืนทรายของเมืองซักการา นครป่าช้า (necropolis) หรือเมืองคนตาย ที่แผ่กว้างบนฝั่งแม่น้ำไนล์ ห่างจากกรุงไคโรไปทางใต้ราว 20 กิโลเมตร การค้นพบครั้งนี้กลายเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลก ในช่วงสองปีหลังจากนั้น การวิเคราะห์สิ่งที่ค้นพบและการค้นพบใหม่ๆ ในปล่องใกล้เคียงอีกแห่งที่ทอดลง สู่คูหาฝังศพจำนวนมาก เผยขุมทรัพย์ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจจัดพิธีศพในอียิปต์โบราณ เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว ที่วงการโบราณคดีในดินแดนแห่งฟาโรห์มุ่งเน้นไปที่การค้นพบจารึกและศิลปวัตถุจากสุสานหลวงมากกว่า มองหารายละเอียดชีวิตประจำวันทั่วไป สถานประกอบพิธีศพและเตรียมศพทำมัมมี่น่าจะมีอยู่ในนครป่าช้าต่างๆ ทั่วอียิปต์ แต่หลายแห่งถูกมองข้ามโดยนักขุดค้นหลายชั่วรุ่นที่ต่างเร่งขุดให้ถึงคูหาฝังศพเบื้องล่าง ปัจจุบัน การค้นพบที่ซักการาทำให้เป้าหมายของนักขุดค้นเปลี่ยนไป เมื่อหลักฐานทางโบราณคดีที่บอกเล่าถึงอุตสาหกรรมจัดพิธีศพอย่างเป็นล่ำเป็นสันได้รับการเปิดเผยและบันทึกไว้อย่างละเอียดเป็นครั้งแรก “หลักฐานที่เราค้นพบเผยว่า ผู้ประกอบพิธีศพมีหัวคิดหลักแหลมทางธุรกิจมากครับ” รามาดาน ฮุสเซน นักไอยคุปต์วิทยาที่มหาวิทยาลัยทือบิงเงินในเยอรมนี กล่าวและเสริมว่า “พวกเขาฉลาดมากในเรื่องเสนอทางเลือก” ถ้าหน้ากากฝังศพหรูหราทำจากทองคำและโลหะเงินฟังดูแพงไป คุณอาจได้รับข้อเสนอให้เลือกแบบ “ปูนพลาสเตอร์สีขาวปิดทอง” แทน ฮุสเซนกล่าว มีเงินไม่พอจะเก็บรักษาเครื่องในของคุณในโถหินอะลาบาสเตอร์แวววาวใช่ไหม ไม่เป็นปัญหา เรามีโถดินเผาลงสีงามๆ ให้เลือก “ที่ผ่านมาเราได้แต่อ่านเรื่องนี้จากบันทึก [โบราณ]” ฮุสเซนกล่าว “แต่ตอนนี้ เรามีบริบทจริงๆ […]

อาชีพในฝันที่ถูกกลืนหาย-ท่ามกลางระบบการศึกษาและสังคมไทย

ตอนเด็กเรามักมีความฝันเรื่องอาชีพที่หลากหลาย แต่เมื่อเติบโตขึ้นท่ามกลางระบบการศึกษาและสังคม ทำไมเด็กหลายคนจึงมีความฝันเรื่องอาชีพที่เปลี่ยนแปลงไป อะไรเป็นสาเหตุทำให้เด็กส่วนมากเลือกที่จะ “เปลี่ยนฝัน” แทนที่จะทำ “อาชีพที่ตนใฝ่ฝัน” ตอนวัยเยาว์ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” หากถามคำถามนี้กับเด็ก ๆ จะได้คำตอบที่หลากหลายต่างกันไปและจะเห็นได้ถึง “ความช่างฝัน” ที่แฝงอยู่ในคำตอบเหล่านั้น น้องขุนพล – เด็กชายปัณณสิทธ์ ผณินทรารักษ์ อายุ 10 ขวบที่ฝันอยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยน้องให้เหตุผลว่า “ผมชอบเวลาที่ได้เตรียมอาหารร้อน ๆ แล้วนำไปเสิร์ฟให้ผู้โดยสาร ได้ถามผู้โดยสารว่าเขาอยากทานอะไร มันมีความสุขมากเลยครับ และถ้าสมมุติว่าเครื่องบินตกกลางทะเล (อันนี้ไม่ได้อยากให้เกิดขึ้นจริงนะครับ) ผมก็อยากลองเล่นสไลเดอร์ยางที่ปล่อยออกมาตอนฉุกเฉินเหมือนกัน มันน่าสนุกดีครับ” หากพิจารณาผลการสำรวจจากกลุ่มบริษัท Adecco ประเทศไทย ประจำปี 2564 พบว่า เด็กไทยอายุ 7 – 14 ปี จำนวน 2,024 คน จากทั่วประเทศเลือกให้ “แพทย์” เป็นอาชีพอันดับ 1 รองลงมาคืออาชีพครู อันดับที่ 3 และอันดับที่ 4 คือยูทูปเบอร์ […]