นัต: พลังศรัทธาของมวลชน - National Geographic Thailand

นัต: พลังศรัทธาของมวลชน

นัต: พลังศรัทธาของมวลชน

สียงดนตรีจากเครื่องดนตรีพื้นบ้านดังกังวานไปทั่วบริเวณ สลับกับเสียงจอแจของเหล่าศรัทธาชนที่ประเมินด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นคน เพื่อนร่วมทางคนหนึ่งแย้งว่า ตัวเลขน่าจะอยู่ที่หลักแสนคนมากกว่า ผมลองเดินสำรวจไปรอบๆได้ไม่นาน จึงเห็นด้วยกับตัวเลขหลักแสนนั้น พร้อมๆกับความรู้สึกทึ่งในพลังศรัทธาที่ผู้คนเหล่านี้มีต่อวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกกันว่า “นัต”

เราออกเดินทางจากเมืองมัณฑะเลย์กันตั้งแต่เช้ามืดตามคำแนะนำของเพื่อนร่วมทางชาวพม่าว่า แม้ระยะทางจากตัวเมืองไปถึงหมู่บ้านต่องปะโยงจะห่างเพียงแค่ 20 กิโลเมตร ทว่าในช่วงเทศกาลอย่างนี้ ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกับเรา หมู่บ้านต่องปะโยงซึ่งในช่วงเวลาปกติเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ โอบล้อมไปด้วยทุ่งนาและพื้นที่ปศุสัตว์จะแปรสภาพเป็นดินแดนแห่งศรัทธาของผู้คนหลากหลาย ตั้งแต่ผู้เซ่นไหว้แสวงบุญ ร่างทรง นักท่องเที่ยว ไปจนถึงพ่อค้านักธุรกิจ

ยานพาหนะหลากชนิดทั้งรถบัส รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถอีแต๊กอีแต๋น ถูกนำมาดัดแปลงเพื่อใช้เป็นรถโดยสาร และรถราเหล่านั้นจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนบนถนนลูกรังที่กว้างแค่พอให้รถสวนกันได้อย่างทุลักทุเล ตลอดสองข้างทางมีมวลชนคอยถือภาชนะสำหรับใส่เงินบริจาคจากเหล่านักแสวงบุญ ขณะที่บางส่วนเดินทางด้วยรถไฟซึ่งก็แน่นขนัดจนผู้โดยสารบางส่วนหนีขึ้นไปนั่งรับลมบนหลังคา และอีกจำนวนไม่น้อยที่ห้อยโหนอยู่รอบๆขบวนรถ เช่นเดียวกับพวกที่ทยอยกันมาทางเรือเพื่อเลี่ยงการจราจรติดขัด  ตลอดริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีมีเรือหลากหลายชนิดคอยบริการนักแสวงบุญตามกำลังทรัพย์ ทั้งเรือยนต์และเรือแจวขนาดเล็กคอยให้บริการตลอดทั้งวัน แม้บรรยากาศจะดูสับสนวุ่นวาย แต่เมื่อมองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าผู้คน ผมก็พออนุมานได้ว่า นี่คือเทศกาลที่พวกเขารอคอยมากเพียงใด

อู มิน ซู อายุ 56 ปี เป็นหนึ่งในนัตกะด่อหรือร่างทรงนัตอาวุโสที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมาก เขาเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้าชื่อดังที่ตลาดโบโจ๊กในเมืองย่างกุ้ง เริ่มเป็นนัตกะด่อมาตั้งแต่อายุ 20 ปี

ตามคติของชาวพม่า “นัต” หมายถึงผู้ทรงฤทธิ์ ซึ่งเป็นได้ทั้งเทพยดาและวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ นัตคอยปกป้องคุ้มครองผู้คนให้อยู่เย็นเป็นสุขและมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต นักปราชญ์ชาวพม่าเชื่อกันว่า เดิมทีคำว่า นัต  แผลงมาจากคำว่า “นาถ” ในภาษาบาลีซึ่งมีความหมายว่า “ผู้เป็นที่พึ่ง” นัตจะมีฐานะกึ่งเทพกึ่งผี มีระดับสูงกว่าผีทั่วไป แต่ไม่เทียบเท่าเทวดา

ชาวพม่าบูชานัตมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยการตั้งหิ้งบูชาไว้ในบ้าน หิ้งบูชานัตมักตั้งอยู่บริเวณด้านซ้ายของผนังหน้าบ้าน นัตที่ชาวพม่าบูชาในบ้านนี้เรียกว่า “นัตเรือน” หรือ “มีงมหาคีรีนัต” ซึ่งเชื่อกันว่า ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นให้อยู่เย็นเป็นสุข ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถพบเห็นหิ้งบูชานัตได้ทั่วไปตามบ้านเรือนของชาวพม่าที่นับถือศาสนาพุทธ โดยหิ้งพระจะอยู่สูงกว่าหิ้งนัตอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการจัดลำดับความสำคัญทางความเชื่อและศรัทธา

ชาวพม่าแบ่งนัตออกเป็น 3 ประเภท คือ นัตพุทธ นัตใน และนัตนอก โดยที่ “นัตพุทธ” เป็นนัตที่หลอมรวมความเชื่อทางพุทธศาสนาเข้ากับตำนานท้องถิ่นเรื่องนัตของชาวพม่า มีทั้งสิ้น 37 องค์ “นัตใน” หมายถึงนัตที่ถูกกําหนดให้อยู่ในเขตกําแพงพระเจดีย์ชเวซีโข่ง เมืองพุกาม ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโนรธา มีทั้งสิ้น 37 องค์เช่นกัน ขณะที่”นัตนอก” คือนัตที่จัดให้อยู่นอกของเขตกําแพงพระเจดีย์ชเวซีโข่ง ถือเป็นนัตที่ทรงอิทธิพลทางความเชื่อและยังคงได้รับการบูชาเซ่นไหว้มากที่สุดจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ นัตนอกยังถือเป็นนัตที่ได้รับความนิยมในการอัญเชิญเข้าประทับทรงจากบรรดาร่างทรงนัตหรือที่ชาวพม่าเรียกว่า “นัตกะด่อ” มากที่สุด และเป็นที่มาของเทศกาลบูชานัตที่หมู่บ้านต่องปะโยงแห่งนี้

ในแต่ละปีที่หมู่บ้านต่องปะโยงจะจัดเทศกาลบูชาเซ่นไหว้นัตขึ้นทั้งหมดสามครั้ง  โดยช่วงเดือนธันวาคมนับเป็นครั้งแรก ครั้งที่สองอยู่ในเดือนมีนาคม และครั้งสุดท้ายคือช่วงขึ้น 10-15 ค่ำของเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นเทศกาลบูชานัตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปี

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเทศกาลนัตในยุคปัจจุบัน คือการเป็นเทศกาลที่เหล่าหญิงข้ามเพศในประเทศพม่ามารวมตัวกันมากที่สุดกว่างานไหนๆ จนถึงขนาดเรียกขานกันในหมู่คนท้องถิ่นว่าเป็น “เทศกาลเกย์”

ท่าเรือริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาจากทุกภูมิภาค หมู่บ้านต่องปะโยงสามารถเข้าถึงได้ทั้งทางรถ รถไฟ และเรือ เทศกาลบวงสรวงนัตเป็นช่วงเวลาแห่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับรากหญ้า

ในช่วงเวลานี้ของปี เขาหรือเธอเหล่านั้นจะเลือกเดินทางมาที่นี่อย่างที่ไม่ต้องคิดนาน “เหมือนได้กลับบ้านมาเจอพี่น้อง มาทำบุญ มาสนุกสนาน มาเติมพลังแล้วกลับไปลุยใหม่” “เปิ้ล” สตรีข้ามเพศชาวพม่าบอกผมด้วยภาษาไทยอย่างฉะฉานเธอเดินทางกลับมาหลังจากไปทำงานที่ประเทศไทยเพื่อมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ เธอบอกว่าไปทำงานที่ไทยย่างเข้าสู่ปีที่ 7 และขอปฏิเสธที่จะเปิดเผยถึงอาชีพ บอกเพียงแต่ว่าเป็นเพียงผู้ใช้แรงงานธรรมดาๆ “อยากให้กะเทยในพม่าสวยเหมือนกะเทยเมืองไทยค่ะ ที่เมืองไทยกะเทยกับผู้หญิงเหมือนกันจนแยกไม่ออก” คือประโยคท้ายๆ ที่เราคุยกัน

ไม่เพียงแต่ผู้ร่วมงานจำนวนมากที่เป็นหญิงข้ามเพศ นัตกะด่อซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหาเคารพบูชามากมาย ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นหญิงข้ามเพศทั้งสิ้น พวกเขาแต่งกายด้วยอาภรณ์สีสันสะดุดตา และให้ความสำคัญกับการแต่งองค์ทรงเครื่องกันอย่างพิถีพิถัน ลิปสติกสีแดงสดบรรจงทาบนริมฝีปาก แป้งพัฟเนื้อละเอียดค่อยๆ แต้มแต่งลงบนใบหน้าเช่นเดียวกับแปรงปัดแก้มปลายแต้มด้วยสีชมพูอ่อน ขณะที่คิ้วและขนตาปลอมดูจะเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

มีนัตกะด่อเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นชายหรือหญิงแท้ๆ และมักไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรในหมู่ผู้นับถือนัต ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมงานเทศกาล ผมพยายามมองหานัตกะด่อที่เป็นผู้ชายแท้ๆ จนกระทั่งวันสุดท้ายก็ยังไม่พบ

นอกเหนือจากพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แล้ว เทศกาลบวงสรวงนัตที่ต่องปะโดงยังเป็นหนึ่งในงานออกร้านลำดับต้นๆ ของประเทศพม่า มีการขายสินค้าและสวนสนุกเร่

โกจอ มิน นัตกะด่ออาวุโสคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นร่างว่าเกิดขึ้นจากความศรัทธาส่วนตัวตั้งแต่วัยเด็ก ทั้งพ่อแม่และญาติๆ ของเขาล้วนมีศรัทธาต่อนัตมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเองรู้สึกถึงความหลงใหลและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่มาดลใจ เขาบอกว่าเขาจึงยอมเปิดใจรับดวงวิญญาณนัตเข้ามาประทับทรง “ฉันเริ่มรู้สึกตอนอายุประมาณ 11 ขวบ พอความรู้สึกแบบเกิดขึ้นแล้ว ก็ยากที่จะปฏิเสธโอกาสดีๆ อย่างนั้น” เขาบอกกับผมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ตลอดระยะเวลาประทับทรงฉันรู้สึกตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะพูดจาหรือทำนายทายทัก เพียงแต่เป็นการพูดที่ไม่ได้เตรียมไว้ก่อนรู้ตอนนั้นว่าต้องพูดแบบนั้น”

พิธีทรงเจ้านัตเป็นพิธีทรงเจ้าเข้าผีที่มีขั้นตอนซับซ้อน แต่นั่นกลับยกระดับให้นัตมีแนวโน้มเข้าใกล้สถานะของความเป็นเทพมากว่าผีทั่วๆ ไป ข้อสังเกตของผมอีกประการคือ การเป็นร่างทรงนัตเปิดโอกาสให้หญิงข้ามเพศมีบทบาทในสังคมพม่า และมีสถานะที่ได้รับการยอมรับ แตกต่างจากบทบาทอื่นๆ ในสังคมที่เรื่องความหลากหลายทางเพศยังไม่เปิดกว้างนักอย่างพม่า

เรื่อง ยศธร ไตรยศ
ภาพถ่าย โสภณ เชียรวิทยาคุณ

 

อ่านเพิ่มเติม

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นทุกวันในอียิปต์

เรื่องแนะนำ

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

แพทย์แผนไทย

แพทย์แผนไทย ย้อนหลังไป 50 ปีที่แล้ว  การแพทย์แผนไทยที่หายไปจากท้องถิ่น  การใช้ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำราแพทย์ของไทยภาคกลางในการสอบประกอบโรคศิลปะตั้งแต่ พ.ศ. 2479 ทำให้หมอพื้นบ้านจากภาคอื่นๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาและสมุนไพรเฉพาะถิ่นสอบตก หยุดรักษา และบางคนอาจถึงกับต้องเผาตำราทิ้ง เพราะกลัวทางการจับกุม จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการล่มสลายของการ แพทย์แผนไทย หากถอยหลังกลับไปไกลกว่านั้น  หลังก่อตั้ง “โรงศิริราชพยาบาล” เมื่อ พ.ศ. 2431 โรงเรียนราชแพทยาลัยเพื่อผลิตแพทย์ก็เกิดขึ้นในอีกสองปีต่อมา ในช่วง 25 ปีแรก มีการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับแพทย์แผนตะวันตก แล้วยุติการสอนแพทย์แผนไทยใน พ.ศ. 2458  การแพทย์แผนไทยจึงจำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าถึงองค์ความรู้และคนที่เข้าไม่ถึงการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พอมีความรู้การแพทย์พื้นบ้านเท่านั้น แต่ทุกวันนี้  เมื่อหันมาสังเกตรอบตัวจึงพบว่า  สมุนไพรเริ่มกลับมาเป็นของประจำบ้านในรูปบรรจุภัณฑ์ทันสมัย  เมื่อผสมรวมเข้ากับข่าวคราวเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เช่น โครงการเมืองสมุนไพร  การตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย การให้การบริการแพทย์แผนไทยในระดับตำบล  ก็ชวนให้คิดว่า ยุคนี้เป็นยุคที่การแพทย์แผนไทยกำลังหวนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง จนฉันอยากเรียกเล่นๆ ว่า เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของแพทย์แผนไทยเลยทีเดียว พทป. ทวิช ปรีดี  แพทย์แผนไทยประยุกต์ประจำร้านขายยาโพธิเงิน-อภัยภูเบศร โอสถ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าถึงวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยของที่นี่ว่า “ตามกระบวนการเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค […]