นัต: พลังศรัทธาของมวลชน - National Geographic Thailand

นัต: พลังศรัทธาของมวลชน

นัต: พลังศรัทธาของมวลชน

สียงดนตรีจากเครื่องดนตรีพื้นบ้านดังกังวานไปทั่วบริเวณ สลับกับเสียงจอแจของเหล่าศรัทธาชนที่ประเมินด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นคน เพื่อนร่วมทางคนหนึ่งแย้งว่า ตัวเลขน่าจะอยู่ที่หลักแสนคนมากกว่า ผมลองเดินสำรวจไปรอบๆได้ไม่นาน จึงเห็นด้วยกับตัวเลขหลักแสนนั้น พร้อมๆกับความรู้สึกทึ่งในพลังศรัทธาที่ผู้คนเหล่านี้มีต่อวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกกันว่า “นัต”

เราออกเดินทางจากเมืองมัณฑะเลย์กันตั้งแต่เช้ามืดตามคำแนะนำของเพื่อนร่วมทางชาวพม่าว่า แม้ระยะทางจากตัวเมืองไปถึงหมู่บ้านต่องปะโยงจะห่างเพียงแค่ 20 กิโลเมตร ทว่าในช่วงเทศกาลอย่างนี้ ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกับเรา หมู่บ้านต่องปะโยงซึ่งในช่วงเวลาปกติเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ โอบล้อมไปด้วยทุ่งนาและพื้นที่ปศุสัตว์จะแปรสภาพเป็นดินแดนแห่งศรัทธาของผู้คนหลากหลาย ตั้งแต่ผู้เซ่นไหว้แสวงบุญ ร่างทรง นักท่องเที่ยว ไปจนถึงพ่อค้านักธุรกิจ

ยานพาหนะหลากชนิดทั้งรถบัส รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถอีแต๊กอีแต๋น ถูกนำมาดัดแปลงเพื่อใช้เป็นรถโดยสาร และรถราเหล่านั้นจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนบนถนนลูกรังที่กว้างแค่พอให้รถสวนกันได้อย่างทุลักทุเล ตลอดสองข้างทางมีมวลชนคอยถือภาชนะสำหรับใส่เงินบริจาคจากเหล่านักแสวงบุญ ขณะที่บางส่วนเดินทางด้วยรถไฟซึ่งก็แน่นขนัดจนผู้โดยสารบางส่วนหนีขึ้นไปนั่งรับลมบนหลังคา และอีกจำนวนไม่น้อยที่ห้อยโหนอยู่รอบๆขบวนรถ เช่นเดียวกับพวกที่ทยอยกันมาทางเรือเพื่อเลี่ยงการจราจรติดขัด  ตลอดริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีมีเรือหลากหลายชนิดคอยบริการนักแสวงบุญตามกำลังทรัพย์ ทั้งเรือยนต์และเรือแจวขนาดเล็กคอยให้บริการตลอดทั้งวัน แม้บรรยากาศจะดูสับสนวุ่นวาย แต่เมื่อมองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าผู้คน ผมก็พออนุมานได้ว่า นี่คือเทศกาลที่พวกเขารอคอยมากเพียงใด

อู มิน ซู อายุ 56 ปี เป็นหนึ่งในนัตกะด่อหรือร่างทรงนัตอาวุโสที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมาก เขาเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้าชื่อดังที่ตลาดโบโจ๊กในเมืองย่างกุ้ง เริ่มเป็นนัตกะด่อมาตั้งแต่อายุ 20 ปี

ตามคติของชาวพม่า “นัต” หมายถึงผู้ทรงฤทธิ์ ซึ่งเป็นได้ทั้งเทพยดาและวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ นัตคอยปกป้องคุ้มครองผู้คนให้อยู่เย็นเป็นสุขและมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต นักปราชญ์ชาวพม่าเชื่อกันว่า เดิมทีคำว่า นัต  แผลงมาจากคำว่า “นาถ” ในภาษาบาลีซึ่งมีความหมายว่า “ผู้เป็นที่พึ่ง” นัตจะมีฐานะกึ่งเทพกึ่งผี มีระดับสูงกว่าผีทั่วไป แต่ไม่เทียบเท่าเทวดา

ชาวพม่าบูชานัตมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยการตั้งหิ้งบูชาไว้ในบ้าน หิ้งบูชานัตมักตั้งอยู่บริเวณด้านซ้ายของผนังหน้าบ้าน นัตที่ชาวพม่าบูชาในบ้านนี้เรียกว่า “นัตเรือน” หรือ “มีงมหาคีรีนัต” ซึ่งเชื่อกันว่า ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นให้อยู่เย็นเป็นสุข ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถพบเห็นหิ้งบูชานัตได้ทั่วไปตามบ้านเรือนของชาวพม่าที่นับถือศาสนาพุทธ โดยหิ้งพระจะอยู่สูงกว่าหิ้งนัตอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการจัดลำดับความสำคัญทางความเชื่อและศรัทธา

ชาวพม่าแบ่งนัตออกเป็น 3 ประเภท คือ นัตพุทธ นัตใน และนัตนอก โดยที่ “นัตพุทธ” เป็นนัตที่หลอมรวมความเชื่อทางพุทธศาสนาเข้ากับตำนานท้องถิ่นเรื่องนัตของชาวพม่า มีทั้งสิ้น 37 องค์ “นัตใน” หมายถึงนัตที่ถูกกําหนดให้อยู่ในเขตกําแพงพระเจดีย์ชเวซีโข่ง เมืองพุกาม ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโนรธา มีทั้งสิ้น 37 องค์เช่นกัน ขณะที่”นัตนอก” คือนัตที่จัดให้อยู่นอกของเขตกําแพงพระเจดีย์ชเวซีโข่ง ถือเป็นนัตที่ทรงอิทธิพลทางความเชื่อและยังคงได้รับการบูชาเซ่นไหว้มากที่สุดจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ นัตนอกยังถือเป็นนัตที่ได้รับความนิยมในการอัญเชิญเข้าประทับทรงจากบรรดาร่างทรงนัตหรือที่ชาวพม่าเรียกว่า “นัตกะด่อ” มากที่สุด และเป็นที่มาของเทศกาลบูชานัตที่หมู่บ้านต่องปะโยงแห่งนี้

ในแต่ละปีที่หมู่บ้านต่องปะโยงจะจัดเทศกาลบูชาเซ่นไหว้นัตขึ้นทั้งหมดสามครั้ง  โดยช่วงเดือนธันวาคมนับเป็นครั้งแรก ครั้งที่สองอยู่ในเดือนมีนาคม และครั้งสุดท้ายคือช่วงขึ้น 10-15 ค่ำของเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นเทศกาลบูชานัตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปี

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเทศกาลนัตในยุคปัจจุบัน คือการเป็นเทศกาลที่เหล่าหญิงข้ามเพศในประเทศพม่ามารวมตัวกันมากที่สุดกว่างานไหนๆ จนถึงขนาดเรียกขานกันในหมู่คนท้องถิ่นว่าเป็น “เทศกาลเกย์”

ท่าเรือริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาจากทุกภูมิภาค หมู่บ้านต่องปะโยงสามารถเข้าถึงได้ทั้งทางรถ รถไฟ และเรือ เทศกาลบวงสรวงนัตเป็นช่วงเวลาแห่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับรากหญ้า

ในช่วงเวลานี้ของปี เขาหรือเธอเหล่านั้นจะเลือกเดินทางมาที่นี่อย่างที่ไม่ต้องคิดนาน “เหมือนได้กลับบ้านมาเจอพี่น้อง มาทำบุญ มาสนุกสนาน มาเติมพลังแล้วกลับไปลุยใหม่” “เปิ้ล” สตรีข้ามเพศชาวพม่าบอกผมด้วยภาษาไทยอย่างฉะฉานเธอเดินทางกลับมาหลังจากไปทำงานที่ประเทศไทยเพื่อมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ เธอบอกว่าไปทำงานที่ไทยย่างเข้าสู่ปีที่ 7 และขอปฏิเสธที่จะเปิดเผยถึงอาชีพ บอกเพียงแต่ว่าเป็นเพียงผู้ใช้แรงงานธรรมดาๆ “อยากให้กะเทยในพม่าสวยเหมือนกะเทยเมืองไทยค่ะ ที่เมืองไทยกะเทยกับผู้หญิงเหมือนกันจนแยกไม่ออก” คือประโยคท้ายๆ ที่เราคุยกัน

ไม่เพียงแต่ผู้ร่วมงานจำนวนมากที่เป็นหญิงข้ามเพศ นัตกะด่อซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหาเคารพบูชามากมาย ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นหญิงข้ามเพศทั้งสิ้น พวกเขาแต่งกายด้วยอาภรณ์สีสันสะดุดตา และให้ความสำคัญกับการแต่งองค์ทรงเครื่องกันอย่างพิถีพิถัน ลิปสติกสีแดงสดบรรจงทาบนริมฝีปาก แป้งพัฟเนื้อละเอียดค่อยๆ แต้มแต่งลงบนใบหน้าเช่นเดียวกับแปรงปัดแก้มปลายแต้มด้วยสีชมพูอ่อน ขณะที่คิ้วและขนตาปลอมดูจะเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

มีนัตกะด่อเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นชายหรือหญิงแท้ๆ และมักไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรในหมู่ผู้นับถือนัต ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมงานเทศกาล ผมพยายามมองหานัตกะด่อที่เป็นผู้ชายแท้ๆ จนกระทั่งวันสุดท้ายก็ยังไม่พบ

นอกเหนือจากพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แล้ว เทศกาลบวงสรวงนัตที่ต่องปะโดงยังเป็นหนึ่งในงานออกร้านลำดับต้นๆ ของประเทศพม่า มีการขายสินค้าและสวนสนุกเร่

โกจอ มิน นัตกะด่ออาวุโสคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นร่างว่าเกิดขึ้นจากความศรัทธาส่วนตัวตั้งแต่วัยเด็ก ทั้งพ่อแม่และญาติๆ ของเขาล้วนมีศรัทธาต่อนัตมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเองรู้สึกถึงความหลงใหลและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่มาดลใจ เขาบอกว่าเขาจึงยอมเปิดใจรับดวงวิญญาณนัตเข้ามาประทับทรง “ฉันเริ่มรู้สึกตอนอายุประมาณ 11 ขวบ พอความรู้สึกแบบเกิดขึ้นแล้ว ก็ยากที่จะปฏิเสธโอกาสดีๆ อย่างนั้น” เขาบอกกับผมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ตลอดระยะเวลาประทับทรงฉันรู้สึกตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะพูดจาหรือทำนายทายทัก เพียงแต่เป็นการพูดที่ไม่ได้เตรียมไว้ก่อนรู้ตอนนั้นว่าต้องพูดแบบนั้น”

พิธีทรงเจ้านัตเป็นพิธีทรงเจ้าเข้าผีที่มีขั้นตอนซับซ้อน แต่นั่นกลับยกระดับให้นัตมีแนวโน้มเข้าใกล้สถานะของความเป็นเทพมากว่าผีทั่วๆ ไป ข้อสังเกตของผมอีกประการคือ การเป็นร่างทรงนัตเปิดโอกาสให้หญิงข้ามเพศมีบทบาทในสังคมพม่า และมีสถานะที่ได้รับการยอมรับ แตกต่างจากบทบาทอื่นๆ ในสังคมที่เรื่องความหลากหลายทางเพศยังไม่เปิดกว้างนักอย่างพม่า

เรื่อง ยศธร ไตรยศ
ภาพถ่าย โสภณ เชียรวิทยาคุณ

 

อ่านเพิ่มเติม

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นทุกวันในอียิปต์

เรื่องแนะนำ

ในสายตาคนต่างแดน

ไม่ว่าคุณผู้อ่านเดินทางไปที่ไหนในกรุงเทพมหานคร มักจะได้พบกับชาวต่างชาติอย่างน้อยสักคนสองคนเสมอ อาจเป็นนักท่องเที่ยวหรือเป็นผู้อยู่อาศัย นั่นเป็นเพราะประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์สำหรับการท่องเที่ยวและโอกาสที่ดีในการทำงาน ถึงแม้ว่าผลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดสำหรับคนต่างชาติที่เข้าไปทำงานและอยู่อาศัยโดย HSBC เมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราจะไม่ติดในอันดับต้นๆ แต่น่าสนใจว่าชาวต่างชาติจำนวนมากที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ พวกเขามีความคิดเห็นต่อบ้านเราอย่างไร? “ในสายตาคนต่างแดน” จะมีมุมมองอย่างไรบ้าง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทยได้ทดลองเดินเท้าไปตามย่านถนนสีลม เพื่อหาคำตอบ “ผมอยู่เมืองไทยมา 16 ปีแล้วครับ แต่งงานและมีครอบครัวที่นี่ ผมมีความสุขที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย คนไทยใจดี และสุภาพมาก แต่พวกเขาขี้อาย ไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกหรือความคิดในใจ ผมต้องบอกให้พวกเขาพยายามพูดมันออกมา อีกหนึ่งเรื่องก็คือคนไทยไม่บอกกันตรงๆ ว่าเขารู้สึกเกลียดใคร มันเหมือนกับระเบิดเวลาที่รอระเบิดทีเดียวในสถานการณ์คับขัน” “อยู่เมืองไทยสนุกดี กรุงเทพฯมีแต่ตึกสูงๆ ห้างใหญ่ๆ ไม่เหมือนที่บ้านเรา ที่นี่รถเยอะมากๆ ชอบอาหารไทย ตัวเราชอบกินอาหารไทยมากกว่าอาหารเมียนมาอีก ทุกวันนี้สบายนะ เพราะอยู่เป็นแล้ว ช่วงแรกๆ ลำบากหน่อย เพราะยังไม่มีเอกสาร พอมีแล้วเราก็ไปเที่ยวได้หลายแห่งเลย ทะเลเมืองไทยสวยมาก ตั้งใจว่าคงอยู่ไทยไปอีกนานนะ ทุกวันนี้ไม่ได้กลับบ้านเลย ส่งเงินอย่างเดียว (หัวเราะ)” “2 ปีในเมืองไทย ผมทำงานที่อุทัยธานีนาน 17 เดือน ก่อนจะย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เข้าเดือนที่ 7 […]

สถานการณ์อันยากลำบากในมัณฑะเลย์, เมียนมา ช่วงไวรัสโคโรนา และการช่วยเหลือกันของชาวเมือง

โค วิน อ่อง ซึ่งเป็นครู ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกลุ่มภาคประชาสังคมของคน มัณฑะเลย์ ที่ชื่อว่า ป้องกันมัณฑะเลย์จาก COVID-19 (Stop Mandalay from COVID-19) “บางคนกล่าวว่าพวกเรามีภูมิคุ้มกันเนื่องระบบสาธารณสุขของเรามีขีดความสามารถจำกัด” วิน อ่อง กล่าวติดตลกแล้วเสริมว่า “เราปรับตัวแล้ว แอนติบอดีของเราไม่กลัวไวรัสหรอกครับ” ผู้คนใน มัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมากำลังรวมตัวกันเพื่อเตรียมเผชิญหน้ารับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น มัณฑะเลย์, เมียนมา – “คุณรู้วิธีการแจกจ่ายอาหารไหม” อ่อง โค โค (Aung Ko Ko) พยายามเรียนรู้วิธีการบรรเทาภัยพิบัติที่รวดเร็ว เขาเป็นผู้จัดการหนุ่มของโรงแรมในเมืองมัณฑะเลย์ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเมียนมา เขาเอามือไถโทรศัพท์สมาร์ตโฟน ค้นหาคำแนะนำด้านโภชนาการสำหรับความช่วยเหลือทางอาหารระหว่างภัยพิบัติทางอาหาร (ทุกขภิกขภัย) ซึ่งอาจเป็นจุดจบที่เป็นไปได้ของการระบาดของไวรัส COVID-19 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรง เขาส่งข้อความหาบรรดาเพื่อนฝูงเพื่อจัดการนับจำนวนกลุ่มประชากรผู้เปราะบางที่สุดในเมือง ซึ่งโดยหลักแล้วจะเป็นผู้ไร้บ้าน แต่ก็มีแรงงานรายวันผู้ยากจนที่ไม่สามารถกักตัวร่วมกับความหิวโหยได้เช่นกัน “เราไม่รู้เลยว่ากำลังทำอะไร” โค โค ยอมรับระหว่างดึงถุงมือพลาสติกสำหรับทำอาหารที่ต้องนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับป้องกันไวรัส และออกไปส่งถุงขนมปังกรอบโดยรถสามล้อเครื่อง “แต่เราก็พยายามช่วยเหลือกันอยู่” หนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกด้วยรายได้ต่อประชากรเพียง 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว […]

The Jumper : เด็กโดดแห่งสังขละบุรี

เรื่องและภาพ วีรวัฒน์  เวียงไชย (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) หนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวมักจะมี อ. สังขละบุรี จ. กาญจนบุรี อยู่ในรายการด้วยเสมอ  นอกจากวัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวไทยหลากเชื้อชาติในท้องถิ่นแล้ว นักท่องเที่ยวยังเดินทางมาเพื่อสัมผัสกับอากาศที่เย็นสบาย วิวของเขื่อนวชิราลงกรณ์ และการกระโดดสะพานมอญของเด็กโดดแห่งสังขละบุรี ในขณะที่เด็กไทยเชื้อสายมอญบางส่วนแต่งชุดประจำถิ่น อาสาเป็นไกด์บรรยายประวัติความเป็นมาของสะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์และเมืองสังขละบุรี แต่ยังมีเด็กชายล้วนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยความกล้าเพื่อกระโดดจากสะพานมอญซึ่งสูงหลายสิบเมตรเพื่อเรียกเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยว  ทั้งหมดสวมเฉพาะกางเกงและปราศจากอุปกรณ์ป้องกันตัวเมื่อกระโดดจากที่สูงลงสู่พื้นน้ำข้างล่างที่มีเรือแล่นผ่านไปมาไม่ขาดสาย  นอกจากคำถามต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กๆ ที่แลกกับการท่องเที่ยวแล้ว วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเพราะรายได้พวกเขา เช่น การขาดเรียน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การทะเลาะวิวาท ใช้ยาเสพติด ฯลฯ ยังทำให้เกิดข้อสงสัยต่ออนาคตของพวกเขาเองด้วย  

แอนิมอล ฟาร์ม : นวนิยายแห่งการเสียดสีอำนาจนิยม

เรื่องราวและข้อมูลนวนิยายระดับโลกเรื่อง แอนิมอล ฟาร์ม ที่สะท้อนความโหดร้ายของการปกครองในระบบอำนาจนิยม ซึ่งกำลังเป็นกระแสอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ นวนิยายไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความบันเทิง หากแต่เป็นเรื่องราวของการบันทึกประวัติศาสตร์ และสายธารแห่งความคิดในยุคสมัยที่มีการตีพิมพ์ได้เช่นเดียวกัน แอนิมอล ฟาร์ม (Animal Farm) นวนิยายเสียดสีการเมือง ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกของของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1945 มาจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 74 ปีมาแล้วที่นวนิยายเรื่องนี้ได้โลดแล่นในวงวรรณกรรมและครองใจผู้อ่านทั่วโลก แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของประเทศไทยถึงกับแนะนำหนังสือฉบับนี้ให้ประชาชนได้อ่านเนื่องจาก “ให้ข้อคิดการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี” ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดกระแสพูดถึงนวนิยายเรื่องนี้ในวงกว้าง ทั้งผู้ที่เคยอ่านมาแล้ว และนักอ่านหน้าใหม่ที่สนใจว่า นวนิยายเรื่องนี้ที่ว่ากันว่าเป็นการเสียดการเมืองในระบอบอำนาจนิยม-สังคมนิยมนั้นมีการถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบใด และสามารถเปรียบเรื่องราวกับการเมืองไทยที่กำลังเข้มข้นในช่วงเวลานี้อย่างไรบ้าง นักเขียนผู้สร้างผลงานเพื่อเรียกร้องต่อสังคม จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) เป็นนามปากกาของ เอริค อาเธอร์ แบลร์ (Eric Arthur Blair) นักเขียนชาวอังกฤษ เกิดเมื่อปี 1903 ที่ประเทศอินเดีย ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ เขาได้ย้ายไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้พัฒนาความสนใจเรื่องการแต่งวรรณกรรม ก่อนที่เขาจะย้ายไปพม่าเพื่อเป็นตำรวจในสังกัดของรัฐบาลอังกฤษ หลังจากเป็นตำรวจมาได้ 5 ปี […]