รอยเท้าคาร์บอน เบื้องหลังเทศกาลลอยกระทง - National Geographic

รอยเท้าคาร์บอนเบื้องหลังเทศกาลลอยกระทง

เจ้าหน้าที่กทม.เก็บขยะกระทงออกจากสระของมหาวิทยาลัยเกษตรบางเขน
ขอบคุณภาพ http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30330838

 

รอยเท้าคาร์บอน เบื้องหลังเทศกาลลอยกระทง

ที่แม่น้ำจอร์แดน เด็กๆ จะถูกจุ่มร่างลงยังแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแสดงความเป็นคริสต์ศาสนิกชนอย่างเต็มตัว ส่วนในกัมพูชา พวกเขามีพิธีเฉลิมฉลองเทศกาลน้ำในเดือนพฤศจิกายน เพื่อตอบแทนสายน้ำที่มอบชีวิตและความอุดมสมบูรณ์มาให้ คล้ายคลึงกับประเพณีลอยกระทงในประเทศไทย ทว่าวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำที่แท้จริงตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนสิ้นชีวาอยู่ที่อินเดีย ชาวฮินดูมีพิธีกรรมชำระบาปให้แก่เด็กทารกแรกเกิดในแม่น้ำคงคา เพราะเชื่อกันว่าสายน้ำแห่งนี้คือสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากสรวงสวรรค์ ชาวอินเดียใช้น้ำจากแม่น้ำในการอุปโภคบริโภค นักบวชใช้น้ำจากแม่น้ำอุ้มชูจิตวิญญาณ และเมื่อเสียชีวิตร่างของชาวฮินดูก็จะถูกนำมาเผากันที่ริมแม่น้ำ ดังคำกล่าวที่ว่า “ควันไฟจากการเผาศพไม่เคยเลือนหายไปจากเมืองพาราณสีมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว” เหล่านี้คือภาพสะท้อนในสำนึกของมนุษย์หลากหลายวัฒนธรรม ที่ซาบซึ้งในคุณค่าของสายน้ำ เพราะตระหนักดีว่าหากไม่มีน้ำคอยหล่อเลี้ยงชีวิต ตัวตนของพวกเขาก็จะสูญสลายไปเช่นกัน

ส่วนหนึ่งจากพิธีกุมภ์เมลา พิธีแสวงบุญสำคัญของชาวฮินดู ในภาพขณะอาบไล้แสงสีทองยามเย็น ผู้จาริกแสวงบุญดื่มดํ่านํ้าศักดิ์สิทธิ์บริเวณใกล้จุดบรรจบของแม่นํ้าคงคาและยมุนาโดยไม่ห่วงว่านํ้าอาจปนเปื้อนมลพิษ เพราะพวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่า มีนํ้าอมฤตหรือนํ้าทิพย์แห่งชีวิตอมตะเจือปนอยู่
ภาพถ่ายโดย อเล็กซ์ เว็บบ์

พิธีกรรมบูชาน้ำในวัฒนธรรมไทย ในฐานะที่น้ำคือตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์ เชื่อกันว่าได้รับอิทธิพลมาจากในอินเดีย และในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้เอง ในหลายประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา, ลาว และกัมพูชาก็ประกอบพิธีกรรมบูชาสายน้ำ และจุดไฟตามประทีปเช่นกัน บ่งชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมร่วมแต่เก่าก่อนในภูมิภาคอุษาคเนย์ โดยมีหลักฐานแรกสุดคือภาพสลักศิลาบนระเบียงของประสาทบายน ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – พ.ศ. 1762) ปรากฏเป็นภาพสตรีถือกระทงบูชารูปดอกบัว และปล่อยกระทงนั้นให้ลอยไปตามสายน้ำ

แต่ทุกวันนี้ พิธีกรรมแสดงความเคารพต่อสายน้ำกลับเป็นการทำลายล้างเสียเอง เมื่อวัสดุสมัยใหม่อย่างพลาสติก โฟม และอื่นๆ อีกมากมายถูกนำมาใช้แทนวัสดุธรรมชาติเช่นในอดีต เมื่อปีที่ผ่านมา ทางกทม.ประกาศเก็บรวบรวมกระทงได้ทั้งหมดจากแม่น้ำและคูคลองในเมืองหลวงรวม 812,000 ใบ ข่าวดีก็คือมากกว่า 760,000 ใบทำจากวัสดุธรรมชาติ หรือคิดเป็น 93.6% ส่วนกระทงจากวัสดุสังเคราะห์มีเพียง 52,000 ใบเท่านั้น คิดเป็น 6.4% ซึ่งปรับตัวลดลงมาเรื่อยๆ จากในปี 2008 ที่ในตอนนั้นสัดส่วนของกระทงโฟม หรือวัสดุสังเคราะห์อื่นๆ คิดเป็น 13% สะท้อนให้เห็นการตื่นตัวด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมในคนไทยที่เพิ่มมากขึ้น ทว่าผลกระทบจากเทศกาลลอยกระทงไม่ได้มีแค่ปัญหากระทงโฟม ยังมีปัญหาอะไรอีกบ้าง มาทำความเข้าใจให้มากขึ้น เพื่อวางแผนการท่องเที่ยวให้สุขกายสบายใจและทำร้ายสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดกัน

รอยเท้าคาร์บอน
ชาวบ้านท่านนี้ลงทุนว่ายน้ำอยู่หลายชั่วโมง ในสระของมหาวิทยาลัยเกษตรบางเขน เพื่อเก็บสะสมเหรียญเงินที่คนใส่มากับกระทง
ขอบคุณภาพ http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30330838

 

กระทงสร้างขยะ

คำนิยามของ รอยเท้าคาร์บอนคือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละบุคคล องค์กร หรือในระดับประเทศ โดยรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกิจกรรมนั้นๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด ในทางตรงก็เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากการเดินทาง การขนส่ง ส่วนในทางอ้อมก็เช่น การบริโภคอาหาร สินค้า หรือปริมาณขยะที่ถูกสร้างขึ้น เหล่านี้คือกิจกรรมที่เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ในชั้นบรรยากาศ เพราะในทุกกิจกรรมตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต มาจนถึงการส่งต่อให้ผู้บริโภค และจบลงที่การย่อยสลายล้วนผลิตและปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาด้วยกันทั้งสิ้น

การวัดปริมาณ รอยเท้าคาร์บอน ยังสัมพันธ์กับอัตราการบริโภคของบุคคลและสังคมนั้นๆ โดยประเทศที่ผู้คนมีรายได้สูงมักมีอัตราการบริโภคต่อหัวสูงตาม นั่นทำให้ปริมาณ รอยเท้าคาร์บอน ต่อคนสูงไปด้วย ปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ตัวบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแต่ละชนิดแสดงปริมาณรอยเท้าคาร์บอน เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกสินค้าที่มีส่วนช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในอีกนัยหนึ่งก็เพื่อเป็นการแข่งขันของผู้ผลิตเองว่าบริษัทใดที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่ากัน ว่าแต่ประเด็นนี้เกี่ยวอะไรกับเทศกาลลอยกระทง?

(เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ รอยเท้าคาร์บอน ได้จากวิดีโอนี้)

หลังคืนลอยกระทงผ่านพ้น ทั่วแม่น้ำลำคลองจะเต็มไปด้วยขยะปริมาณมหาศาลทั้งย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และย่อยสลายไม่ได้ เมื่อปีที่ผ่านมา รายงานจากกรมชลประทานและจิตอาสาอำเภอเมืองเชียงใหม่ ระบุว่ามีขยะจากกระทงมากถึง 120 ตัน ขยะเหล่านี้จะถูกนำไปคัดแยกเพื่อทำปุ๋ย และทำลายด้วยการฝังกลบ เช่นเดียวกับขยะอาหาร กระบวนการจัดการกับขยะด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในหลายประเทศ ทว่าในหลุมฝังกลบขยะสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซมีเทน และก๊าซไนตรัสออกไซด์ ในจำนวนนี้ 40 – 50% จะเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งหากหลุดลอยสู่ชั้นบรรยากาศก็จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างมาก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์พบว่าก๊าซมีเทนมีประสิทธิภาพปกคลุมชั้นบรรยากาศโลกมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า

มากไปกว่านั้นขยะจากกระทงปริมาณมากมาย หากถูกเก็บออกจากแหล่งน้ำล่าช้าก็จะส่งผลให้เกิดการอุดตัน หรือหมักหมมจนเน่าเสียและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตนานาชนิดที่อาศัยในน้ำตามมา ทั้งยังไม่รวมกับขยะอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นมากมายจากงานเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก ภาชนะใส่อาหาร ไปจนถึงขยะอันตรายอย่างพลุ และดอกไม้ไฟ นั่นหมายความว่านอกเหนือจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการกำจัดขยะตามปกติแล้ว ในวันลอยกระทงประเทศไทยยังผลิตก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีกมหาศาลจากขยะเป็นตันๆ แม้ว่ากระทงส่วนใหญ่จะประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุตามธรรมชาติก็ตาม แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือรอยเท้าคาร์บอนที่พวกเราร่วมกันสร้างขึ้นจากการเฉลิมฉลองบูชาแม่น้ำ

อย่างไรก็ดีทุกวันนี้มีเทคโนโลยีการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพเหล่านี้ (ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซมีเทน และก๊าซไนตรัสออกไซด์ ที่ได้จากการหมักหมมของขยะ) เช่นหลุมฝังกลบขยะมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม หรือหลุมฝังกลบขยะมูลฝอยของจังหวัดเชียงใหม่ รายงานจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เมื่อปี 2559 พบว่าวิธีการนี้ช่วยลดปริมาณการผลิตก๊าซเรือนกระจกไปได้หลายหมื่นตันต่อปี ทว่ายังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรจะกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักคือ ทำอย่างไรให้เกิดขยะน้อยที่สุดไม่ใช่หรือ?

(ดูรายงานการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการขยะมูลฝอยเพิ่มเติมได้ ที่นี่)

รอยเท้าคาร์บอน
สีสันอันสดใสสวยงามของกระทงหลายรูปแบบ เช้าวันต่อมาหลังคืนลอยกระทงเป็นงานหนักของเจ้าหน้าที่กทม.ที่ต้องตามเก็บกระทงทั้งหมดออกจากแหล่งน้ำ
ขอบคุณภาพ http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30330838

 

ลอยกระทงยุคใหม่

ถ้าเช่นนั้น เราจะมีส่วนช่วยลดปริมาณรอยเท้าคาร์บอนอย่างไรได้บ้าง โดยที่ยังสามารถสนุกสนานไปกับเทศกาลประจำปี เหล่านี้คือเคล็ดลับดีๆ ที่น่าสนใจนำไปปรับใช้ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมไปในตัว

1 ใช้กระทงที่ทำจากวัสดุย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แม้จะเกิดขยะก็จริง แต่ก็ใช้เวลาย่อยสลายที่สั้นกว่า และไม่ปลดปล่อยสารเคมีออกมาระหว่างกระบวนการย่อยสลายดังเช่น พลาสติก หรือโฟม

2 หากไปร่วมงานเป็นคู่ เป็นครอบครัวหรือเป็นกลุ่ม ใช้กระทงใบเดียวร่วมกัน แทนที่จะลอยกระทงคนละใบ วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณขยะไปได้มาก

3 ใช้ระบบ Carpool ทางเดียวกันไปด้วยกัน เพื่อลดปริมาณรถยนต์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเกิดขึ้นจากการเดินทางไปร่วมงานลอยกระทง

4 เลือกลอยกระทงในสระน้ำปิด หรือสระส่วนตัว เช่น สระในมหาวิทยาลัย สระของโรงแรม เป็นต้น เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บขยะ และลดปริมาณขยะที่จะไปหมักหมมเน่าเสียในแม่น้ำลำคลอง

5 เลือกใช้วัสดุทำกระทงที่มีความหลากหลายน้อย เพื่อง่ายต่อการจัดการ และลดภาระของเจ้าหน้าที่ในขั้นตอนแยกขยะ

6 เลือกลอยกระทงออนไลน์ นี่คือวิธีที่ก่อให้เกิดรอยเท้าคาร์บอนน้อยที่สุด ทุกวันนี้ในโลกอินเตอร์เน็ตมีกิจกรรมลอยกระทงมากมาย หากตั้งใจที่จะระลึกถึงพระคุณของสายน้ำ การไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำเลย แม้ในทางอ้อมอย่างการลอยกระทง น่าจะดีที่สุด

7 ลดการรับหรือใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งขณะร่วมงานเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นถุงหิ้ว ช้อน ส้อม ขยะเหล่านี้เมื่อจบงานมีปริมาณไม่น้อยไปกว่ากระทง และยากต่อการจัดการมากกว่า

8 งดการจุดประทัด และพลุ เพื่อลดปริมาณมลพิษในอากาศ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่เพิ่มเติมมาในภายหลัง ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการบูชาสายน้ำแต่อย่างใด

และข้อสุดท้าย 9 เมื่อคุณผู้อ่านลองทำดูแล้ว อย่าลืมแบ่งปันแนวทางเหล่านี้ให้แก่เพื่อนๆ รวมทั้งในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจในการรักษาสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน ตลอดจนความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นนักท่องเที่ยวสายสีเขียว คงไว้ซึ่งโลกและธรรมชาติให้เราและรุ่นลูกหลานได้ชื่นชมกันไปนานๆ

 

อ่านเพิ่มเติม

ถ่านหิน คาร์บอนไดออกไซด์ และโลกร้อน

 

 

แหล่งข้อมูล

ประวัติศาสตร์นอกกรอบ: ไม่ใช่แค่ ‘ไทย’ ที่มี ‘ลอยกระทง’

พิธีศพแห่งคงคา

เทศกาลน้ำของประเทศกัมพูชาลอยกระทงอย่างไรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ลอยกระทงกับมลภาวะทางน้ำ ลอยเคราะห์ หรือ ซ้ำเติม สิ่งแวดล้อม?

Huge footprint behind Loy Krathong in Chiang Mai

BMA campaigns for green Loi Krathong Festival

ลอยกระทงอย่างไรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

เรื่องแนะนำ

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

ผู้หญิงกำลังใช้เคียวเก็บเกี่ยวธัญพืชใน Tras os Monte ในโปรตุเกส ภาพถ่ายโดย VOLKMAR K. WENTZEL, NAT GEO IMAGE COLLECTION การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น […]

ธรรมเนียมการแข่งขันอูฐ

ธรรมเนียมการแข่งขันอูฐ ใครจะคิดว่าอูฐสามารถทำความเร็วได้มากถึง 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกเหนือจากการเป็นสัญลักษณ์ของการปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศรุนแรงสุดขั้วอย่างทะเลทรายแล้ว อูฐยังเป็นสัตว์สำคัญของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง พวกเขาใช้อูฐในการขนส่ง, ใช้เป็นอาหาร ไปจนถึงเป็นความบันเทิง เช่น การแข่งอูฐ ในโอมาน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของผู้คนในภูมิภาคอาหรับ จากวิดีโอภาพมุมสูง การแข่งขันครั้งนี้ถูกบันทึกผ่านโดรนให้เรามีโอกาสได้ชมธรรมเนียมของชาวอาหรับกัน ปกติแล้วในการแข่งขันนิยมใช้อูฐหนอกเดียวมากกว่าอูฐสองหนอก ทว่าการแข่งจะต่างจากการแข่งขันสัตว์อื่นๆ เนื่องจากจ็อกกี้จะไม่ขึ้นขี่หลังอูฐ แต่จะใช้รีโมทคอนโทรลควบคุมแส้ให้ตวัดไปมาในอากาศเป็นการสั่งอูฐ โดยจ็อกกี้แต่ละคนนั้นจะนั่งอยู่ในรถยนต์ที่วิ่งขนานไปกับอูฐนั่นเอง หากสงสัยว่าเหตุใดอูฐจึงเอาชีวิตรอดท่ามกลางทะเลทรายได้ และเหล่านี้คือวิวัฒนาการที่มันปรับตัวขึ้นมาโดยเฉพาะ ภายในหนอกของอูฐประกอบด้วยไขมันที่มันจะนำมาใช้เมื่อไม่มีอาหารกิน นอกจากนั้นอูฐยังมีขนตายาวมากเพื่อป้องกันทรายพัดเข้าตา นอกจากนั้นอูฐยังสามารถอุดจมูกได้ทันทีที่ต้องการ พายุทรายจึงไม่มีผลใดๆ กับมัน และพวกมันยังมีมีพื้นเท้าที่กว้างกว่าสัตว์อื่นๆ ช่วยไม่ให้จมลงในทรายอ่อนๆ ได้อีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม สัตว์เหล่านี้ดื่มน้ำด้วยวิธีแปลกๆ

กล้าลองนวดตัวด้วยใบมีดไหม?

ปวดเมื่อยก็ต้องไปนวด แต่ถ้าบริการนวดตัวแบบเดิมๆ ยังไม่เร้าใจพอ ขอแนะนำให้คุณผู้อ่านลองบินไปที่ไต้หวัน รับบริการนวดตัวแบบใหม่ที่ไม่ใช้มือ แต่ใช้มีดปังตอช่วยคลายเส้น ศาสตร์การนวดตัวด้วยมีดนี้ ทางร้านระบุว่าเป็นวิชาเก่าแก่ของจีนที่สามารถย้อนอายุไปได้ไกลถึง 2,500 ปีเลยทีเดียว โดยใช้หลักการยินและหยางแทนมีด 2 เล่มช่วยกระตุ้นให้พลังงานในร่างกายขับเคลื่อนและรู้สึกผ่อนคลายลง ทั้งนี้มีดที่พวกเขานำมาใช้นั้นเป็นมีดแบบพิเศษ ไม่ใช่มีดทำครัว ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตราย สนนราคาค่านวดแต่ละครั้งอยู่ที่ราว 1,300 บาท   อ่านเพิ่มเติม : อยู่กับคนตายเป็นปี ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อินโดนีเซีย, อะจึ๋ย! เต่าสองหัว มันจะรอดไหมนี่?

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.