รอยเท้าคาร์บอน เบื้องหลังเทศกาลลอยกระทง - National Geographic

รอยเท้าคาร์บอนเบื้องหลังเทศกาลลอยกระทง

รอยเท้าคาร์บอน เบื้องหลังเทศกาลลอยกระทง

ที่แม่น้ำจอร์แดน เด็กๆ จะถูกจุ่มร่างลงยังแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแสดงความเป็นคริสต์ศาสนิกชนอย่างเต็มตัว ส่วนในกัมพูชา พวกเขามีพิธีเฉลิมฉลองเทศกาลน้ำในเดือนพฤศจิกายน เพื่อตอบแทนสายน้ำที่มอบชีวิตและความอุดมสมบูรณ์มาให้ คล้ายคลึงกับประเพณีลอยกระทงในประเทศไทย ทว่าวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำที่แท้จริงตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนสิ้นชีวาอยู่ที่อินเดีย ชาวฮินดูมีพิธีกรรมชำระบาปให้แก่เด็กทารกแรกเกิดในแม่น้ำคงคา เพราะเชื่อกันว่าสายน้ำแห่งนี้คือสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากสรวงสวรรค์ ชาวอินเดียใช้น้ำจากแม่น้ำในการอุปโภคบริโภค นักบวชใช้น้ำจากแม่น้ำอุ้มชูจิตวิญญาณ และเมื่อเสียชีวิตร่างของชาวฮินดูก็จะถูกนำมาเผากันที่ริมแม่น้ำ ดังคำกล่าวที่ว่า “ควันไฟจากการเผาศพไม่เคยเลือนหายไปจากเมืองพาราณสีมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว” เหล่านี้คือภาพสะท้อนในสำนึกของมนุษย์หลากหลายวัฒนธรรม ที่ซาบซึ้งในคุณค่าของสายน้ำ เพราะตระหนักดีว่าหากไม่มีน้ำคอยหล่อเลี้ยงชีวิต ตัวตนของพวกเขาก็จะสูญสลายไปเช่นกัน

ส่วนหนึ่งจากพิธีกุมภ์เมลา พิธีแสวงบุญสำคัญของชาวฮินดู ในภาพขณะอาบไล้แสงสีทองยามเย็น ผู้จาริกแสวงบุญดื่มดํ่านํ้าศักดิ์สิทธิ์บริเวณใกล้จุดบรรจบของแม่นํ้าคงคาและยมุนาโดยไม่ห่วงว่านํ้าอาจปนเปื้อนมลพิษ เพราะพวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่า มีนํ้าอมฤตหรือนํ้าทิพย์แห่งชีวิตอมตะเจือปนอยู่
ภาพถ่ายโดย อเล็กซ์ เว็บบ์

พิธีกรรมบูชาน้ำในวัฒนธรรมไทย ในฐานะที่น้ำคือตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์ เชื่อกันว่าได้รับอิทธิพลมาจากในอินเดีย และในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้เอง ในหลายประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา, ลาว และกัมพูชาก็ประกอบพิธีกรรมบูชาสายน้ำ และจุดไฟตามประทีปเช่นกัน บ่งชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมร่วมแต่เก่าก่อนในภูมิภาคอุษาคเนย์ โดยมีหลักฐานแรกสุดคือภาพสลักศิลาบนระเบียงของประสาทบายน ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – พ.ศ. 1762) ปรากฏเป็นภาพสตรีถือกระทงบูชารูปดอกบัว และปล่อยกระทงนั้นให้ลอยไปตามสายน้ำ

แต่ทุกวันนี้ พิธีกรรมแสดงความเคารพต่อสายน้ำกลับเป็นการทำลายล้างเสียเอง เมื่อวัสดุสมัยใหม่อย่างพลาสติก โฟม และอื่นๆ อีกมากมายถูกนำมาใช้แทนวัสดุธรรมชาติเช่นในอดีต เมื่อปีที่ผ่านมา ทางกทม.ประกาศเก็บรวบรวมกระทงได้ทั้งหมดจากแม่น้ำและคูคลองในเมืองหลวงรวม 812,000 ใบ ข่าวดีก็คือมากกว่า 760,000 ใบทำจากวัสดุธรรมชาติ หรือคิดเป็น 93.6% ส่วนกระทงจากวัสดุสังเคราะห์มีเพียง 52,000 ใบเท่านั้น คิดเป็น 6.4% ซึ่งปรับตัวลดลงมาเรื่อยๆ จากในปี 2008 ที่ในตอนนั้นสัดส่วนของกระทงโฟม หรือวัสดุสังเคราะห์อื่นๆ คิดเป็น 13% สะท้อนให้เห็นการตื่นตัวด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมในคนไทยที่เพิ่มมากขึ้น ทว่าผลกระทบจากเทศกาลลอยกระทงไม่ได้มีแค่ปัญหากระทงโฟม ยังมีปัญหาอะไรอีกบ้าง มาทำความเข้าใจให้มากขึ้น เพื่อวางแผนการท่องเที่ยวให้สุขกายสบายใจและทำร้ายสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดกัน

รอยเท้าคาร์บอน
ชาวบ้านท่านนี้ลงทุนว่ายน้ำอยู่หลายชั่วโมง ในสระของมหาวิทยาลัยเกษตรบางเขน เพื่อเก็บสะสมเหรียญเงินที่คนใส่มากับกระทง
ขอบคุณภาพ http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30330838

 

กระทงสร้างขยะ

คำนิยามของ รอยเท้าคาร์บอนคือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละบุคคล องค์กร หรือในระดับประเทศ โดยรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกิจกรรมนั้นๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด ในทางตรงก็เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากการเดินทาง การขนส่ง ส่วนในทางอ้อมก็เช่น การบริโภคอาหาร สินค้า หรือปริมาณขยะที่ถูกสร้างขึ้น เหล่านี้คือกิจกรรมที่เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ในชั้นบรรยากาศ เพราะในทุกกิจกรรมตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต มาจนถึงการส่งต่อให้ผู้บริโภค และจบลงที่การย่อยสลายล้วนผลิตและปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาด้วยกันทั้งสิ้น

การวัดปริมาณ รอยเท้าคาร์บอน ยังสัมพันธ์กับอัตราการบริโภคของบุคคลและสังคมนั้นๆ โดยประเทศที่ผู้คนมีรายได้สูงมักมีอัตราการบริโภคต่อหัวสูงตาม นั่นทำให้ปริมาณ รอยเท้าคาร์บอน ต่อคนสูงไปด้วย ปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ตัวบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแต่ละชนิดแสดงปริมาณรอยเท้าคาร์บอน เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกสินค้าที่มีส่วนช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในอีกนัยหนึ่งก็เพื่อเป็นการแข่งขันของผู้ผลิตเองว่าบริษัทใดที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่ากัน ว่าแต่ประเด็นนี้เกี่ยวอะไรกับเทศกาลลอยกระทง?

(เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ รอยเท้าคาร์บอน ได้จากวิดีโอนี้)

หลังคืนลอยกระทงผ่านพ้น ทั่วแม่น้ำลำคลองจะเต็มไปด้วยขยะปริมาณมหาศาลทั้งย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และย่อยสลายไม่ได้ เมื่อปีที่ผ่านมา รายงานจากกรมชลประทานและจิตอาสาอำเภอเมืองเชียงใหม่ ระบุว่ามีขยะจากกระทงมากถึง 120 ตัน ขยะเหล่านี้จะถูกนำไปคัดแยกเพื่อทำปุ๋ย และทำลายด้วยการฝังกลบ เช่นเดียวกับขยะอาหาร กระบวนการจัดการกับขยะด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในหลายประเทศ ทว่าในหลุมฝังกลบขยะสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซมีเทน และก๊าซไนตรัสออกไซด์ ในจำนวนนี้ 40 – 50% จะเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งหากหลุดลอยสู่ชั้นบรรยากาศก็จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างมาก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์พบว่าก๊าซมีเทนมีประสิทธิภาพปกคลุมชั้นบรรยากาศโลกมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า

มากไปกว่านั้นขยะจากกระทงปริมาณมากมาย หากถูกเก็บออกจากแหล่งน้ำล่าช้าก็จะส่งผลให้เกิดการอุดตัน หรือหมักหมมจนเน่าเสียและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตนานาชนิดที่อาศัยในน้ำตามมา ทั้งยังไม่รวมกับขยะอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นมากมายจากงานเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก ภาชนะใส่อาหาร ไปจนถึงขยะอันตรายอย่างพลุ และดอกไม้ไฟ นั่นหมายความว่านอกเหนือจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการกำจัดขยะตามปกติแล้ว ในวันลอยกระทงประเทศไทยยังผลิตก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีกมหาศาลจากขยะเป็นตันๆ แม้ว่ากระทงส่วนใหญ่จะประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุตามธรรมชาติก็ตาม แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือรอยเท้าคาร์บอนที่พวกเราร่วมกันสร้างขึ้นจากการเฉลิมฉลองบูชาแม่น้ำ

อย่างไรก็ดีทุกวันนี้มีเทคโนโลยีการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพเหล่านี้ (ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซมีเทน และก๊าซไนตรัสออกไซด์ ที่ได้จากการหมักหมมของขยะ) เช่นหลุมฝังกลบขยะมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม หรือหลุมฝังกลบขยะมูลฝอยของจังหวัดเชียงใหม่ รายงานจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เมื่อปี 2559 พบว่าวิธีการนี้ช่วยลดปริมาณการผลิตก๊าซเรือนกระจกไปได้หลายหมื่นตันต่อปี ทว่ายังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรจะกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักคือ ทำอย่างไรให้เกิดขยะน้อยที่สุดไม่ใช่หรือ?

(ดูรายงานการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการขยะมูลฝอยเพิ่มเติมได้ ที่นี่)

รอยเท้าคาร์บอน
สีสันอันสดใสสวยงามของกระทงหลายรูปแบบ เช้าวันต่อมาหลังคืนลอยกระทงเป็นงานหนักของเจ้าหน้าที่กทม.ที่ต้องตามเก็บกระทงทั้งหมดออกจากแหล่งน้ำ
ขอบคุณภาพ http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30330838

 

ลอยกระทงยุคใหม่

ถ้าเช่นนั้น เราจะมีส่วนช่วยลดปริมาณรอยเท้าคาร์บอนอย่างไรได้บ้าง โดยที่ยังสามารถสนุกสนานไปกับเทศกาลประจำปี เหล่านี้คือเคล็ดลับดีๆ ที่น่าสนใจนำไปปรับใช้ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมไปในตัว

1 ใช้กระทงที่ทำจากวัสดุย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แม้จะเกิดขยะก็จริง แต่ก็ใช้เวลาย่อยสลายที่สั้นกว่า และไม่ปลดปล่อยสารเคมีออกมาระหว่างกระบวนการย่อยสลายดังเช่น พลาสติก หรือโฟม

2 หากไปร่วมงานเป็นคู่ เป็นครอบครัวหรือเป็นกลุ่ม ใช้กระทงใบเดียวร่วมกัน แทนที่จะลอยกระทงคนละใบ วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณขยะไปได้มาก

3 ใช้ระบบ Carpool ทางเดียวกันไปด้วยกัน เพื่อลดปริมาณรถยนต์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเกิดขึ้นจากการเดินทางไปร่วมงานลอยกระทง

4 เลือกลอยกระทงในสระน้ำปิด หรือสระส่วนตัว เช่น สระในมหาวิทยาลัย สระของโรงแรม เป็นต้น เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บขยะ และลดปริมาณขยะที่จะไปหมักหมมเน่าเสียในแม่น้ำลำคลอง

5 เลือกใช้วัสดุทำกระทงที่มีความหลากหลายน้อย เพื่อง่ายต่อการจัดการ และลดภาระของเจ้าหน้าที่ในขั้นตอนแยกขยะ

6 เลือกลอยกระทงออนไลน์ นี่คือวิธีที่ก่อให้เกิดรอยเท้าคาร์บอนน้อยที่สุด ทุกวันนี้ในโลกอินเตอร์เน็ตมีกิจกรรมลอยกระทงมากมาย หากตั้งใจที่จะระลึกถึงพระคุณของสายน้ำ การไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำเลย แม้ในทางอ้อมอย่างการลอยกระทง น่าจะดีที่สุด

7 ลดการรับหรือใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งขณะร่วมงานเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นถุงหิ้ว ช้อน ส้อม ขยะเหล่านี้เมื่อจบงานมีปริมาณไม่น้อยไปกว่ากระทง และยากต่อการจัดการมากกว่า

8 งดการจุดประทัด และพลุ เพื่อลดปริมาณมลพิษในอากาศ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่เพิ่มเติมมาในภายหลัง ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการบูชาสายน้ำแต่อย่างใด

และข้อสุดท้าย 9 เมื่อคุณผู้อ่านลองทำดูแล้ว อย่าลืมแบ่งปันแนวทางเหล่านี้ให้แก่เพื่อนๆ รวมทั้งในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจในการรักษาสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน ตลอดจนความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นนักท่องเที่ยวสายสีเขียว คงไว้ซึ่งโลกและธรรมชาติให้เราและรุ่นลูกหลานได้ชื่นชมกันไปนานๆ

 

อ่านเพิ่มเติม

ถ่านหิน คาร์บอนไดออกไซด์ และโลกร้อน

 

 

แหล่งข้อมูล

ประวัติศาสตร์นอกกรอบ: ไม่ใช่แค่ ‘ไทย’ ที่มี ‘ลอยกระทง’

พิธีศพแห่งคงคา

เทศกาลน้ำของประเทศกัมพูชาลอยกระทงอย่างไรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ลอยกระทงกับมลภาวะทางน้ำ ลอยเคราะห์ หรือ ซ้ำเติม สิ่งแวดล้อม?

Huge footprint behind Loy Krathong in Chiang Mai

BMA campaigns for green Loi Krathong Festival

ลอยกระทงอย่างไรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

เรื่องแนะนำ

นักล่าน้ำผึ้ง คนสุดท้ายแห่งเทือกเขาหิมาลัย

เมาลิ ธัน ห้อยต่องแต่งอยู่กลางเวหาสูง 90 เมตรบนบันไดเชือกไม้ไผ่ พลางสำรวจผาหินแกรนิตช่วงที่เขาต้องปีนเพื่อไปยังจุดหมาย นั่นคือรังผึ้งหลวงหิมาลัยใต้หินแกรนิตที่ยื่นออกมา ผึ้งเหล่านี้คอยเฝ้ารักษาน้ำผึ้งเมา (mad honey) ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนสารก่อประสาทหลอน และขายในตลาดมืดเอเชียได้ราคากิโลกรัมละ 30 ถึง 40 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวหกเท่าของราคาน้ำผึ้งทั่วไปที่ขายในท้องตลาดเนปาล สำหรับเมาลิแล้ว การเก็บน้ำผึ้งเป็นเพียงวิธีเดียวในการหาเงินซึ่งเขาจำเป็นต้องใช้ซื้อหาอาหารและสิ่งของจำเป็นบางอย่างที่ทำเองไม่ได้ ซึ่งรวมถึงเกลือและน้ำมันประกอบอาหาร แต่ไม่ว่าเงินจะสำคัญสำหรับเขาและคนอื่นๆในหมู่บ้านของเขาที่อยู่ไกลออกไปเบื้องล่างมากเพียงใดก็ตาม เมาลิคิดว่าถึงเวลาที่จะเลิกทำงานนี้แล้ว ด้วยวัย 57 ปี เขาแก่เกินกว่าจะเสี่ยงกับการเก็บน้ำผึ้งตามฤดูกาลที่อันตรายนี้ หลายศตวรรษมาแล้วที่ชาวกูลุงอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก เพราะบ้านของพวกเขาอยู่ท่ามกลางป่าทึบภายในโกรกธารลึกซึ่งเกิดจากฝีมือสลักเสลาของแม่น้ำหองคู แม้เมานต์เอเวอเรสต์จะอยู่ห่างออกไปทางเหนือเพียงหุบเขาเดียวจากบริเวณเชิงเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ ทว่าที่นี่ก็ยังคงโดดเดี่ยวและห่างไกล ทว่าในแต่ละปีโลกภายนอกคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที มีถนนดินสายหนึ่งที่ย่นเวลาเดินเท้ามาสู่หมู่บ้านสัททีของเมาลิ ได้ภายในสองวัน และกำลังเริ่มทำเส้นทางเดินป่าของนักท่องเที่ยวซึ่งจะเข้าไปลึกถึงตอนบนของหุบเขา เส้นทางนี้จะเชื่อมหมู่บ้านสัททีและหมู่บ้านข้างเคียงอื่นๆกับเส้นทางเดินป่ายอดนิยม สี่สิบสองปีมาแล้วนับตั้งแต่เมาลิฝันเห็นสิ่งที่นำเขามาสู่เส้นทางสายนี้ ตอนนั้นเขาอายุ 15 ปี เป็นคืนหลังจากที่เขาช่วยพ่อเก็บรวงผึ้งครั้งแรก “ผมเห็นผู้หญิงสวยสองคนครับ” เขาเล่า “ทันใดนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองติดอยู่ในใยแมงมุมข้างหน้าผาแห่งหนึ่ง ผมพยายามดิ้นให้หลุด ตอนที่เห็นลิงสีขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่งอยู่ข้างบน มันหย่อนหางลงมา หญิงสองคนนั้นช่วยผมคว้าหางไว้ได้ ลิงดึงผมขึ้นไป แล้วผมก็หลุดออกมาครับ” เหล่าผู้อาวุโสซึ่งหนึ่งในนั้นคือพ่อของเขาเองบอกเขาว่า ลิงนั้นคือรังเกมิ วิญญาณที่คอยเฝ้าปกปักฝูงผึ้งและลิง บางครั้งก็เป็นพลังงานอันกราดเกรี้ยวที่สิงสถิตอยู่ตามสถานที่อันตรายต่างๆซึ่งน้อยคนจะกล้าย่างกรายเข้าไป พวกผู้อาวุโสพูดให้เขาเชื่อมั่นว่า เขาได้รับการรับรองแล้วว่าจะปีนป่ายหน้าผาไปได้อย่างปลอดภัย […]

ก้าวที่กล้านำ: บทบาท นักการเมืองหญิง ในการเมืองโลก

นิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรียาซินดา อาร์เดิร์น ปราศัยต่อรัฐสภานิวซีแลนด์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ในเดือนมีนาคม เธอตัดสินใจประกาศปิดเมืองทั่วประเทศ “ฉันรับรู้ถึงความร้ายแรงของปัญหาในขณะนี้ได้อย่างชัดเจน” เธอกล่าว “ชาวกีวีทั้งหลายขอจงกลับบ้าน โปรดจงรักษาสุขภาพและความเอื้ออารี” ผู้หญิงในโบลิเวีย นิวซีแลนด์ และอัฟกานิสถานประสบความสำเร็จอย่างมากในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองของ นักการเมืองหญิง แต่หลายคนยังเผชิญกับการต่อต้านทางวัฒนธรรม และกระทั่งความรุนแรง ขณะที่อิทธิพลของพวกเธอเพิ่มมากขึ้น ตลอดประวัติศาสตร์ และทั่วโลก ผู้หญิงที่แสวงหาอำนาจทางการเมือง นักการเมืองหญิง มักเผชิญกับการต่อต้าน ตั้งแต่การใส่ร้ายป้ายสีไปจนถึงการลอบสังหาร ผู้หญิงก้าวหน้าไปมากก็จริง แต่ยังเผชิญกับอุปสรรคเดิมๆ ในกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลก รวมทั้งโบลิเวียและรัฐที่รุมเร้าไปด้วยความขัดแย้งอย่างอัฟกานิสถานและอิรัก การมีกฎหมายกำหนดสัดส่วนตามเพศ ในปัจจุบันเป็นเครื่องประกันว่า ผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในเวทีการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่การกำหนดสัดส่วนตามเพศดังกล่าวก็ยังมีข้อจำกัด ระบบเหล่านี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยและเป็นการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งการให้สิทธิพิเศษ แก่ผู้หญิงเหนือผู้ชายด้วยเหตุผลด้านเพศสภาพเพียงอย่างเดียวถือเป็นการบั่นทอนหลักการวัดคุณค่าของคน ที่ความสามารถ ทว่าแม้แต่ในระบบการเมืองที่ดูเหมือนมีความเป็นกลางทางเพศและมุ่งประเมินคนที่ความสามารถ ก็มีความ ไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างที่สืบทอดมายาวนานเช่นกัน ระบบที่ไม่กำหนดสัดส่วนเพศอย่างในสหรัฐอเมริกาก็อาจโอนเอียงเข้าข้างกลุ่มคนที่มีอำนาจครอบงำ ซึ่งรวมถึงผู้ชาย คนผิวขาว และคนที่มีทรัพยากรทางการเงินมาก การก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อเข้าสู่เวทีการเมืองนับเป็นความท้าทายประการหนึ่ง แต่ประเด็นที่ว่าเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วผู้หญิงจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ก็เป็นความท้าทายอีกประการหนึ่ง การให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองหรือในรัฐสภาอาจช่วยตอบโจทย์เรื่องความ เท่าเทียมระหว่างเพศได้ แต่ก็อาจเป็นเพียงการตอบโจทย์แบบขอไปที หากนักการเมืองหญิงได้เข้าไปปรากฏตัว แต่เสียงของพวกเธอไม่ถูกรับฟัง แล้วยังมีคำถามที่ว่า ผู้หญิงกลุ่มไหนที่มีโอกาสเข้าสู่พื้นที่แห่งอำนาจ และผู้หญิงเหล่านี้เป็นตัวแทนของคนกลุ่มอื่นมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นคำถามที่หลายประเทศกำลังพยายามหาคำตอบ แม้จะต้องเผชิญกับการข่มขู่ […]

ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่สุดในโลก

เมื่อช่างภาพบันทึกภาพ ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนทางการจีนสั่งรื้อทำลายบางส่วน และปิดไม่ให้“คนนอก” เข้าไปเยือนอีกต่อไป จนถึงวันนี้ ลารุงการ์ และยาร์เชนการ์ ยังคงเป็นเมืองลับแล เราไม่เคยได้ยินว่า มีใครรู้เรื่องราวของเมืองทั้งสองอย่างถ่องแท้ แทบไม่มีข่าวเล็ดลอดจาก “ลารุงการ์” และ “ยาร์เชนการ์” ชนิดที่ทำ ให้เราเข้าใจได้ว่า เมืองทั้งสองนี้ ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจชนิดใด นอกจากเงินบริจาคและ ร้านค้าไม่กี่ร้าน บริหารจัดการอย่างไร นอกเหนือจาก คณะกรรมการสถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นพระ และมีกฎหมายเช่นไร นอกเหนือจากพระวินัยของภิกษุและภิกษุณี ทั้ง สองเมืองอยู่ในเขตปกครองตนเองการ์เซ มณฑลเสฉวน แต่สำหรับคนทิเบต ที่นี่เคยรู้จักกันในนามแคว้นคาม แต่ไม่ว่าเราจะเรียกแบบไหน “ทิเบต” หรือ “เขตปกครองตนเอง” พรมแดนในความรู้สึกนึกคิด ก็มักพร่าเลือน เราไม่รู้ว่าส่วนที่เป็นหรือเคยเป็นประเทศทิเบตนั้น กินเนื้อที่ เท่าใด ยิ่งพุทธศาสนาแบบวัชรยานของทิเบต ยิ่งมีหลายสิ่ง ที่พ้นไปจากความเข้าใจของเรา ภาพบ้านไม้ทาสีแดงหลังเล็กๆเรียงรายกันจนดูเหมือน ผืนพรมขนาดใหญ่ห่มคลุมหุบเขา เป็นภาพคุ้นตาที่เสิร์ช หาได้ในกูเกิ้ล และเป็นพื้นผิวของเมืองที่เราไม่อาจเข้าใจถึง ความตื้นลึกหนาบางได้ คัมภีร์ ผาติเสนะ พูดถึงลารุงการ์และยาร์เชนการ์ ครั้งที่เขาเดินทางไปถ่ายภาพสองครั้งสองครา […]

คริสต์มาส กับวิวัฒนาการเทศกาลข้ามศตวรรษ

คริสต์มาส เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่ทั้งสุขสันต์และสดใส แล้วเหตุใดกันที่ทำให้คริสต์มาสได้รับความนิยมทั่วโลกมากมายขนาดนี้? คำสอนของคริสต์ไม่ได้กล่าวถึงวันประสูติของพระเยซู หากเพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวการปฏิสนธินิรมลและทรงประสูติอย่างสมถะ นักประวัติศาสตร์ไม่เห็นด้วยกับที่ว่า วันที่ 25 ธันวาคม มีความเกี่ยวข้องกับคริสต์มาส อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.336 คริสตจักรในกรุงโรมได้ทำการเฉลิมฉลองคริสต์มาสในวันนั้น ซึ่งประจวบเหมาะกับเทศกาลเหมายัน (วันที่กลางคืนในซีกโลกเหนือยาวนานกว่ากลางวัน) เลี้ยงฉลองพระเสาร์ของโรมัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า บางคนก็ฉลองคริสต์มาสในเดือนมกราคม เทศกาลฤดูหนาวจัดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ครั้งโบราณ จนในที่สุดประเพณีเหล่านั้นก็เชื่อมโยงกันกับคริสต์มาส ยกตัวอย่างเทศกาลเหมายันดั้งเดิมของเยอรมันที่เต็มไปด้วยช่อดอกไม้และการเฉลิมฉลอง หรือดรูอิด (ผู้นำศาสนา) ของชาวเคลท์ที่จัดเทศกาลครีษมายันยาวนานตลอดสองวันไปพร้อมกับการจุดเทียนและตกแต่งบ้านด้วยต้นฮอลลี่หรือแขวนมิสเซิลโท เมื่อเวลาผ่านไป คริสต์มาสได้รับความนิยม และกลายเป็นประเพณีใหม่ ในยุคกลางของอังกฤษ คริสต์มาสกินระยะเวลายาว 12 วัน ซึ่งเกี่ยวพันกับความสนุกสนานรื่นเริงในทุกรูปแบบ ตั้งแต่การเล่นละครไปจนถึงการประกวดเพื่อฉลองการประสูติของพระเยซู เช่นนั้นแล้วดนตรี การให้ของขวัญ และของประดับตกแต่งจึงกลายมาเป็นวิถีปฏิบัติประจำเทศกาล   ชาวอเมริกันหล่อหลอมประเพณีในวันคริสต์มาสด้วยการแลกของขวัญ ในศตวรรษที่ 20 กระดาษห่อของขวัญเข้ามาแทนที่การห่อของขวัญด้วยกระดาษสีน้ำตาล เมื่อ Rollie B. Hall ผู้ซึ่งน้องชายของเขาเป็นผู้ก่อตั้ง Hallmark Cards ได้ใช้กระดาษหุ้มซองจดหมายสไตล์ฝรั่งเศสมาห่อของแทนกระดาษในร้านที่หมดไป เช่นเดียวกันกับที่ Hallmark ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์การ์ดคริสต์มาสสมัยใหม่ แทนที่กระดาษการ์ดใบเล็กจากช่วงปลายศตวรรษที่ 19 […]