เพื่อจะไปโรงเรียน เด็กๆ ชาวอินเดียเหล่านี้ต้องข้ามแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว - National Geographic Thailand

เพื่อจะไปโรงเรียน เด็กๆ ชาวอินเดียเหล่านี้ต้องข้ามแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว

โดย ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

การเดินทางไปโรงเรียนของเด็กๆ ในรัฐหิมาจัลประเทศ ของอินเดีย ต้องเผชิญกับอุปสรรคอันยากลำบากนั่นคือกระแสน้ำอันไหลเชี่ยวที่ลงมาจากหุบเขา ผลกระทบจากมรสุม

วิดีโอฟุตเทจนี้ถูกบันทึกไว้ใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ชัมบา ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากพายุมรสมที่เกิดขึ้นกับคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกับเด็กๆ พวกเขาพร้อมใจกันพับขากางเกงขึ้น ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างช้าๆ ลงไปในสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากท่ามกลางโขดหินที่ลื่น ซึ่งบางช่วงของแม่น้ำสายนี้ทีความกว้างถึง 14 เมตรเลยทีเดียว

การเดินข้ามแม่น้ำเป็นไปอย่างเชื่องช้า รายงานข่าวระบุว่าเด็กๆ เหล่านี้ใช้เวลาในการข้ามถึง 40 นาทีด้วยกัน ในบางครั้งพวกเขาต้องหยุดพัก หรือทรงตัว เด็กบางคนจีบมือกันเป็นโซ่มนุษย์เพื่อไม่ให้ถูกพัดไป ส่วนเด็กที่โตกว่าแบกเด็กเล็กไว้บนหลัง

รายงานจากสำนักข่าว Times of India หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรราว 400 คน และเด็กๆ ต้องเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 1.6 กิโลเมตรเพื่อที่จะไปเรียนหนังสือ

ในการให้สัมภาษณ์กับ India TV News เด็กหญิงคนหนึ่งอธิบายว่า เธอพยายามขอร้องให้ผู้ใหญ่ช่วย แต่ในเวลานั้นไม่มีใครอยู่ “เสื้อผ้าของหนูเปียกไปหมด รองเท้าและหนังสือก็ด้วย” เธอกล่าวเป็นภาษาฮินดู

ทุกๆ ปี ภูมิภาคนี้ในอินเดียจำต้องเผชิญกับฤดูมรสุม ที่ช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำกินมีน้ำใช้ แต่ก็ต้องแลกมากับการใช้ชีวิตที่ยากลำบากขึ้นผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Climate Change เมื่อต้นฤดูร้อนที่ผ่านมารายงานว่ามรสุมที่เกิดขึ้นในอินเดียมีความรุนแรงขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนเหนือและตอนกลางของประเทศ อันเป็นผลมาจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดลมมรสุมที่รุนแรงกว่าเดิม

ข่าวความยากลำบากของเด็กๆ ระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนไม่เคยปรากฏในภูมิภาคนี้มาก่อน เทือกเขาในรัฐหิมาจัลประเทศเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำ 3 สายหลัก ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวอินเดียกว่า 200 ล้านคน แม่น้ำที่เชี่ยวกรากในภูมิภาคเป็นแหล่งลงทุนที่ธนาคารโลกเลือกสร้างพลังงานสะอาดจากสายน้ำเหล่านี้ เมื่อปี 2014

โครงสร้างพื้นฐานที่ยังคงขาดแคลน สะพานและถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูมรสุมที่เห็นได้ชัดว่าความต้องการพิ้นฐานในภูมิภาคยังคงเป็นปัญหา สำนักข่าว The Indian Express รายงาน มีผู้เสียชีวิต 3 รายในรัฐหิมาจัลประเทศ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา จากพายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดดินถล่ม ปริมาณน้ำฝนนหาศาลทำลายถนนไป 170 แห่ง และบ้านเรือนอีกราว 20 หลัง

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน รัฐบาลของรัฐหิมาจัลประเทศอนุมัติโครงการสร้างถนนเพิ่มอีก 273 แห่ง สะพาน 14 แห่ง แต่รายงานจากชาวบ้านในท้องถิ่นเล่าให้ฟังว่า โครงการสร้างสะพานที่อนุมัติเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีเพียงแค่เสา 2 ต้นที่ตั้งเอาไว้เท่านั้น

ในขณะที่นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีแห่งอินเดียเดินทางไปยังญี่ปุ่นเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงหัวกระสุน ชาวบ้านจากในหลายภูมิภาคยังคงขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐานอยู่

 

อ่านเพิ่มเติม : เปลี่ยนห้องขังที่ว่างเปล่าให้เป็นบ้านของผู้อพยพชุมชนแห่งนี้เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นผืนป่าอย่างน่าอัศจรรย์

เรื่องแนะนำ

เทศกาลขว้างไฟของชาวฮินดู

เทศกาลขว้างไฟ ของชาวฮินดู ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ทะเลาะกัน แต่พวกเขากำลังประกอบพิธีกรรมทางศาสนา คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายจากวัด Kateel Durga Parameswari เมือง Mangalore ในอินเดีย เทศกาลขว้างไฟ สุดแปลกนี้มีชื่อเรียกว่า Agni Keli จัดขึ้นในเดือนเมษายนของทุกปี และใช้เวลาในการทำพิธีกรรมต่างๆ นาน 8 วัน เพื่อบูชาพระแม่ทุรคา เทพีแห่งสงครามตามความเชื่อของศาสนาฮินดู สำหรับกิจกรรมขว้างปาไฟซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมนี้ บรรดาผู้เข้าร่วมจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มและถูกจัดให้ยืนห่างกันประมาณ 50 ฟุต จากนั้นพวกเขาจะขว้างปากิ่งไม้ติดไฟใส่กัน โดยมีเป้าหมายคือขว้างให้โดนใครสักคน ซึ่งหากใครโดนกิ่งไม้ไฟขึ้นมาพวกเขาจะรีบเอาน้ำศักดิ์สิทธิ์ราดตามตัวทันทีเพื่อทุเลาบาดแผล และเพื่อป้องกันแผลไฟไหม้ไม่ให้รุนแรงดังนั้นผู้เข้าร่วมจึงสวมเสื้อผ้าให้น้อยชิ้นที่สุด   อ่านเพิ่มเติม โฮลี: เทศกาลแห่งสีสันแดนภารตะ

ประวัติศาสตร์กล้วยกล้วย

ประวัติศาสตร์กล้วย กล้วยผลไม้บ้านๆ ที่พบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก กล้วยผลไม้ราคาแพงที่ต้องนำเข้าสำหรับหลายประเทศอีกเช่นกันที่ไม่สามารถปลูกได้ ไม่ว่าสถานะของกล้วยจะเป็นอย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้วยคือผลไม้อันดับต้นๆ ที่ผู้คนนิยมทาน แต่กว่าจะมาถึงสถานะผลไม้ยอดนิยมเช่นทุกวันนี้ กล้วยผ่านอะไรมาบ้างเราไปย้อนชมกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล มนุษย์เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูกกล้วยบนเกาะปาปัวนิวกินี กล้วยเป็นผลไม้เมืองร้อนที่เพาะปลูกได้ในหลายพื้นที่ ต่อมาชาวยุโรปมีโอกาสได้ลิ้มลองกล้วยเป็นครั้งแรกเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนำกล้วยจากอินเดียเข้ามายังอาณาจักรกรีก ในช่วง 327 ปีก่อนคริสต์กาล คริสต์ศักราชที่ 650 ชาวตะวันออกกลางตั้งชื่อให้ผลไม้สีเหลืองเมื่อสุกแล้วนี้ว่า “Banan” ซึ่งแปลว่านิ้วในภาษาอารบิก จากรูปร่างเพรียวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน จนกระทั่งในปีคริสต์ศักราชที่ 1516 มิชชันนารีชาวสเปนนำกล้วยเดินทางไปเพาะพันธุ์ยังหมู่เกาะในแคริบเบียน ก่อนที่จะพยายามปลูกพวกมันในฟลอริดา ในปี 1600 แต่น่าเสียดายที่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากฟลอริดามีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในหน้าหนาว ชาวอเมริกันมีโอกาสได้พบกับกล้วยเป็นครั้งแรก ในงานเวิล์ดแฟร์ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1876 ในฟิลาเดเฟีย อีก 9 ปีต่อมาบริษัท Boston Fruit ก็ผงาดขึ้นด้วยการนำเข้ากล้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอเมริกัน จนเกิดมาเป็นเครือข่ายผลไม้ที่บริษัทอเมริกันเข้าครอบครองพื้นที่ทำสวนกล้วยในหลายประเทศของอเมริกากลาง ปี 1951 Jacobo Arbenz ประธานาธิบดีคนใหม่ของกัวเตมาลาชูนโยบายต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยในประเทศ นโยบายของเขาเกิดขึ้นจริงและชนะในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งในอีก 3 ปีต่อมา จากการปฏิวัติโดยมีซีไอเออยู่เบื้องหลัง และในปี 1985 โรคปานามาที่เคยทำลายผลผลิตกล้วยไปมากในอเมริกากลางเมื่อครั้งอดีต ก็เกิดขึ้นกับผลผลิตกล้วยในเอเชีย […]

ปรับปรุงจามจุรียักษ์เมืองกาญจน์ กระทบหนักจากนักท่องเที่ยว

โครงการปรับปรุงต้นจามจุรียักษ์ของจังหวัดกาญจนบุรี มีแผนแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม ทว่าภาพถ่ายเพียงไม่กี่ภาพระหว่างการปรับปรุงช่วงต้นก่อให้เกิดความเข้าใจผิด แท้จริงแล้วรายละเอียดเป็นอย่างไร? ลองชมแผนด้านใน