สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส : ของขวัญในยามที่ชีวิตต้องการที่สุด

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส : ของขวัญในยามที่ชีวิตต้องการที่สุด

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

เมื่อช่างภาพได้รับข่าวน่าใจหายระหว่างการทำงานที่ได้รับมอบหมาย

อันยากลำบาก เขารู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ครั้นแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

ก็ทรงทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือกิจวัตรของพระองค์

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

บางครั้งภาพถ่ายที่ดีที่สุดหาใช่สิ่งที่ต้องขวนขวายให้ได้มา  แต่เป็นของขวัญที่มีผู้มอบให้ต่างหาก  ภาพถ่ายของ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ภาพนี้มาถึงอย่างเหมาะเจาะในวันคริสต์มาสเมื่อปี 2014   ภาพนี้ถ่ายในวัดน้อยซิสตีน  ราวกับเป็นสิ่งที่ประทานลงมาจากภาพ “กำเนิดแอดัม” ของมีเกลันเจโลบนเพดานด้านบน  แต่โอกาสในการถ่ายภาพนี้มาถึงผมในช่วงเวลายากลำบาก กระทั่งทุกวันนี้ผมก็ยังถามตัวเองว่า ผมควรไปที่นั่นหรือไม่

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงได้รับเลือกในปีก่อนหน้านั้น เป็นเรื่องค่อนข้างน่าแปลกใจที่บุรุษสูงวัยและดูธรรมดา ผู้ปรารถนาให้พระศาสนจักร “ยากจนและทำเพื่อคนยากจน” ได้กลายเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงในระดับสากล  เป็นบุคคลที่สำนักข่าวสำคัญๆเกือบทุกแห่งอยากนำเสนอข่าว  แม้ว่าตอนนั้น ผมจะอาศัยอยู่ในกรุงโรม แต่ผมก็ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของสำนักข่าวแห่งไหนที่จะส่งให้ไปถ่ายภาพพระองค์  โครงการถ่ายภาพก่อนหน้านี้ของผมไม่มีโครงการใดที่ใกล้เคียงกับงานนี้แม้แต่น้อย  และผมรู้เรื่องเกี่ยวกับนครรัฐวาติกันและสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสน้อยมาก  แต่ระหว่างการไปเยือนเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ครั้งหนึ่ง ผมแสดงความคิดเห็นที่ไม่สลักสำคัญนักเรื่องสมเด็จพระสันตะปาปากับบรรณาธิการคนหนึ่ง และต้องประหลาดใจที่เขาแนะนำให้ผมถ่ายภาพสารคดีเรื่องนี้ จู่ๆผมก็ได้รับงานที่ไม่คาดฝัน ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอย่างไรต่อไป

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จออกจาก Casa Santa Marta เกสต์เฮาส์ของวาติกัน ที่ซึ่งพระองค์ทรงเลือกพำนักอยู่ในอพาร์ตเมนต์ห้องหนึ่ง แทนที่จะประทับอยู่ในพระตำหนักอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระสันตะปาปาภายในวาติกัน

ผมต้องเรียนรู้วิธีทำงานกับวาติกัน โดยทั่วไปช่างภาพจะถูกกันให้อยู่ห่างจากสมเด็จพระสันตะปาปา เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ ผมขอร้องซูซาน โกลด์เบิร์ก บรรณาธิการบริหาร และทูตของสหรัฐฯ ในกรุงโรมทั้งสามคน ได้แก่ ทูตประจำประเทศอิตาลี นครรัฐวาติกัน และหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่ตั้งอยู่ที่นั่น  ให้ร่วมรับประทานอาหารเที่ยงกับเจ้าหน้าที่ของสำนักวาติกัน  คำร้องของผมได้รับการอนุมัติ แต่นั่นพิสูจน์ในเวลาต่อมาว่า  เป็นเพียงก้าวแรกในกระบวนการอันยาวนานหลายเดือน

ผมต้องไปประจำที่อยู่ท่ามกลางนักข่าวสายวาติกันคนอื่นๆ  เพื่อถ่ายภาพเดียวกันจากมุมเดียวกัน  จากตำแหน่งนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาเป็นเพียงจุดเล็กๆ ท่ามกลางฉากหลังหินอ่อนของวาติกัน และแล้วก็ราวกับเป็นการลงโทษต่อบาปของผม  ทางนิตยสารยกระดับสารคดีเรื่องนี้ให้เป็น “สารคดีจากปก” ซึ่งเป็นพัฒนาการอันน่าหวาดหวั่น เพราะนั่นหมายความว่า ผมต้องได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงที่ไม่เหมือนใคร

ทางรอดของผมมาในรูปของช่างภาพของสมเด็จพระสันตะปาปา นั่นคือ ฟรันเชสโก สฟอร์ซา มิตรสหายผู้ถ่อมตนและร่าเริงอยู่เสมอ เมื่อสามสิบปีก่อน  เขาช่วยเจมส์ สแตนฟีลด์ ช่างภาพเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ถ่ายภาพสารคดีเรื่องวาติกัน สฟอร์ซายอมให้ความช่วยเหลือผมโดยแสดงตัวเป็นพี่เลี้ยงของผม  เพื่อให้ผมได้เข้าไปใกล้ๆ  ผมได้รับการบอกเล่าว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ของสำนักวาติกันอนุญาตให้มีการทำงานลักษณะนี้กับช่างภาพสารคดี

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงทักทายกับผู้มาเฝ้า ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์

หน่วยรักษาความปลอดภัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสให้ความร่วมมือกับผมอย่างดีและเป็นมิตร ทั้งๆที่มีฝูงชนรายล้อมพระองค์ ชายเหล่านี้มีงานที่ไม่น่าอิจฉาเลยในการคุ้มครองผู้นำระดับโลก ผู้ซึ่งไม่เห็นความจำเป็นของการคุ้มครอง พวกเขายังต้องคอยอุ้มทารกที่พ่อแม่ผู้เปี่ยมสุขยื่นส่งมาให้  แล้วยกเด็กน้อยเหล่านั้นไปทางรถยนต์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเพื่อให้พระองค์ประทานพร  ผมกับสฟอร์ซามักจะวิ่งเข้าไปในกลุ่มคน  สูทของผมชุ่มเหงื่อ และชนเข้ากับผู้คุ้มกันที่แสนสุภาพ ขณะพยายามไม่ให้ชนสมเด็จพระสันตะปาปา

การได้รับสิทธิให้เข้าใกล้ทั้งหมดนี้บอกเป็นนัยถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผมต้องรับผิดชอบและไม่ทำให้ผิดหวัง สฟอร์ซากับทีมงานของเขาสองคน คือซีโมเนและมารีโอ คอยให้คำแนะนำผมเรื่องพิธีการทูตของวาติกัน แต่นอกจากนั้นแล้ว ผมก็มีอิสระอย่างน่าทึ่ง

ผมพยายามหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจ  ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะผมสูง 198 เซนติเมตร ครั้งหนึ่งผมรู้ตัวช้าเกินไปว่ายืนอยู่กลางวงของพระสังฆราชที่รอต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาใกล้กับประติมากรรม “ปีเอตา” ของมีเกลันเจโล ไม่มีทางออกไหนที่จะไม่สะดุดตา ครั้นสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงพระดำเนินข้ามซุ้มประตูโค้งมาทางผมเพื่อทรงจับมือกับบรรดาผู้มารอต้อนรับ ผมแสร้งทำเป็นตรวจสอบกล้องถ่ายภาพ  เมื่อผมเงยหน้าขึ้น  พระองค์ทรงยืนอยู่ตรงหน้าผม  ยื่นพระหัตถ์ออกมา เลิกพระขนง (คิ้ว) ขึ้น และรอให้ผมสังเกตเห็นพระองค์ สถานะหรืออาชีพดูเหมือนไม่ใช่เรื่องที่พระองค์ทรงใส่พระทัย

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงพระดำเนินผ่าน Sala Regia หลังมีพระดำรัส ห้องโถงที่ได้รับการประดับประดาอย่างงามวิจิตรด้วยจิตรกรรมฝาผนังภาพเหตุการณ์สำคัญๆ ของศาสนจักร มักใช้เป็นที่รับรองแขกของสมเด็จพระสันตะปาปา
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
ใช่ว่าเด็กทุกคนจะยินยอมพร้อมใจกับการได้ใกล้ชิดสมเด็จพระสันตะปาปา เช่นเด็กน้อยคนนี้ พ่อแม่มักส่งลูกน้อยให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสมเด็จพระสันตะปาปา เพื่อขอให้อุ้มเข้าไปใกล้ๆ พระองค์เพื่อทรงอำนวยพร

เมื่องานที่ได้รับมอบหมายใกล้จบลง   ผมมองหาภาพถ่ายสมเด็จพระสันตะปาปาที่คู่ควรจะขึ้นปกนิตยสารอย่างสิ้นหวัง ไม่มีภาพไหนใช้ได้เลย และบรรณาธิการของผมก็กำลังมองหาตัวเลือกจากช่างภาพคนอื่นๆ  การมีภาพถ่ายของคนอื่นอยู่บนปกคงไม่ต่างจากความพ่ายแพ้  เป็นความล้มเหลวสำหรับผู้คนที่ไว้วางใจผมและให้โอกาสพิเศษแก่ผม ผมฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่พิธีฉลองเทศกาลคริสต์มาสที่กำลังใกล้เข้ามา

ขณะที่ผมทำงานต่อไป สุขภาพของพ่อผมก็ทรุดลง โรคมะเร็งที่ทุเลามาหลายปีได้หวนกลับมา และกัดกินกระดูกของเขา คริสต์มาสนี้จะเป็นคริสต์มาสุดท้ายของพ่อ

การละทิ้งงานที่ได้รับมอบหมายไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย  แต่ในกรณีนี้  อีกทางเลือกหนึ่งกลับทำให้รู้สึกแย่กว่ามาก ระหว่างพิธีมิสซาครั้งหนึ่ง ผมยืนอยู่บนระเบียงทางเดินด้านบนซึ่งยึดติดกับเพดานสีทองอร่ามของวิหารเซนต์ปีเตอร์อย่างหมิ่นเหม่  กำลังถ่ายภาพและใช้โทรศัพท์ค้นหาเที่ยวบินกลับบ้านที่อินดีแอนา  แล้วพี่สาวผมก็โทรศัพท์มา เธอบอกว่า พ่ออยู่โรงพยาบาล และคงไม่ได้กลับบ้านแล้ว  เธอย้ำหนักแน่นว่า “พ่อบอกว่า ‘อย่าให้เสียงานนะ’ ” ผมตัดสินใจอยู่ต่ออีกสองสามวัน

ในวันคริสต์มาส  สมเด็จพระสันตะปาปาทรงปราศรัยแก่ฝูงชนที่มารวมตัวกันอย่างเนืองแน่น ผมฝากความหวังทั้งหมดสำหรับภาพปกไว้กับโอกาสอันน่าตื่นตานี้   อย่างไรก็ตาม  ในนาทีสุดท้าย พระคาร์ดินัลองค์หนึ่งเริ่มกระวนกระวาย สฟอร์ซาแจ้งข่าวร้ายแก่ผมว่า ไม่มีที่สำหรับผมบนระเบียง  แผนที่วางไว้ล่มไม่เป็นท่า และเดิมพันของผมก็กลายเป็นเรื่องน่าอาย

ขณะที่ผมทำงานต่อไป สุขภาพของพ่อผมก็ทรุดลง โรคมะเร็งที่ทุเลามาหลายปีได้หวนกลับมา และกัดกินกระดูกของเขา คริสต์มาสนี้จะเป็นคริสต์มาสุดท้ายของพ่อ การละทิ้งงานที่ได้รับมอบหมายไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย  แต่ในกรณีนี้  อีกทางเลือกหนึ่งกลับทำให้รู้สึกแย่กว่ามาก

ผมจะมีช่วงเวลาสุดท้ายกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส หลังจากฝูงชนสลายตัว  พระองค์ทรงจับมือทักทายผม และประทานพรคริสต์มาส  ผมทำเช่นเดียวกัน  จากนั้น พระองค์ทรงหันไปพูดกับผู้ช่วยคนหนึ่ง  สฟอร์ซารายงานสิ่งที่เขาบังเอิญได้ยินมาอย่างกระหืดกระหอบว่า “พระองค์จะเสด็จไปวัดน้อยซิสตีน” ผมจึงตามไป

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงหยุดในห้องอันงามวิจิตรนี้เพียงไม่กี่วินาที  ทรงเพ่งมองขึ้นไปยังผลงานชิ้นเอกของมีเกลันเจโลท่ามกลางความเงียบงันอันบอบบาง  ฟรันเชสโก สฟอร์ซา  เพื่อนและเทวดาผู้คุ้มครองของผม กระซิบว่า “นั่นไง! ภาพปกของคุณ” ผมกดชัตเตอร์และสงสัยว่า นี่คือของขวัญคริสต์มาสที่สมเด็จพระสันตะปาปาประทานให้ผมหรือไม่

ผมกลับไปอินดีแอนาทันเวลาพอดี…

เรื่องและภาพถ่าย  เดฟ โยเดอร์

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
เดฟ โยเดอร์ ถ่ายภาพปกภาพนี้ได้ในนาทีสุดท้ายระหว่างทำงานในวาติกัน เขาถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังภาพถ่ายไว้อย่างน่าประทับใจ

 


อ่านเพิ่มเติม

พระแม่มารีย์ สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

เรื่องแนะนำ

ไปเที่ยวเกาหลีเหนือกัน! พักในโรงแรมสุดหรูพร้อมเล่นสกีหิมะ

เจมี่ บาร์โรว์ (Jamie Barrow) นักเล่นสโนว์บอร์ดชาวสหราชอาณาจักร อาสาเป็นไกด์พาคุณผู้อ่านเดินทางท่องเที่ยวไปยังมหานครที่ลึกลับที่สุด กรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ มาชมกันว่าชีวิตของชาวเกาหลีเหนือภายใต้ระบอบการปกครองของ คิม จองอึน ผู้นำประเทศ จะเป็นอย่างไร จากนั้นเดินทางขึ้นเหนือไปยังภูเขา Masikryong เข้าพักในรีสอร์ทสุดหรู ใครจะเชื่อว่าประเทศนี้มีสกีหิมะให้บริการแก่นักท่องเที่ยวด้วย!   อ่านเพิ่มเติม : สุดยอดภาพถ่ายท่องเที่ยวแห่งปี 2017, 5 แหล่งผจญภัยตามสไตล์ Game of Thrones

โบราณวัตถุเปิดเผยถึง “การดำเนินการทูตด้วย เบียร์” ในวันท้ายๆ ของอาณาจักรโบราณ

ชาววารีโบราณดื่มเบียร์ชิชาจากภาชนะที่มีการตกแต่งอย่างประณีต ในงานเลี้ยงพิธีการ ภาพถ่ายโดย KENNETH GARRETT, NAT GEO IMAGE COLLECTION การวิจัยเกี่ยวกับแก้ว เบียร์ ที่ถูกทำลายหลังงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่เมื่อเกือบ 1,000 ปีก่อน แสดงให้เห็นว่าอาณาจักรวารีในเปรูจัดงานฉลองครั้งสำคัญในบริเวณชายขอบของอาณาจักรที่กำลังล่มสลายได้อย่างไร ในราวคริสต์ศักราชที่ 1050 เหล่าชนชั้นนำที่อาศัยอยู่ใน Cerro Baúl ได้จัดงานฉลองเพื่อยุติงานฉลองทั้งมวล Cerro Baúl เป็นเมืองอาณานิคมหน้าด่านซึ่งตั้งอยู่ ณ ชายขอบด้านใต้สุดของอาณาจักรวารี (Wari) ในบริเวณที่ปัจจุบันคือประเทศเปรู ตำแหน่งที่ตั้งบนที่ราบสูงชันและไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาตินับว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อเมืองนี้เป็นจุดหมายของงานเฉลิมฉลองอย่างสุรุ่ยสุร่าย และการหมัก เบียร์ เป็นเวลากว่าสี่ศตวรรษที่ผู้นำวารีที่อาศัยอยู่ในเมือง Cerro Baúl ได้จัดงานฉลองร่วมกับทั้งคู่อริของพวกเขาจากอาณาจักร Tiwanaku และผู้นำท้องถิ่นที่อยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรสำคัญทั้งสอง โดยในงานฉลองที่ว่านี้ พวกเขาชื่นชมภาพทิวทัศน์เหนือหุบเขา Moquegua พร้อมกับเอร็ดอร่อยกับอาหารอย่างหนูตะเภา ตัวลามะ และปลา และแน่นอน งานเฉลิมฉลองย่อมต้องมีน้ำเมา พวกเขาดื่มเครื่องดื่มลักษณะคล้ายเบียร์ที่เรียกว่าชิชา (Chicha) กันอย่างหัวราน้ำ ซึ่งเครื่องดื่มดังกล่าวหมักจากข้าวโพดและเม็ดพริกไทย แต่ในงานเฉลิมฉลองครั้งหนึ่งเมื่อ 950 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่อาณาจักรวารีกำลังล่มสลาย เหล่าผู้ร่วมงานได้ปิดการเฉลิมฉลองด้วยการทำลายโรงหมักเบียร์ในสถานที่แห่งนี้ […]

สำรวจโลก : ดอกไม้สวยไม่ต้องนำเข้า

เรื่อง ลินด์ซีย์ เอ็ม. โรเบิร์ตส์ เมื่อปี 1991 สหรัฐฯ พยายามหยุดยั้งการผลิต ยาเสพติดในประเทศแถบเทือกเขาแอนดีส ด้วยการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ถูกฎหมาย เช่น การปลูกดอกไม้ โดยให้สิทธิพิเศษในการยกเว้นภาษีนำเข้า จากนั้นดอกกุหลาบ ดอกคาร์เนชั่น ดอกเบญจมาศ และดอกกล้วยไม้ ก็หลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมไม้ตัดดอกในประเทศ ข้อตกลงทางการค้านี้หมดอายุลงนับแต่นั้นมาและอุตสาหกรรมไม้ตัดดอกของสหรัฐฯ ก็ฟื้นตัวขึ้น มีการส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกซื้อดอกไม้ ที่ปลูกในท้องถิ่นมากขึ้น “ยิ่งผู้บริโภคชาวอเมริกันตระหนักว่าดอกไม้มาจากแหล่งไหน ผลดีก็จะตกอยู่กับพวกเรามากขึ้นเท่านั้น” แอนเดรีย แกกนอน เกษตรกรผู้ ปลูกดอกไม้ในเมืองเกนส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย บอก “ก็เหมือนกับการถามว่า มะเขือเทศนี่ปลูกในท้องถิ่นใช่ไหม และตอนนี้คนจะถามได้ว่า ดอกรักเร่นั่นปลูกในแถบนี้ใช่ไหม”   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก : ปลูกเพื่อสันติ, สำรวจโลก : สาหร่ายทะเลกำลังมาแรง

โฉมหน้าที่แปรเปลี่ยนของสตรีซาอุดีอาระเบีย

เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์ ภาพถ่าย ลินซีย์ แอดดารีโอ ในห้องนั่งเล่นของครอบครัวที่เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาเพื่อรินกาแฟให้เรา นูฟ ฮะซัน กำลังฝึกออกเสียงคำว่า “headhunted” (ถูกซื้อตัว) เป็นครั้งแรก เธอไม่เคยเรียนคำนี้ในชั้นเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียน พอได้ยินฉันพูดก็ขอให้ทวนด้วยความถูกอกถูกใจ “ใช่เลย!” เธออุทาน “ฉันถูกซื้อตัว เคยมีคนยื่นข้อเสนอเรื่องงานให้ฉันมามาก แต่ครั้งนี้แม้แต่เจ้านายยังถึงกับออกปากว่า ‘เราไม่อยากให้เธอไปเลย แต่ข้อเสนอนี้ดีมาก’ เชียวละ” นูฟอายุ 32 ปี เธอมีผมดกหนาสีน้ำตาล ผิวสีน้ำผึ้ง และดวงตาเรียวแหลมที่ฉายแววร่าเริงเป็นนิจ อพาร์ตเมนต์ที่เธออยู่กับสามีและลูกชายเล็กๆสองคนกินพื้นที่หนึ่งชั้นของอาคารสามชั้นแห่งหนึ่งในย่านแออัดของกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย เมื่อสองปีก่อน ตอนที่ฉันพบเธอครั้งแรก นูฟเป็นผู้จัดการโรงงานแปรรูปอาหาร ดูแลคนงานนับสิบชีวิตในแผนกที่ทดลองใช้พนักงานหญิงล้วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์ระดับชาติเพื่อดึงสตรีซาอุดีอาระเบียเข้าสู่ตลาดแรงงาน ตอนนี้เธอย้ายมาทำงานในโรงงานผลิตโคมไฟซึ่งเพิ่งชิงตัวเธอมาจากเจ้านายเก่า ที่นี่เธอรับผิดชอบคนงานหญิงจำนวนมากกว่าเดิมถึงสิบเท่า “คนที่นั่นตั้งฉายาให้ฉันค่ะ” เธอบอก ลูกน้องของเธอทำงานในเขตปลอดบุรุษ แต่พนักงานระดับผู้จัดการของบริษัททั้งชายและหญิงทำงาน “ปะปนกัน” ตามคำของชาวซาอุดีอาระเบีย หมายถึงชายและหญิงที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดหรือการสมรสต้องอยู่ใกล้กันทุกวัน โอภาปราศรัยกันมากกว่าเอ่ยทักทายอย่างเป็นทางการ ร่วมโต๊ะประชุมเดียวกัน หรืออาจยืนใกล้ๆเพื่ออ่านเอกสารฉบับเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่มีการแบ่งแยกทางเพศอย่างล้ำลึกที่สุดในโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมือนใคร เปราะบาง และกรุ่นด้วยปัญหา ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้หญิงในราชอาณาจักรแห่งนี้ คนหลายรุ่นที่ถูกผลักดันด้วยนโยบายแรงงานใหม่และการสนับสนุนของกษัตริย์อับดุลลอฮ์ บิน […]