โรงเรียนฝึกนางงาม เส้นทางสู่ความฝันของสาวฟิลิปปินส์ - National Geographic Thailand

โรงเรียนฝึกนางงาม เส้นทางสู่ความฝันของสาวฟิลิปปินส์

ผู้เข้าประกวดในรอบ 5 คนสุดท้าย บนเวมีมิสยูนิเวิร์ส 2018
ขอบคุณภาพจาก Liliian Suwanrampa/AFP/Getty

โรงเรียนฝึกนางงาม เส้นทางสู่ความฝันของสาวฟิลิปปินส์

ว่ากันว่า “ชาวฟิลิปปินส์จดจำชื่อนางงามได้ไม่ต่างจากที่ชาวบราซิลจำชื่อนักฟุตบอลของตนได้” คำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด เพราะที่ประเทศฟิลิปปินส์ เวทีประกวดนางงามเป็นมากกว่าแค่การประกวดเฟ้นหาสาวงามที่สุด หากคือวัฒนธรรม และแม้โลกจะหมุนไปในทิศทางที่สนับสนุนให้ผู้หญิงลุกขึ้นมามีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย สนับสนุนการขับเคลื่อนให้มันสมองและความสามารถของสุภาพสตรีได้เข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นในหลากหลายวงการ แต่ที่ฟิลิปปินส์การประกวดนางงามจะยังคงอยู่ต่อไป ทั้งในเวทีระดับชาติและท้องถิ่น แน่นอนว่าพวกเขาภูมิใจมากเช่นกันที่ใครจะยกให้ประเทศนี้เป็นอันดับ 1 ด้านการประกวดนางงาม

ย้อนกลับไปในปี 2015 เมื่อ Pia Wurtzbach ชนะการประกวดมิสยูนิเวิร์ส การเดินทางกลับประเทศของเธอกลายเป็นวาระแห่งชาติ ผู้คนมากมายเฝ้ารอพบเธอที่สนามบิน ทางการสั่งปิดถนนใจกลางกรุงมะนิลา พา Wurtbach ในชุดเดรสสวยสวมมงกุฎแห่งเกียรติยศที่ใครหลายคนใฝ่ฝันขึ้นยืนบนขบวนรถแห่แหนออกไปรอบเมือง ท่ามกลางเสียงปรบมือ โห่ร้อง แสดงความยินดีแก่มิสยูนิเวิร์สคนที่ 3 ของประเทศ เธอส่งยิ้มหวาน โบกมือให้แก่ผู้คน ชัยชนะของครั้งนี้คือสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์เฝ้ารอมาตลอดหลายสิบปี และน่าทึ่งที่เพียงแค่ 3 ปีต่อมา ตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สประจำปี 2018 ตกเป็นของสาวฟิลิปปินส์อีกครั้ง เธอคือ Catriona Gray สาวสวยลูกครึ่งฟิลิปปินส์-ออสเตรเลีย นางงามจักรวาลคนที่ 67

โรงเรียนฝึกนางงาม
Pia Wurtzbach โบกธงฟิลิปปินส์บนขบวนรถที่เคลื่อนไปตามท้องถนนในกรุงมะนิลา หลังคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์ส 2015 มาได้
ขอบคุณภาพจาก Bullit Marquez/AP

ทำไมชาวฟิลิปปินส์ถึงคลั่งไคล้การประกวดนางงามมากขนาดนั้น? อันที่จริงจุดเริ่มต้นอาจจะมาจากแค่ความนิยมในคนสวยๆ งามๆ และวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างหน้าตา Ric Galvez ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์นางงาม Missosology ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการประกวดระบุว่า ความหลงใหลในความงามที่กลายมาเป็นวัฒนธรรมนี้ย้อนกลับไปได้ถึงยุคสมัยที่ฟิลิปปินส์ยังตกเป็นอาณานิคมของชาวสเปน ช่วงเวลานั้นมีการจัดประกวดหญิงงามประจำหมู่บ้าน เรียกกันว่า “เทศกาล Santacruzan” เกิดขึ้นในทุกเดือนพฤษภาคม

ด้านศาสตราจารย์ Jose Wendell Capili วิทยาลัยศิลปะและวรรณคดี จากมหาวิทยาลัย Philippines-Diliman ชี้ว่าอิทธิพลจากการจัดงานโปรโมทสินค้าท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคของฟิลิปปินส์ ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งใช้สาวสวยที่เรียกกันว่า “Carnival Queens” เป็นผู้โปรโมทก็มีผลให้ความชื่นชอบนางงามฝังรากในฟิลิปปินส์ แต่ที่ทั้งคู่เห็นตรงกันคือหลัง Gloria Diaz ชนะการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ปี 1969 และกลายมาเป็นมิสยูนิเวิร์สคนแรกของประเทศ วัฒนธรรมการประกวดนางงามก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอีก 4 ปีต่อมา เมื่อ Margarita Moran กลายมาเป็นมิสยูนิเวิร์สคนที่ 2 ของฟิลิปปินส์ ดูเหมือนว่าความคลั่งไคล้ในนางงามของประเทศนี้จะยิ่งเพิ่มขึ้นทบทวี

โรงเรียนฝึกนางงาม
Gloria Diaz มิสยูนิเวิร์ส ปี 1969 เธอเป็นชาวฟิลิปปินส์คนแรกที่ชนะการประกวด
ขอบคุณภาพจาก Androgynous16/Pinterest

 

ฝึกนางงามกันจริงจังไม่แพ้ฝึกทหาร

การได้เป็นนางงามคือตั๋วใบสำคัญที่จะนำพาชีวิตที่ดีกว่ามายังบรรดาหญิงสาวยากจน หรือหญิงวัยทำงานชนชั้นกลาง ทว่าหนทางสู่ชัยชนะช่างยากลำบาก และมีเพียงผู้เดียวที่จะได้สวมมงกุฎ ดังนั้นทั่วประเทศฟิลิปปินส์จึงมีโรงเรียนฝึกนางงามเปิดสอนเต็มไปหมดทั้งทางการและไม่ทางการ เพื่อช่วยให้ฝันเป็นจริง

ณ ย่านอันคับคั่งของเกซอนซิตี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงมะนิลา ในขณะที่ผู้คนกำลังใช้ชีวิตประจำวัน มีสาวงามมากมายที่กำลังฝึกการเดินและการทรงตัวบนรองเท้าส้นสูง สถานที่ฝึกมีตั้งแต่บนดาดฟ้า ในสนามบาสเกตบอล ไปจนถึงภายในสตูดิโอติดเครื่องปรับอากาศ ส่วนใครที่ไม่ได้ฝึกก็กำลังนั่งดู ไม่ก็แต่งหน้าทาปากอยู่บนเก้าอี้พลาสติกที่ตั้งอยู่รอบๆ บทเรียนที่พวกเธอต้องทำให้ได้คือการส่ายสะโพกไปมาซ้ายขวาขณะเดินบนรองเท้าส้นสูง ท่าเดินแบบนี้ไม่มีใครเดินกันในชีวิตจริง แต่บนเวทีประกวดต่างออกไป พวกเธอฝึกอยู่เช่นนี้ราว 9 ชั่วโมงต่อวันจนเวลาเที่ยงคืนจึงจะได้กลับบ้านไปพักผ่อน และต้องฝึกกันอยู่เป็นเดือนๆ

นอกเหนือจากการเดินแบบนางงาม บรรดาหญิงสาวที่ต้องการเข้าประกวดต้องฝึกยิ้มหน้ากระจก บทเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และครอบคลุมตั้งแต่การยืน นั่ง ไปจนถึงการวางตัวแสดงท่าทางอย่างไรให้ดูเซ็กซี่ หรือดูอ่อนหวาน และสำคัญที่สุดคือการพูด นางงามที่ผ่านมาตรฐานต้องตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ฉับไว ฉะฉาน แม้คำถามนั้นจะเป็นเรื่องนามธรรมอย่าง “สีแดงดีกว่าสีฟ้าอย่างไร?” ก็ตาม

โรงเรียนฝึกนางงาม
หญิงสาวเหล่านี้ต้องฝึกการเดินบนรองเท้าส้นสูงนานถึง 10 ชั่วโมงต่อวัน จากภาพคือการฝึกเดินแบบ “Duck Walk” ที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และทักษะการทรงตัว
ขอบคุณภาพจาก RAUL DANCEL/THE STRAITS TIMES/ASIA NEWS NETWORK

ทีมข่าวของ Inquirer.net พูดคุยกับ Rodgil Flores ผู้เชี่ยวชาญด้านการปั้นนางงามวัย 49 ปี และเป็นเจ้าของโรงเรียนฝึกแห่งหนึ่งในกรุงมะนิลา ศิษย์เก่าจากโรงเรียนของเขาผู้ชนะการประกวดในเวทีนานาชาติก็เช่น Lara Quigaman มิสอินเตอร์เนชั่นแนล ปี 2005 หรือล่าสุดก็ Angelia Ong มิสเอิร์ธประจำปี 2015 Flores เล่าว่าทุกๆ ปีมีสาวสวยราว 100 คนที่ต้องการฝึกฝน แต่มีเพียง 30 คนเท่านั้นที่จะได้ขึ้นเวทีประกวด และสุดท้ายแล้วเมื่อสิ้นปีจะเหลือเพียงคนเดียวที่ชนะการประกวดในเวทีท้องถิ่นหรือระดับนานาชาติ โดยเส้นทางการประกวดจะเริ่มกันตั้งแต่อายุ 18 ปี และสิ้นสุดที่วัย 26 ปี ทว่าไม่ง่ายสำหรับผู้มีรายได้น้อย แม้ Flores จะไม่เก็บค่าเล่าเรียนเช่นโรงเรียนอื่น และมีสวัสดิการเป็นเมมเบอร์ฟิตเนสให้ แต่พวกเธอต้องหาเงินมาจ่ายค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ตลอดจนค่าเสื้อผ้าและเครื่องสำอางเอง บางคนที่โชคดีหน่อยมีครอบครัวช่วยสนับสนุน

Janicel Lubina คือแม่บ้านที่ไม่ต้องการเป็นแม่บ้านตลอดชีพ เธอคาดหวังว่าถ้าชนะการประกวดชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น Flores หวนคิดถึงวันแรกที่เจอ เขาเล่าว่าจำ Lubina ได้ดีเพราะ “ตอนเธอเดินมาหาผม เธอไม่มีแม้แต่กระเป๋า เสื้อผ้าถูกยัดในถุงพลาสติก” หลายปีหลังเดินสายประกวด เธอเข้ารอบสุดท้ายบนเวทีประกวด Miss Philippines International และเบนเข็มเข้าสู่วงการนางแบบ แต่ยังคงไม่ทิ้งการศึกษา ทั่วฟิลิปปินส์มีเรื่องราวทำนองนี้มากมายจากบรรดาหญิงสาวผู้เดินตามฝัน แต่ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จ

โรงเรียนฝึกนางงาม
บรรยากาศระหว่างการฝึกฝนนางงาม
ขอบคุณภาพจาก Rappler Photo

บนชั้นสองของสตูดิโอสอนเต้น ในเมือง Mandaluyong คือโรงเรียนฝึกนางงามอีกแห่งที่ Natashya Gutierrez จากสำนักข่าว Rappler เดินทางเข้าไปเยี่ยมชม เธอพูดคุยกับ Laura Lehmann ที่กำลังถูกสั่งให้ฝึกเดินใหม่หลายต่อหลายครั้งโดย Jonas Gaffud ผู้ฝึกสอน น่าประหลาดใจที่สาวงามผู้นี้คือนักศึกษาทุนด้านประสาทวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยลอสแอนเจลิส และเป็นครอบครัวเธอเองที่แนะนำให้ลองมาประกวดนางงาม Lehmann ได้ตำแหน่งรองอันดับ 1 แม้จะไม่ชนะรางวัลใหญ่บนเวที Binibining Pilipinas แต่นั่นก็มากพอที่จะมอบโอกาสใหม่ๆ มาให้ เธอกลายมาเป็นนักข่าวของมหาวิทยาลัย และพิธีกรรายการท่องเที่ยวในเวลาต่อมา จากนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สู่คนวงการบันเทิง แน่นอนว่าผู้ที่มีแนวคิดแบบสตรีนิยมล้วนไม่ชอบใจนัก และมองว่าเธอกลายเป็นหนึ่งในเหยื่อของการประกวดที่มองแต่รูปลักษณ์ภายนอก

“ถ้าคุณไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับการประกวด ใช่ ใครๆ ก็คิดว่านี่มันเวทีที่เอาผู้หญิงมาเป็นแค่วัตถุทางเพศ” Lehmann กล่าว “แต่พอฉันได้มาสัมผัส การประกวดนางงามเต็มไปด้วยเทคนิคมากมาย ที่คุณต้องใช้ใจจริงๆ จึงจะชนะได้”

เธอเล่าถึงขั้นตอนการฝึกฝนทั้งกายและใจ ไม่ว่าจะเป็นการเดินอย่างไรไม่ให้สะดุดล้ม หรือหากเกิดล้มขึ้นจะแก้สถานการณ์อย่างไร ไปจนถึงการตอบคำถามท่ามกลางความกดดันต่อหน้าผู้ชมนับพัน ทั้งหมดนี้คือข้อพิสูจน์ว่าการเป็นนางงาม ไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้

ด้าน Jonas Gaffud ผู้ฝึกสอน และมีประสบการณ์ในการเทรนด์นางงามมากกว่าสิบปีระบุว่านอกเหนือจากความงามของรูปร่างหน้าตาที่ต้องผ่านมาตรฐานแล้ว สิ่งที่ต้องมีคือออร่า ออร่าที่เปล่งประกายออกมาจากข้างใน ตัวเขาเชื่อว่านี่คือปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้คนๆ นั้นคว้ามงกุฎมาครอง

โรงเรียนฝึกนางงาม
Laura Lehmann นักศึกษาด้านประสาทวิทยาศาสตร์ที่ผันตัวมาเดินสายประกวด
ขอบคุณภาพจาก Rappler Photo

อันที่จริงไม่ใช่แค่วัฒนธรรมที่เอื้อให้เวทีประกวดมากมายทั่วฟิลิปปินส์ยังคงเดินหน้าประกวดต่อไป “ทุนนิยม” คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญ เพราะบนเวทีประกวดเต็มไปด้วยโฆษณามากมายจากบรรดาสปอนเซอร์ผู้สนับสนุน อีกทั้งราคาค่าตั๋วเข้าชมก็จำหน่ายกันเป็นล่ำสัน โดยเฉพาะในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าในการประกวดแต่ละครั้งมีเม็ดเงินหลายล้านเปโซหมุนสะพัด รวมไปถึงบรรดาแบรนด์เสื้อผ้า และเครื่องสำอางที่ใช้เวทีประกวดเป็นช่องทางโปรโมทสินค้าของตน รายได้ของพวกเขามากพอที่จะนำเงินจากการขายตั๋วไปบริจาคช่วยมูลนิธิเด็กกำพร้า หรือองค์กรอื่นๆ ได้ และนั่นยิ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ของเวทีการประกวดให้ดูดียิ่งขึ้น

แต่เวทีประกวดจะยังคงเดินหน้าต่อไปได้ไกลแค่ไหน? ท่ามกลางกระแสมากมายที่สนับสนุนให้ผู้หญิงลุกขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น ทั้งอย่ายอมตกเป็นเครื่องมือทางเพศของผู้ชาย ดังกระแส #Metoo อันโด่งดัง และแม้แต่ในฟิลิปปินส์เอง ถึงผู้คนส่วนใหญ่จะชื่นชอบนางงาม แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ต่อต้าน และมองว่านี่คือเวทีแสดงออกซึ่งโลกที่มีเพศชายเป็นใหญ่

โรงเรียนฝึกนางงาม
ผู้เข้าฝึกฝนต้องเดินวนไปมาเช่นนี้หลายรอบ จนกว่าจะได้มาตรฐานพอที่จะขึ้นเวทีประกวดได้
ขอบคุณภาพจาก Rappler Photo

เมื่อปี 2014 สภาเมือง Chivilcoy ในกรุงบัวโนสไอเรส ของอาร์เจนตินาออกมาแบนการประกวดนางงาม ด้วยเหตุผลว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงแก่ผู้หญิง เนื่องจากความงามไม่ควรถูกกำหนดเป็นมาตรฐาน อีกทั้งมาตรฐานดังกล่าวยังมีผู้หญิงเพียงจำนวนน้อยนิดที่สามารถเข้าถึงได้ ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยทางกายและทางใจตามมา ที่สหรัฐอเมริกาเองก็มีผู้ออกมาโต้แย้งกฎเกณฑ์การเข้าประกวดที่ค่อนข้างโบราณ เนื่องจากการจะเป็นนางงามนั้นต้องไม่เคยแต่งงานหรือมีบุตรมาก่อน ส่วนในเปรู เมื่อปีที่ผ่านมา พวกเขายกระดับเวทีการประกวดในประเทศ ด้วยการประกาศตัวเลขจำนวนของผู้หญิงที่เผชิญความรุนแรงแทนที่จะเป็นสัดส่วนร่างกายผู้เข้าประกวด

ดอกเตอร์ Mina Roces ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย New South Wales ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของผู้หญิงในฟิลิปปินส์ชี้ว่า เวทีประกวดนางงามกำลังทำร้ายผู้หญิงมากกว่าการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีความมั่นใจในตัวเอง เนื่องจากการประกวดเป็นการสนับสนุนมาตรฐานความงามที่ไม่สามารถเข้าถึงได้จริง ทั้งยังทำลายความหลากหลายของความงาม ที่ผ่านมาในฟิลิปปินส์ เวทีประกวดปลูกฝังค่านิยมว่าหญิงงามควรมีคุณสมบัติเป็นลูกครึ่ง มีผิวขาว และมีส่วนสูงที่น่าประทับใจ

โรงเรียนฝึกนางงาม
ในหลายประเทศมีเวทีประกวดทางเลือกสำหรับความงามที่ไม่ใช่พิมพ์นิยม เช่น เวที Miss Landmine ในแองโกลา จัดขึ้นเพื่อผู้หญิงที่ต้องกลายเป็นผู้พิการจากกับระเบิด
ขอบคุณภาพจาก http://traavik.info/images/gallery/MissLangola30.jpg

นอกจากนั้น Roces ยังเสริมว่า เวทีประกวดมากมายกำลังครอบงำความคิดของชาวฟิลิปปินส์ ในชาติตะวันตก หญิงงามคือหญิงงาม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความรู้ความสามารถ หรืออำนาจที่พวกเธอมี แต่ในฟิลิปปินส์ ผู้คนรวมสิ่งนี้เข้าด้วยกันกลายเป็นว่าถ้ามีหน้าตาสวยการจะทำอะไรก็ช่างง่ายดายไปเสียหมด และบ่อยครั้งที่เห็นนางงามก้าวเข้าสู่วงการอื่นมากมาย แม้แต่ลงเล่นการเมือง

“ฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องสร้างจิตสำนึกใหม่ให้แก่ผู้หญิง ให้พวกเธอทราบว่าไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตาเท่านั้นที่นิยามความเป็นเรา นี่คือสิ่งสำคัญที่เฟมินิสต์ควรทำ” Roces กล่าว

ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเวทีประกวดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแนวคิดใหม่ๆ กำลังเติบโต ในทางกลับกันสิ่งเหล่านี้ยกระดับเวทีการประกวดนางงามให้ยากมากขึ้นไปอีกเช่นกัน เพราะทุกวันนี้กว่าใครสักคนจะก้าวถึงฝั่งฝันคว้ามงกุฎมาครองได้ ลำพังแค่ความสวยนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป

 

อ่านเพิ่มเติม

ความลับเบื้องหลังความงาม ทำไมใครๆ ก็ชอบคนสวย ?

 

แหล่งข้อมูล

In the Philippines, beauty boot camps transform girls into pageant princesses

The Philippines’ beauty pageant obsession: Who benefits?

Are beauty pageants sexist or a celebration of femininity?

Manila’s factory of beauty queen dreams

Why beauty pageants are popular in the Philippines

 

เรื่องแนะนำ

ไอ้ไข่ ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แดนใต้ กลายเป็นปรากฏการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างไร

ผู้มาเยี่ยมชมวัดเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทางภาคใต้ของประเทศไทย บริจาครูปปั้นไก่จำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อเป็นเกียรติแก่ “ไอ้ไข่” ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอลวิญญาณของเด็กชาย ที่เชื่อกันว่าจะนำพาความโชคดีมาให้ ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC ผู้คนนับหมื่นแห่เดินทางไปยังวัดเจดีย์ ที่ตั้งรูปปั้น ไอ้ไข่ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อแสวงหาความหวังและโชคลาภในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสส่งผลให้ต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทยต้องหยุดชะงัก คิดเป็นสัดส่วนมูลค่ามากกว่าร้อยละ 20 ของ GDP ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน คำบอกเล่าแพร่กระจายออกไปว่าวิญญาณของรูปปั้นสมัยศตวรรษที่ 18 ในภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกว่า “ไอ้ไข่” ได้ให้โชคแก่หญิงคนหนึ่งที่มาสักการะจนเธอถูกรางวัลลอตเตอรี หลังจากนั้นหญิงคนดังกล่าวกลายเป็นที่รู้จัก เธอจึงเปิดเผยถึงความมั่งคั่งและความสำเร็จที่เธอได้รับมาจากการสักการะไอ้ไข่ ในไม่ช้าวัดเจดีย์ ที่มีรูปปั้นไอ้ไข่ ก็กลายเป็นสถานที่ในการแสวงหาสิ่งที่ปรารถนาและโชคลาภของคนไทย สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย วิญญาณถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและยังถูกมองว่าเป็นประตูสู่ความมั่งคั่งหรือการปกปักรักษาอีกด้วย “ถ้าคุณพิจารณาแนวความคิดทางศาสนาที่เป็นที่นิยมของไทย ความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับคุณในชีวิตประจำวัน” ดร.ประกีรติ สัตสุต อาจารย์ประจำคณะมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว “เมื่อคุณไปตลาดคุณจะเห็นศาลเจ้าที่ตั้งไว้ประจำอาณาเขต หรือในร้านค้าที่มีนางกวักไว้นำโชค คุณสามารถใช้วัตถุเหล่านี้เพื่อเก็บเกี่ยวโชคลาภ ความมั่งคั่ง หรือบรรลุเป้าหมายของคุณในโลกนี้ ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการสื่อสารและความสัมพันธ์กันบางอย่าง” เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้เกิดสภาวะกดดันทางสังคมและการเงินอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณนี้จึงกลายเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวสำหรับคนไทยจำนวนมาก จนทำให้ไอ้ไข่ ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักแค่กับคนในท้องถิ่น แต่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ซึ่งยินดีต้อนรับผู้เลื่อมใสหลายพันคนต่อวัน […]

นวัตกรรมไทยเป็นอย่างไร – ไปถึงไหน ในมุมมอง ผอ. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

นวัตกรรมของประเทศจะมีความสามารถมากพอในการแข่งขันกับเวทีโลกได้หรือไม่ แล้วสิ่งใดคืออุปสรรคในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของประเทศ – พูดคุยกับ ผอ. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) นวัตกรรม (น.) การกระทำหรือสิ่งที่ทำขึ้นใหม่หรือแปลกจากเดิมซึ่งอาจจะเป็นความคิด วิธีการ หรืออุปกรณ์ เป็นต้น เหตุที่เราต้องยกนิยามจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ขึ้นมา เนื่องจากว่าแต่ละคนอาจมีความคิดต่อคำว่า นวัตกรรม ที่แตกต่างกันออกไป แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อาจเห็นตรงกันว่ามันคือสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ หลายคนอาจจะอ่านบทความนี้ผ่านโทรศัพท์สมาร์ตโฟน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมประเภทหนึ่งที่ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์ไปในแบบที่ไม่มีวันหวนกลับ หลายภาคส่วนในสังคมเห็นตรงกันว่า หนึ่งในวิธีที่จะให้ประเทศไทยหลุดจากการติดกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ซึ่งหมายถึงประเทศพัฒนาเศรษฐกิจจากรายได้น้อยมาสู่ระดับที่มีรายได้มากขึ้น แต่ว่ายังไม่สามารถยกระดับเศรษฐกิจเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูง (เช่นประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี) ได้ คือต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาในประเทศ อย่างที่เราได้เห็นกันในประเทศกลุ่มที่มีรายได้สูง ซึ่งใช้พลังแห่งนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศจนกลายเป็นมหาอำนาจของโลก หลายคนคงวาดฝันให้ประเทศไทยเป็นเหมือนเกาหลีใต้ จีน หรือไต้หวัน ที่เริ่มต้นจากการเป็นประเทศยากจนมาก่อน แต่ได้ใช้ความรู้ด้านนวัตกรรม (และเทคโนโลยี) พัฒนาประเทศจนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกยุคใหม่ แต่ก็มองไม่เห็นภาพว่าในวงการการพัฒนานวัตกรรมในประเทศของเรานั้นเป็นอย่างไร เพื่อให้เข้าใจภาพของวงการนวัตกรรมในไทย เราเริ่มต้นไปที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation Agency – NIA) หรือ สนช. […]

เราร้ายกาจเหมือนที่ทำในสังคมโซเชียลไหม?

ไม่ใช่ธรรมชาติอันโหดร้ายของมนุษย์หรอกที่ด่วนโพสต์หรือทวีตข้อความร้ายๆ ผู้เขียนเรื่องนี้ว่าไว้ แต่การที่เราวิวัฒน์มาอย่างไรต่างหากที่เป็นประเด็น

โฉมหน้าที่แปรเปลี่ยนของสตรีซาอุดีอาระเบีย

เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์ ภาพถ่าย ลินซีย์ แอดดารีโอ ในห้องนั่งเล่นของครอบครัวที่เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาเพื่อรินกาแฟให้เรา นูฟ ฮะซัน กำลังฝึกออกเสียงคำว่า “headhunted” (ถูกซื้อตัว) เป็นครั้งแรก เธอไม่เคยเรียนคำนี้ในชั้นเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียน พอได้ยินฉันพูดก็ขอให้ทวนด้วยความถูกอกถูกใจ “ใช่เลย!” เธออุทาน “ฉันถูกซื้อตัว เคยมีคนยื่นข้อเสนอเรื่องงานให้ฉันมามาก แต่ครั้งนี้แม้แต่เจ้านายยังถึงกับออกปากว่า ‘เราไม่อยากให้เธอไปเลย แต่ข้อเสนอนี้ดีมาก’ เชียวละ” นูฟอายุ 32 ปี เธอมีผมดกหนาสีน้ำตาล ผิวสีน้ำผึ้ง และดวงตาเรียวแหลมที่ฉายแววร่าเริงเป็นนิจ อพาร์ตเมนต์ที่เธออยู่กับสามีและลูกชายเล็กๆสองคนกินพื้นที่หนึ่งชั้นของอาคารสามชั้นแห่งหนึ่งในย่านแออัดของกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย เมื่อสองปีก่อน ตอนที่ฉันพบเธอครั้งแรก นูฟเป็นผู้จัดการโรงงานแปรรูปอาหาร ดูแลคนงานนับสิบชีวิตในแผนกที่ทดลองใช้พนักงานหญิงล้วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์ระดับชาติเพื่อดึงสตรีซาอุดีอาระเบียเข้าสู่ตลาดแรงงาน ตอนนี้เธอย้ายมาทำงานในโรงงานผลิตโคมไฟซึ่งเพิ่งชิงตัวเธอมาจากเจ้านายเก่า ที่นี่เธอรับผิดชอบคนงานหญิงจำนวนมากกว่าเดิมถึงสิบเท่า “คนที่นั่นตั้งฉายาให้ฉันค่ะ” เธอบอก ลูกน้องของเธอทำงานในเขตปลอดบุรุษ แต่พนักงานระดับผู้จัดการของบริษัททั้งชายและหญิงทำงาน “ปะปนกัน” ตามคำของชาวซาอุดีอาระเบีย หมายถึงชายและหญิงที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดหรือการสมรสต้องอยู่ใกล้กันทุกวัน โอภาปราศรัยกันมากกว่าเอ่ยทักทายอย่างเป็นทางการ ร่วมโต๊ะประชุมเดียวกัน หรืออาจยืนใกล้ๆเพื่ออ่านเอกสารฉบับเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่มีการแบ่งแยกทางเพศอย่างล้ำลึกที่สุดในโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมือนใคร เปราะบาง และกรุ่นด้วยปัญหา ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้หญิงในราชอาณาจักรแห่งนี้ คนหลายรุ่นที่ถูกผลักดันด้วยนโยบายแรงงานใหม่และการสนับสนุนของกษัตริย์อับดุลลอฮ์ บิน […]